วันเวลาปัจจุบัน 21 มี.ค. 2019, 16:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2019, 13:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3351


 ข้อมูลส่วนตัว


สัจจะ"
มาพร้อมกับความ
"ซื่อสัตย์"
ถ้าคนไหนไม่มีสัจจะ
คนนั้นหาความ"ซื่อสัตย์"ไม่ได้

โอวาทธรรมหลวงปู่แสง ญาณวโร





"...วัดอยู่ที่ไหน ศาสนาไม่ได้อยู่ที่วัด ศาสนาไม่ได้อยู่ที่ตำราคัมภีร์ วัดอยู่ที่ใจเรานี่ ศาสนาก็อยู่ที่ใจเรานี่ ฉะนั้นให้เรามาค้นดูที่ใจ มาศึกษาดูที่ใจ ฤาษีตนหนึ่งในสมัยพุทธกาลมีฤทธิ์มาก มีอภิญญามาก ต้องการดูที่สุดของโลกที่สุดของจักรวาล จึงเหาะขึ้นไปในอากาศด้วยความเร็ว เหาะไปอยู่ร้อยปีจนตายไปในอากาศ ก็ไม่เจอที่สุดของโลกของจักรวาล

เมื่อตายไป ไปบังเกิดเป็นพรหม ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงได้กราบเรียนถามพระพุทธเจ้าว่า ที่สุดของโลกที่สุดของจักรวาลอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ที่สุดของโลกที่สุดของจักรวาล อยู่ที่ใจเรานี่ ให้เข้ามาดูที่ใจ มาค้นดูศึกษาดูที่ใจ วัดทั้งหลายนั้นจึงยังไม่ใช่ศาสนา แต่ศาสนาคือวัด วัดดูที่ใจเรานี่..."
.
โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่ทิวา อาภากโร
ศูนย์ปฏิบัติธรรมเสริมรังษี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา





ภูมิคุมจิต

หลวงพ่อบุญจันทร์ เมตตาเล่าให้ฟังว่า...

"กุฏิที่วัดป่ากิ่วดู่ แต่ละหลังจะอยู่ห่างๆ กันและมีป่าคั่น..ที่นี่ภูมิแรงมาก ภูมิเขาจะมาทดสอบ ถ้าใครมาพักและไม่ภาวนาจะอยู่ไม่ได้นาน เขาจะมาสอบจิต มาอยู่มาพักที่นี่ต้องมีสติ เหมือนหลวงปู่ครูอาจารย์ที่เข้าป่า ท่านเจอเสือ เจอช้าง ท่านข้ามความกลัวไปได้จนจิตรวม.."

หลวงพ่อบุญจันทร์ จันทสีโล
วัดป่ากิ่วดู่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
(ศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่แหวน สุจิณโณ)





"พระอาจารย์วิทยา กิจฺจวิชฺโช" เจ้าอาวาสวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้โพสต์ "ธรรมะ" ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การเป็นพระอริยเจ้า เขาเอาอะไรมาเป็นตัวตัดสินกัน นึกคิดเอาเองหรืออย่างไร? หวาดเสียวแทนนะ! มีแต่พระอริยเจ้าด้วยกันจึงจะรู้กัน ถ้าไม่ใช่พระอริยเจ้าจริง หากรับสมอ้างรู้เห็นเป็นใจให้เขาโฆษณา ก็เข้าข่ายปาราชิก มันเป็นการอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่ใช่ของควรเอามาพูดเล่น โดยเฉพาะพูดเพื่อโฆษณาหาเงิน ถ้าไม่จริงมันเท่ากับหลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต ถ้าเป็นพระมีสิทธิ์เป็นปาราชิกได้จริง ๆ

นี่แหละ! ลูกศิษย์มันทำลายครูบาอาจารย์ เอาชื่อเสียงของท่านมาประกาศโฆษณาหาเงิน ท่านอาจไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย แต่ลูกศิษย์คิดทำกันเอง ก็ไม่แน่ใจ คิดว่าดีแล้วหรือ? เอามาทำไมเงินเป็นแสน ๆ ถ้าต้องเอาครูบาอาจารย์มาประกาศตัวขายทอดตลาดราคาถูก ๆ แบบนี้ ความเป็นพระแท้ มันประมาณค่าไม่ได้นะ

ธรรมท่านสอนให้สันโดษคือใช้ของตามมีตามได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสอนให้มักน้อย คือมีมากก็ให้เอาแต่น้อย ดำรงชีพอยู่ด้วยความพอเหมาะพอดีแก่ความเป็นสมณะ ไม่ดิ้นรนแสวงหาปัจจัยสี่ในทางที่ผิด

พระวินัยบัญญัติไว้ ห้ามไม่ให้พระขอปัจจัยสี่ ข้าวปลาอาหาร จากผู้ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา แม้เป็นญาติก็ยังบังคับให้ขอได้เฉพาะที่เป็นสายโลหิตเดียวกัน ทางสะใภ้ ทางเขย ห้ามมิให้ขอ และถึงแม้เขาปวารณาไว้ให้ขอได้ ก็ให้ขอได้แค่ 4 เดือนเป็นอย่างยิ่ง เกินนั้นไปก็ห้ามขอ เว้นไว้แต่เขาปวารณาตลอดไป หรือเป็นภิกษุไข้ หรือมีสมัยยกเว้นให้ขอได้

ทุกวันนี้สื่อราคาถูก ใครปวดขี้ ปวดเยี่ยว ปวดแข้ง ปวดขา อยากได้อะไร ก็มาประกาศบอกบุญในโซเชียล พวกมีแต่ศรัทธา แต่ขาดปัญญา ก็เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกสร้างภาพเป็นนักบุญมันก็มีเยอะนะ ไม่ใช่ไม่มี

พระที่ดีจริง ท่านไม่ต้องมาประกาศหาเงินในที่สาธารณะให้ระคายต่อพระธรรมวินัยหรอก ท่านก็พอใจเท่าที่ท่านมี ถ้าไม่มี ท่านก็ไม่หาในทางที่ไม่ชอบ การประกาศบอกบุญเรี่ยไรหาเงิน ใครทำบุญ ก็ได้บุญอยู่นะ แต่มันเป็นบุญหยาบที่ทำลายบุญละเอียด เท่ากับส่งเสริมให้พระหาเงินด้วยวิธีการที่ไม่ควร ผิดธรรม ผิดวินัย ศีลของพระก็เศร้าหมอง มีแต่ความโลภ อยากได้โน่น อยากได้นี่ไปเรื่อย ๆ

ให้พระท่านอยู่ตามมีตามได้นั่นแหละคือธรรม มีกุฏิอยู่ให้พักผ่อนหลับนอน นั่งสมาธิ เดินจงกรมได้ก็พอแล้ว จะสร้างอะไรใหญ่ ๆ โต มีเมื่อไรค่อยสร้าง ถ้าไม่มีก็อย่าเพิ่งไปสร้างมัน ถ้าอยากจะสร้างก็บอกเฉพาะที่เป็นญาติ ที่เป็นปวารณากันเอาไว้ ทำตามกำลังฐานะของตน มีแค่ไหนก็ทำแค่นั้น หากจะมีมันก็มีมาเอง นี่คือ ธรรมวินัยของพระบรมศาสดา

เว้นไว้แต่ที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่มหาชนเห็นสมควร อันนั้นก็แล้วแต่เขาจะจัดการกันเอง

ธรรมท่านสอนให้พระรู้จักประมาณในความพอดี ไม่ใช่แบบมือซ้ายถือเตารีด มือขวาถือคันไถ แถมเอาชูชกแบกไว้บนบ่า แบบนี้ชาวบ้านเขาหวาดผวา ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง มันไม่เป็นไปเพื่อยังความเลื่อมใสศรัทธาของคนที่ยังไม่เลื่อมใสศรัทธา

ถ้าพระที่ว่าดี แห่กันออกมาประกาศบอกบุญก่อสร้างอะไรต่อมิอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ เกลื่อนโซเชียลราวกับดอกเห็ดเช่นนี้ ศาสนาจะตั้งอยู่ได้อย่างไร
มันจะไม่กลายเป็นเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือหาเงินหรอกรึ? นึกอยากจะสร้างโบสถ์ สร้างศาลามหึมาแค่ไหน ก็มาโอ่อวดประกาศตัวเป็นผู้วิเศษ ประกาศบอกบุญกระจายไปสามโลกธาตุ ใครอยากได้บุญใหญ่ก็รีบแห่กันไปทำบุญกัน

บ้างก็อวดว่าเป็นพระอริยะ บางคนก็ฟาดเป็นพระอรหันต์ไปเลย เดี๋ยวพระอรหันต์ได้เดินชนกันตาย ต้องเรี่ยไรเงินมาทำบุญสร้างถนนแปดเลนให้พระอรหันต์เดินกันอีก โอ๊ย! ไม่รู้จะพูดยังไง

ของจริงท่านไม่อวดหรอกเน้อ!! แต่หากมีเหตุผลความจำเป็นอันควรพูด ท่านก็พูดไปตามเหตุผลความจำเป็นนั้น ท่านมีความจริงคือความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นเครื่องรองรับ อันผู้มีปัญญาฟังแล้วย่อมรู้ได้ มันต่างกับไอ้ประเภทที่พูดอวดแบบใจกลวง ๆ

หากจะสร้างศาสนวัตถุให้ใหญ่โตแค่ไหน มันก็ควรรู้ประมาณความพอดี ความเหมาะความควร ความมีเหตุมีผล มีความจำเป็นที่จะต้องทำ ไม่ใช่นึกอยากจะทำหรูหราใหญ่โตแค่ไหน ก็คิดทำเอาตามใจชอบ ทำอวดโลกอวดสงสารอวดเบ่งว่า บารมีดี แล้วก็เอามาเป็นข้ออ้างประกาศบอกบุญเรี่ยไรหาเงินไปทั่วทิศทั่วแดน อย่าเอาแต่ศาสนวัตถุ ให้เอาธรรมเอาวินัยด้วย เพราะถึงแม้ศาสนวัตถุจะหรูหราโอ่อ่าเพียงไหน แต่ถ้าพระไม่ประพฤติตั้งมั่นอยู่ในธรรมในวินัย ศาสนาก็ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ ศาสนาพุทธตั้งมั่นอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะพระท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรงธรรมทรงวินัยสืบทอดกันมาต่างหาก ไม่ได้ทรงศาสนวัตถุ ขออย่าได้เอาความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพระ ไปโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นพระอริยเจ้า มันเป็นหนทางแห่งความเสื่อม ผู้มีธรรมแท้ท่านไม่ทำกัน

เพราะถ้ามีคุณธรรมระดับเป็นพระอริยเจ้าจริง เป็นพระอรหันต์จริง ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องไปประกาศบอกใคร ทานบารมีที่แต่ละท่านบำเพ็ญมาดีแล้ว มันหากบันดาลให้เป็นไปเอง มีพระอริยเจ้าองค์ไหนท่านอดอยากหิวโหย มีอยู่หรือ?

อย่าเอาลาภสักการะไปฆ่าพระ อย่าไปส่งเสริมให้พระหาเงินในทางที่มิชอบ ธรรมท่านสอนไว้

"สักกาโร กาปุริสัง หันติ" แปลว่า "สักการะย่อมฆ่าบุรุษผู้โง่เขลา" หรือ "ปลาโง่ตายเพราะเหยื่อล่อ" จงช่วยกันรักษาพระธรรมวินัย ให้พระปฏิบัติตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย นั่นแล คือ การจรรโลงพระพุทธศาสนา

การเอาครูบาอาจารย์มาประกาศอวดคุณวิเศษให้โลกรับรู้ โดยไม่มีเหตุอันควร เพื่อเรี่ยไรหาเงินไปทำบุญอะไรก็แล้วแต่ นั่นคือ การทำลายพระพุทธศาสนาแบบตัดขั้วหัวใจเลยทีเดียว มันจะทำให้ศาสนาเสื่อมเร็วหนักยิ่งขึ้นไปอีก สู้ไม่ทำเสียยังจะดีกว่า ศาสนาพุทธต่อไปนี้ จะมีแต่ความเจริญทางด้านวัตถุ แต่พระธรรมวินัยจะถูกทำลายสลายไปทีละน้อย ๆ ถ้าพวกเราชาวพุทธมีแต่ศรัทธาแต่ขาดปัญญา ทำบุญโดยไม่ใช้ปัญญา ไม่ช่วยกันรักษาพระธรรมวินัย ก็จะเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ

ชาวพุทธจงอย่าเอาการทำทานซึ่งเป็นบุญหยาบไปเป็นข้ออ้างเพื่อทำลายบุญละเอียด ด้วยการประพฤติผิดธรรมผิดวินัย ธรรมวินัยเป็นองค์แทนพระศาสดา ควรจะเคารพเทิดทูนไว้เหนือเศียรเกล้า ยิ่งกว่าสิ่งใด และไม่ใช่เคารพด้วยปาก ต้องเคารพด้วยใจจริง ๆ เมื่อเคารพด้วยใจ ก็จะไม่กล้าฝ่าฝืนทำอะไรที่ผิดธรรมผิดวินัย

จงรู้ไว้ การจะทำบุญอะไรก็ตาม ถ้าผิดธรรมผิดวินัยแล้ว ไม่มีบุญอยู่ในนั้น เพราะบาปมันเผาไหม้แรงกว่า แม้ใครจะโฆษณาว่า นั่น เป็นมหาบุญมหากุศลก็ตาม ก็เป็นได้แค่ลมปากจอมปลอมเท่านั้นเอง จะเป็นบุญแท้ หรือบุญเทียม ต้องดูที่ปฏิบัติอยู่ในธรรมในวินัยหรือไม่ วัดกันที่ตรงนี้ จำไว้!!
ชาวพุทธจงรู้จักทำบุญให้ถูกบุญ อย่าแสวงหาบุญด้วยการประพฤติผิดธรรมผิดวินัย นั่นให้รู้ว่า ไม่ใช่บุญจริง จึงสมกับที่เป็นชาวพุทธที่ใฝ่ใจในการบำเพ็ญบุญกุศลอย่างแท้จริง บุญคือความสุข กุศลคือความฉลาด ถ้าทำถูกต้องก็จะได้ทั้งความสุข และ ความฉลาด แต่ถ้าทำผิดพลาดก็จะได้ บาปและอกุศลมาแทน ที่พูดนี่! ก็ไม่เจตนาจะทุบหม้อข้าวใคร แต่จำเป็นต้องพูดให้รู้ไว้ เพราะมันคือความจริง!!


เรื่อง "ของจริง ท่านไม่โฆษณาไม่โอ้อวด"
(เทศนาโดย พระอาจารย์วิทยา กิจฺจวิชฺโช)
(เจ้าอาวาสวัดดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน)







แผ่เมตตาพรหมวิหาร

โยม : กราบนมัสการหลวงปู่ครับ ถ้าเราอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร จะถึงเขาไหมครับหลวงปู่

หลวงปู่ทิวา : ขึ้นอยู่กับว่า ขณะนั้นเขาพร้อมที่จะรับหรือไม่ ถ้าเขาไม่รับ เราก็ส่งให้ไม่ถึง

โยม : แล้ววิธีไหนถึงจะส่งบุญไปถึงได้ครับหลวงปู่

หลวงปู่ทิวา : แผ่เมตตาพรหมวิหาร (พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เป็นพุทธวจน) เมตตาพรหมวิหารนี้ ถ้าทำให้มากเจริญให้มากย่อมแก้กรรมได้ กรรมที่ทำแล้วถ้าหนักก็อาจจะเบาบางลงได้ ถ้ากรรมนั้นพอประมาณก็อาจจะจางหายไปได้...

หลวงปู่ทิวา อาภากโร







" วันหนึ่งที่วัดหนองป่าพง กุฏิเราอยู่ห่างไกลที่สุดในวัด มีโยมผู้ชายเดินมาตามเราถึงกุฏิ เพราะมีคนมารอพบเราอยู่ที่ศาลา เราจึงรีบห่มจีวร และเดินลงจากกุฏิ เพื่อรีบเดินไปยังศาลา

โยมผู้ชายคนนั้นเห็นเราเดินแล้ว ก็ทักขึ้นว่า 'ท่านเดินไม่เหมือนหลวงพ่อชาเลย'

เราก็หยุดพักนึง แล้วถามกลับไปว่า 'โยมหมายความว่ายังไง'

โยมตอบว่า'หลวงพ่อชาท่านเดินทีละก้าว'

ทันใดนั้น เราก็เห็นว่าใจของเราไปอยู่ที่ศาลาแล้ว เพราะนั้นเป็นที่ที่เราจะไป เราคิดแต่จะไปศาลา โดยที่ไม่ได้มีสติกับกายของเราเลย เหมือนเรากำลังฉุดลากร่างกายให้ไปถึงศาลาเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกโดยทั่วไปปฏิบัติ คือ พวกเรามีเป้าหมาย พวกเรามีการตั้งจุดมุ่งหมาย กายกับใจก็ไปหลงไปกับจุดมุ่งหมายนั้นด้วย แต่การฝึกสติ คือ การอยู่กับปัจจุบัน จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว รู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะกำลัง ยืน เดิน นั่ง นอน "

หลวงพ่อสุเมโธ ภิกขุ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร