วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.พ. 2019, 06:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2019, 05:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3325


 ข้อมูลส่วนตัว


"พวกเราอย่าลืมนะ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งภาวนา
อายุไม่ถึง ๑๐๐ ปี ต่างคนต่างกลับบ้านเก่า
เมื่อแยกย้ายกันกลับบ้านเก่าแล้ว
เรามีอะไรบ้างติดตัวไปบ้านเก่าของเรา"

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก




ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันล้วนเป็นบุพกรรมที่ทำร่วมกันมาทั้งสิ้น....จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
พระครูบาพ่อบุญชุ่ม ญาณสังวโร




อย่าหลงญาณ_หลงนิมิต_อย่าออกนอกกาย

สัญญาอารมณ์อันใดที่มันเกิดขึ้นมาเรียกว่าจะเป็นนิมิตก็ตาม ที่มันเกิดจากสมาธิแล้วก็ไปเห็นโน้นเห็นนี้ ก็ถือว่าเป็นของดีของวิเศษ ก็ว่าเป็นผู้รู้...เป็นผู้ปฏิบัติ (แหม่ บรรลุได้เร็วจัง) ที่ไหนได้...อันนั้นมันเป็นสัญญานอารมณ์ มันไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่ปัญญา อันนั้นมันเป็นสัญญา สัญญาก็คือ สัญานิจจา สัญญาไม่เที่ยง เมือมันไม่เที่ยงมันก็จะทำให้เกิดทุกข์ความทรมาน บังคับบัญชามันไม่ได้ เมือมันเกิดขึ้นมาแล้ว บางครั้ง บางคราว บางบุคคลที่มีอุปนิสัยดีหรืออกุศลจิตที่เคยสร้างสะสมอบรมมาเกี่ยวกับด้านจิตภาวนา ก็อาจจะทำให้เกิดเสียผู้เสียคนขึ้นมาได้...

...เพราะการทำสมาธิที่มันเป็นไปในลักษณะนั้น
ก็เพราะว่าปฏิบัติไม่ถูกทางครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน นี่น่ะสัญญาหนา อย่าไปเชื่อมันหนา ความรู้ความเห็นนิมิตต่างๆ นิมิตสัญญาใช่ไหม นิมิตสัญญามันเที่ยงหรือเปล่า พระพุทธเจ้าในสมัยที่ท่านแสดงพระธรรมจักร โปรดสาวกทั้งหลาย สัญญานิจจา สัญญานี้เที่ยงไม่เที่ยง (ไม่เที่ยงพระเจ้าค่ะ) สัญญาทุกขา สัญญานี้เป็นทุกข์หรือเป็นสุข (เป็นทุกข์พระเจ้าค่ะ) สัญญามันไม่ใช่ของดี สัญญาตัวนั้นท่านว่าเป็นอนิจจาเป็นของไม่เที่ยง เราจะต้องเข้าใจการปฏิบัติภาวนา อะไรเกิดขึ้นเราก็ต้องอนิจจาไว้ก่อน ถึงจิตเราสงบแล้วนิมิตไปเห็นโน้นเห็นนี้แล้วก็ตาม บังคับมันอย่าให้มันไปคล้อยตามเห็นตาม

...เรารู้ว่านี้จิตของเราออกไปสู่อารมณ์ภายนอกแล้ว เราก็ต้องดึงจิตเข้ามาสู่สมาธิ ดึงจิตเข้ามา เผลอแป๊บ..นั่นออกไปแล้ว เห็นแล้ว อยู่ข้างหน้าโน้น อยู่ด้านข้าง เราก็รู้นี้จิตของเราไปสู่ภายนอกแล้ว มันไม่ใช่ล่ะ มันเป็นสัญญาแล้ว มันเป็นสังขารแล้ว เป็นตัวปรุงตัวแต่งแล้วมันไม่ใช่ ดึงจิตกลับเข้ามาก็ไปตั้งอยู่ที่จิตอีก มันก็พยายามชักไปชักมาจนกว่ามันจะไม่ออกไป จนกว่ามันจะเข้ามาตั้งมั่นเป็นสมาธิแนบแน่น พอเราดึงมันได้ ใช้สติใช้สัมปัญชัญญะตามรู้ไม่ให้มันพลั้งเผลอ จนกว่ามันจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างจิตเป็น "เอกัคคตาลม" เหลือแต่จิตเหลือแต่ความรู้ล้วนๆทำไปไม่หยุดไม่ถอย จากนี้ไปจะทำไงต่ออีก?

...ทำเหมือนเดิม!! มันจะก้าวเข้าไปเรื่อยๆของมัน โดยที่ว่าไม่มีครูบาอาจารย์ไหนที่ว่า...ต้องทำเข้าไปแบบนั้นๆ ทำแบบนั้น อันนั้นมันไม่ใช่!! จะไปถามให้มันเป็นมันไม่ใช่!!

...การถามการชักนั่น ก็คือการเปิดทางให่สังขารมันปรุ่งแต่ง มันไม่ใช่ของจริง มันไม่ใช่รู้เองเห็นเอง จิตเข้าไปตรงไปๆไปตรงไหน อันนั้นมันเป็นหน้าที่ของตัวปัจจัตตัง จิตของใครของมัน จะรู้เองเห็นเองไม่ใช่ว่าเราจะไปถามเอาว่า จะทำแบบนั้นๆจะทำแบบนี้มันถูกไหมผิดไหม? "ถ้าจิตเราอยู่ในกายนี้ถูกทั้งนั้น!!
ถ้าออกจากกายผิดทั้งนั้น!! "การทำสมาธิแต่บางครั้งบางท่านบางองค์ ท่านก็ลึกเข้าไปเล่นอยู่ในฌานบ้างแต่ถ้าผู้ที่มีสติปัญญาทำได้ มันก็จะเกิดประโยชน์ ในเมือมีเพื่อนภิกษุที่มีกิริยาการเหมือนอน่างนั้น ก็จะได้ได้ให้ความรู้ ความฉลาด ความเข้าใจกับเขาได้

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่วงศ์ สุภาจาโร
วัดป่าแก้วเจริญธรรม บ.คำเจริญ ต.คูสะคาม อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
(ทายาทธรรมหลวงปู่วัน_อุตตโม)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร