วันเวลาปัจจุบัน 14 ส.ค. 2020, 15:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 164 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ... 11  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2018, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
คำถาม
อิอิ

แล้วจิ.เจ.รุ ธา.ขัน.อายตนะ มันอยู่ที่ไหนถ้าไม่ใช่อยู่ทีคนหือ

:b12:
ตอบอีกนิด...ทุกขณะมีแต่จิตเจตสิกรูปนิพพาน...ไม่มีคน
เวลาจิตแต่ละทางดับจะส่งต่อไปมโนทวารเก็บไว้ที่จิตค่ะ
จิเจรุนิแยกเป็นธาตุ4ขันธ์5อายตนะ6นิพพาน1ที่ตถาคต
ตรัสรู้แล้วเปล่งคำจริงไว้โดยละเอียดไม่ให้คิดเดาไปเองค่ะ
จึงต้องฟังเพื่อรู้จักจิตตนเองไงคะเพราะจิตไม่มีรูปร่างและ
มองไม่เห็นและทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยขาดจิตเลย
onion onion onion


มั่วกันไปหมด คิกๆๆ

รูปภาพ


คคห. นี้ ขอแนะนำให้คุณโรสล้างความจำเก่าๆออกให้หมดนะ เอาออกให้เกลี้ยงเลย แล้วเริ่มต้นใหม่ ที่ทำบุญเลี้่ยงพระ สวดพระปริตร :b1: ตักบาตรพระเณรหน้าบ้านตอนเช้าๆ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ปิดทองรอยพระบาทจำลอง ฯลฯ ถ่ายชีวิตโคกระบือ ปล่อยสัตว์น้ำเช่นปลาไหล ปลาช่อน ฯลฯ ลงแม่น้ำลำคลอง เป็นการให้อภัยทานเอาก่อนนะขอรับ

อย่าเพิ่งไปไกลเลย ฉิบหายนะ :b32:

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2018, 16:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชาวพุทธเมืองไทยร้อยละ 95 % จริงๆอาจมากกว่านั้น แยกภาษาคน กับภาษาธรรมไม่ออก จึงคิดผสมปนเปมั่วกันไปหมด
เขาเรียกว่า “คน” บ้าง ว่า “มนุษย์” บ้าง ว่า....ชาติอื่นภาษาอื่นก็สมมติบัญญัติเรียกนอกจากนี้อีก

แต่ภาษาทางธรรมเรียกว่ารูปนามบ้าง ว่า สภาวะ (เรียกเต็มสภาวธรรม) บ้าง คนหมดทั้งตัวนั่นแหละเรียกรูปนาม

เทียบระหว่างภาษาคน กับ ภาษาธรรม

ภาษาธรรม - ภาษาคน

จักขุ – ตา
โสต - หู
ฆาน - จมูก
ชิวหา – ลิ้น
กาย - กาย
มโน – ใจ

สังเกตกาย-ใจ ภาษาธรรมกับภาษาคนตรงกัน เราเรียกกาย เขาก็กาย เราเรียกใจ เขาเรียกมโน มโนแปลว่าใจ ว่าจิต ว่าวิญญาณ นั่นแหละ :b32:

มโน (ใจ) เป็นนามธรรม นอกนั้นเป็นรูปธรรม (นามรูป) ก็เท่ากับคนๆหนึ่งๆ

เอาแค่นี้ก่อน ให้คุณโรสแย้ง

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2018, 19:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชัยปริต

มหาการุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณินํ
ปูเรตฺวา ปารมี สพฺพา ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ

ฯลฯ

คำแปลทั้งหมด: พระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของโลก ทรงมีพระกรุณาใหญ่ ทรงบำเพ็ญบารมีทุกประการเพื่อเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่านเถิด ขอท่านจงเป็นผู้มีชัยชำนะในพิธีชัยมงคล เหมือนดังองค์พระทศพลขวัญใจแห่งชาวศากยะ ทรงมีชัยชำนะมาร ณ มูลสถานโพธิพฤกษ์ ทรงถึงความเป็นผู้เลิศ (คือได้ตรัสรู้) แล้ว ทรงบันเทิงอยู่บนอปราชิตบัลลังก์ ณ ผืนแผ่นดินอันเป็นจอมดิน ซึ่งเป็นที่อภิเษกแห่งพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์

กายกรรม วาจากรรม มโนกรรม ความปรารถนาของท่าน เป็นประทักษิณ (คือเป็นสุจริต) (ในวันเวลาใด วันเวลานั้น) เป็นฤกษ์ดี มงคลดี แจ้งดี รุ่งดี ขณะดี ครู่ดี และเป็นการบูชาอย่างดีในพรหมจารีทั้งหลาย คนทำกรรมอันเป็นประทักษิณาแล้ว ย่อมได้ประโยชน์อันเป็นประทักษิณ (คือเจริญดี)



หมายเหตุ ชัยปริตรนี้ ในสิบสองตำนานจัดเป็นปริตหนึ่ง มีบทขัดด้วย แต่ในเจ็ดตำนานใช้เป็นบทสวดต่อท้ายเท่านั้น
คาถา มหาการุณิโก นาโถ ฯปฯ อคฺคปฺโต ปโมทติ นี้ เป็นบทที่ท่านเรียงขึ้นใหม่ เพื่ออวยชัยให้พรแก่ท่านเจ้าภาพ และผู้ที่เข้าร่วมในงานอันเป็นมงคลพิธี เข้าใจว่าแต่งในยุคเดียวกับบทถวายพรพระ (คือพาหุํ) ทั้งนี้ สังเกตได้จากการที่เมื่อสวดบทถวายพรพระจบแล้ว จะสวดบทนี้ต่อทุกครั้ง จะเป็นบทสวดควบกันกับบทถวายพระพระมาแต่เดิม ภายหลังตัดตอนนำมาสวดประกอบท้ายเจ็ดตำนาน

มีข้อน่าสังเกตอยู่ประการหนึ่ง คือคำว่า สีเส ปฐิโปกฺขเร อภิเสเก สพฺพพุทฺธานํ ซึ่งแปลไว้ว่า “ณ ผืนแผ่นดินอันเป็นจอมดิน ซึ่งเป็นที่อภิเษกแห่งพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์” ความหมายของคำนี้กล่าวตามมติพระโบราณาจารย์ว่า “แผ่นดินตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นแผ่นดินที่เกิดก่อนส่วนอื่นๆในกัลป” คือว่า เมื่อโลกนี้สลายไปแล้วเกิดแผ่นดินขึ้นมาใหม่ แผ่นดินตรงที่ตรัสรู้นั้นเกิดก่อน มีหลักฐานเป็นใบบัว นอกนั้นยังเป็นน้ำทั้งนั้น เมื่อเกิดแผ่นดินขึ้นแล้ว ก็มีต้นไม้เกิดขึ้น คือ บัวหลวง เรียกเป็นศัพท์บาลีว่า ปทุม (ปทุมะ) แปลตรงตามศัพท์ว่า “ต้นไม้ต้นแรก” บัวหลวงกอนี้มีดอกบอกจำนนวนพระพุทธเจ้าที่จะเสด็จอุบัติในกัลปนั้นๆ ว่ามีกี่องค์ เช่นในกัลปนี้มี ๕ ดอก ก็จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัส ๕ องค์ มากกว่ากัลปไหนหมด จึงเรียกว่า ภัทรกัลป แปลว่า กัลปเจริญ

ชัยปริตนี้ ตอนท้ายตั้งแต่ สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ ฯปฯ ลภนฺตตฺเถ ปทกฺขิเณ เป็นพระพุทธวจนะ นำเข้ามาก่อไว้ เป็นการอ้างว่าและยืนยันว่าฤกษ์งามยามดีมีแก่บุคคลได้จริงๆ โดยที่ประกอบกรรมดีเมื่อใด ก็เป็นฤกษ์งามยามดีเมื่อนั้น

ขึ้น ชยนฺโต โพธิยา มูเล ลง ลภนฺตตฺเถ ปทกฺขิเณ เพียงนี้ เรียกว่า ชัยมงคลคาถา ใช้สวดอวยชัยในพิธีต่างๆ ทำนองเดียวกันกับการบรรเลงเพลงมหาชัย

ข้อที่เป็นคติในพระปริตนี้ ก็คือ “ความประพฤติดี เป็นฤกษ์งามยามดี

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2018, 22:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ชาวพุทธเมืองไทยร้อยละ 95 % จริงๆอาจมากกว่านั้น แยกภาษาคน กับภาษาธรรมไม่ออก จึงคิดผสมปนเปมั่วกันไปหมด
เขาเรียกว่า “คน” บ้าง ว่า “มนุษย์” บ้าง ว่า....ชาติอื่นภาษาอื่นก็สมมติบัญญัติเรียกนอกจากนี้อีก

แต่ภาษาทางธรรมเรียกว่ารูปนามบ้าง ว่า สภาวะ (เรียกเต็มสภาวธรรม) บ้าง คนหมดทั้งตัวนั่นแหละเรียกรูปนาม

เทียบระหว่างภาษาคน กับ ภาษาธรรม

ภาษาธรรม - ภาษาคน

จักขุ – ตา
โสต - หู
ฆาน - จมูก
ชิวหา – ลิ้น
กาย - กาย
มโน – ใจ

สังเกตกาย-ใจ ภาษาธรรมกับภาษาคนตรงกัน เราเรียกกาย เขาก็กาย เราเรียกใจ เขาเรียกมโน มโนแปลว่าใจ ว่าจิต ว่าวิญญาณ นั่นแหละ :b32:

มโน (ใจ) เป็นนามธรรม นอกนั้นเป็นรูปธรรม (นามรูป) ก็เท่ากับคนๆหนึ่งๆ

เอาแค่นี้ก่อน ให้คุณโรสแย้ง

Kiss
โลกคือสิ่งที่เกิดดับ
ขันธ์แปลว่าเกิดดับ
ทุกคนกำลังยึดถือ
ทั้งขันธ์และโลกว่า
เป็นเราเขาสัตว์จริงๆ
แต่ตถาคตแสดงธัมมะ
คือสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีจริงๆ
ที่กำลังปรากฏทุกวินาทีในชีวิต
ที่ไม่มีใครรู้ที่เป็นทศพลญาณที่
มีได้เพียงทีละ1พระองค์ในจักรวาล
ทรงแสดงธัมมะแต่ละ1ที่ไม่มีเจ้าของธัมมะ
มีแต่ความจริงที่กำลังสะสมเป็นแต่ละ1หลากหลาย
ตามการสะสมที่ละเอียดเป็นปรมัตถธรรมเป็นอภิธรรม
:b44: :b45:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2018, 22:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ชาวพุทธเมืองไทยร้อยละ 95 % จริงๆอาจมากกว่านั้น แยกภาษาคน กับภาษาธรรมไม่ออก จึงคิดผสมปนเปมั่วกันไปหมด
เขาเรียกว่า “คน” บ้าง ว่า “มนุษย์” บ้าง ว่า....ชาติอื่นภาษาอื่นก็สมมติบัญญัติเรียกนอกจากนี้อีก

แต่ภาษาทางธรรมเรียกว่ารูปนามบ้าง ว่า สภาวะ (เรียกเต็มสภาวธรรม) บ้าง คนหมดทั้งตัวนั่นแหละเรียกรูปนาม

เทียบระหว่างภาษาคน กับ ภาษาธรรม

ภาษาธรรม - ภาษาคน

จักขุ – ตา
โสต - หู
ฆาน - จมูก
ชิวหา – ลิ้น
กาย - กาย
มโน – ใจ

สังเกตกาย-ใจ ภาษาธรรมกับภาษาคนตรงกัน เราเรียกกาย เขาก็กาย เราเรียกใจ เขาเรียกมโน มโนแปลว่าใจ ว่าจิต ว่าวิญญาณ นั่นแหละ :b32:

มโน (ใจ) เป็นนามธรรม นอกนั้นเป็นรูปธรรม (นามรูป) ก็เท่ากับคนๆหนึ่งๆ

เอาแค่นี้ก่อน ให้คุณโรสแย้ง

:b2:
เห็นก็ไม่รู้
คิดก็ไม่รู้
ได้ยินก็ไม่รู้
ทำอะไรก็ไม่รู้
ลืมตาก็ไม่รู้ไปหมด
แล้วยังไปนั่งหลับตาทำไม่รู้
ละเอียดให้แก้กิเลสได้ยากกว่าเก่า555
:b13: :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 05:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ชาวพุทธเมืองไทยร้อยละ 95 % จริงๆอาจมากกว่านั้น แยกภาษาคน กับภาษาธรรมไม่ออก จึงคิดผสมปนเปมั่วกันไปหมด
เขาเรียกว่า “คน” บ้าง ว่า “มนุษย์” บ้าง ว่า....ชาติอื่นภาษาอื่นก็สมมติบัญญัติเรียกนอกจากนี้อีก

แต่ภาษาทางธรรมเรียกว่ารูปนามบ้าง ว่า สภาวะ (เรียกเต็มสภาวธรรม) บ้าง คนหมดทั้งตัวนั่นแหละเรียกรูปนาม

เทียบระหว่างภาษาคน กับ ภาษาธรรม

ภาษาธรรม - ภาษาคน

จักขุ – ตา
โสต - หู
ฆาน - จมูก
ชิวหา – ลิ้น
กาย - กาย
มโน – ใจ

สังเกตกาย-ใจ ภาษาธรรมกับภาษาคนตรงกัน เราเรียกกาย เขาก็กาย เราเรียกใจ เขาเรียกมโน มโนแปลว่าใจ ว่าจิต ว่าวิญญาณ นั่นแหละ :b32:

มโน (ใจ) เป็นนามธรรม นอกนั้นเป็นรูปธรรม (นามรูป) ก็เท่ากับคนๆหนึ่งๆ

เอาแค่นี้ก่อน ให้คุณโรสแย้ง

:b2:
เห็นก็ไม่รู้
คิดก็ไม่รู้
ได้ยินก็ไม่รู้
ทำอะไรก็ไม่รู้
ลืมตาก็ไม่รู้ไปหมด
แล้วยังไปนั่งหลับตาทำไม่รู้
ละเอียดให้แก้กิเลสได้ยากกว่าเก่า555
:b13: :b13:




กำ แล้วจะมีตา มีหู เป็นต้น เอาไว้ทำไม เอาไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งแทงให้หมด


อ้างคำพูด:
แล้วยังไปนั่งหลับตาทำไม่รู้
ละเอียดให้แก้กิเลสได้ยากกว่าเก่า555


นี่ใช่เลยสำนักบริหารสุวรรณเขต ชัดเลย คิกๆๆ

เอางี้ก่อน ลืมตาแก้กิเลส บ้านธัมมะเขาทำยังไง

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
เพราะไม่รู้ความจริงของเห็นที่ตากำลังดูไง
จึงต้องฟังเพื่อให้เข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด
เห็นสี1สีดับคือสีล้วนๆแค่กระทบจักขุดับทันที
ดับคือมีภวังคจิตคั่นส่งต่อมโนทวารมีภวังคจิตอีก
จิตเกิดดับแต่ละขณะมีภวังคจิตคั่น2ต่อก่อนดับน๊า
ถามว่ากะพริบตาแล้วไม่รู้เห็นตามเป็นจริงไม่ใช่รู้แล้ว
เพราะรูปที่ปรากฏมีอายุนานถึง17ขณะแต่จิตเกิดดับเร็ว
ทุกอย่างที่ระลึกไม่ทันดับไปพร้อมจิต/ดับคือไม่กลับมาอีก
สิ่งที่ดับไปแล้วไม่กลับมาให้รู้อีกเป็นเห็นขณะใหม่ทุกครั้งเลย
แค่ระลึกตรง1คำที่ตนคิดว่าตรงเช่นรู้สึกฟันกระทบกันมีแข็งเกิด
จะไม่มีรู้ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นหรือมโนเอาแต่เป็นคิดตรงคำ
ยังเลยสติแล้วที่พูดคำว่าธัมมะคือเกินหนึ่งคำเป็นอกุศลจิตตนสะสมไง
ดับแปลว่าหมดไม่เหลือซากของเห็นได้ยินได้กลิ่นรู้รสรับสัมผัสคิดนึกเก่า
หลงคิดว่าตนรู้แต่สิ่งที่ดับไม่กลับมาจากไม่มีแล้วปรากฏว่ามีนิดนึงแล้วหายไป
ถามว่าทำอะไรได้ไหมไม่รู้อะไรเลยมีแต่ตัวตนอยากรู้จึงไปแสวงหาไม่หยุดฟังไงค๊า
ทำมาเยอะและทำด้วยความไม่รู้เป็นมิจฉามรรคคือทางผิด/ทางถูกคือเริ่มต้นฟังทีละคำ
:b12:
:b11: :b11:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 06:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ฟันธง..

อย่างที่คุณรสทำ...ยินรู้ทีละคำ..เห็นรู้สี...ฯ..นั้น

แต่ไม่มีสักนิดที่แสดงว่าเกิดความรู้สึก 9 อย่างตามมา

ชัดเจนเลยว่า...เป็นการฝึกสติ..และยังเป็นมิจฉาสติเหตุเพราะไม่เกิดความรู้สึก 9 อย่าง.นั้นเอง

huh huh huh


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 06:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


cool
การลืมตาดูแล้วฟังสิ่งที่ตนยังไม่รู้คือหนทางเดียวคือเอกายโนมัคโค
ใช้จิตได้ยินนำทางจิตทางอื่นๆคือพึ่งคิดตามคำตถาคตที่มีผู้กล่าวให้ฟัง
แล้วเข้าใจตามขณะที่กำลังเข้าใจเท่านั้นสะสมกุศลท่ามกลางอกุศลขณะนั้นๆ
ฟังไม่เข้าใจเป็นกิเลสอกุศลของผู้ฟังเองถ้ารู้แล้วต้องเห็นแค่สีเพียงสีเดียวนะจ๊ะ
ไม่มีใครรู้แล้วเพราะผู้ที่รู้แล้วต้องถึงอรหัตตผลคือถึงนิพพานคืออยากเหลืออยาก
แม้นึกนึงก็ติดข้องต้องการเช่นยังต้องการเห็นยังติดในกามคุณ5ที่หาเงินเอามาซื้อกามคุณ5ไง
ถ้าตถาคตให้พระรับเงินคงเอาสมบัติในวังมาแจกแล้วค่ะ...ปัญญาเอาเงินซื้อไม่ได้มีปัญญาแรกยัง
ถ้ายังไม่เคยฟังคำจริงของตถาคตเลยมีแต่ไปกะไปทำตามคนอื่นบอกตามกิเลสตนกะคนอื่นผิดไหม
ตถาคตทรงตรัสแสดงความจริงให้คนที่กำลังฟังเข้าใจความจริงไม่ได้บอกให้ไปทำตามคนอื่นนะคะ
เพราะทรงตรัสทุกอย่างโดยละเอียดเพื่อไม่ให้สาวกต้องลำบากไปคิดหรือไปแสวงหาแต่บอกให้เข้าใจ
ฟังเพื่อรู้และรู้ที่รู้ขึ้นจะสะสมเป็นปัญญาเพราะปัญญาต้องอาศัยการฟังเพื่อให้คิดถูกตามได้ก่อนนะจ๊ะ
:b1: :b16:
:b12:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 23 มิ.ย. 2018, 07:20, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 07:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7104

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ฟันธง..

อย่างที่คุณรสทำ...ยินรู้ทีละคำ..เห็นรู้สี...ฯ..นั้น

แต่ไม่มีสักนิดที่แสดงว่าเกิดความรู้สึก 9 อย่างตามมา

ชัดเจนเลยว่า...เป็นการฝึกสติ..และยังเป็นมิจฉาสติเหตุเพราะไม่เกิดความรู้สึก 9 อย่าง.นั้นเอง

huh huh huh


สติคือระลึกตามคำสอนได้เคย?
กบเคยพึ่ง1คำไหนตรงขณะที่คิด
ที่เป็นคำตถาคตอยู่ตรงสักคำไหม
เพราะจิตคิดนึกได้ตามปกติตรง1คำ
ถ้าไม่เคยแปลว่าไม่พึ่งพระรัตนตรัย
และน่านแหละขาดสติแล้วล่ะลืมเห็นไง
ลืมว่าเห็นที่ตนกำลังเห็นเป็นกิเลสไงคะ
เลยสะสมแต่อวิชชาที่เห็นแล้วมีคือคิดผิดทันที
ลิงหลับตาลงก็ไม่มีเห็นลิงลืมตาขึ้นลิงก็เห็นเหมือนเดิม
แล้วคนก็ไม่ต่างอะไรจากลิงเพราะเห็นตามภพภูมิเป็นกิเลสจ้ะ
ลิงน่ะอาจจะได้ยินแต่คิดตามไม่เข้าใจแต่คนไม่ฟังต่างจากลิงไหม
เพราะคนเท่านั้นที่จะฟังพระพุทธพจน์แล้วเข้าใจตามได้ตายแน่ๆเกิดอีกด้วย
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 08:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะความรู้ยังอยู่ในระดับความคิด...เลยกล่าวแบบเดาเดาว่า.....คนอื่นเคยมั้ย..นั้นนะ..ก็เพราะคุณรสเอง..ไม่รู้..ไม่รู้ในบุคคล

ไม่รู้...เพราะเซ้นไม่เกิด..
เซ้นไม่มี...เพราะรู้..ยังไม่เกิด..

กล่าวด้วยความปรารถณาดีนะ...คุณรสอาจจะ..งง...

แต่..ผมคิดว่ามีคนเข้าใจที่ผมพูดอยู่นะ..เพราะคนรู้เขามีอยู่

ถ้าคุณรสยังไม่ทราบ...ว่าหมายถึงอะไร....ก็ให้สังวรตนว่ามีสิ่งที่ยังไม่รู้อีกเยอะที่ต้องทำให้เกิด..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 08:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอแนะนำเหมือนที่เคยแนะมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คือ ให้ตักบาตรพระเณรที่หน้าบ้านตอนเช้าๆ สวดมนต์ สวดอิติปิโส พาหุง มหากา ฯลฯ ถวายสังฆทาน เป็นต้นเอาเถอะ ยังไม่ตายก็มีความสุขใจว่าเออ เราได้ทำสิ่งดีงามแล้ว ได้ช่วยจรรโลงพระศาสนาแล้ว ตายไปก็ไปสู่สุคติ

แต่ถ้าคิดอย่างที่เห็นๆตกนรก เพราะมิจฉาทิฏฐินี่เอง ... ว่าอะไรนะ ไม่ได้ยิน อ้อไม่เชื่อ ตามใจงั้น :b12:

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 18:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีคลื่นแทรกหน่อย :b16: เอเอ็มก็งี้แหละ https://www.youtube.com/watch?v=lBQ-Zgrldps

มาว่าพระปริตต่อ



สักกัตวา

สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ
หิตํ เทวมนุสฺสานํ พุทฺธเตเชน โสตฺถินา

ฯลฯ

คำแปลทั้งหมด: เพราะกระทำความเคารพพระพุทธรัตนะอันเป็นโอสถประเสริฐสุด เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ขออุปัทวะทั้งปวงจงหายไป ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า เทอญ

เพราะกระทำความเคารพพระธรรมรัตนะอันเป็นโอสถประเสริฐสุด ระงับความเร่าร้อนได้แล้ว ขออุปัทวะทั้งปวงจงหายไป ขอภัยทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี ด้วยเดชแห่งพระธรรม เทอญ

เพราะกระทำความเคารพพระสังฆรัตนะอันเป็นโอสถประเสริฐสุด ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับแล้ว ขออุปัทวะทั้งปวงจงหายไป ขอโรคทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์ เทอญ

ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน เทอญ

ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน เทอญ

ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน เทอญ

รัตนะหลายหลากมากชนิด บรรดามีในโลก รัตนะนั้นๆ ที่จะเสมอพระพุทธรัตนะไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

รัตนะหลายหลากมากชนิด บรรดามีในโลก รัตนะนั้นๆ ที่จะเสมอพระธรรมรัตนะไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

รัตนะหลายหลากมากชนิด บรรดามีในโลก รัตนะนั้นๆ ที่จะเสมอพระสังฆรัตนะไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 18:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หมายเหตุ คาถาเหล่านี้ สวดต่อกันเรื่อยมา พระรูปที่เป็นหัวหน้าขึ้น สกฺกตฺวา แล้วก็สวดติดต่อกันไป จนถึง รตนํ สงฺฆสมํ นตฺถิ ตสฺมา โสตฺถี ภวนฺตุ เต จึงหยุดลง

คาถาเหล่านี้ เป็นสัจจกิริยา คือ การกระทำสัตย์ของพระที่เจริญพระพุทธมนต์ เพื่ออำนวยความสวัสดีแก่เจ้าภาพและผู้ร่วมบำเพ็ญกุศล

มีข้อที่น่าสังเกตอยู่ในบท สักกัตวา เป็นบางประการ คือ คาถาทั้ง ๓ คาถานั้น มีความอย่างเดียวกัน เปลี่ยนแต่เฉพาะ พุทฺธเตเชน ธมฺมเตเชน สงฺฆเตเชน และทุกขา ภยา โรคา เท่านั้น เป็นทำนองว่าท่านผู้แต่งต้องการจะแยกพระเดชของพระรัตนตรัย ออกบำบัดแต่ละอย่าง คือ “พระพุทธเดชกำจัดทุกข์ พระธรรมเดชกำจัดภัย พระสังฆเดชกำจัดโรค” ความข้อนี้ เกี่ยวโยงไปถึงคำอาราธนาพระปริตที่ท่านเจ้าภาพหรือผู้แทนอาราธนาไว้แต่ต้นว่า

“วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพทุกฺขวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพภยวินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ
วิปตฺติปฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา
สพฺพโรควินาสาย ปริตฺตํ พฺรูถ มงฺคลํ”

แปลรวมกันว่า “ขอพระคุณท่านทั้งหลาย จงเจริญพระปริตอันเป็นมงคล เพื่อป้องกันวิบัติ เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวง เพื่อความเสื่อมหายไปแห่ง ทุกข์ ภัย โรค ทั้งปวง เทอญ”

คำอาราธนานี้ มีต่างกันอยู่ ๓ คำ คือ ทุกข์ ภัย โรค เช่นเดียวกัน เมื่อคำขอแสดงความประสงค์เช่นนั้น ท่านจึงแต่งคาถาสนองให้สมประสงค์หรืออย่างไร เป็นข้อที่น่าคิดอยู่
การกล่าวถึงเรื่องนี้ จำต้องพึ่งมติของเกจิอาจารย์ ที่ท่านอรรถาธิบายในเรื่องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณไว้ โดยนัยเป็นอันมากดังต่อไปนี้

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2018, 18:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33724

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มติของเกจิอาจารย์ถือว่า พระรัตนตรัยเป็นมงคลในโลก ท่านได้แต่งไว้เป็นคาถาว่า

พุทฺ ธ สํ มงฺคลํ โลเก ทุกฺขนาสกรํ วรํ
พุทฺ ธ สํ สรณํ คจฺฉ สุขกาโมสิ เจ ตุวํ ฯ

พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า เป็นมงคลในโลก กำจัดทุกข์ได้อย่างประเสริฐ ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่งเถิด ถ้าท่านต้องการความสุข ฯ

.....................................................
https://www.blockdit.com/pages/5ee442cb19063b173afb7c70


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 164 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ... 11  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร