วันเวลาปัจจุบัน 16 ก.พ. 2019, 08:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 53 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.พ. 2019, 06:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4876

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.พ. 2019, 23:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.พ. 2019, 23:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:

:b12:
ไม่มีโอกาสได้รีเพลย์
ถ้าไม่คิดเริ่มต้นฟัง
ฟังบ้างเถอะนะ
ตายแล้วเกิด
เข้าร่างใหม่
เลือกไม่ได้
เพราะเดี๋ยวนี้
คิดไม่ทันเลยว่าจิตไหนเกิดก่อนหลังเพราะกระพริบตาแล้ว
เห็นขณะใหม่ทั้งหมดครบทั้ง6ทางแล้วผลิตกิเลสใหม่เยอะกว่าฟังนะ
:b32: :b32:
https://youtu.be/_Xv55T6HlXM


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 06:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4876

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:

:b12:
ไม่มีโอกาสได้รีเพลย์
ถ้าไม่คิดเริ่มต้นฟัง
ฟังบ้างเถอะนะ
ตายแล้วเกิด
เข้าร่างใหม่
เลือกไม่ได้
เพราะเดี๋ยวนี้
คิดไม่ทันเลยว่าจิตไหนเกิดก่อนหลังเพราะกระพริบตาแล้ว
เห็นขณะใหม่ทั้งหมดครบทั้ง6ทางแล้วผลิตกิเลสใหม่เยอะกว่าฟังนะ
:b32: :b32:
https://youtu.be/_Xv55T6HlXM

:b8:

แล้วที่คุณ โรส พูดช้ำๆนี้คืออะไรครับ
ที่พระอริยะเจ้าระลึกชาติได้คืออะไร? ครับ เรียกว่าอะไร
คุณ โรสฟังกี่รอบแล้วครับ

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 10:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:

:b12:
ไม่มีโอกาสได้รีเพลย์
ถ้าไม่คิดเริ่มต้นฟัง
ฟังบ้างเถอะนะ
ตายแล้วเกิด
เข้าร่างใหม่
เลือกไม่ได้
เพราะเดี๋ยวนี้
คิดไม่ทันเลยว่าจิตไหนเกิดก่อนหลังเพราะกระพริบตาแล้ว
เห็นขณะใหม่ทั้งหมดครบทั้ง6ทางแล้วผลิตกิเลสใหม่เยอะกว่าฟังนะ
:b32: :b32:
https://youtu.be/_Xv55T6HlXM

:b8:

แล้วที่คุณ โรส พูดช้ำๆนี้คืออะไรครับ
ที่พระอริยะเจ้าระลึกชาติได้คืออะไร? ครับ เรียกว่าอะไร
คุณ โรสฟังกี่รอบแล้วครับ

:b8:

ความจริงรู้ถูกตัวตนได้ตรงปัจจุบันขณะ
มัวแต่ลังเลหลงใหลไปทำตามๆกัน
อยากรู้อดีตและอนาคตหรือคะ
ฝันไปเถอะปัจจุบันน่ะไม่รู้
อดีตและอนาคตคือโมฆะบุรุษไงคะไม่ฟังเพื่อเพิ่มปัญญาใหม่
:b12:
:b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 10:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
แห่แหนไปทำตามๆกัน
โดยไม่ตั้งจิตไว้ชอบ
ในการฟังคำสอน
เวลาตถาคต
ตรัสจากพระโอษฐ์
ก็จะพากันแห่แหนไปหาครูอาจารย์ที่ตนเคารพไงคะ
ลืมเสมอว่าขาดการฟังคำสอนอยู่NOWแปลสิเดี๋ยวนี้ทำอะไรอยู่ล่ะ
onion onion onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 12:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4876

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:

:b12:
ไม่มีโอกาสได้รีเพลย์
ถ้าไม่คิดเริ่มต้นฟัง
ฟังบ้างเถอะนะ
ตายแล้วเกิด
เข้าร่างใหม่
เลือกไม่ได้
เพราะเดี๋ยวนี้
คิดไม่ทันเลยว่าจิตไหนเกิดก่อนหลังเพราะกระพริบตาแล้ว
เห็นขณะใหม่ทั้งหมดครบทั้ง6ทางแล้วผลิตกิเลสใหม่เยอะกว่าฟังนะ
:b32: :b32:
https://youtu.be/_Xv55T6HlXM

:b8:

แล้วที่คุณ โรส พูดช้ำๆนี้คืออะไรครับ
ที่พระอริยะเจ้าระลึกชาติได้คืออะไร? ครับ เรียกว่าอะไร
คุณ โรสฟังกี่รอบแล้วครับ

:b8:

ความจริงรู้ถูกตัวตนได้ตรงปัจจุบันขณะ
มัวแต่ลังเลหลงใหลไปทำตามๆกัน
อยากรู้อดีตและอนาคตหรือคะ
ฝันไปเถอะปัจจุบันน่ะไม่รู้
อดีตและอนาคตคือโมฆะบุรุษไงคะไม่ฟังเพื่อเพิ่มปัญญาใหม่

:b12:
:b16: :b16:

:b8:

Quote Tipitaka:
บุคคลใดย่อมระลึกได้ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีสติ. บุคคลใดย่อมรู้ทั่วโดยชอบ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีสัมปชานะ (ผู้รู้ทั่วโดยชอบ).

ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/seek.php?text=%C2%E8%CD%C1%C3%D0%C5%D6%A1%E4%B4%E9&t=b&b=1&bs=45&a=0102&original=1
นี้คือหลักฐาน และอีกหลายๆ ท่านเคยระลึกชาติ
ก่อนได้แม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงระลึกชาติ
ได้และเห็นอนาคต มิควรกล่าวว่าคือโมฆะขุรุษเลย
จะเป็นบาปกรรมเปล่าๆ สิ่งที่ยังไม่ไม่รู้ไม่เห็นก็มิควร
บอกว่าไม่มี เหมือนคนตาบอด ไม่เห็นแล้วกล่าวว่า
ไม่มีนั้นควรและถูกต้องแล้วหรือครับ?

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 12:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4876

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
แห่แหนไปทำตามๆกัน
โดยไม่ตั้งจิตไว้ชอบ
ในการฟังคำสอน
เวลาตถาคต
ตรัสจากพระโอษฐ์
ก็จะพากันแห่แหนไปหาครูอาจารย์ที่ตนเคารพไงคะ
ลืมเสมอว่าขาดการฟังคำสอนอยู่NOWแปลสิเดี๋ยวนี้ทำอะไรอยู่ล่ะ
onion onion onion

:b8:

ถามจริง คุณป้า อาจารย์ของคุณโรสเอา
ความรู้มาจากไหนหรือครับ แล้วคุณ โรสไม่ได้
แห่แหนไปทำตามๆกันหรือครับ?

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 13:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:

:b12:
ไม่มีโอกาสได้รีเพลย์
ถ้าไม่คิดเริ่มต้นฟัง
ฟังบ้างเถอะนะ
ตายแล้วเกิด
เข้าร่างใหม่
เลือกไม่ได้
เพราะเดี๋ยวนี้
คิดไม่ทันเลยว่าจิตไหนเกิดก่อนหลังเพราะกระพริบตาแล้ว
เห็นขณะใหม่ทั้งหมดครบทั้ง6ทางแล้วผลิตกิเลสใหม่เยอะกว่าฟังนะ
:b32: :b32:
https://youtu.be/_Xv55T6HlXM

:b8:

แล้วที่คุณ โรส พูดช้ำๆนี้คืออะไรครับ
ที่พระอริยะเจ้าระลึกชาติได้คืออะไร? ครับ เรียกว่าอะไร
คุณ โรสฟังกี่รอบแล้วครับ

:b8:

ความจริงรู้ถูกตัวตนได้ตรงปัจจุบันขณะ
มัวแต่ลังเลหลงใหลไปทำตามๆกัน
อยากรู้อดีตและอนาคตหรือคะ
ฝันไปเถอะปัจจุบันน่ะไม่รู้
อดีตและอนาคตคือโมฆะบุรุษไงคะไม่ฟังเพื่อเพิ่มปัญญาใหม่

:b12:
:b16: :b16:

:b8:

Quote Tipitaka:
บุคคลใดย่อมระลึกได้ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีสติ. บุคคลใดย่อมรู้ทั่วโดยชอบ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีสัมปชานะ (ผู้รู้ทั่วโดยชอบ).

ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/seek.php?text=%C2%E8%CD%C1%C3%D0%C5%D6%A1%E4%B4%E9&t=b&b=1&bs=45&a=0102&original=1
นี้คือหลักฐาน และอีกหลายๆ ท่านเคยระลึกชาติ
ก่อนได้แม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงระลึกชาติ
ได้และเห็นอนาคต มิควรกล่าวว่าคือโมฆะขุรุษเลย
จะเป็นบาปกรรมเปล่าๆ สิ่งที่ยังไม่ไม่รู้ไม่เห็นก็มิควร
บอกว่าไม่มี เหมือนคนตาบอด ไม่เห็นแล้วกล่าวว่า
ไม่มีนั้นควรและถูกต้องแล้วหรือครับ?

:b8:

สติเป็นธัมมะชนิดใดเกิดขณะเป็นกุศลหรืออกุศลและสติกับสมาธิต่างกันอย่างไรไม่รู้คือมีกิเลส
ไม่รู้จักสติไม่รู้จักสมาธิไม่รู้จักกิเลสก็คือไม่มีปัญญาแปลว่ามีอวิชชาเดี๋ยวนี้คือธัมมะอะไรแยกออกไหม
:b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 13:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4876

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
sssboun เขียน:
Rosarin เขียน:
cool
อ้างคำพูด:
ตาไม่บอดถึงจะดูออก
หูไม่หนวกถึงจะได้ยินเสียง
จิตแต่ละทางต่างตั้งมั่นตรงทาง
ลืมตาดูหูฟังมีครบทั้ง6ทางธาตุ4ขันธ์5

พอเข้าใจครับ

อ้างคำพูด:
กิเลสอยู่ในจิตไหลออกมาหลังเห็นดับเพียง3ขณะ

ยังไงครับเรียกว่า ๓ ขณะ

อ้างคำพูด:
ยังไม่ครบ6ทางเลยแค่กะพริบตาก็เกิดจิตทั้ง6ทางขณะใหม่แล้ว

ตรงนี้เข้าใจว่าจิตนัั้นเกิดดับเร็วมาก

สุตมยปัญญาเกิดจากการฟังคำสอนแล้วไตร่ตรองจนเข้าใจถูกตามหลังเห็นดับ
ถ้าไม่ฟังเลยไม่มีปัญญาแทรกเกิดหลังเห็นเพราะทุกขณะที่เห็นมีครบทั้ง6ทางอายตนะไม่ได้ทำเข้าใจไหมคะ
onion onion onion

หมายถึงยังไงครับ ไม่ทำอะไร หรือว่าให้อยู่เฉยๆ
แค่ฟังอย่างเดียวแล้วไตร่ตรองแค่นั้นก็หลุดพ้นได้แล้วเหรอครับ
:b8:

:b39:
:b12:
หมายความว่าคิดให้ตรงทางตรงขณะทีละ1สัจจะของแต่ละ1ทาง

จิตเกิดดับได้ทีละ1ทางตรงปัจจุบันขณะและสลับกันไม่ปนกันด้วย

เดี๋ยวนี้จิตกำลังเกิดดับอยู่และสลับกันตามลำดับครบทั้ง6ทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีใครทำเหตุปัจจัยขึ้น

มีแต่คิดพูดทำไปตามความคิดเห็นของตนที่ไปท่องจำคือสัญญาจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัญญา

เพราะปัญญาแรกแทรกเกิดตามหลังตอนกำลังคิดตามการฟังคำสอนแล้วคิดเห็นตามหลังเห็นดับถูกตามได้

ถ้ามีแต่ดูแล้วก็คิดเองตามที่อ่านแล้วก็เดาสภาวะธรรมไปเองแล้วคิดไปทำแยกออกไปมันไม่ตรงปัจจุบันแล้ว

ทุกขณะที่กระพริบตาแล้วมีทั้งคิดจำรู้สึกต่างๆเห็นสิ่งต่างๆตามที่ตาเนื้อส่งออกคือเห็นผิดไปตามคิดเอาเอง

ลืมว่าสุตมยปัญญาคือจะมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเริ่มคิดถูกตามได้แล้วเข้าใจสัจจะที่กายใจตนเองกำลังมี

:b55: :b55: :b55:

:b12:
ไม่มีโอกาสได้รีเพลย์
ถ้าไม่คิดเริ่มต้นฟัง
ฟังบ้างเถอะนะ
ตายแล้วเกิด
เข้าร่างใหม่
เลือกไม่ได้
เพราะเดี๋ยวนี้
คิดไม่ทันเลยว่าจิตไหนเกิดก่อนหลังเพราะกระพริบตาแล้ว
เห็นขณะใหม่ทั้งหมดครบทั้ง6ทางแล้วผลิตกิเลสใหม่เยอะกว่าฟังนะ
:b32: :b32:
https://youtu.be/_Xv55T6HlXM

:b8:

แล้วที่คุณ โรส พูดช้ำๆนี้คืออะไรครับ
ที่พระอริยะเจ้าระลึกชาติได้คืออะไร? ครับ เรียกว่าอะไร
คุณ โรสฟังกี่รอบแล้วครับ

:b8:

ความจริงรู้ถูกตัวตนได้ตรงปัจจุบันขณะ
มัวแต่ลังเลหลงใหลไปทำตามๆกัน
อยากรู้อดีตและอนาคตหรือคะ
ฝันไปเถอะปัจจุบันน่ะไม่รู้
อดีตและอนาคตคือโมฆะบุรุษไงคะไม่ฟังเพื่อเพิ่มปัญญาใหม่

:b12:
:b16: :b16:

:b8:

Quote Tipitaka:
บุคคลใดย่อมระลึกได้ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีสติ. บุคคลใดย่อมรู้ทั่วโดยชอบ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีสัมปชานะ (ผู้รู้ทั่วโดยชอบ).

ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/attha/seek.php?text=%C2%E8%CD%C1%C3%D0%C5%D6%A1%E4%B4%E9&t=b&b=1&bs=45&a=0102&original=1
นี้คือหลักฐาน และอีกหลายๆ ท่านเคยระลึกชาติ
ก่อนได้แม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงระลึกชาติ
ได้และเห็นอนาคต มิควรกล่าวว่าคือโมฆะขุรุษเลย
จะเป็นบาปกรรมเปล่าๆ สิ่งที่ยังไม่ไม่รู้ไม่เห็นก็มิควร
บอกว่าไม่มี เหมือนคนตาบอด ไม่เห็นแล้วกล่าวว่า
ไม่มีนั้นควรและถูกต้องแล้วหรือครับ?

:b8:

สติเป็นธัมมะชนิดใดเกิดขณะเป็นกุศลหรืออกุศลและสติกับสมาธิต่างกันอย่างไรไม่รู้คือมีกิเลส
ไม่รู้จักสติไม่รู้จักสมาธิไม่รู้จักกิเลสก็คือไม่มีปัญญาแปลว่ามีอวิชชาเดี๋ยวนี้คือธัมมะอะไรแยกออกไหม
:b12:

:b8:

ออกนอกเรื่องไปอีกแล้วครับ สติ ก็คือส่วนเล็กๆของ
สมาธิ เมื่อสมาธิเกิด ปัญญาก็ย่อมจะติดตามมา
เหมือนเราตอนยังเล็กเขาเรียกว่าเด็ก พอโตหน่อย
เขาก็เรียกว่าหนุ่มสาว พออายุมากหน่อยเขาก็เรียก

คนสูงอายุ จะเรียกว่าคนเดียวกันก็ไม่ใช่ จะว่าคนละ
คนก็ไม่ใช่ แท้จริงแล้ว นั้นคือการสืบเนื่องติดต่อกันมา
เมื่อมีตอนเด็ก ตอนกลาง และ ตอนแก่ถึงมีได้ เมื่อตอน
เด็กไม่มี ทั้งสองตอนนั้นก็มิอาจมีได้

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 14:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4876

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

จริงอยู่ที่ธรรมนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่พระพุทธเจ้า
พระองค์จะทรงเสด็จอุบัติขึ้นและตรัสรู้ หากไม่มีพระอง์
ทรงค้นพบและนำมาสั่งสอน และสาวกรุ่นต่อๆมารักษา
จารึกไว้ต่อๆมา เราคงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ หรือรู้ได้เลย

ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านทั้งที่เป็นพระอริยะเจ้าและ
เหล่าผู้มีส่วนร่วมทำหนังสือพระไตรปิฏกต่อๆมา จนผมได้
มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ ครับ

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 15:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b32:
คุณsss... อุตส่าห์ไปยกพระไตรปิฎกมาเทียบแต่ขายความไม่รู้ออกมาจนได้น๊าคนเราไม่รู้ก็ยอมรับซะบ้างนะ
:b32:
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
สัมปชัญญะแปลว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
ส่วนสมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิตตรงทางเกิดได้ทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิและเป็นเจตสิก
ทั้งสติ สัมปชัญญะ เป็นโสภณเจตสิกเกิดกับกุศลจิตเท่านั้น ไม่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก
ส่วนสมาธิเป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดกับมิจฉาสมาธิทำให้เกิดอกุศลจิตถ้าเกิดร่วมกับกุศลเจตสิกก็เกิดกับกุศลจิต
ทั้งสติ สัมปชัญญา และสมาธิ เป็นตัวจริงของธัมมะคนละประเภทไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์วัตถุแต่เป็นธัมมะแต่ละ1
:b12:
:b32: :b32:
https://youtu.be/mxAWY8bzx5M


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 16:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 28363

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
:b32:
คุณsss... อุตส่าห์ไปยกพระไตรปิฎกมาเทียบแต่ขายความไม่รู้ออกมาจนได้น๊าคนเราไม่รู้ก็ยอมรับซะบ้างนะ
:b32:
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
สัมปชัญญะแปลว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
ส่วนสมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิตตรงทางเกิดได้ทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิและเป็นเจตสิก
ทั้งสติ สัมปชัญญะ เป็นโสภณเจตสิกเกิดกับกุศลจิตเท่านั้น ไม่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก
ส่วนสมาธิเป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดกับมิจฉาสมาธิทำให้เกิดอกุศลจิตถ้าเกิดร่วมกับกุศลเจตสิกก็เกิดกับกุศลจิต
ทั้งสติ สัมปชัญญา และสมาธิ เป็นตัวจริงของธัมมะคนละประเภทไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์วัตถุแต่เป็นธัมมะแต่ละ1
:b12:
:b32: :b32:
https://youtu.be/mxAWY8bzx5M



ที่พูดมาทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งโน้นทั้งเพมันก็คนนั่นแหละ คิกๆๆ แต่บางตัวต้องมีการฝึกต้องอบรมต้องเจริญจึงเกิดมีได้ มิใช่ยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอแล้วเกิดขึ้น ต้องลงมือฝึกอบรมต้องภาวนานั่นเอง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 16:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
:b32:
คุณsss... อุตส่าห์ไปยกพระไตรปิฎกมาเทียบแต่ขายความไม่รู้ออกมาจนได้น๊าคนเราไม่รู้ก็ยอมรับซะบ้างนะ
:b32:
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
สัมปชัญญะแปลว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
ส่วนสมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิตตรงทางเกิดได้ทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิและเป็นเจตสิก
ทั้งสติ สัมปชัญญะ เป็นโสภณเจตสิกเกิดกับกุศลจิตเท่านั้น ไม่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก
ส่วนสมาธิเป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดกับมิจฉาสมาธิทำให้เกิดอกุศลจิตถ้าเกิดร่วมกับกุศลเจตสิกก็เกิดกับกุศลจิต
ทั้งสติ สัมปชัญญา และสมาธิ เป็นตัวจริงของธัมมะคนละประเภทไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์วัตถุแต่เป็นธัมมะแต่ละ1
:b12:
:b32: :b32:
https://youtu.be/mxAWY8bzx5M



ที่พูดมาทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งโน้นทั้งเพมันก็คนนั่นแหละ คิกๆๆ แต่บางตัวต้องมีการฝึกต้องอบรมต้องเจริญจึงเกิดมีได้ มิใช่ยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอแล้วเกิดขึ้น ต้องลงมือฝึกอบรมต้องภาวนานั่นเอง

:b1:
ติดข้องต้องการตอบคือธัมมะประเภทอกุศลค่ะเข้าใจไหมคะ
:b32:
ยึดถือธาตุ4ขันธ์5อายตนะ6ว่าเป็นคนมีตัวตนอยากตอบเป็นโลภะเป็นอกุศลค่ะ
:b32:
ตัวจริงธัมมะแต่ละ1ที่กำลังทำงานตามเหตุตามปัจจัยเกิดแล้วดับแล้วหลงว่ามีเราพิมพ์ใหญ่เลย555
:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2019, 16:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 5365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
:b32:
คุณsss... อุตส่าห์ไปยกพระไตรปิฎกมาเทียบแต่ขายความไม่รู้ออกมาจนได้น๊าคนเราไม่รู้ก็ยอมรับซะบ้างนะ
:b32:
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
สัมปชัญญะแปลว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นธัมมะประเภทเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเท่านั้น
ส่วนสมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิตตรงทางเกิดได้ทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิและเป็นเจตสิก
ทั้งสติ สัมปชัญญะ เป็นโสภณเจตสิกเกิดกับกุศลจิตเท่านั้น ไม่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก
ส่วนสมาธิเป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดกับมิจฉาสมาธิทำให้เกิดอกุศลจิตถ้าเกิดร่วมกับกุศลเจตสิกก็เกิดกับกุศลจิต
ทั้งสติ สัมปชัญญา และสมาธิ เป็นตัวจริงของธัมมะคนละประเภทไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์วัตถุแต่เป็นธัมมะแต่ละ1
:b12:
:b32: :b32:
https://youtu.be/mxAWY8bzx5M



ที่พูดมาทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งโน้นทั้งเพมันก็คนนั่นแหละ คิกๆๆ แต่บางตัวต้องมีการฝึกต้องอบรมต้องเจริญจึงเกิดมีได้ มิใช่ยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอแล้วเกิดขึ้น ต้องลงมือฝึกอบรมต้องภาวนานั่นเอง

:b1:
ติดข้องต้องการตอบคือธัมมะประเภทอกุศลค่ะเข้าใจไหมคะ
:b32:
ยึดถือธาตุ4ขันธ์5อายตนะ6ว่าเป็นคนมีตัวตนอยากตอบเป็นโลภะเป็นอกุศลค่ะ
:b32:
ตัวจริงธัมมะแต่ละ1ที่กำลังทำงานตามเหตุตามปัจจัยเกิดแล้วดับแล้วหลงว่ามีเราพิมพ์ใหญ่เลย555
:b32: :b32: :b32:

ปานได๋สิฮู้จักฟังน้อ
แปลว่า
เมื่อไหร่จะรู้จักฟังหนอ
:b13:
:b32: :b32:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 53 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร