วันเวลาปัจจุบัน 24 มี.ค. 2019, 13:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2019, 06:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3354


 ข้อมูลส่วนตัว


"อสุภะภายในเท่านั้นถึงจะตัดใจออกจากกามกิเลสได้"

แม้แต่หมอพยาบาลที่เห็นคนเสียชีวิตบ้าง เห็นเนื้อหนังตับไตไส้พุงของคนป่วยบ้าง นั่นมันแค่เห็นอสุภะภายนอก มันจึงตัดใจออกจากกามกิเลสไม่ได้

บุคคลที่จะตัดใจออกจากกามกิเลสได้คือพระอนาคามี มีตาทิพย์คือมีจิตใจเป็นทิพย์ หลับตาอยู่แต่จิตใจสว่างไสว เวลามีคนเดินเข้ามาหา เห็นตับไตไส้พุงของคนนั้นกำลังเดินเข้ามาหา นั่นมันเห็นอย่างนั้น ถึงจะเป็นอสุภะกัมมัฏฐานที่แท้จริง

ซึ่งหลวงปู่ไมเมื่อครั้งที่ยังเป็นพระหนุ่มๆ จะเห็นเป็นอย่างนี้ ตอนนั้นแทบจะฉันข้าวไม่ได้ ต้องพลิกจิตใหม่ถึงกลับมาฉันได้เป็นปกติ

โอวาทธรรม หลวงปู่ไม อินทสิริ







พ่อในรอยธรรม

วันนี้อยากจะขอฝากญาติโยมสาธุชน
ทั้งหลายทุกๆท่าน

ที่ทุกคนได้สร้างคุณงามความดีอยู่แล้ว
ก็ให้สร้างคุณงามความดีต่อไป
ชีวิตของเรานั้น อาศัยความดีเป็นอาหารใจ
เป็นอาหารกำลังสมอง เป็นอาหารของชีวิต

ฉะนั้นเมื่อเราสร้างอาหารแห่งความดี
ของชีวิตแล้ว สร้างสวรรค์วิมานให้แก่
ตนเองเป็นๆแล้ว

ก็อย่าสร้างนรกให้แก่ตนเอง นรกมันเกิดที่ไหน
นรกมันเกิดที่ปาก เกิดที่เขาเรียกว่ากาย
เกิดที่กาย ที่วาจา ที่ใจ

ฉะนั้นเรานั่นแหละเป็นผู้สร้างเครือข่าย
สร้างขุมนรกให้แก่ตนเอง

คราวนี้พอจะเราสร้างสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน
เราก็มาตั้งใจน้อมนึกถึงสิ่งที่ดีที่สุด
สิ่งที่ดีที่สุดเราสร้างขึ้นมา

ก็สร้างที่กาย ที่วาจา ที่ใจ เช่นเดียวกัน
สร้างยังไงสวรรค์ คือสร้างความดี
พูดแต่สิ่งที่ดี คิดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี
ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนตนเอง
จนไม่สามารถจะปกครองตัวได้

อันนี้แหละคือวิธีการสร้างความดี
ฉะนั้นเราเกิดมา มาเป็นมนุษย์ในชาตินี้
อย่าให้เสียชาติเกิดของการมาเป็นมนุษย์

เรารักษาภาวะ ความเป็นมนุษย์ของเราไว้ให้ดี
และเราก็จะต้องรักษา ความดีของตัวเองไว้
และเราก็อนุโมทนากับความดีของผู้อื่น
งั้นชื่อว่าเราได้กระทำความดีให้กับตนเอง

และต้องอนุโมทนาความดีของผู้อื่น
เราก็จะได้ปัญญา จากการแลเห็นความดี
ของผู้อื่น นั้นจงพยามให้รักษาดี ประพฤติดี ปฎิบัติดี คิดดี พูดดี ทำดี เดินห่างหนีจากความเลวร้าย นั้นแหละชื่อว่าท่านเป็นคนที่รักดีจริงๆ

ขอเจริญพร

โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ.
หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท
วัดป่าเจริญราช ลำลูกกา คลอง ๑๑ จ.ปทุมธานี






เรื่อง "วัดอยู่ที่ไหน"

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พบสนทนาธรรมกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ หลวงปู่ก็ถามในหลวงของเราว่า

ดูก่อนมหาบพิตร มาวัดบ่อยไหม?

ในหลวงก็ตอบว่า : ไม่ใคร่บ่อยนักเนื่องจากมีราชการงานมาก

หลวงปู่ : ถ้ามหาบพิตรมาวัด มาที่วัดไหนล่ะ

ในหลวง : ส่วนใหญ่กระผมมาที่ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ มานมัสการสมเด็จพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงตอนบวช

หลวงปู่ : มหาบพิตร ตรงไหนล่ะวัด นั้นก็เรียกว่า กุฏิ นั้นก็เรียกว่า ศาลา นั้นก็เรียกว่า โบสถ์ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มารวมกันเข้าก็สมมติเรียกกันว่า วัด เพราะฉะนั้น ตัวตนของวัดจริงๆ นั้น ไม่มีดอก ที่โบราณเขาเรียกกันว่าที่รวมเหล่านี้เป็นวัด นั้นก็เพื่อ ให้มาวัดที่ดวงใจของเรานี้ว่า ขณะนี้ดวงใจของเรานี้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ห่างไกลจากความทุกข์มากน้อยขนาดไหนแล้ว โดยให้เราวัดอยู่เสมอๆ นั้นแหละ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า มาถูกวัดในความหมายที่แท้จริง

ในหลวง : ถ้าเช่นนั้น ขณะที่กระผมอยู่บนรถ กระผมก็ไปวัดได้ใช่ไหมครับ

หลวงปู่ : ถูกแล้วมหาบพิตร อยู่ที่ไหนๆ ก็ไปวัดได้ ถ้าได้หันมาพิจารณาดูที่ดวงใจของเราว่า ใจของเราขณะนี้ห่างจากกิเลส ห่างจากความทุกข์ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นแล ฯลฯ


(วิสัชนาธรรมโดย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)





รักคือบ่วง...ห่วงคือทุกข์!! ห้าร้อยปีอันยาวนานที่ผีตนหนึ่งเฝ้ากระดูกลูกเมียด้วยความหวงแหน... ถึงคราวยุติเพราะ "แว่วเสียงเทศนาของหลวงปู่มั่น"

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐

ขณะที่ผู้เล่าเรื่องนี้อยู่กับ "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ที่วัดป่าบ้านหนองผือ วันหนึ่งคุณฟอง ชินบุตร (โยมผู้นี้มาวัดเป็นประจำ) ได้แบกไหกระเทียมชนิดปากบาน มีฝาครอบ ขนาดใหญ่เกือบเท่าขวดโหล ข้างในบรรจุกระดูก นำมาถวายพระอาจารย์

โยมฟองเล่าว่า เจ้าของไหเขาให้นำมาถวาย เป็นไหใส่กระดูกคน ดูเหมือนจะเป็นกระดูกเด็ก แต่กระดูกนั้นนำไปฝังดินแล้ว ส่วนปากไหบิ่นเพราะถูกผานไถขูดเอา

โยมฟองได้เล่าถึงเหตุที่ได้ไหนี้มาว่า นายกู่ พิมพบุตร ผู้เป็นเจ้าของนา ตั้งใจจะไปไถนาตอนเช้าตรู่ ตื่นขึ้นมาเห็นยังมืดอยู่จึงนอนต่อ พอเคลิ้มหลับไปก็ฝันเห็นว่า มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า

"ให้ไปเอาไหกระดูกสองใบไปถวายพระอาจารย์มั่นให้ด้วย"

นายกู่ถามว่า

"ไหอยู่ที่ไหน?"

ชายคนนั้นตอบว่า

"ไถนาไปสักสามรอบก็จะเห็น"

ถามว่า

"ชื่ออะไร?"

ตอบว่า

"ชื่อตาเชียงจวง... มาเฝ้ากระดูกลูกอยู่ที่นี่ได้ห้าร้อยปีแล้ว วันหนึ่งได้ยินเสียงพระอาจารย์มั่นเทศน์แว่ว ๆ มาในเวลากลางคืนว่า เป็นหมามานั่งเฝ้าหวงกระดูกแล้วก็กัดกัน ส่วนเนื้อล่ำ ๆ อร่อย ๆ มนุษย์เอาไปกินหมดแล้ว มัวแต่มานั่งเฝ้าห่วงเฝ้าหวงกระดูกตนเอง กระดูกลูกเมีย ตายแล้วไปเป็นผีเปรต ต้องมานั่งเฝ้ากระดูกถึงห้าร้อยปี แล้วจึงได้สติระลึกได้ ทั้ง ๆ ที่อด ๆ อยาก ๆ ผอมโซ ก็ยังพอใจเฝ้าหวงเฝ้าห่วงกระดูกลูกเมียอยู่ ... กว่าจะรู้ตัวก็เสียเวลาไปห้าร้อยปีแล้ว"!!

นี่แหละ... เพราะความรัก ความห่วงหาอาลัย เป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นผีเป็นเปรต เฝ้าสิ่งที่รักและอาลัยจนลืมวันลืมเวลา!!

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: walaiporn และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร