วันเวลาปัจจุบัน 15 ส.ค. 2020, 01:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 203 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 14  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ต.ค. 2018, 07:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ไม่รู้ว่าใครกัน...เป็น...ป้าทำคุณโรสเสียคน...หรือ..คุณโรสทำป้าแกเสียคน กันแน่?

แต่ที่แน่ๆ...ผมต้องขอบคุณ..คุณโรส..ที่ทำให้ผมลองฟังป้าแกมากขึ้น.. ลองฟังทีละคำ

เกิดความรู้สึกหลายๆอย่าง...ใหม่ก็มี..เน้นย้ำของเก่าๆให้ชัดเจนขึ้นก็มี..รู้สึกแล้วก็ปลงๆ

เก่าๆ..ก็อย่างเช่น....

แม้อลัชชีก็มีหน้าที่ของเขา...อลัชชีบางคน..ทำให้คนหลายพันหลายหมื่นคนหันมาทำบุญทำทาน..รักษาศีล..มากกว่าคนดีหลายๆคนซะอีก...เห็นคนที่มาฟังป้าแกแล้วก็รู้ว่าล้วนต้องการความดีความเจริญ...จึงดิ้นรนไขว่คว้ามาฟัง......ก็ลองก้มดูตัวเองซิว่า..ทำให้คนไม่ทำบุญหันมาทำบุญได้กี่คน..ทำให้คนไม่รักษาศีลหันกลับมารักษาศีลได้กี่คน..? จะเห็นว่าเราเองก็สู้อลัชชีไม่ได้...นี้...อลัชชีก็มีหน้าที่ของเขา.....จึงไม่รู้สึกอยากจะโทษอลัชชี
(ปล. หลายคนอาจจะคิดว่า..อลัชชีทำศาสนาเสื่อมนะโว้ย...ผมกลับเห็นว่า..คนมีศรัทธาบารมีมาพอเขาไม่เสื่อมศรัทธาพระศาสนาหรอก...ส่วนคนที่ทำท่ารวนเร..แม้ไม่มีอลัชชี..ศรัทธาหัวเต่าของเขาก็ไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว..)

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์...หลายคนไม่ชอบป้าแก....หลายคนก็ชอบที่จะฟังป้าแก..จะไม่เรียกว่ามีบุญมีกรรมทำร่วมกันมาได้อย่างไร...
คนที่ทำบุญร่วมชาติกับพระเทวทัต..ย่อมจะรักพระเทวทัต..ฟังพระเทวทัด..เชื่อพระเทวทัต.เป็นธรรมดา...แต่บุญกรรมมันเป็นของหมดกันได้...ภายหลังพระหลายๆรูปก็กลับมาฟังมาเชื่อตามที่พระสารีบุตรเทศน์อย่างไร...คนที่เชื่อฟังอลัชชีก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างนั้นเช่นกัน
พระเทวทัตจากนรกอเวจีในวันนี้...วันหน้ายังสามารถบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้อย่างไร.. อลัชชีวันนี้..วันหน้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้อย่างนั้นเช่นกัน..จึงไม่รู้สึกอยากจะโทษอลัชชี.

เป็นต้น

:b12:
คิดมากเกิน1คำตามความคิดของตนคือคิดเองตามเห็นผิดเพราะต้องเป็นพระพุทธเจ้าถึงไม่ต้องคิดตาม
อลัชชีแปลว่านักบวชที่ไม่มีความละอายและไม่เกรงกลัวบาปบวชในคำสอนทำตามสิกขาบทไม่ได้
แต่ไม่ยอมลาสิกขาแถมไม่ปลงอาบัติทำหมู่คณะเสื่อมที่ทำตามๆกันรับเงินตามๆกันไม่บอกชาวบ้าน
หลอกชาวบ้านไปวันวันไม่ทำอะไรนอกจากคิดวิธีเรี่ยไรเงินสร้างวัตถุเพื่อให้เหลือเศษเงินไว้ใช้ไงคะ
ฟังคำสอนเข้าใจมองกิเลสออกหมดจะให้ว่าไงลัชชีคือผู้ที่เข้าใจคำสอนฟังเข้าใจแล้วลาสิกขาไงคะ
ใส่บาตรอลัชชีศีล5ก็ไม่ผ่านฟังพระพุทธพจน์คือบุญสูงสุดเป็นกุศลที่ประกอบปัญญาส่งบุญเองได้
ทำไมถึงพูดถึงเด็กกินขนมจีนคลุกน้ำปลาบอกชาวบ้านไงเอาไปทำบุญกะนักเรียนยากจนดีกว่าไหม



ไม่เสียหาย ทำไปเลย บ้านเด็กกำพร้า ยังไงที่ไหนก็ไป รูปแบบอย่างนี้ไม่มีใครว่า พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญ เป็นบุญทั้งนั้น เป็นทานมัย อยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 3 (เข้าใจเปล่าเนี่ย)

Kiss
แต่รู้ไหมล่ะคะว่าบวชแล้วทำแบบชาวบ้านเขาไม่ได้น่ะ
ทำสังคมสงเคราะห์แบบรับเงินเอาไปเลี้ยงดูใครไม่ได้
สละหมดมีบาตร1จีวร3ผืนไม่ต้องถือกุญแจไม่มีสมบัติ
กฏิที่พักศาลาคนก็สร้างให้อยู่ฟรีไฟฟ้ากลางคืนก็ปิดสิ
เทียนพรรษาเขาก็ถวายไม้ขีดก็มีน้ำฉันก็มีคนถวายหมด
บิณฑบาตด้วยการเดินมีขาไม่พิการหรือว่าเป็นพระขี้เกียจ


บ้านธัมมะนำโดยบริหารสุวรรณภูมิ ล้มล้างพระรัตนตรัย



ตถาคตบอกให้รู้ที่กายใจตนนี่
จักขุนทรีย์เพ่งไปว่ามีคนทำไม่ดี
ที่คิดอย่างนี้เป็นใครไม่ดีเหรอคะ
มีแต่ตัวเองคิดไปตามที่ตัวเองเห็น
ไม่ได้คิดตามคำตถาคตบอกเอาไว้
ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนมีแต่ธัมมะนะ
ที่คิดอย่างนี้คงคิดว่าตัวเองดีกว่ามีอะไรนะ
ทิฏฐิมานะถือตนว่าดีกว่ารู้ดีรู้ชั่วมากกว่างั้นหรือ
ที่คุณกรัชกายว่านั้นน่ะตรงคำไหนในพระไตรปิฎกหรือคะ


อ้างคำพูด:
มีแต่ตัวเองคิดไปตามที่ตัวเองเห็น

ไม่ได้คิดตามคำตถาคตบอกเอาไว้

ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนมีแต่ธัมมะนะ




นี่ธัมมะมั้ย


ครั้งหนึ่ง อุชชัยพราหมณ์ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และกราบทูลว่า ตนจะไปอยู่ต่างถิ่น จะขอให้พระพุทธองค์แสดงธรรม ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขปัจจุบัน และธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขภายหน้า

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

“ดูกรพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขปัจจุบัน กล่าวคือ อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กัลยาณมิตตตา สมชีวิตา

๑) อุฏฐานสัมปทา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันในการงาน ไม่ว่าจะเป็นกสิกรรม ก็ดี พาณิชยกรรม ก็ดี โครักขกรรม ก็ดี ราชการทหาร ก็ดี ราชการพลเรือน ก็ดี ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ดี เธอเป็นผู้ขยัน ชำนิชำนาญ ไม่เกียจคร้าน ในงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอบสวนตรวจตรา รู้จักวิธีปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัดการ นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา

๒) อารักขสัมปทา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรมีโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมขึ้นด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เธอจัดการรักษาคุ้มครองทรัพย์เหล่านั้น โดยพิจารณาว่า ทำอย่างไร ราชาทั้งหลายจะไม่พึงริบโภคะเหล่านี้ของเราเสีย พวกโจรไม่พึงลักไปเสีย ไฟไม่พึงไหม้เสีย น้ำไม่พึงพาไปเสีย ทายาทอัปรีย์ก็จะไม่พึงเอาไปเสีย นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา

๓) กัลยาณมิตตตา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรเข้าอยู่อาศัยในคามหรือนิคมใดก็ตาม เธอเข้าสนิทสนมสนทนาปราศรัย ถกถ้อยปรึกษา กับท่านที่เป็นคหบดีบ้าง บุตรคหบดีบ้าง พวกคนหนุ่มที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง คนสูงอายุที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง ผู้ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยศีล ประกอบด้วยจาคะ ประกอบด้วยปัญญา เธอศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศรัทธา ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศีล ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยศีล ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยจาคะ ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยปัญญา ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา

๔) สมชีวิตา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรเลี้ยงชีวิพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ให้ฝืดเคืองเกินไป โดยรู้เข้าใจทางเพิ่มพูนและทางลดถอยแห่งโภคทรัพย์ ว่าทำอย่างนี้ รายได้ของเราจึงจะเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจึงจักไม่เหนือรายได้ เปรียบเหมือนคนชั่งตาชั่งหรือลูกมือคนชั่งยกตาชั่งขึ้นแล้ว ย่อมรู้ว่าหย่อนไปเท่านั้น หรือเกินไปเท่านี้

“ถ้าหากกุลบุตร นี้ รายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ก็จะมีผู้กล่าวว่าเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ ...กินใช้ทรัพย์สมบัติเหมือนคนกินมะเดื่อ ถ้ากุลบุตรนี้มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง ก็จะมีผู้กล่าวว่าเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ คงจะตายอย่างคนอนาถา แต่เพราะกุลบุตรนี้เลี้ยงชีวิตพอเหมาะ...นี้เรียกว่า สมชีวิตา


"ดูกรพราหมณ์ โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมี อบายมุข (ช่องทางเสื่อม) ๔ ประการ คือ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรชั่วสหายชั่ว ฝักใฝ่ในคนชั่ว เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำแหล่งใหญ่ มีทางไหลเข้า ๔ ทาง มีทางไหลออก ๔ ทาง หากคนปิดทางน้ำเข้าเสีย เปิดแต่ทางน้ำออก อีกทั้งฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ อ่างเก็บน้ำใหญ่นั้น เป็นอันหวังได้แต่ความลดน้อยลงอย่างเดียว ไม่มีความเพิ่มขึ้นได้เลย...


“ดูกรพราหมณ์ โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมี อายมุข (ช่องทางเพิ่มขึ้น) ๔ ประการ คือ ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรดี มีสหายดี ใฝ่ใจในกัลยาณชน เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำใหญ่ ใหญ่ มีทางไหลเข้า ๔ ทาง มีทางไหลออก ๔ ทาง หากคนเปิดทางน้ำเข้า ปิดทางน้ำออก และฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ อ่างเก็บน้ำใหญ่นั้น เป็นอันหวังได้แต่ความเพิ่มพูนอย่างเดียว ไม่มีความลดน้อยลงเลย...

“ดูกรพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขปัจจุบัน แก่กุลบุตร”

จากนั้น ตรัสแสดงธรรม ๔ ประการ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเบื้องหน้า หรือประโยชน์ล้ำเลยตาเห็น (สัมปรายิกัตถะ) คือ สัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา * (องฺ.อฏฺฐก.23/145/294)

:b12:
คุณไม่เข้าใจความเป็นปกติที่กำลังมีหรือคะ
คิดให้ตรงว่าคุณมีจิตครบ6ทางแล้วนี่คะ
เห็นหรือได้ยินหรือได้กลิ่นหรือลิ้มรส
หรือรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหรือคิดนึก
มีครบแล้วกำลังเกิดดับสลับกัน
คุณไม่รู้ว่าไม่รู้ความจริงที่มีแต่
จะไปทำเพื่อให้รู้สิ่งที่คุณไม่มี
การทำสมถภาวนาเป็นการทำ
ไม่รู้เพิ่มขึ้นไม่รู้เป็นภาษาไทย
แปลเป็นบาลีว่ามีกิเลสชัดเจนว่า
มีไม่รู้สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
การศึกษาไม่ตรงสัจจะที่ปรากฏว่ามีแล้ว
มันเลยปัจจุบันขณะตลอดเวลาเมื่อไหร่จะเข้าใจคะ
ไม่มีใครทำทุกสิ่งที่กำลังเกิดดับเพราะทุกอย่างมีตามเหตุปัจจัย
คำสอนสำหรับฟังเพื่อคิดถูกตามได้เท่านั้นจนกว่าปัญญาเจริญขึ้น
จนประจักษ์ความจริงตรงตามที่กำลังฟังตามปกติเป็นปกติ
ที่รู้ว่าขณะที่มีกุศลที่ประกอบปัญญาเป็นขณะที่ไม่มีกิเลส
ที่คุณอยากไปทำเพราะไม่รู้คือมีกิเลสไงคะ


ถามอย่างตอบอย่างอีกแล้ว ถามว่า นั่นน่าใช่ธัมมะมั้ย :b13:

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 01:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1984

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
กรัชกาย เขียน:
วางคาถาไว้

ทูรงฺคมํ เอกจรํ - อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ - โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.


คำแปล: บุคคลเหล่าใด จักสำรวมจิต อันไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายนี้เป็นที่อาศัย บุคคลเหล่านั้น จะพ้นจากบ่วงแห่งมาร.



ตรงนี้เข้าใจเลยครับ เมื่อมีกี่วันก่อนนี้ หากผมไม่หลงผิดไป ก็แสดงว่าผมได้เห็นจริง เป็นสภาพที่จิตรวมอยู่ภายใน ซึ่งแรกที่รู้สึกมันมืด สงบไม่มีอะไร สภาวะแวดล้อมเหมือนอยู่ในถ้ำ ซึ่งถ้ำนั้นเป็นคือรูปกายทั้งหมดเหมือนกายมันใหญ่มากที่จิตเราอาศัยอยู่นี้ ในขณะเกิดก็เปิดไฟเปิดโทรทัศน์ไป จิตไม่สนใจภายนอกแต่รู้อยู่

โดยผมทำเหมือนว่าเราตายแล้ว เพราะร่างกายเจ็บป่วยมีแต่โรค มันเอือมระอากับกายนี้ที่เจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา กายนี้ไม่ใช่ที่อาศัยของเราอีกต่อไปแล้ว จักจรไปจากกายที่เจ็บป่วยประชุมไปด้วยโรค ภัย ไข้ เจ็บทั้งสิ้นนี้แล้ว จิตรวมไว้ในภายในไม่ทำความยึดกาย ไม่ทำเจตนาอื่นทางกาย ทิ้งความรู้สึกทางกาย เราตายแล้ว ไม่มีเราในกายนี้อีกแล้ว เมื่อจิตสงบได้เป็นสมาธินิดหน่อยก็เกิดอาการนี้ขึ้น เรา คือตัวรู้อยู่ในโพรงถ้ำมืด ซึ่งถ้ำนั้นเรารู้ว่าเป็นกายที่เราอาศัยอยู่ แต่จิตมันไม่รับสัมผัสทางกายแล้วนิ่งรู้อยู่ที่อาการที่อยู่ในโพรงถ้ำ

สิ่งที่เห็นนี้ก็คงมีทั้งจริงและไม่จริง หรือของปลอมทั้งหมด แต่ก็เอามาโยนิโสในขณะนั้นได้ว่า กายไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่กาย จิตเราแค่จรมาอาศัยถ้ำ คือกายที่พ่อแม่ให้มานี้ เมื่อเอาใจเข้ายึดครองก็จึงเกิดเป็นตัวตนสืบต่อขึ้นมา แต่มีันทำให้เข้าใจความหมายของประโยคที่คุณ กรัชกาย ยกมาได้ครับ


:b16: ...ดีใจเจอคนปฏิบัติ... :b16:

เอกอนก็ไปอยู่ในถ้ำพอสมควรนะ ตอนที่เริ่มลงมือศึกษาเข้าไปภายใน
จนเข้าไปอยู่ในถ้ำ ก็ยังไม่รู้จะไปไหนต่อ
สมัยนั้นหาหนังสืออ่านยาก ครูบาอาจารย์ก็อยู่ไกล

เมื่อเข้าไปถึงในถ้ำแล้วจะทำอะไรต่อ ก็ยังไม่รู้
จะหยิบธรรมขึ้นมาพิจารณาอะไร ก็ดูไม่ค่อยถนัด
เพราะความคิดมันไม่น้อมไป แม้เราพยายามจะลากมันไปพิจารณาธรรม
มันก็กลับมาตั้งอยู่ในถ้ำเหมือนเดิม มารู้แบบโพร่ง ๆ อยู่อย่างนั้น
ตอนนั้น ใครได้สัมผัสสภาวะนั้น จะค่อนข้างรู้ไปโดยสภาวะว่า กายไม่ใช่เรา
เพราะเราในตอนนั้นได้เข้าไปตั้งมั่นอยู่ที่การเป็นอะไรบางอย่างที่ รู้โพร่ง ๆ อยู่

เมื่อลากมันไปคิดอะไรไม่ได้ ก็เลยนั่งมองอาการรู้โพร่ง ๆ อยู่อย่างนั้นแหละ ... :b1: :b12:
จนกระทั่ง ความว่างที่ไม่มีขอบเขตก็ค่อย ๆ ปรากฏ และก็เรื่อย ๆ ไปเป็นลำดับ
...

เอกอนคิดว่าคุณควรมีครูบาอาจารย์ให้คำแนะนำในการปฏิบัติต่อไปนะคะ... :b1:

เพราะเอกอนไปแบบมั่ว ๆ ไปแบบดุ่ม ๆ ไปตามประสา
ไปตามที่จิตจะพาไปน่ะ

คือ ... :b1: มันเป็นความแปลก
ตอนนั้นที่เอกอนติดอยู่ตรงนั้น ในถ้ำ ทำสมาธิทีไรก็มาจบอยู่ตรงนี้
ยังไม่รู้จะทำไงต่อไป ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ใกล้ ที่พอจะให้ได้เข้าไปปรึกษาถามไถ่

แต่ ... เอกอนรู้สึกอยู่ราวกับว่าเอกอนกำลังมองตากับสิ่งที่เอกอนจับตาอยู่
และสิ่งนั้นเหมือนจะมองตอบกลับมา และสื่อออกมาว่า

"ถ้าอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้ เธอต้องวางใจ และเชื่อใจเขา
แล้วเขาจะแสดงให้เห็นเอง
เพียงแค่เชื่อใจ ไว้ใจ วางใจ"

มันจะฝืนสักนิดในตอนแรก เพราะเราคิดว่าเราเป็นจิต และจิตเป็นเรามาตลอด
เหมือนว่าเราขับรถแล้วเรากุมพวงมาลัยรถไว้ในมือตลอด
แต่...มาตอนนี้ มีบางสิ่งบอกให้เราปล่อยพวงมาลัย

และ...ผนังถ้ำก็หายไป และอะไร ๆ มันก็ดำเนินไป ...

สภาวะนี้ ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติเข้าถึงเรื่อย ๆ จะรู้ได้โดยกสภาวะที่ปรากฎเป็นลำดับๆ

ว่า "จิตไม่ใช่เรา..."

แต่คุณควรมีครูบาอาจารย์นะคะ
เพราะสำหรับเอกอน กับสิ่งที่เอกอนสบตาด้วย
ตอนแรกเอกอนก็กังวล กับสิ่งที่จะดำเนินไป เพราะในสภาวะธรรมที่ละเอียด
กิเลสถือว่าเป็นภัยอย่างมาก ๆ
เพราะ ในธรรมหยาบ
เมื่อลูกบอลหล่นลงพื้น ลูกบอลยังคงเป็นลูกบอล
เมื่อจานข้าวตก ข้าวก็กระจายอยู่ในบริเวณที่จำกัด
เมื่อน้ำหก น้ำก็ไหลกระจายไปในขอบเขตที่จำกัด

แต่กับสภาวะธรรมที่ละเอียด มันเริ่มจะเบาเหมือนอากาศ ก๊าซ มันจะฟุ้งงงงงงง

สิ่งนั้นเขาบอกเอกอนให้สำรวมอย่างมาก ๆ ในเรื่องของกิเลส

แต่เราไปทำอะไรตรง ๆ กับกิเลสไม่ได้
สิ่งที่ทำได้คือ การเจริญพรหมวิหาร 4
เป็นธรรมที่มีความชุ่มชื่น ส่งให้จิตมีความเบา มีความแผ่กว้างออกไป
ความอหังการ มมังการ ... ต้องเบาบางลง

คือ ในการปฏิบัติ เราไม่มีทางละอะไรอย่างตรง ๆ ได้
ผู้ปฏิบัติเพียงแต่ทำได้ก็คือ เจริญธรรมอันเป็นคู่ปรับ

:b1:

ขอคุยแบบไม่อิงหลักการ ไม่อิงตำรา คุยแบบสบาย ๆ นะคะ

:b1: เป็นกำลังใจให้การเดินทางในทางธรรม(ปฏิบัติ)ของคุณประสบผลสำเร็จให้เห็นได้ในเร็ววันนะคะ


มาคุยสบายๆด้วยคนนะคะ พี่เอกอน

เมก็ดีใจจังเรย ที่เจอคนปฎิบัติ
แบบที่พี่เอกอนบอก ว่าดีในจังเจอคนปฎิบัติ

คนปฎิบัตินี่แหละ มักจบในถ้ำ อย่างที่ว่าเรยนะคะ

แต่เอ่ ตอนใปจบในถ้ำ ทำไม พี่ต้องไปขยายความให้คนปฎิบัติ ที่พี่ดีใจว่าเจอ
ไปขยายความต่อ อีกนะ ว่าไม่จบ แถมยังแนะนำให้ต้องหาครูบาอาจารย์อีก

คนปฎิบัตินั้นก็เรยมาแสดงการจบในถ้ำ ให้ชมแระหล่ะค่ะ

แต่ดัน เป็นจบเห่ เรย

ชอบนะคะ คำว่า เชื่อใจ ไว้ใจ วางใจที่พี่เอกอนพูดออกมา แต่มีอีกคำ อย่างนึงที่น่าจะขาดหายไป

คือ ทำตามคำสอน

ลองระลึกดูให้ดีนะคะ ว่าใช่หรือเปล่า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 09:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.

บุคคลเหล่าใด จักสำรวมจิต อันไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายนี้เป็นที่อาศัย บุคคลเหล่านั้น จะพ้นจากบ่วงแห่งมาร.

คุหาสยํ อรรถกถาขยายความให้แล้วว่า ถ้ำคือกายนี้ ซึ่งก็คือร่างกายนี่เอง ไม่ใช่ถ้ำราษฎร์ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน นางลุกขึ้นที่ไหนหรอก :b13:

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 11:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1984

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.

บุคคลเหล่าใด จักสำรวมจิต อันไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายนี้เป็นที่อาศัย บุคคลเหล่านั้น จะพ้นจากบ่วงแห่งมาร.

คุหาสยํ อรรถกถาขยายความให้แล้วว่า ถ้ำคือกายนี้ ซึ่งก็คือร่างกายนี่เอง ไม่ใช่ถ้ำราษฎร์ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน นางลุกขึ้นที่ไหนหรอก :b13:


" จะพ้นจากบ่วงแห่งมาร "

ลองขยายคำนี้สิคะ

คริคริ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 19:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:

ชอบนะคะ คำว่า เชื่อใจ ไว้ใจ วางใจที่พี่เอกอนพูดออกมา แต่มีอีกคำ อย่างนึงที่น่าจะขาดหายไป

คือ ทำตามคำสอน

ลองระลึกดูให้ดีนะคะ ว่าใช่หรือเปล่า

:b1:

ไม่ต้องนึกเลยว่า ใช่ หรือ ไม่

คำสอน

ทุกคนจะต้องได้รับรู้ถึง...คำสอน...

และต้องทำตามคำสอน ...

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 20:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:


แต่เอ่ ตอนใปจบในถ้ำ ทำไม พี่ต้องไปขยายความให้คนปฎิบัติ ที่พี่ดีใจว่าเจอ
ไปขยายความต่อ อีกนะ ว่าไม่จบ


คือ ... :b32: ไม่รู้สิ่

เพราะกระทู้นี้ชื่อ ตามหาจิต มั๊ง

ตอนนั้นพี่เอกอนก็ไม่ได้ตามหาจิตนะ
เพียงแต่ทำไปเพราะสงสัยแล้วพยายามจะหาคำตอบว่า เรา คือ อะไร

เพราะตอนที่ไปปรากฏรู้โพล่ง ๆ อยู่ เราในตอนนั้นก็คิดว่าเราคือสิ่งนั้น
แต่พอทำต่อไป อาการรู้มันก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงไป

พอโพรงถ้ำหายไป เป็นอาการรู้ที่แผ่กว้างออกไป

และมันก็กว้างออกไปจนราวกับว่ามันเป็นการรู้ที่เหมือนกับว่าลอยเคว้งอยู่ในอากาศ

และ ... แม้แต่ความรู้สึกถึงอากาศรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ บางเบาจนหายไป จนเหลือแค่

รู้อยู่เฉย ๆ นั่นล่ะ ระบุตำแหน่งอ้างอิงจากสิ่งรอบข้างไม่ได้

และ ... รู้ ก็ค่อย ๆ ลางเลือนมาก

และ ... ไม่รู้ แต่รับรู้ถึงการยังมีอยู่ก็เมื่อกลับมารู้

เมื่อถึงตอนนั้น คือ คล้ายๆกับว่า ถ้าได้หลับตาลงไปอีกครั้ง ก็ไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย

แต่นั่นไม่ใช่ว่า แค่คิดว่าจะไม่อยากกลับมา ก็ไม่ต้องกลับมาได้นะ

อาลัยนิดเดียวทำให้ก้าวลงสู่ภพแล้วน่ะ

:b1: เรื่องมันเศร้า ง่ะ :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 22:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1984

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
โลกสวย เขียน:


แต่เอ่ ตอนใปจบในถ้ำ ทำไม พี่ต้องไปขยายความให้คนปฎิบัติ ที่พี่ดีใจว่าเจอ
ไปขยายความต่อ อีกนะ ว่าไม่จบ


คือ ... :b32: ไม่รู้สิ่

เพราะกระทู้นี้ชื่อ ตามหาจิต มั๊ง

ตอนนั้นพี่เอกอนก็ไม่ได้ตามหาจิตนะ
เพียงแต่ทำไปเพราะสงสัยแล้วพยายามจะหาคำตอบว่า เรา คือ อะไร

เพราะตอนที่ไปปรากฏรู้โพล่ง ๆ อยู่ เราในตอนนั้นก็คิดว่าเราคือสิ่งนั้น
แต่พอทำต่อไป อาการรู้มันก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงไป

พอโพรงถ้ำหายไป เป็นอาการรู้ที่แผ่กว้างออกไป

และมันก็กว้างออกไปจนราวกับว่ามันเป็นการรู้ที่เหมือนกับว่าลอยเคว้งอยู่ในอากาศ

และ ... แม้แต่ความรู้สึกถึงอากาศรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ บางเบาจนหายไป จนเหลือแค่

รู้อยู่เฉย ๆ นั่นล่ะ ระบุตำแหน่งอ้างอิงจากสิ่งรอบข้างไม่ได้

และ ... รู้ ก็ค่อย ๆ ลางเลือนมาก

และ ... ไม่รู้ แต่รับรู้ถึงการยังมีอยู่ก็เมื่อกลับมารู้

เมื่อถึงตอนนั้น คือ คล้ายๆกับว่า ถ้าได้หลับตาลงไปอีกครั้ง ก็ไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย

แต่นั่นไม่ใช่ว่า แค่คิดว่าจะไม่อยากกลับมา ก็ไม่ต้องกลับมาได้นะ

อาลัยนิดเดียวทำให้ก้าวลงสู่ภพแล้วน่ะ

:b1: เรื่องมันเศร้า ง่ะ :b1:


ก็น่าเศร้าแหละค่ะ ในการเพียรพยายามที่จะหา
เปอร์เซนต์ของความเพียร มีร้อย ก็หาได้ครบร้อย ตามสมรรถนะของความเพียร

รู้ที่สามารถจืดจางลางเลือนได้ ไม่อาจเรียกว่า รู้ ค่ะ
มันไม่มีอะไรที่ทำให้แผ่กว้างหรือหดลงได้
พี่เอกอนมองต่อไปนะคะ

จุ๊ปๆ



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2018, 23:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


ก็เคยได้ยิน ใครบางบอกประมาณนี้ล่ะ

...

เหมือน เดจาวู เลย

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 01:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1984

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
ก็เคยได้ยิน ใครบางบอกประมาณนี้ล่ะ

...

เหมือน เดจาวู เลย

:b1:

เดจาวู คงแสดงอะไๆ ที่ลึกซึ้งไปไม่ถึงได้ค่ะ
เพราะประกอบด้วยไตรลักษณะและกาลเวลา
มีวิธี อีกมากมาย ถึงแปดหมื่นสี่พันวิธี
เพื่อกระทำให้เห็นถึงการสิ้นเปลืองเวลา ที่น้อยที่สุด
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เนื้อแท้ของจิตเรย







โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 10:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

“จิตท่องเที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในร่างกายนี้
ใครควบคุมจิตนี้ได้ ย่อมพ้นจากบ่วงมาร”

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากในการอธิบายถึงจิต ซึ่งปราศจากรูปร่างหน้าตา หลวงปู่ดูลย์ท่านได้กรุณาอธิบายถึงจิตไว้อย่างละเอียดลออว่า

“มันไม่ใช่เป็นของมีสีเขียว หรือสีเหลือง และ ไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งที่มีการตั้งอยู่ และ ไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือของเก่า ไม่ใช่ของยาวหรือของสั้น ของใหญ่หรือของเล็ก”

“จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันจะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะได้พบว่า มันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหนแม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่า เป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่ แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ”

“หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ จิต นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีหลักธรรมใดๆ จิต นั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่จิต จิต นั้นโดยตัวมันเอง ก็ไม่ใช่ “จิต”

แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่ใช่ “มิใช่จิต” การที่กล่าวว่า จิตนั้นมิใช่จิต ดังนี้นั้นแหละ ย่อมหมายถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และพฤติของจิตก็ได้ถูกเพิกถอนโดยสิ้นเชิงแล้ว
“พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งแล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย”


พี่เอกอน ชอบท่อนนี้

:b1:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 02 พ.ย. 2018, 17:02, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 11:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ไม่รู้ว่าใครกัน...เป็น...ป้าทำคุณโรสเสียคน...หรือ..คุณโรสทำป้าแกเสียคน กันแน่?

แต่ที่แน่ๆ...ผมต้องขอบคุณ..คุณโรส..ที่ทำให้ผมลองฟังป้าแกมากขึ้น.. ลองฟังทีละคำ

เกิดความรู้สึกหลายๆอย่าง...ใหม่ก็มี..เน้นย้ำของเก่าๆให้ชัดเจนขึ้นก็มี..รู้สึกแล้วก็ปลงๆ

เก่าๆ..ก็อย่างเช่น....

แม้อลัชชีก็มีหน้าที่ของเขา...อลัชชีบางคน..ทำให้คนหลายพันหลายหมื่นคนหันมาทำบุญทำทาน..รักษาศีล..มากกว่าคนดีหลายๆคนซะอีก...เห็นคนที่มาฟังป้าแกแล้วก็รู้ว่าล้วนต้องการความดีความเจริญ...จึงดิ้นรนไขว่คว้ามาฟัง......ก็ลองก้มดูตัวเองซิว่า..ทำให้คนไม่ทำบุญหันมาทำบุญได้กี่คน..ทำให้คนไม่รักษาศีลหันกลับมารักษาศีลได้กี่คน..? จะเห็นว่าเราเองก็สู้อลัชชีไม่ได้...นี้...อลัชชีก็มีหน้าที่ของเขา.....จึงไม่รู้สึกอยากจะโทษอลัชชี
(ปล. หลายคนอาจจะคิดว่า..อลัชชีทำศาสนาเสื่อมนะโว้ย...ผมกลับเห็นว่า..คนมีศรัทธาบารมีมาพอเขาไม่เสื่อมศรัทธาพระศาสนาหรอก...ส่วนคนที่ทำท่ารวนเร..แม้ไม่มีอลัชชี..ศรัทธาหัวเต่าของเขาก็ไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว..)

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์...หลายคนไม่ชอบป้าแก....หลายคนก็ชอบที่จะฟังป้าแก..จะไม่เรียกว่ามีบุญมีกรรมทำร่วมกันมาได้อย่างไร...
คนที่ทำบุญร่วมชาติกับพระเทวทัต..ย่อมจะรักพระเทวทัต..ฟังพระเทวทัด..เชื่อพระเทวทัต.เป็นธรรมดา...แต่บุญกรรมมันเป็นของหมดกันได้...ภายหลังพระหลายๆรูปก็กลับมาฟังมาเชื่อตามที่พระสารีบุตรเทศน์อย่างไร...คนที่เชื่อฟังอลัชชีก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างนั้นเช่นกัน
พระเทวทัตจากนรกอเวจีในวันนี้...วันหน้ายังสามารถบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้อย่างไร.. อลัชชีวันนี้..วันหน้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้อย่างนั้นเช่นกัน..จึงไม่รู้สึกอยากจะโทษอลัชชี.

เป็นต้น

:b12:
คิดมากเกิน1คำตามความคิดของตนคือคิดเองตามเห็นผิดเพราะต้องเป็นพระพุทธเจ้าถึงไม่ต้องคิดตาม
อลัชชีแปลว่านักบวชที่ไม่มีความละอายและไม่เกรงกลัวบาปบวชในคำสอนทำตามสิกขาบทไม่ได้
แต่ไม่ยอมลาสิกขาแถมไม่ปลงอาบัติทำหมู่คณะเสื่อมที่ทำตามๆกันรับเงินตามๆกันไม่บอกชาวบ้าน
หลอกชาวบ้านไปวันวันไม่ทำอะไรนอกจากคิดวิธีเรี่ยไรเงินสร้างวัตถุเพื่อให้เหลือเศษเงินไว้ใช้ไงคะ
ฟังคำสอนเข้าใจมองกิเลสออกหมดจะให้ว่าไงลัชชีคือผู้ที่เข้าใจคำสอนฟังเข้าใจแล้วลาสิกขาไงคะ
ใส่บาตรอลัชชีศีล5ก็ไม่ผ่านฟังพระพุทธพจน์คือบุญสูงสุดเป็นกุศลที่ประกอบปัญญาส่งบุญเองได้
ทำไมถึงพูดถึงเด็กกินขนมจีนคลุกน้ำปลาบอกชาวบ้านไงเอาไปทำบุญกะนักเรียนยากจนดีกว่าไหม



ไม่เสียหาย ทำไปเลย บ้านเด็กกำพร้า ยังไงที่ไหนก็ไป รูปแบบอย่างนี้ไม่มีใครว่า พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญ เป็นบุญทั้งนั้น เป็นทานมัย อยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 3 (เข้าใจเปล่าเนี่ย)

Kiss
แต่รู้ไหมล่ะคะว่าบวชแล้วทำแบบชาวบ้านเขาไม่ได้น่ะ
ทำสังคมสงเคราะห์แบบรับเงินเอาไปเลี้ยงดูใครไม่ได้
สละหมดมีบาตร1จีวร3ผืนไม่ต้องถือกุญแจไม่มีสมบัติ
กฏิที่พักศาลาคนก็สร้างให้อยู่ฟรีไฟฟ้ากลางคืนก็ปิดสิ
เทียนพรรษาเขาก็ถวายไม้ขีดก็มีน้ำฉันก็มีคนถวายหมด
บิณฑบาตด้วยการเดินมีขาไม่พิการหรือว่าเป็นพระขี้เกียจ


บ้านธัมมะนำโดยบริหารสุวรรณภูมิ ล้มล้างพระรัตนตรัย



ตถาคตบอกให้รู้ที่กายใจตนนี่
จักขุนทรีย์เพ่งไปว่ามีคนทำไม่ดี
ที่คิดอย่างนี้เป็นใครไม่ดีเหรอคะ
มีแต่ตัวเองคิดไปตามที่ตัวเองเห็น
ไม่ได้คิดตามคำตถาคตบอกเอาไว้
ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนมีแต่ธัมมะนะ
ที่คิดอย่างนี้คงคิดว่าตัวเองดีกว่ามีอะไรนะ
ทิฏฐิมานะถือตนว่าดีกว่ารู้ดีรู้ชั่วมากกว่างั้นหรือ
ที่คุณกรัชกายว่านั้นน่ะตรงคำไหนในพระไตรปิฎกหรือคะ


อ้างคำพูด:
มีแต่ตัวเองคิดไปตามที่ตัวเองเห็น

ไม่ได้คิดตามคำตถาคตบอกเอาไว้

ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนมีแต่ธัมมะนะ




นี่ธัมมะมั้ย


ครั้งหนึ่ง อุชชัยพราหมณ์ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และกราบทูลว่า ตนจะไปอยู่ต่างถิ่น จะขอให้พระพุทธองค์แสดงธรรม ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขปัจจุบัน และธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขภายหน้า

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

“ดูกรพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขปัจจุบัน กล่าวคือ อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กัลยาณมิตตตา สมชีวิตา

๑) อุฏฐานสัมปทา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันในการงาน ไม่ว่าจะเป็นกสิกรรม ก็ดี พาณิชยกรรม ก็ดี โครักขกรรม ก็ดี ราชการทหาร ก็ดี ราชการพลเรือน ก็ดี ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ดี เธอเป็นผู้ขยัน ชำนิชำนาญ ไม่เกียจคร้าน ในงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอบสวนตรวจตรา รู้จักวิธีปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัดการ นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา

๒) อารักขสัมปทา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรมีโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมขึ้นด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เธอจัดการรักษาคุ้มครองทรัพย์เหล่านั้น โดยพิจารณาว่า ทำอย่างไร ราชาทั้งหลายจะไม่พึงริบโภคะเหล่านี้ของเราเสีย พวกโจรไม่พึงลักไปเสีย ไฟไม่พึงไหม้เสีย น้ำไม่พึงพาไปเสีย ทายาทอัปรีย์ก็จะไม่พึงเอาไปเสีย นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา

๓) กัลยาณมิตตตา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรเข้าอยู่อาศัยในคามหรือนิคมใดก็ตาม เธอเข้าสนิทสนมสนทนาปราศรัย ถกถ้อยปรึกษา กับท่านที่เป็นคหบดีบ้าง บุตรคหบดีบ้าง พวกคนหนุ่มที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง คนสูงอายุที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง ผู้ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยศีล ประกอบด้วยจาคะ ประกอบด้วยปัญญา เธอศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศรัทธา ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศีล ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยศีล ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยจาคะ ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยปัญญา ของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา

๔) สมชีวิตา เป็นไฉน ? คือ กุลบุตรเลี้ยงชีวิพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ให้ฝืดเคืองเกินไป โดยรู้เข้าใจทางเพิ่มพูนและทางลดถอยแห่งโภคทรัพย์ ว่าทำอย่างนี้ รายได้ของเราจึงจะเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจึงจักไม่เหนือรายได้ เปรียบเหมือนคนชั่งตาชั่งหรือลูกมือคนชั่งยกตาชั่งขึ้นแล้ว ย่อมรู้ว่าหย่อนไปเท่านั้น หรือเกินไปเท่านี้

“ถ้าหากกุลบุตร นี้ รายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ก็จะมีผู้กล่าวว่าเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ ...กินใช้ทรัพย์สมบัติเหมือนคนกินมะเดื่อ ถ้ากุลบุตรนี้มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง ก็จะมีผู้กล่าวว่าเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ คงจะตายอย่างคนอนาถา แต่เพราะกุลบุตรนี้เลี้ยงชีวิตพอเหมาะ...นี้เรียกว่า สมชีวิตา


"ดูกรพราหมณ์ โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมี อบายมุข (ช่องทางเสื่อม) ๔ ประการ คือ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรชั่วสหายชั่ว ฝักใฝ่ในคนชั่ว เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำแหล่งใหญ่ มีทางไหลเข้า ๔ ทาง มีทางไหลออก ๔ ทาง หากคนปิดทางน้ำเข้าเสีย เปิดแต่ทางน้ำออก อีกทั้งฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ อ่างเก็บน้ำใหญ่นั้น เป็นอันหวังได้แต่ความลดน้อยลงอย่างเดียว ไม่มีความเพิ่มขึ้นได้เลย...


“ดูกรพราหมณ์ โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมี อายมุข (ช่องทางเพิ่มขึ้น) ๔ ประการ คือ ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรดี มีสหายดี ใฝ่ใจในกัลยาณชน เปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำใหญ่ ใหญ่ มีทางไหลเข้า ๔ ทาง มีทางไหลออก ๔ ทาง หากคนเปิดทางน้ำเข้า ปิดทางน้ำออก และฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ อ่างเก็บน้ำใหญ่นั้น เป็นอันหวังได้แต่ความเพิ่มพูนอย่างเดียว ไม่มีความลดน้อยลงเลย...

“ดูกรพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขปัจจุบัน แก่กุลบุตร”

จากนั้น ตรัสแสดงธรรม ๔ ประการ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเบื้องหน้า หรือประโยชน์ล้ำเลยตาเห็น (สัมปรายิกัตถะ) คือ สัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา * (องฺ.อฏฺฐก.23/145/294)

:b12:
คุณไม่เข้าใจความเป็นปกติที่กำลังมีหรือคะ
คิดให้ตรงว่าคุณมีจิตครบ6ทางแล้วนี่คะ
เห็นหรือได้ยินหรือได้กลิ่นหรือลิ้มรส
หรือรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหรือคิดนึก
มีครบแล้วกำลังเกิดดับสลับกัน
คุณไม่รู้ว่าไม่รู้ความจริงที่มีแต่
จะไปทำเพื่อให้รู้สิ่งที่คุณไม่มี
การทำสมถภาวนาเป็นการทำ
ไม่รู้เพิ่มขึ้นไม่รู้เป็นภาษาไทย
แปลเป็นบาลีว่ามีกิเลสชัดเจนว่า
มีไม่รู้สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
การศึกษาไม่ตรงสัจจะที่ปรากฏว่ามีแล้ว
มันเลยปัจจุบันขณะตลอดเวลาเมื่อไหร่จะเข้าใจคะ
ไม่มีใครทำทุกสิ่งที่กำลังเกิดดับเพราะทุกอย่างมีตามเหตุปัจจัย
คำสอนสำหรับฟังเพื่อคิดถูกตามได้เท่านั้นจนกว่าปัญญาเจริญขึ้น
จนประจักษ์ความจริงตรงตามที่กำลังฟังตามปกติเป็นปกติ
ที่รู้ว่าขณะที่มีกุศลที่ประกอบปัญญาเป็นขณะที่ไม่มีกิเลส
ที่คุณอยากไปทำเพราะไม่รู้คือมีกิเลสไงคะ


ถามอย่างตอบอย่างอีกแล้ว ถามว่า นั่นน่าใช่ธัมมะมั้ย :b13:

:b1:
เออนะคนเรา...รู้จักคำว่าตามปกติเป็นปกติไหมคะ
คุณพูดคำว่า...ธัมมะ...ตามคำสอนได้...แต่ไม่รู้ไง
ธัมมะเป็นภาษาบาลีแปลว่าสิ่งที่มีจริงในภาษาไทย
ทีนี้ก็พูดคำว่าสิ่งที่มีจริงจะได้เข้าใจในภาษาที่ใช้
ทีนี้คุณก็ตอบคำถามตัวเองสิเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม
ปัจจุบันขณะมีอะไรที่จริงตรงสัจจะแค่1สัจจะที่ควรรู้ตรงสัจจะ
ไม่ใช่คิดไปแต่ในอดีตที่ไม่ใช่เหตุการณ์จริงของตัวเองเดี๋ยวนี้
คุณคิดเอาเองว่าคนสัตว์วัตถุมีจริงคอมพิวเตอรมีจริงมือถือมีจริงคือความเห็นผิดไงคะ
คุณต้องกำลังคิดตามคำสอนว่าไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีคนไม่มีสัตว์มีแต่สิ่งที่มีจริงตรง1สัจจะตรงๆ
ก็ปัจจุบันขณะเนี่ยมันเร็วเป็นอณูวินาทีคุณรู้ไม่ทันตามคำสอนก็คือมีกิเลสปรากฏกับจิตคุณรู้จักสัจจะไหมคะ
:b12:
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 15:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin


อ้างคำพูด:

กรัชกาย
ถามอย่างตอบอย่างอีกแล้ว ถามว่า นั่นน่าใช่ธัมมะมั้ย (อุ. อา.กะ.สะ)



อ้างคำพูด:
Rosarin ตอบ
เออนะคนเรา...รู้จักคำว่าตามปกติเป็นปกติไหมคะ
คุณพูดคำว่า...ธัมมะ...ตามคำสอนได้...แต่ไม่รู้ไง

ธัมมะเป็นภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย

ทีนี้ก็พูดคำว่าสิ่งที่มีจริงจะได้เข้าใจในภาษาที่ใช้
ทีนี้คุณก็ตอบคำถามตัวเองสิเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม
ปัจจุบันขณะมีอะไรที่จริงตรงสัจจะแค่1สัจจะที่ควรรู้ตรงสัจจะ
ไม่ใช่คิดไปแต่ในอดีตที่ไม่ใช่เหตุการณ์จริงของตัวเองเดี๋ยวนี้

คุณคิดเอาเองว่า คน สัตว์ วัตถุ มีจริง คอมพิวเตอรมีจริง มือถือมีจริง คือ ความเห็นผิดไงคะ

คุณต้องกำลังคิดตามคำสอนว่าไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีคนไม่มีสัตว์มีแต่สิ่งที่มีจริงตรง1สัจจะตรงๆ
ก็ปัจจุบันขณะเนี่ยมันเร็วเป็นอณูวินาทีคุณรู้ไม่ทันตามคำสอนก็คือมีกิเลสปรากฏกับจิตคุณรู้จักสัจจะไหมคะ


เอา คคห.นี้ก่อง อิอิ

อ้างคำพูด:
คุณคิดเอาเองว่า คน สัตว์ วัตถุ มีจริง คอมพิวเตอรมีจริง มือถือมีจริง คือ ความเห็นผิดไงคะ


คุณโรส คุณเรียกสิ่งนี้ว่า อะไร? ถ้าไม่เรียก มือถือ :b10: นี่

รูปภาพ


เวลาคุณไปซื้อ คุณบอกคนขายว่า ซื้ออะไร ถ้าไม่บอกว่าซื้อมือถือ หรือว่าซื้อเท้าถือเครื่องหนึ่ง แล้วมันมีไหมล่ะ เห็นๆอยู่นั่นน่าคิกๆๆ

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 16:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
กรัชกาย
ถามอย่างตอบอย่างอีกแล้ว ถามว่า นั่นน่าใช่ธัมมะมั้ย


อ้างคำพูด:
Rosarin
เออนะคนเรา...รู้จักคำว่าตามปกติเป็นปกติไหมคะ

คุณพูดคำว่า...ธัมมะ...ตามคำสอนได้...แต่ไม่รู้ไง

ธัมมะเป็นภาษาบาลีแปลว่าสิ่งที่มีจริงในภาษาไทย

ทีนี้ก็พูดคำว่าสิ่งที่มีจริงจะได้เข้าใจในภาษาที่ใช้
ทีนี้คุณก็ตอบคำถามตัวเองสิเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม
ปัจจุบันขณะมีอะไรที่จริงตรงสัจจะแค่1สัจจะที่ควรรู้ตรงสัจจะ
ไม่ใช่คิดไปแต่ในอดีตที่ไม่ใช่เหตุการณ์จริงของตัวเองเดี๋ยวนี้
คุณคิดเอาเองว่าคนสัตว์วัตถุมีจริงคอมพิวเตอรมีจริงมือถือมีจริงคือความเห็นผิดไงคะ
คุณต้องกำลังคิดตามคำสอนว่าไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีคนไม่มีสัตว์มีแต่สิ่งที่มีจริงตรง1สัจจะตรงๆ
ก็ปัจจุบันขณะเนี่ยมันเร็วเป็นอณูวินาทีคุณรู้ไม่ทันตามคำสอนก็คือมีกิเลสปรากฏกับจิตคุณรู้จักสัจจะไหมคะ


อ้างคำพูด:
คุณพูดคำว่า...ธัมมะ...ตามคำสอนได้...แต่ไม่รู้ไง

ธัมมะเป็นภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย


ธัมมะเป็นภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย


เอ้าเข้าไป ธัมมะเป็นภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย

มันจบแล้วครับนาย ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 18:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
อ้างคำพูด:
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

“พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งแล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย
:b1:


ผู้ที่เดินไปถึงตรงนั้นเหมือนกัน จะเห็นเหมือนกันมั๊ย...นะ

:b1: :b1: :b1:

เดี๋ยวจะมีคนกังขาอีกว่า ณ ตรงนั้นไม่ได้มีตา :b32: แล้วเอาอะไรไปเห็น เห็นได้อย่างไร

:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2018, 20:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin


อ้างคำพูด:

กรัชกาย
ถามอย่างตอบอย่างอีกแล้ว ถามว่า นั่นน่าใช่ธัมมะมั้ย (อุ. อา.กะ.สะ)



อ้างคำพูด:
Rosarin ตอบ
เออนะคนเรา...รู้จักคำว่าตามปกติเป็นปกติไหมคะ
คุณพูดคำว่า...ธัมมะ...ตามคำสอนได้...แต่ไม่รู้ไง

ธัมมะเป็นภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มีจริงในภาษาไทย

ทีนี้ก็พูดคำว่าสิ่งที่มีจริงจะได้เข้าใจในภาษาที่ใช้
ทีนี้คุณก็ตอบคำถามตัวเองสิเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม
ปัจจุบันขณะมีอะไรที่จริงตรงสัจจะแค่1สัจจะที่ควรรู้ตรงสัจจะ
ไม่ใช่คิดไปแต่ในอดีตที่ไม่ใช่เหตุการณ์จริงของตัวเองเดี๋ยวนี้

คุณคิดเอาเองว่า คน สัตว์ วัตถุ มีจริง คอมพิวเตอรมีจริง มือถือมีจริง คือ ความเห็นผิดไงคะ

คุณต้องกำลังคิดตามคำสอนว่าไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีคนไม่มีสัตว์มีแต่สิ่งที่มีจริงตรง1สัจจะตรงๆ
ก็ปัจจุบันขณะเนี่ยมันเร็วเป็นอณูวินาทีคุณรู้ไม่ทันตามคำสอนก็คือมีกิเลสปรากฏกับจิตคุณรู้จักสัจจะไหมคะ


เอา คคห.นี้ก่อง อิอิ

อ้างคำพูด:
คุณคิดเอาเองว่า คน สัตว์ วัตถุ มีจริง คอมพิวเตอรมีจริง มือถือมีจริง คือ ความเห็นผิดไงคะ


คุณโรส คุณเรียกสิ่งนี้ว่า อะไร? ถ้าไม่เรียก มือถือ :b10: นี่

รูปภาพ


เวลาคุณไปซื้อ คุณบอกคนขายว่า ซื้ออะไร ถ้าไม่บอกว่าซื้อมือถือ หรือว่าซื้อเท้าถือเครื่องหนึ่ง แล้วมันมีไหมล่ะ เห็นๆอยู่นั่นน่าคิกๆๆ

:b12:
ก็เข้าใจว่ามีก็คือมีไงคะ...แต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นว่ามีไงเดี๋ยวนี้มีแล้ว
ยึดว่ามีแล้วถือครอบครองจริงๆมีจริงๆเป็นมิจฉาทิฏฐิจะไปรู้ตอนไหนล่ะ
:b32: :b32:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 203 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 14  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร