วันเวลาปัจจุบัน 18 ม.ค. 2021, 08:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 164 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10, 11  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 08:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระนางสุภัททา ได้ฟังถ้อยคำของพวกพรานแล้วมิได้ตรัสตอบ แต่ทรงพิจารณาตรวจตราพวกพรานที่มาประชุมกัน เห็นนายพรานผู้หนึ่งมีลักษณะแห่งพรานสมบูรณ์กว่าเพื่อน รูปทรงสัณฐานเข้าลักษณะคนมีความทรหด เท้าใหญ่ แข้งเป็นปมเหมือนก้อนข้าว เข่าโต สีข้างใหญ่ หนวดดก เคราแดง ตาเหลือง พรานผู้นี้มีชื่อว่าโสณุดร ตรวจดูแล้วเห็นว่า “พรานผู้นี้จักสามารถทำตามคำของเราได้” พระนางดำริแล้ว จึงทูลของพระบรมราชานุญาตเพื่อที่จะพบกับพรานโสณุดร
เมื่อพระราชสามีทรงอนุญาตแล้ว พระนางก็ให้คนเรียกตัวพรานโสณุดรเข้าเฝ้า ทรงพาเขาขึ้นไปบนปราสาทชั้นที่ ๗ ทรงเปิดช่องพระแกลทางทิศอุดร ทรงเหยียดพระหัตถ์ชี้ตรงไปทางป่าหิมพานต์อันอยู่ทิศเหนือของกรุงพาราณสี พลางมีดำรัสว่า “โสณุดร คอยฟังนะ ฟังแล้วจำให้แม่นยำ ทางนี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามเข้าใหญ่ ๗ ลูก ก็จะถึงภูเขาอันสูงเยี่ยมชื่อสุวรรณปัสสคิรี ที่เขาใหญ่นี้มีพรรณไม้ผลิดอกบานสะพรั่ง มีฝูงกินนรเที่ยวไปมาอยู่เสมอ เจ้าจงขึ้นสู่ภูเขาสุวรรณปัสสคิรีอันเป็นที่อยู่ของฝูงกินนร และมองลงไปทางเชิงเขา ณ ที่นั้น เจ้าจักเห็นต้นไทรพุ่มมหึมามีสีเขียวชอุ่มเหมือนสีเมฆ มีรากประมาณ ๘,๐๐๐ รากห้อยย้อยอยู่ ใต้ต้นไทรนั้นมีพญาเศวตกุญชร ผู้มีงารุ่งโรจน์ด้วยรัศมี ๖ ประการ ยากที่ปรปักษ์จะข่มขี่ได้ อาศัยอยู่
ช้าง ๘,๐๐๐ เชือกมีงาประดุจงอนไถ วิ่งว่องไวประหนึ่งลมพัด พากันให้อารักขาพญาช้างนั้น ฝูงช้างทั้ง ๘,๐๐๐ เชือกนั้นยืนหายใจฟูดฟาดอย่างน่ากลัว จะโกรธเกรี้ยวแม้แต่ลมท่าพัดกระโชกมา แต่ถ้าพวกมันเห็นคนที่นั้นแล้ว ก็จะพากันขยี้แหลกเป็นผงไป แม้แต่ธุลีของมนุษย์ผู้นั้นก็จะไม่มีอยู่ ณ ที่นั้น พวกช้างเหล่านั้น จะไม่ยอมให้แม้แต่ละอองผงตกต้องพญาช้างนั้นได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 13:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พรานโสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว มีความหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง มองเห็นภาพพญาเศวตกุญชร มีโขลงช้าง ๘,๐๐๐ เชือกแวดล้อมอย่างแน่นหนา แล้วเขาจะได้งามาอย่างไร ทางเดียวเท่านั้นที่จะเป็นไปได้ คือ ต้องเอาชีวิตไปทิ้งเสียแน่ๆ มฤตยูเป็นภาพที่แจ่มแจ้งอยู่ในความนึกของเขา จึงกราบทูลว่า “ความจริงในพระราชวังเครื่องประดับที่ทำด้วยเงินทอง และทำด้วยรัตนะอันล้ำค่า คือ มุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์ ก็มีอยู่เป็นอันมาก พระแม่เจ้าจะต้องประสงค์เครื่องประดับอันทำด้วยงาไปทำอะไร พระเจ้าข้า หรือพระแม่เจ้ามีพระประสงค์จะฆ่าพญากุญชรผู้มีงารุ่งโรจน์ด้วยรัศมี ๖ ประการ จึงมีพระเสาวนีย์ใช้ให้เชื้อสายของพรานไปฆ่าเสีย พระเจ้าข้า

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระนางสุภัททามีพระดำรัสว่า “พรานเอ๋ย ฉันน่ะเจ็บใจพญาช้างนั้นไม่รู้หาย ทั้งมีความทุกข์ระทมหนัก ฉันตรอมใจตลอดมา เพราะฉันระลึกถึงความหลังในชาติปางก่อนได้ โสณุดรเอ๋ย เจ้าไม่รู้ดอกนะว่า ในชาติก่อนนั้น พญาช้างได้กระทำแก่ฉันเจ็บแสบเพียงไร โสณุดร เจ้าช่วยจัดการให้ความประสงค์ข้อนี้ของฉันได้สำเร็จเถิด ฉันจะให้บ้านส่วยแก่เจ้า ๔ ตำบลเป็นบำเหน็จ ช่วยฉันหน่อยเถอะนะ”
ครั้นแล้ว พระนางได้เล่าเรื่องที่พระนางเกิดมาเป็นนางช้าง เป็นบาทบริจาริกาของพญาช้างฉัททันต์ และได้ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งได้ตั้งความปรารถนาไว้อย่างไร
พระนางตรัสแก่โสณุดรว่า “โสณุดร เจ้าเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ฉันเห็นว่า จะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของฉันได้ เจ้าไม่ต้องกลัวว่าการปฏิบัติงานของเจ้าจะไม่สำเร็จ เจ้าไม่ต้องกลัวว่าชีวิตของเจ้าจะต้องสิ้นไปเพราะการปฏิบัติงานครั้งนี้ ในชาติที่ฉันเป็นช้างนั้น ฉันได้ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า “ขอให้ฉันได้เกิดเป็นคน และสามารถที่จะฆ่าพญาช้างฉัททันต์นี้เอางาทั้งคู่มาให้ได้” แรงความปรารถนาอยู่ในใจของฉัน ความปรารถนาของฉันต้องสำเร็จแน่นอน เชื่อฉันเถิดโสณุดร เจ้าจะต้องได้งาของพญาฉัททันต์มาให้ฉันแน่ทีเดียว เจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อได้รับบำเหน็จรางวัลและได้กินบ้านกินเมืองที่ฉันจะมอบให้แน่นอน เจ้าจงรับคำฉัน ทำความปรารถนาของฉันให้สำเร็จเถิด”

พรานโสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว ตกลงใจยอมรับปฏิบัติตาม เขาทูลพระนางว่า “ข้าแต่พระแม่เหนือหัว ข้าพระองค์จะปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ เพื้อให้พระประสงค์ของพระเจ้าแม่สำเร็จลุล่วงไป แต่ข้าพระองค์ขอประทานพระกรุณา ขอพระแม่เจ้าโปรดทรงชี้แจงให้ข้าพระองค์ทราบแน่นอนว่า พญาฉัททันต์อยู่ประจำที่ไหน ชอบไปยืนอยู่ที่ไหน ทางที่ พญาฉัททันต์จะไปลงน้ำไปทางไหน ช้างอาบน้ำด้วยอาการอย่างไร ข้าพระองค์จะทราบรายละเอียดถึงความถึงความเป็นไปของช้างได้อย่างไร พระเจ้าข้า”

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 13:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระนางสุภัททาทรงดีพระทัย ที่พรานโสณุดรรับตกลงปฏิบัติตามที่มีพระประสงค์ พระนางทรงระลึกชาติได้ พร้อมทั้งทรงเห็นสถานที่ในชาติที่เกิดเป็นช้างนั้นด้วย ดังนั้น จึงทรงชี้แจงแก่พรานโสณุดรได้ถี่ถ้วน พระนางตรัสว่า
โสณุดรเอ๋ย ในที่ที่พญาฉัททันต์อยู่นั้น มีสระโบกขรณีอยู่ไม่ไกล เป็นสถานที่รื่นรมย์ มีท่าขึ้นลงสะดวกสบาย มีน้ำมากมิได้แห้งตลอดปี มีบัวก้านและบัวสาย ออกดอกสะพรั่งอยู่รอบสระ มีหมู่ภมรบินว่อนอาบเอาเกสรเสาวคนธ์มิได้ว่างเว้น ในสระสระโบกขรณีนี้แหละ พญาฉัททันต์ลงสนานกายเป็นประจำ พญาฉัททันต์อาบน้ำดำเศียรแล้ว ก็จะทัดทรงมาลัยดอกอุบล พญาฉัททันต์มีกายขาวปลอดตลอดร่างราวกะดอกบุณฑริก ร่าเริงบันเทิงใจเดินไปสู่ที่อยู่ของตนให้นางช้างชื่อมหาสุภัททาอันเป็นมเหสีนำหน้าไป โสณุดรเจ้าจงจำให้แม่นยำ เจ้าจงเดินทางไปและกระทำงานของฉันให้สำเร็จเถิด”

พรานโสณุดรฟังพระเสาวนีย์ชี้แจงถี่ถ้วนเช่นนั้น ก็มองเห็นทางที่ตนจะฆ่าพญาฉัททันต์ได้ จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระแม่เหนือเกล้า ข้าพระองค์จักกระทำให้สำเร็จดังพระแม่เจ้าประสงค์ จักฆ่าพญาฉัททันต์นำเอางามาถวายได้แน่นอน พระเจ้าข้า”

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 19:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระนางสุภัททาทรงยินดีปรีดาตรัสว่า “ดีมาก โสณุดร นี่ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ เอาไปจับจ่ายใช้สอยก่อน และกลับไปบ้านก่อนเถิด ยังไม่ต้องเดินทางโดยทันที รอดี ๗ วัน จึงค่อยเดินทาง”

นายพรานโสณุดรกราบถวายบังคม รับพระราชทรัพย์ ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ แล้วทูลลา ลงจากพระมหาปราสาทของพระนางไปด้วยจิตใจอันเบิกบาน

พระนางสุภัททา เมื่อส่งพรานโสณุดรกลับไปแล้ว ก็มีรับสั่งให้คนไปตามช่างเหล็กมาเฝ้า มีพระเสาวนีย์สั่งช่างเหล็กว่า “นายช่างเหล็ก ฉันต้องการมีดพับ ขวาน จอบ สิ่ว ค้อน มีดตัดไม้ เคียวเกี่ยวหญ้า ดาบ ท่อนโลหะแหลม เลื่อย หลักเหล็กและสามง่าม เจ้าช่วยจัดการทำมาให้ฉันโดยเร็ว” เมื่อช่างเหล็กเหล็กรับพระเสาวนีย์บังคมลากลับไปแล้วก็รับสั่งให้ช่างหนังมาเฝ้า มีพระเสาวนีย์กะช่างหนังว่า “นายช่างหนัง เจ้าช่วยทำกระสอบหนังสำหรับใส่สัมภาระประมาณกุมภะหนึ่งให้ฉัน และฉันต้องการสิ่งเหล่านี้ เชือกหนัง สาบรัด ถุงมือ รองเท้า และร่มหนัง เจ้าช่วยนำของทั้งหมดนี้มาให้ฉันโดยด่วนด้วย”


นายช่างเหล็ก และนายช่างหนังรีบทำสิ่งของตามพระประสงค์ของพระนางไม่กี่วันก็เสร็จทุกสิ่งนำมาถวายได้ เป็นที่สบพระทัยพระนางมาก เมื่อได้รับสิ่งที่ต้องประสงค์ครบถ้วนแล้ว พระนางก็ตระเตรียมเสบียงเดินทาง พร้อมด้วยเครื่องใช้เครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง ใส่กระสอบหนัง เสบียงเครื่องใช้และอุปกรณ์ทั้งหมดมีน้ำหนักประมาณกุมภะหนึ่ง ถึงวันที่ ๗ พรานโสณุดรก็มาเฝ้า เตรียมตัวมาพร้อมเพื่อจะเดินทางได้ทันที
พระนางสุภัททาเห็นพรานโสณุดรมาเฝ้าตามกำหนดนัดก็ดีพระทัย ตรัสกะเขาว่า “โสณุดร เสบียงเครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในการบุกป่าฝ่าดง ฉันจัดไว้เสร็จแล้ว บรรจุอยู่ในกระสอบหนัง นั่นอย่างไรล่ะ เจ้าลองยกมันดูซี่ จะหนักเกินกำลังของเจ้าหรือไม่”

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 19:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พรานโสณุดรเป็นคนมีกำลังแข็งแรงมาก มีกำลังราวช้างสารสัก ๕ เชือกรวมกัน เพราะฉะนั้น จึงยกกระสอบบรรจุสิ่งของหนักกุมภะหนึ่งเบาหวิว เหมือนยกกระสอบใบพลูขึ้นสะพายแล่งยืนเฉย เหมือนไม่มีภาระอะไรที่ตนบรรทุกไว้เลย พระนางสบพระอัธยาศัยมาก ทรงเห็นสุบินของพระนางเป็นความจริงแน่นอน ประทานสิ่งของแก่ลูกๆของพรานโสณุดร และกราบทูลพระราชสามีให้ทรงทราบ จัดส่งพรานโสณุดรเดินทางไปทันที

พรานโสณุดรถวายบังคมลาพระราชา และพระนางสุภัททา ลงจากพระราชวังขึ้นรถที่จัดให้ มีผู้คนส่งมากมาย ออกจากพระนครเดินทางไปจนสุดราชอาณาเขต ก็ส่งรถกลับ เพราะสุดหนทางที่จะไปได้ บรรดาผู้คนที่ติดตามไปส่ง ก็กลับไปพร้อมกับรถ
โสณุดรพรานไพรเดินทางต่อไป พร้อมกับชาวบ้านป่าอันอยู่ที่ชายแดนนั้น จนเข้าแดนดงทึบพ้นถิ่นที่คนจะอยู่อาศัย จึงให้ชาวบ้านชายแดนนั้นกลับทั้งหมด เดินทางไปแต่ผู้เดียว
ผ่านละเมาะไม้และป่าทึบออกจากป่าทึบถึงทุ่งหญ้า ป่าเลา ป่าไม้แดง ป่าแขม ป่าไม้แก่น ผ่านไพรรัฏ ถึงดงหนามอันยากที่จะผ่านไปได้ เพราะล้วนแต่ต้นไม้มีหนาม เป็นซุ้มเป็นเชิงคือป่าหวาย แต่โสณุดร ผู้แสนทรหดคงผ่านไปได้ พ้นป่าหวายป่าหนาม ก็ถึงป่าไม้เบญจพรรณ เป็นที่ลุ่มเป็นหนองโคลน มีไม้อ้อขึ้นทึบ ถัดป่าอ้อก็เป็นป่าพงแขมขึ้นกันแน่นทึบ
ความทึบของป่าตอนนี้ แม้แต่งูก็ไม่สามารถจะเลื้อยผ่านไปได้ พ้นจากนั้นก็ถึงป่าไม้สามัญ โสณุดร เดินทางด้วยความลำบากยิ่ง
พ้นจากป่าสามัญ ก็ถึงดงไผ่ขึ้นหนาทึบ ผ่านดงไผ่ ก็ถึงหนองซึ่งมีโคลนตมและหนองน้ำ เขาพยายามช่วยตัวเองทุกประการ เพื่อผ่านทางอันแสนทุรกันดารไปให้จงได้
เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่เตรียมมาเขาได้ใช้ให้เป็นประโยชน์เต็มที่ ทุ่งหญ้าหนาทึบก็แพ้เคียวของเขา ต้นไม้ใหญ่ก็ใช้เลื่อยใช้ขวานตัด
บางแห่งก็เจาะเป็นทางเดินผ่านไป ที่เป็นป่าไผ่เกินกำลังถาง ก็ทำพะองพาดปีนขึ้นไป แล้วลงอีกทางหนึ่ง หรือไม่ก็ไต่ไปตามไผ่ ถึงตอนที่เป็นหนองหล่ม ก็ตัดไม้ทำเป็นขอนทอดผ่านไปเป็นทอดๆที่เป็นหนองน้ำก็ทำเรือโกลนข้ามไป
เป็นการเดินทางอันแสนทุรกันดารของเขา ที่ต้องผ่านภูเขาอันสูงชัน ก็เอาเชือกผูกสามง่ามขว้างขึ้นไปติดยอดเขาแล้วโหนขึ้นไปตามเชือกจนถึงยอดเขาสำเร็จ
ถ้าสูงชันมาก ก็ใช้ทอยเหล็กเจาะลงในหิน แล้วก็เหนี่ยวปีนขึ้นไป บางตอนทางหนึ่งเป็นชะง่อนผาไม่สามารถจะใช้เชือกผูกหลักไต่ลงไปได้ ต้องใช้ร่มหนังกางพยุงตัวโดดลงไป
เทือกเขาที่โสณุดรต้องข้ามไปนั้นมีถึง ๗ ลูก จึงมองเห็นสุวรรณปัสสคิรีอันสูงเยี่ยมเทียมเมฆ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อเขาได้เห็นขุนเขาใหญ่เยี่ยมแล้วก็คิดว่า “คงเป็นภูเขานี้แน่นอน ตามที่พระนางสุภัททามีพระเสาวนีย์ชี้แจง” เขาพยายามปีนป่ายขึ้นไปจนถึงยอดเขาอันเป็นที่อยู่ของฝูงกินนร แล้วทอดสายตาลงไปเบื้องล่างเชิงเขา ก็ได้เห็นต้นไทรใหญ่มหึมา ใบเขียวชอุ่มเหมือนกลุ่มเมฆ มีย่านไทรหยั่งย้อยห้อยลงตั้งแปดพัน
ภายใต้ร่มไทรนั้น เขาได้เห็นพญาฉัททันต์ยืนตระหง่าน สีกายขาวผ่อง งามีรัศมี ๖ ประการ ยากที่หมอควาญจะจับคล้องได้
โขลงช้างมากมายประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก มีงางดงาม วิ่งเร็วปานลมพัดแวดล้อมรักษา มองผ่านต้นไทรไปก็เห็นสระใหญ่คือสระฉัททันต์ อันเป็นที่อาบเล่นของพญาฉัททันต์และบริวาร มีท่าขึ้นลงสะดวกสบายทั้งน้ำก็มีมากตลอดปี ไม่แห้งขอด มีพรรณดอกไม้นานาชนิด ทั้งประทุมและอุบลกำลังมีดอกบานสะพรั่ง แมลงภู่แมลงผึ้งบินวู่ว่อนเป็นกลุ่มๆ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 19:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พรานโสณุดรยืนดูอยู่บนภูเขาด้วยความดีใจ ในผลของการเดินทางมาถึงได้อย่างถูกต้องแม้จะต้องลำบากยากเย็นแสนเข็ญเพียงไร ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางจนได้ เขายืนดูพลางกะแผนการที่จะประหารพญาฉัททันต์
เขากะอย่างรอบคอบที่สุด มิฉะนั้นแล้ว เขาจะไม่มีทางรอดไปได้เลย ร่างกายของเขาจักต้องแหลกละเอียดเป็นแป้งทีเดียว
ภายหลังจากที่ได้พักผ่อนและกินอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็หาที่พักอันพ้นภัยบนภูเขานั้นก่อน สังเกตการเคลื่อนไหวของพญาฉัททันต์และบริวาร เป็นต้นว่า ที่ประจำ การไปมาและระยะเวลา เขาพยายามสังเกตจนกระทั้งได้ทราบแน่นอนในพฤติการณ์ต่างๆ ดังนั้น ในเวลาที่พญาฉัททันต์และบริวารพากันออกไปจากที่อยู่ไปหากินและไปอาบน้ำ โสณุดรก็แอบเข้าไปในที่อยู่ของพญาฉัททันต์
กำหนดดูที่นอนและที่ซึ่งตนจะขุดหลุม ซุ่มรอเวลาที่พญาฉัททันต์จะมานอน เมื่อตรวจดูเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าป่าตัดไม้เพื่อทำสัมภาระต่างๆในการสร้างที่ซ่อนซึ่งคิดว่าปลอดภัยที่สุด จัดเตรียมทัพสัมภาระต่างๆอย่างเรียบร้อย รอเวลาที่พญาฉัททันต์พร้อมกับบริวารออกไปจากที่อยู่ ก็เข้าไปดำเนินการอย่างเร่งรีบ และทำเสร็จเรียบร้อยทันเวลา
ขุดหลุมใกล้ๆที่พญาฉัททันต์นอน ปักเสาใส่ขื่อปูกระดานเลียบข้างบน เจาะช่องพอคนรอดไปได้ช่องหนึ่ง เสร็จแล้วโรยฝุ่นและผงต่างๆพรางไว้ ด้านหนึ่งทำเป็นทางเข้าออก เตริยมเสร็จก็ใกล้เวลาที่พญาฉัททันต์จะกลับมาแหล่ง โสณุดรก็กลับที่พัก
รุ่งขึ้นได้เวลาที่พญาฉัททันต์ออกไปหากิน จึงคลุมศีรษะนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด (กาสาวพัสตร์) ถือธนูพร้อมด้วยลูกศรอาบยาพิษลงไปยืนอยู่ในหลุม รอเวลาที่พญาฉัททันต์จะกลับมา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 19:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ป่าหิมพานต์ :b1:

รูปภาพ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 20:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7403

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
กิเลสอยู่ที่จิตไม่ใช่อยู่ที่ตำรา
ปัญญาอยู่ที่การฟังคำตถาคต
กำลังเข้าใจเริ่มเกิดปัญญาค่ะ
พอหยุดฟังไม่พึ่งคิดตามแล้ว
กิเลสอาสาวะไหลครบ6ทาง
:b4: :b4:


เอานะตอบตรงๆนะ ว่ากิเลสอยู่ที่จิต ไหนชี้บอกชัดๆสิตรงไหน

:b32:
เอาตรงๆนะเวลาได้กลิ่นน้ำหอม...รู้ปุ๊บหอบชอบเป็นโลภะ
เวลาเข้าส้วมตอนเหม็นคือกิเลสชื่อโทสะคือขุ่นใจแม้เล็กน้อย
ทั้งชอบและไม่ชอบคือกิเลสไม่เกิดพร้อมกัน
ชอบคือโมหะ+โลภะ/ไม่ชอวคือโมหะ+โทสะ
กะพริบตาหอมและเหม็นไปแล้วทำอะไรได้ไหม
ดับเป็นกิเลสใหม่แล้วไปเริ่มต้นฟังคำสอนเดี๋ยวนี้
ถ้ายังคิดไม่ออกให้ท่องว่าเดี๋ยวนี้ต้องรู้ว่ากำลังมีกิเลสอิอิ
:b12:


ทำอะไรไม่ได้ ก็เอาไม้ทิ่มตาสะให้บอด เอาของแข็งทะลวงหูให้หนวก ไม่อยากได้กลิ่นก็เอาไขควงแทงให้จมูกพัง มีลิ้นก็ตัดลิ้นเสียให้ขาด ฯลฯ เพื่อไม่ให้เหม็นหอมเป็นต้นต่อไป เพื่อไม่ให้กิเลสเกิด ถูกไหมคุณโรส :b14: :b32:

:b1:
เออนะคิดได้ยังไง...พระพุทธเจ้าสอนให้ฉลาดรู้ไม่ใช่ซื่อบรื้อหรือทำให้ตนขาดทุน :b32:
อยู่ดีๆก็ทำร้ายตนเองคิดได้ขนาดนี้เลยนะอกุศลจิตเนี่ยอยากทำก็ตามใจนะใครจะห้าม
ขาดทุนไหมตาไม่ได้บอดและหูไม่หนวกแต่ไม่ยอมฟังเพราะเลือกให้เกิดปัญญาไม่ได้
:b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มิ.ย. 2018, 05:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
Kiss
กิเลสอยู่ที่จิตไม่ใช่อยู่ที่ตำรา
ปัญญาอยู่ที่การฟังคำตถาคต
กำลังเข้าใจเริ่มเกิดปัญญาค่ะ
พอหยุดฟังไม่พึ่งคิดตามแล้ว
กิเลสอาสาวะไหลครบ6ทาง
:b4: :b4:


เอานะตอบตรงๆนะ ว่ากิเลสอยู่ที่จิต ไหนชี้บอกชัดๆสิตรงไหน

:b32:
เอาตรงๆนะเวลาได้กลิ่นน้ำหอม...รู้ปุ๊บหอบชอบเป็นโลภะ
เวลาเข้าส้วมตอนเหม็นคือกิเลสชื่อโทสะคือขุ่นใจแม้เล็กน้อย
ทั้งชอบและไม่ชอบคือกิเลสไม่เกิดพร้อมกัน
ชอบคือโมหะ+โลภะ/ไม่ชอวคือโมหะ+โทสะ
กะพริบตาหอมและเหม็นไปแล้วทำอะไรได้ไหม
ดับเป็นกิเลสใหม่แล้วไปเริ่มต้นฟังคำสอนเดี๋ยวนี้
ถ้ายังคิดไม่ออกให้ท่องว่าเดี๋ยวนี้ต้องรู้ว่ากำลังมีกิเลสอิอิ
:b12:


ทำอะไรไม่ได้ ก็เอาไม้ทิ่มตาสะให้บอด เอาของแข็งทะลวงหูให้หนวก ไม่อยากได้กลิ่นก็เอาไขควงแทงให้จมูกพัง มีลิ้นก็ตัดลิ้นเสียให้ขาด ฯลฯ เพื่อไม่ให้เหม็นหอมเป็นต้นต่อไป เพื่อไม่ให้กิเลสเกิด ถูกไหมคุณโรส :b14: :b32:

:b1:
เออนะคิดได้ยังไง...พระพุทธเจ้าสอนให้ฉลาดรู้ไม่ใช่ซื่อบรื้อหรือทำให้ตนขาดทุน :b32:
อยู่ดีๆก็ทำร้ายตนเองคิดได้ขนาดนี้เลยนะอกุศลจิตเนี่ยอยากทำก็ตามใจนะใครจะห้าม
ขาดทุนไหมตาไม่ได้บอดและหูไม่หนวกแต่ไม่ยอมฟังเพราะเลือกให้เกิดปัญญาไม่ได้
:b13:



คุณโรสไปที่กระทู้ที่ตั้งเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย เพื่อจะได้แยกแยะเรื่องกิเลสให้เห็นกันชัดๆ คิกๆๆๆ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มิ.ย. 2018, 05:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

กล่าวถึงพญาฉัททันต์ได้เวลาพักผ่อน ก็กลับมาแหล่งของตนตามปกติ มิได้ทราบว่า ภายในที่อยู่นั้นมฤตยูกำลังอ้ามือรอยู่แล้ว แรงริษยา แรงพยาบาทของนางผู้เป็นเมียน้อยได้นำมฤตยูมาอยู่ใกล้ๆ
พญาฉัททันต์คงยืนอยู่ที่แหล่งของตน ทันใดนั้น พรานโสณุดรผู้มีปกติกระทำกรรมอันชั่วมิรอเวลาให้เสียไป สอดลูกศรใหญ่แล่งธนูยิงออก ถูกพญาฉัททันต์ทันที ลูกศรนั้นกำซาบยาพิษ ชำแรกหนังทะลุเนื้อจนถึงหลัง ก่อให้เกิดทุกขเวทนาแสนสาหัส พญาฉัททันต์บันลือร้องก้องโกญจนาทด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
ช้างบริวารทั้ง ๘,๐๐๐ เชือก ต่างก็บันลือโกญจนาทตาม เสียงสนั่นก้องทั้งราวไพร ต่างวิ่งแยกกันไปทั้ง ๘ ทิศ เพื่อค้นหาศัตรู ผู้ประทุษร้ายเจ้านายของตน พวกช้างที่เป็นบริวารวิ่งกันไปหมดแล้ว
นางช้างมหาสุภัททาก็เข้าไปยืนเคียงข้างคอยปลอบใจ
พญาฉัททันต์อดกลั้นทุกขเวทนา กำหนดทิศทางที่ลูกศรแล่นมา ไตร่ตรองดูว่า “ลูกศรที่ยิงเรานี้มาจากทางไหน” เมื่อตรองดูแล้วก็เห็นว่า “ลูกศรนี้ยิงเราถูกที่ท้องเราทะลุหลัง เพราะฉะนั้น คนที่ยิงต้องซ่อนตัวอยู่ในแผ่นดิน” แล้วคิดต่อไปว่า “เราต้องค้นหาคนที่ยิงเราให้ได้ แต่นางมหาสุภัททามายืนเคียงข้างเราอยู่ด้วยความจงรักภักดี หากค้นพบผู้ที่ฆ่าเราแล้ว ใครจะไปรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก ต้องให้นางออกไปก่อน” จึงบอกกับนางว่า “น้องรัก ช้างทั้งหมดพากันวิ่งวุ่นไปในทิศนุทิศ เพื่อค้นหาศัตรูทำร้ายพี่ น้องมายืนอยู่ที่นี่ทำไม่เล่า”

นางมหาสุภัททาตอบว่า “ท่านเจ้าขา ดิฉันยืนคอยพยาบาลท่าน คอยปลอบใจท่าน ขอได้กรุณายกโทษให้ดินฉันด้วยเถิด” กล่าวแล้วก็ประทักษิณพญาช้าง ๓ รอบ จบงวงแสดงความเคารพแล้วออกวิ่งประหนึ่งปลิวไปในอากาศ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มิ.ย. 2018, 09:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พญาฉัททันต์ เห็นนางมหาสุภัททาไปแล้ว ก็เอาเท้ากระทืบพื้นดิน กระดานที่ปูไว้ก็กระดกขึ้นมา พญาช้างก้มมองทางช่องกระดาน ได้เห็นร่างพรานโสณุดร ก็เกิดโทสะคิดว่า “ฆ่ามันเสียเถิด” สอดงวงเข้าไปรวบร่างของโสณุดร ทันใดนั้น สายตาของพญาช้างก็ประสบพบผืนผ้ากาสาวพัสตร์คลุมกายของโสณุดร
กาสาวพัสตร์นั้นเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ พญาช้างมีความเคารพผ้ากาสาวพัสตร์เป็นอย่างยิ่ง โทสจิตจึงระงับไป พญาช้างเอางวงโอบร่างของโสณุดร ประคองขึ้นมาจากหลุมที่ซ่อน วางลงตรงหน้าของตน ทั้งๆที่ได้รับเวทนาแสนสาหัสเช่นนั้น ก็เกิดความคิดขึ้นว่า “ขึ้นชื่อว่าธงชัยแห่งพระอรหันต์แล้ว ไม่ควรที่บัณฑิตจะทำลายเสีย ควรจะสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้” เมื่อพญาฉัททันต์จะสนทนากับพรานโสณุดร ได้กล่าวตำหนิว่า

“ผู้ใดยังไม่ไหมกิเลสอันย้อมใจ ไร้ธรรมคือทมะและสัจจะ ผู้นั้น ไม่ควรนุ่งห่มกาสาวพัสตร์ ส่วนผู้ใด หมดกิเลสแล้ว มั่นคงดีแล้วในศีล ประกอบด้วยธรรม คือทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรนุ่งห่มกาสาวพัสตร์”

ครั้นพูดแล้ว ก็ระงับความคิดที่จะฆ่าโสณุดรเสีย ถามเขาว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านยิงข้าพเจ้าเพื่อต้องการอะไร เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือใครใช้มา ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า ได้เคยประทุษร้ายมนุษย์ผู้ใดมาก่อน ในชีวิตของข้าพเจ้า ท่านจองเวรอะไรในข้าพเจ้าเล่า หรือว่าที่ท่านมาฆ่าเราครั้งนี้มีผู้ใช้ท่านมา บอกข้าพเจ้าหน่อยซิ”

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มิ.ย. 2018, 09:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พรานโสณุดร แสนจะพรั่นพรึง กลัวมรณภัยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ฟังถ้อยคำของพญาฉัททันต์แล้ว ก็ค่อยคลายใจ จึงกล่าวว่า “พญาช้างผู้เจริญ พระนางสุภัททาอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เป็นมิ่งนารีที่ประชาชนเคารพบูชาในพระราชสกุล พระนางทรงพระสุบินนิมิตเห็นท่าน พระนางโปรดพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่ข้าพเจ้า แล้วมีพระเสาวนีย์ว่า “ที่ป่าหิมพานต์ มีพญาช้างรูปงามอย่างนี้อยู่ที่โน้น งาทั้งคู่ของพญาช้างนั้นมีรัศมี ๖ ประการรุ่งเรืองยิ่งนัก เราต้องการงาคู่นั้นเอามาทำเป็นเครื่องประดับ เจ้าจงไปนำงาของพญาช้างนั้นมาให้เรา” ข้าพเจ้าฟังพระเสาวนีย์ของพระนางแล้ว จึงได้เดินทางมาฆ่าท่าน เพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระนาง”

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มิ.ย. 2018, 09:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พญาฉัททันต์ได้ฟังคำนั้น ก็ทราบทันทีว่า “นี่เป็นเวรกรรมของนางจุลลสุภัททาเป็นแน่แล้ว” สู้อดกลั้นทุกขเวทนาไว้
พูดกะโสณุดรว่า “พระนางสุภัททา เจ้านายของท่านนั้น ใช่ว่าจะทรงพระประสงค์งาทั้งคู่ของเราก็หามิได้ แต่ที่ส่งท่านมาก็เพื่อจะให้ฆ่าเราเสีย ที่พูดนี้มีหลักฐานยืนยัน เรารู้ว่าพระนางสุภัททาทรงทราบแน่นอน ถึงที่เก็บงาทั้งคู่อันงดงามครั้งบิดาและปู่ของเรา งาแต่ครั้งบิดาและปู่ของเรามีงามๆทั้งนั้น และมีจำนวนมากมายถูกเก็บซ่อนไว้ในที่เร้นลับ พระนางทราบดีเท่ากับที่ทราบที่อยู่ของเรา แต่พระนางเป็นพาลมักโกรธ ต้องการจะฆ่าเรา จองเวรเรา เก็บความพยาบาทในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไว้ในใจ โอ้ พระนางจะให้เราถึงวาระสุดท้าย ด้วยการกระทำอันร้ายกาจขนาดนี้เทียวหรือ” พญาฉัททันต์ พูดกับโสณุดรด้วยความอดทน ครั้นเห็นว่าวาระสุดท้ายใกล้จะมาถึงแล้วก็เร่งโสณุดรทันทีว่า “พรานเอ๋ย ลุกขึ้นเถิด เร็วๆเถิด จงหยิบเลื่อยมาตัดงาคู่นี้ของเราเสียก่อน เรากำลังจะตาย ขอสั่งท่าน ท่านจงกราบทูลพระราชบุตรีผู้มักโกรธพระองค์นั้นด้วย จงทูลว่า “พญาช้างถูกฆ่าแล้ว นี่คือคู่งาของพญาช้างนั้น เชิญพระนางทรงรับไว้เถิด”

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 164 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10, 11  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร