วันเวลาปัจจุบัน 02 มิ.ย. 2020, 07:08  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 121 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2020, 18:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ใช้บทความนี้เทียบ


ตัวสภาวะ

พุทธธรรมมองเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นธาตุ เป็นธรรม เป็นสภาวะ (เรียกเต็ม สภาวธรรม) อันมีอยู่เป็นอยู่ตามภาวะของมัน ที่เป็นของมันอย่างนั้น เช่นนั้น ตามธรรมดาของมัน มิใช่มีเป็นสัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เราเขา ที่จะยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ครอบครอง บังคับบัญชาให้เป้นไปตามปรารถนาอย่างไรๆ ได้

บรรดาสิ่งทั้งหลายที่รู้จักเข้าใจกันอยู่โดยทั่วไปนั้น มีอยู่เป็นอยู่เป็นไปในรูปของส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกัน ตัวตนแท้ๆ ของสิ่งทั้งหลายไม่มี เมื่อแยกส่วนต่างๆ ที่มาประกอบกันเข้านั้นออกไป ให้หมด ก็จะไม่พบตัวตนของสิ่งนั้นเหลืออยู่
ตัวอย่างง่ายๆ ที่ยกขึ้นอ้างกันบ่อยๆ คือ "รถ" เมื่อนำส่วนประกอบต่างๆมาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบที่กำหนด ก็บัญญัติเรียกกันว่า "รถ"
แต่ถ้าแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้ มีแต่ส่วนประกอบทั้งหลาย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆกัน จำเพาะแต่ละอย่างอยู่แล้ว คือตัวตนของรถมิได้มีอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านั้น มีแต่เพียงคำบัญญัติว่า "รถ" สำหรับสภาพที่มารวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบเหล่านั้น แม้ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆนั้นเอง ก็ปรากฎขึ้นโดยการรวมกันเข้าของส่วนประกอบย่อยๆ ต่อๆไปอีก และหาตัวตนที่แท้ไม่พบเช่นเดียวกัน
เมื่อจะพูดว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่ ก็ต้องเข้าใจในความหมายว่า มีอยู่ในฐานะมีส่วนประกอบต่างๆ มาประชุมเข้าด้วยกัน

เมื่อมองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายในรูปของการประชุมส่วนประกอบเช่นนี้ พุทธธรรมจึงต้องแสดงต่อไปว่า ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านั้นเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง อย่างน้อยก็พอเป็นตัวอย่าง และ
โดยที่พุทธธรรมมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเรื่องชีวิต โดยเฉพาะด้านจิตใจ การแสดงส่วนประกอบต่างๆ จึงต้องครอบคลุมทั้งวัตถุและจิตใจ หรือทั้งรูปธรรมและนามธรรม และมักแยกเป็นพิเศษในด้านจิตใจ

ฯลฯ

นี่ภาษาทางธรรมเรียก สภาวะ เรียกเต็มๆ สภาวธรรม

รูปภาพ

เมื่อสภาวะนั้นอุบัติขึ้นมาแล้ว เอาไงดี จึงจะสื่อสารกันได้หมายรู้กันได้ บัณฑิตชน ก็บัญญัติชื่อเรียกกันว่า คน ว่า มนุษย์ เป็นต้น (แล้วแต่ชนชาตินั้นๆจะบัญญัติเรียกเอา) บัญญัติหมายรู้ว่า คน ยังไม่พอ ก็บัญญัติชื่อเรียกสภาวะนั้นว่า ดช. ก. ดญ.ข. (สมมติซ้อนสมมติ) เมื่อสภาวะนั้นเติบใหญ่ขึ้น ก็เรียก นาย ก. นางสาวข. ฯลฯ นี่แหละที่ผู้รู้ธรรมพูดว่า สมมติ บังธรรมบ้าง สมมติบังสภาวธรรมบ้าง เพราะเราไปยึดติดเข้าใจผิดว่า ก้อนสภาวธรรมนี้เป็นเรา เป็นเขา เรียกว่าหลงสมมติ ติดบัญญัติ

เพราะเหตุนี้เอง เมื่อเขาไปปฏิบัติกรรมฐานสภาวธรรมปรากฎ ความยึดติดที่เคยชินว่า เรา ว่าคน ก็กลัวบ้าง ตกใจบ้าง เพี้ยนไปบ้างเป็นอาทิ

ที่พูดนั่นใช้ตัวอย่างนี้เทียบ

อ้างคำพูด:
พอจิตสงบเหมือนมีอะไรมารัดคอ

คือตอนที่ผมนั่งสมาธิพอจิตสงบไม่คิดอะไร อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมารัดที่คอ หรือ ไม่ก็เหมือนถูกอะไรปาดคอ พักหลังๆเป็นอย่างนี้แทบทุกครั้งครับ
รบกวนผู้รู้หรือผู้มีประสบการณ์ช่วยชี้แนะด้วย


เมื่อว่าโดยสภาวะแล้วทั้งจิตใจเนื้อตัวมันเป็นสภาวะมาแต่เดิม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่นาย ก. ไม่ใช่นางสาว ข.

ที่พูดมาจนเสียงแหบเสียงแห้งเนี่ย พิมพ์จนนิ้วชาแล้วเนี่ย คุณโรสพอเข้าใจบ้างไหมขอรับ :b10:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 121 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: รสมน และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร