วันเวลาปัจจุบัน 11 เม.ย. 2021, 17:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 49 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2018, 05:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๘) ตัวต่อไปเรียกว่า มัจฉริยะ ความตระหนี่ ขี้เหนียวขี้จิ๊ เมืองเหนือ เขาเรียกว่า ขี้จิ๊ ปักษ์ใต้ เขาเรียกว่า ขี้ชิด คนขี้เหนียว เขาเรียกว่าคนขี้ชิด เพราะมันขี้จิ๊นั่นแหละ เมืองเหนือว่า ขี้จิ๊ แต่ว่าภาษากลางเขาเรียกว่า ตระหนี่ ภาษาบาลี เขาเรียกว่า มัจฉริยะ
มัจฉริยะมีลักษณะหวงแหนในสิ่งของ ในอะไรหลายอย่าง ไม่อยากให้ใครเอาไปใช้ อยากจะเก็บไว้กับตัว ไม่ได้กินไม่ได้ใช้ก็เอาไว้ดูเล่น นี่ลักษณะของคนตระหนี่ เอาไว้ดู ไม่ใช้ก็เอาไว้ดู แล้วก็ผลที่สุดของนั้นมันก็เสียไป เน่าไป บูดไป พ้นกาลเวลาที่จะกินจะใช้ มันก็สูญไปเสียเปล่าๆ ไม่ได้เรื่องอะไร


ตัวมัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ นี้ มันเกิดขึ้นในใจก็เพราะความเห็นแก่ตัว นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องอะไร ความเห็นแก่ตัว อยากจะได้ไว้เพื่อตัว มีไว้เพื่อตัว อะไรๆก็ให้อยู่กับตัว เลยเกิดอาการตระหนี่ขึ้นมา ไม่อยากให้สิ่งนั้นจากเราไป
เราจะสังเกตเห็นได้ว่า คนตระหนี่ชอบเก็บข้าวของ เก็บไว้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาไปกินไปใช้ จะกินก็ต้องเลือกกินไอ้ที่จะเน่า ไอ้ลูกไหนจะเน่าแล้ก็กิน ลูกไหนยังไม่เน่าเก็บไว้ก่อน ไม่ได้กินของดี คนตระหนี่นี้ไม่ได้กินของดีดอก ไม่ได้ใช้ขอบงดีกับใคร เพราะเก็บไว้จนเสีย ถ้าผลไม้ก็เก็บไว้จนเน่า ถ้าของใช้ก็เก็บไว้จนขึ้นเห็ดขึ้นรา
ถ้าเป็นเครื่องกระป๋องก็ขึ้นสนิม กินไม่ได้ ถ้าเป็นบุหรี่ก็ขึ้นราดูดไม่ได้ น้ำตาลทรายก็กลายเป็นก้อนไป เก็บไว้นานๆ กลายเป็นก้อนไป ฯลฯ นี่เรียกว่า ความตระหนี่ ไม่กินไม่ใช้ในของนั้น เลยก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่คนตระหนี่มันเป็นอย่างนั้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2018, 05:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เขาเล่าเรื่องเศรษฐีตระหนี่ไว้ว่า เศรษฐีแกอยากกินขนม ขนมเบื้อง อยากกินขนมเบื้อง ก็บอกเมียว่า แหม ฉันอยากกินขนมเบื้อง
เมียก็บอกว่า โอ๊ย ฉันจะทำแจกทั้งบริเวณเลย อือ เรื่องอะไรฉันอยากกินคนเดียว ชาวบ้านเขาไม่ได้อยากกับฉันนี่ จะทำไปแจกเขาทำไม มันเปลืองแป้ง เปลืองน้ำตาล เปลืองอะไรเปล่า ๆ
เมียก็บอกว่า เอ้า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร จะทำให้กินกันทั้งบ้าน คนใช้ก็ได้กิน โอ๊ย มากไป คนใช้เขาไม่ได้อยากกินอะไรนี่ มันอยากแต่ฉันคนเดียว ทำไมเธอต้องใจใหญ่ ใจกว้างอย่างนั้น ไม่เอาละ ทำแต่เฉพาะฉันคนเดียว แล้วก็ทำที่ข้างล่างไม่ได้ คนเขาจะเห็น เลยต้องหอบกระทะขึ้นไปบนปราสาทโน่น ชั้นบนแล้วก็เปิดหน้าต่างไว้

ทีนี้ พระโมคคัลลานะท่านรู้เข้า รู้ว่าเศรษฐีขี้เหนียวจะกินขนมเบื้องแล้ว ว่าอย่างนั้นเถอะ ต้องไปทรมานเสียหน่อยก็ดี ก็เลยท่านเข้าฌาน ทำฤทธิ์ปาฏิหาริย์หน่อย เหาะไปเลย ถือบาตรไปยืนที่หน้าต่าง เศรษฐี อือ ใคร พระนี่มายังไง เราปิดประตูในกลอยแล้ว ยังมายืนอยู่ตรงนี้อีก ว่าอย่างนั้น แล้วก็ยืนไม่ไปเสียด้วย ทำท่าไม่ไป เออ ต้องให้ท่านหน่อย เอาขนมเบื้องให้ท่านหน่อย เอ้า ให้สักแผ่นพอ ไม่ต้องมากให้สักแผ่นพอ แล้วก็หยิบมันมาแผ่นหนึ่ง พอหยิบขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ขนมเบื้องมันก็ติดกันขึ้นมาหมดเลย
พระโมคคัลลานะท่านใช้อำนาจจิต ขนมเบื้องมันติดกันเป็นสายเหมือนกับสายโซ่นั่นแหละ วะ ทำไมมันติดกันอย่างนี้ เอ้า ช่วยกันดึงหน่อย ดึงกันสองคนจนเหงื่อไหลไกลย้อย ขนมเบื้องมันก็ไม่หลดออกจากกัน ดึงอย่างนั้นแหละ ดึงจนเหงื่อโทรมกาย นั่งหอบฮั่กๆๆๆ แหม เราจะให้สักแผ่น มันติดกันเยอะแยะ อย่างนั้นเถอะ เลยก็ดึงไม่ออก ไม่ออก ก็เลยลงนั่งเหนื่อย
แล้วพระโมคคัลลานะก็บอกว่า อาตมาไม่ได้ต้องการมากมายอย่างนั้นดอก ต้องการสักนิดเดียว ไม่เอามากดอก เศรษฐีก็เลยแบ่งขนมเบื้องถวาย พอถวายแล้ว พระโมคคัลลานะอธิบายธรรมะให้ฟังก็เกิดความเลื่อมใสในธรรมะ เลยบอกว่า จะเอาขนมเบื้องไปถวายพระที่วัดด้วย ก็เลยไปกับพระโมคคัลลานะไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าด้วย ทำขนมเบื้องเลี้ยงพระกันเป็นการใหญ่ เลยเลิกตระหนี่ตั้งแต่นั้นมา จบเรื่องตัวอย่างเศรษฐีตระหนี่ไม่กินไม่ใช้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 19:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อเด็กๆ เคยเห็นคนร่ำรวยคนหนึ่ง แกนุ่งผ้าชักหน้าไม่ถึงหลัง ผ้านุ่งนี่แกนั่งต้องระมัดระวัง เวลารับประทานข้าวนี่ก็รับประทานข้าวกับปลาเค็ม เขาเรียกว่าปลาแป้น ตัวมันแบนๆ เล็กๆ แล้วก็เอามาใส่เกลือ ผึ่งแดดให้แห้ง นั่งตอดนิดๆ เป็นกับข้าวกิน ไอ้เราเป็นเด็กวัดนี่ เคยกินแกงมากๆ เศรษฐีกินอย่างนี้นี่ ก็กินอย่างคนตระหนี่ ไปไหนก็ตระหนี่
แล้วก็ใครยืมเงินของยายคนนี้แล้วทุกรายต้องถูกริบนาทุกราย เพราะว่าดอกมันมาก เอาหมดเลย ริบนาริบบ้านไปเลย ตระหนี่มาก เวลาตายไม่มีใครหามศพ บ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครไปช่วยหามศพไปป่าช้า ไม่เอาทั้งนั้น บอกว่าดูซิเงินจะเอาไปได้หรือไม่ ไม่ช่วยกันเลย ไม่ช่วยหามศพ ต้องไปจ้างเขามา ก็พาไปได้เหมือนกันแหละ ต้องไปจ้างเขามา จ้างคนไกลโน้นไปหามาจากที่อื่น มาช่วยหามศพไปป่าช้า เอาไปเผา นี่คือความตระหนี มันรุนแรง ไม่ดีเลย ไอ้ความตระหนี่นี่

คนเรานี่อย่าตระหนี่ขี้เหนียวอย่างนั้น ควรจะเฉลี่ยแบ่งปันกันตามสมควรแก่ฐานะ มีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ นึกว่าอาศัยกัน
มนุษย์เราอยู่ในโลกร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน อย่ากินคนเดียว ใช้คนเดียว ไม่ว่าอะไร มีพระพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า เนกาสี ลภเต สุขํ กินคนเดียวไม่เป็นสุข กินคนเดียวนี่ยังไม่สุข เพราะเหตุที่เวลากินก็ต้องรีบกิน กลัวเพื่อนจะมาเห็น บางทีไม่ได้เคี้ยว ใส่กลืนๆ กลัวเพื่อนจะเห็น มันจะเป็นสุขได้อย่างไร มีอะไรก็แชร์กัน กินกันคนละนิดละหน่อย แบ่งปันกันกินกันใช้มันสบาย เรามีให้เพื่อนกิน เพื่อนมีก็ให้เรากิน ก็เหมือนกับฝากไว้ เรากินคนเดียวไม่หมดดอก ก็ใส่เข้าไปในท้องเพื่อนบ้าง วันหลังเขาก็เฉลี่ยมาให้คนนี้มั่ง ต่อไปมันสบายกว่า อยู่กันอย่างนั้นสบาย แต่ถ้าเป็นการตระหนี่ขึ้นมาแล้วไม่ยอม ไม่ยอมให้ใคร

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 19:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตระหนี่นี่มันตระหนี่หลายแบบ : ตระหนี่ลาภ เรียกว่า ลาภมัจฉริยะ หมายความว่า ตระหนี่ลาภผล ไม่แบ่งให้ใครกิน กินคนเดียว ใช้คนเดียว มีอะไรก็จะมีคนเดียว ตระหนี่ลาภ อันนี้ให้ถือหลักว่า มีคนเดียวมีไม่ได้ สุขคนเดียวสุขไม่ได้ กินอยู่คนเดียวก็อยู่ไม่ได้ จึงต้องแบ่ง
แต่คนที่ตระหนี่ลาภ ไม่แบ่งให้ใคร ได้ลาภมาอะไรๆ ก็จะเอาเสียคนเดียว อย่างนี้มันเสียหาย ตระหนี่ลาภไม่ดี

ตระหนี่ที่อยู่ เรียกว่า อาวาสมัจฉริยะ อาวาสไม่ใช่วัด มันหมายถึงที่อยู่ ตระหนี่ที่อยู่ไม่ได้ ใครมาอยู่ร่วมบ้าน บ้านช่วงใหญ่โตใครจะมาพักก็ไม่ได้ บริเวณบ้านกว้างขวาง ใครจะมาอยู่ด้วยก็ไม่ได้ ตระหนี่ที่อยู่ ไม่อยากให้ใครมาอยู่ร่วมกับตน อยากจะอยู่ผู้เดียว อยู่ครอบครัวเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับใคร นี่เรียกว่า ตระหนี่ที่อยู่ ไม่แบ่งปันความสุขในเรื่องที่อยู่อาศัยให้แก่ใครๆ
เหมือนกับวัดวาอารามที่สมภารบางองค์ก็ตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่ที่อยู่คือไม่รับใคร ไม่รับใครทั้งนั้น ไม่ให้อยู่ กุฏิว่างก็ไม่ให้อยู่ เสนาสนะมีก็ไม่ให้อยู่ ไม่ยอมรับ ไว้ให้หมาขี้เรื้อนมันนอนไปตามเรื่อง อย่างนี้เรียกว่า สมภารนั้นตระหนี่ที่อยู่อาศัย ไม่เอื้อเฟื้อแก่ใครๆ อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน

อีกประการหนึ่ง เขาเรียกว่า ตระหนี่วรรณะ วัณณมัจฉริยะ ประเทศอินเดีย เขามีวรรณะสี่ มีกษัตริย์ มีพราหมณ์ มีแพศย์ มีศูทร

กษัตริย์ คือ นักรบ

พราหมณ์ คือ นักสอนหนังสือ เป็นครูบาอาจารย์

แพศย์ หมายถึงพ่อค้าวาณิช

ศูทร หมายถึง พวกรับจ้างกรรมกร

ไม่สัมพันธ์กันในระหว่างวรรณะ ไม่สัมพันธ์กัน ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ให้ลูกสาวลูกชายไปแต่งงานผิดวรรณะ

กษัตริย์แต่งแต่พวกกษัตริย์

พราหมณ์แต่งแต่งพวกพราหมณ์

แพศย์แต่งแต่พวกแพศย์

ศูทรก็แต่งแต่พวกศูทร

อันนี้ คือตระหนี่เหมือนกัน เรียกว่า ตระหนี่วรรณะ

ตระหนี่เรื่องเกี่ยวกับเชื้อชาติ เกี่ยวกับตระกูลวงศ์ ไม่อยากจะปะปนกับใครๆ เพราะเป็นเหตุให้แตกความสามัคคี ไม่ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำอะไร เพราะมันเป็นคนละฝ่ายคนละพวกกันอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่าตระหนี่เรื่องนี้

ทีนี้ ตระหนี่อีกอย่างหนึ่ง ตระหนี่ความรู้ ความรู้ที่เรามี ตระหนี่ บางคนไม่ให้ เช่นว่า ทำขนมอร่อย ขนมมีชื่อ ใครจะมาขอเรียนก็ไม่ได้ กลัวจะแย่งอาชีพ ไม่อยากสอนใคร
มีตำรายาดีๆ สมัยก่อนยาแผนโบราณ ยาบางขนานมันดี รักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยดี ไม่ยอมบอกใครทั้งนั้น จะบอกต่อเมื่อตัวตาย ตายแล้วจะไปบอกได้อย่างไร หรือว่าใกล้ตายถึงจะบอก พอใกล้จะตายแล้วพูดไม่ได้ ลิ้นคับปากเลยไม่ได้บอก เอาความรู้ใส่โลงผีไปด้วย อันนี้เขาเรียกว่า ตระหนี่ความรู้ ไม่ได้เรื่อง โลกไม่เจริญ ถ้าตระหนี่ความรู้โลกไม่เจริญ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 19:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้าของท่านตรัสว่า สิ่งใดที่ตถาคตรู้ ตถาคตเข้าใจ ได้บอกแก่พวกเธอทั้งหลายหมดแล้ว ตถาคตไม่เป็นเหมือนอาจารย์ที่กำฝ่ามือไว้ กำไว้ไม่เปิดเผยให้ศิษย์ได้รู้ได้เห็น พระองค์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ได้เปิดเผยหมดทุกประการ สิ่งที่เป็นความรู้เป็นความเข้าใจที่ตถาคตได้เรียนได้รู้ ได้ศึกษามานั่นบอกให้แก่เธอหมดแล้ว เราไม่มีอะไรหวงแหนไว้เพื่อจะบอกในวันสุดท้ายใกล้จะนิพพาน ไม่มี บอกหมดแล้ว เพราะพระองค์ไม่มีตระหนี่ความรู้
แต่ครูบาอาจารย์บางคนหรือว่าคนทั่วไป มักตระหนี่ในวิชาบางอย่าง ไม่ยอมสอนใคร ใครขอก็ไม่ให้ บอกว่าขอเถอะตำรานี่ โอ๊ะ ไม่ได้กูจะตายถึงจะให้ จะให้เมื่อจะตายก็แย่น่าซี่ ตายไปเอาไปเสีย แล้วมันจะเจริญได้อย่างไร อย่างนี้ไม่ดี

เพราะฉะนั้น เราต้องป้องกันความตระหนี่เหล่านี้ ไม่ตระหนี่ลาภ ไม่ตระหนี่ที่อยู่อาศัย ไม่ตระหนี่วรรณะ ไม่ตระหนี่ความรู้ ไม่ตระหนี่เรื่องอะไรทุกอย่าง ให้หัดเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ มีอะไรพอเฉลี่ยกันได้เฉลี่ยกันไป แบ่งกันตามสมควรแก่ฐานะ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 19:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อหลายปีมาแล้ว มีอะไรจะเล่าให้ฟังหน่อย คือว่า นั่งเรือจากบ้านแพนมากรุงเทพ ฯ เขานิมนต์ไปเทศน์ที่โน้น ไกลเข้าไปในทุ่งโน้น แล้วก็แหมอากาศร้อนเดือนเมษา ฯ ไม่ค่อยสบายด้วย
เทศน์ที่นั่นกลับมาลงเรือที่บ้านแพน ก็มีพระเณรหลายองค์เขาเป็นพวกเดียวกันลงเรือพร้อมกัน มาในเรือ ถึงเวลาเขาฉันเพลกัน ผมสององค์นั่งอยู่ พระกลุ่มนั้นฉันเพล แล้วก็มีแตงโมมาเยอะ ผ่าแตงโมฉันกันใหญ่ ผมสององค์นั่งอยู่ในเรือนี่ พระพวกนั้น ไม่ได้นิมนต์เลย ไม่ได้พูดจาเชื้อเชิญสักหน่อย เอ้ามาฉันด้วยกันซิ อะไรอย่างนี้ไม่มีเลย เหมือนกับว่าเราสององค์เป็นพระต่างประเทศ หรือว่าเป็นคนต่างถิ่น คนต่างศาสนาอย่างนั้นแหละ ไม่มีความเอื้อเฟื้อเลย ที่ว่าจะชวนให้ฉัน อันนี้เรียกว่า ตระหนี่แท้ๆ ไม่มีมรรยาทด้วย

ความจริงมีอะไรบ้าง พระด้วยกันก็นิมนต์มาฉันด้วยกัน อย่างนี้มันค่อยน่าดูหน่อย แต่นี่พระตั้ง ๖-๗ องค์ที่ล้อมวงกัน ไม่ได้ดูมาเลย ไม่ได้เหลียวมาเลยว่าพระสององค์นั่งอยู่
ไอ้ความจริงของกินของใช้มันก็มีเยอะแยะ ควรจะนึกว่า เอ้า นิมนต์ฉันหน่อย ไอ้เราก็ใช่ว่าอยากจะฉันอะไร แต่ว่านึกว่า เอ๊ะ ไม่มีน้ำใจ นี่เขาเรียกว่า คนไม่มีน้ำใจ เราก็ว่าพระด้วยกัน มีอะไรก็แบ่งกันฉัน ตามประเพณี มันก็ต้องอย่างนั้นแหละ มีอะไรก็นิดหน่อย แม้ว่าของมันไม่พอ ก็มีมรรยาท เรียกว่า เอ้า มาฉันข้าวด้วยกัน เขาก็รู้ว่าของมีนิดหน่อย เขาจะมาฉันได้อย่างไร แต่ว่าเราควรจะมีมรรยาท เอ้า นิมนต์มาฉันด้วยกัน
แต่ทั้งหมดนั้นไม่มีใครพูดสักองค์เดียว ผมก็นั่งคิดมาในเรือ ไม่พูดในเรือเดี๋ยวเขาจะได้ยิน มาถึงวัดพูดว่า แหม พระพวกนั้นกินแตงโมกันเยอะแยะ ไอ้เราก็นั่งคอแห้งอยู่ ไม่มีส่งมาให้สักชิ้น แสดงว่าไม่มีน้ำใจ นี่คือความตระหนี่นั่นเอง ไม่อยากให้ฉัน นี่อันนี้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่เรียกว่าตระหนี่เหมือนกัน เรื่องพระเหมือนกัน จะเล่าให้ฟัง ประสบเอง ประสบด้วยตนเอง กลับจากพม่ามาที่เมืองตาก มาแวะที่วัดพร้าว วัดมะพร้าวนั้นแหละ ก็ขึ้นไปหาสมภาร ไปถึงกราบเรียบร้อย เรามัก็เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัว ไหว้ดีละ ไหว้เสร็จแล้ว ท่านก็ถามว่า ไปไหนมา อะไรต่ออะไร ความจริงเมื่อไปแวะวัดนั้นเหมือนกัน ก็รู้จักกันอยู่แล้วละ แต่ว่าเมื่อไปนี่ก็นอนใต้ต้นไม้ ขากลับมากัน ๓ รูป คิดว่า ไปนอนบนกุฏิให้มันสบายกว่าใต้ต้นไม้หน่อย ก็ขึ้นไปกราบกรานท่านเรียบร้อย พอกราบเสร็จแล้ว ก็บอกว่าผมขออนุญาตจะมาพักที่บนหอสวดมนต์นี้ด้วยสัก ๒-๓ คืน จะเดินทางไปกรุงเทพฯ
ท่านถามทันทีว่า มีใบสุทธิหรือเปล่า แน่ะ มาเหลี่ยมนั้นแล้ว มีใบสุทธิหรือเปล่า ไอ้เรานี่ก็มีเหมือนกัน บอกว่ามีครับ สมัยนั้น ใบสุทธิเป็นเล่มยังไม่ออก แต่ว่ากฎหมายออกแล้ว ออกเป็นกฎหมายคณะสงฆ์ว่า ต้องมีใบสุทธิ ท่านบอกว่า โอ้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เขาประกาศเลิกแล้ว เอ๊ะ ประกาศเมื่อไร หยิบแถลงการณ์มา แถลงการณ์คณะสงฆ์น่ะ ยังม้วนอยู่เลย เพิ่งแก้ออกยังม้วนอยู่เลย ยังไม่แบนอย่างนี้ ม้วนอยู่ นี่แหละดูซิ เราก็อ่านกัน ๓ องค์ นี่วัดใต้เท้าใช้กันหรือยังใบสุทธิแบบนี้ ยังเขายังไม่ได้พิมพ์ออกจำหน่าย แล้วผมมาจากต่างประเทศจะมีกับเขาได้อย่างไร ไอ้นี่มันต้องฟังได้ว่าเป็นใบสุทธิที่ใช้ในราชการได้ ยังใช้จนถึงวันเข้าพรรษา พอเข้าพรรษาแล้วใช้ไม่ได้แล้ว หมดเขต เพราะว่าพระต้องกลับไปจำที่อยู่ของตน โอ้ ไม่ได้ดอก ไอ้นี่เขาไม่ใช้ เลิกใช้แล้ว พักก็ได้ แต่ว่าต้องไปนอนที่ศาลาสำหรับพักคนเดินทาง นอนบนกุฏิไม่ได้

พวกเรามันก็ไม่โกรธไม่เคืองอะไรหรอก ลุกขึ้นก็กราบ ๓ ครั้ง กราบเรียบร้อย ขาขึ้นไปกราบดี ไม่ให้พักก็กราบดี เหมือนกัน กราบเรียบร้อยเสร็จแล้วก็มานอนศาลา ๓ องค์ ก็นั่งคุยกัน แหม ถ้ารู้อย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปไหว้ให้มันเมื่อยมือ นอนบนศาลานี่พวกกองคาราวาน พวกม้าต่าง วัวต่าง เดินทางมาจากเชียงใหม่ไปเมืองตาก ไปแม่ฮ่องสอน ไปแม่สอด ไปขายถึงมะละแหม่ง เขาก็นอน เขาไม่ต้องไปหาสมภาร เรานี่นึกว่าพระด้วยกันขึ้นไปหาหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นพระขี้เหนียวอย่างนี้ ช่างมันเถอะ นอนอย่างนี้ก็ได้
พอจะนอนก็เดินไปที่บ้านโยมหน่อย รู้จักกัน อยู่ติดกับวัดนั่นแหละ ถึงบ้านโยม โยมว่า เอ้า ใต้เท้ามาถึงเมื่อไร นี่มาถึงเมื่อตะกี้นี้ ขึ้นไปหาสมภารแล้วแกไม่ให้นอน โอ้ สมภารนี่แกอย่างนั้นแหละ ผมอยู่วัดนี้ผมก็ไม่ทำบุญ เลยก็บอกว่า ช่างเขาเถอะ ไม่เป็นไร นึกอยู่ในใจ ว่าจะกลับไปเทศน์ที่วัดนั้นซะหน่อย กลับมากรุงเทพฯ อยู่สัก ๒-๓ ปี แล้วก็จะกลับไปเทศน์แถวนั้นสักที จะเทศน์เรื่องมัจฉริยะ เรื่องอะไรอย่างนี้แหละ เทศน์ให้สมภารฟังสักที
ไอ้พอกลับไปเมืองตากนึกว่าจะไปเทศน์ด้วย สมภารตายเสียแล้ว เลยไม่ได้เทศน์ให้ฟัง ตายแล้ว นี่เขาเรียกว่า คนตระหนี่ มันเป็นอย่างนั้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 20:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ได้ไปเจอะวัดที่ไม่ตระหนี่ ก็วิเศษนั่นแหละ ดี วัดที่ไม่ตระหนี่ มาที่นครสวรรค์ เดินมาก็ใกล้เพลแล้ว พักเถอะใกล้เพลแล้ว เผื่อเขาเรียกไปได้ฉันเพลบ้าง เดินมา ๓ องค์ หนวดเครารุ่มร่ามไม่โกน เดินทางหน้าตาชักจะเหี้ยมๆ ดำๆ มานั่งอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ พอดีกลองตึงๆ ๆ เด็กลงมานิมนต์ไปฉันอาหาร นิมนต์ไปฉันเพล นิมนต์ฉันเพลนี่เรามันไม่ต้องพูดมากละ นิมนต์คำเดียวก็พอแล้ว เลยขึ้นไป ขึ้นไปฉัน สมภารบอกอือๆ ว่าอย่างนั้นเถอะ แกไม่พูดทำมืออือๆ หมายความว่า นั่งลงฉัน เราก็นึกสงสัยว่า แกก็ใจดีนิมนต์เรามาฉันแล้วก็ไม่พูด อือๆ ๆ ทำอย่างนั้นแหละ หมายความว่าให้นั่งใช้ภาษาใบ้ เราก็นั่งฉันเรียบร้อย ไม่พูดเลยเวลาฉันนั่งเฉย เราก็ไม่พูด ท่านก็มองๆ ชี้นั่นชี้นี่ให้ฉัน แต่ไม่พูด ฮือๆ เท่านั้นแหละ พอฉันเสร็จแล้ว พวกเราก็ผมมันอาวุโส บอกว่า ขอบพระคุณครับที่ได้เลี้ยงอาหาร

เอ้า พูดไทยได้หรือ แล้วกัน สมภารแกตกใจ พอเรายกมือไหว้แก พูดไทยได้หรือ บอกว่า เอ้า ก็ผมพระไทยนี่ เฮอะ นึกว่าพระแขก บอกว่าทำไมว่าพระแขก เห็นหนวดเครารุ่มร่าม ๓ องค์ มันเหมือนกันเสียด้วย หนวดทั้งนั้น หนวดรุ่มร่ามทั้งสามองค์ แกนึกว่าพระแขกลังกา ไอ้จีวรมันก็คร่ำ เดินกรำแดดหน้าตามันก็คล้ำหน่อย ก็เดินตั้งแต่ย่างกุ้งมาถึงนครสวรรค์นี่ ตกแดดตากลมมา นึกว่าพระแขกลังกา ขอโทษด้วย ไม่เป็นไรครับ พวกผมไม่ว่าอะไรดอก แล้วก็ท่านถามว่า จะไปไหนต่อไป จะไปปากน้ำโพ ไปยังไง ก็เดินไป โอ๊ะ ไม่ต้อง ผมจะไปเอาปูนซีเมนต์ นั่งเรือไปดีกว่าเดี๋ยวเดียวก็ถึง เดินอีกตั้งวันหนึ่งจึงจะถึง
ก็เลยลงเรือกับท่านมา มาถึงปากน้ำโพแวะไปที่วัดตลิ่งชัน โอ๊ย สมภารใจดี หลวงพ่อนี้ เดี๋ยวนี้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอยู่ ผมผ่านไปต้องไปแวะกราบท่านทุกที ท่านใจดี ให้พักผ่อนเรียบร้อย แล้วก็เอาใจใส่เรื่องขบฉัน พักอยู่ ๗ วัน ให้หายเหนื่อย
วันจะเดินทางไปลาท่านแต่เช้า ลากลับออกมาสายหน่อย ฉันอาหารเช้าแล้วก็ออกเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งขวามาเรื่อย
เดินผ่านหน้าวัดทุ่งยางหรืออะไรแหลมยางอะไรนี่ หลวงพ่อนี่ท่านนั่งอยู่ที่วัด เห็นพวกเรา ๓ องค์เดิน ท่านส่งคนมาตักเลย หลวงพ่อท่านพระครูท่านให้นิมนต์ไปที่กุฏิ ไปถึงท่านถาม นี่จะเดินไปกรุงเทพฯ หรือ บอกครับ เดินไปก็ไม่มีสตางค์อะไร เดินไป ฮือ อย่าเดินเลย ตอนเย็นนี่เรือแดงออก ไปเรือเถอะ พักก่อนฉันจะบวชนาคก่อน บวชนาคเสร็จแล้ว ตอนเย็นเรือแดงออกมา ท่านก็ให้คนไปซื้อตั๋วในเรือ ส่งพวกเรา ๓ องค์ ลงเรือถึงกรุงเทพฯ เลย เจอคนไม่ตระหนี่แล้วมันก็ดีอย่างนั้นแหละ ถ้าเจอคนตระหนี่แล้วไม่ไหวแล้ว

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 20:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พวกตระหนี่ไม่ดี ไม่เป็นที่รักที่ชอบของใครๆ เราหัดเป็นคนไม่ตระหนี่ คือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น มีอะไรก็แสดงความเอื้อเฟื้อ การแสดงความเอื้อเฟื้อนั้น แสดงด้วยดวงหน้า คือยิ้มแย้มแจ่มใส เห็นใครมาก็ยิ้ม ต้อนรับแสดงด้วยคำพูด โอภาปราศรัยด้วยถ้อยคำที่อ่อนหว่านสมานมิตร มีสิ่งของอะไรก็ให้เขากินเข้าใช้ ตามสมควร ให้เขาไป ใครมาขออะไรให้เขาไป ตามเรื่องตามราวนิดๆหน่อย เท่าที่พอจะให้ได้ ขอมากนักมันก็ไม่ไหว บางคนขอสตางค์นี่ บางทีก็มาขอทำเป็นลูกไม้ ฉันรู้แล้ว่านี่เป็นลูกไม้ แต่ว่ามาขอแล้วฉันก็ให้ ให้มันสัก ๑๐ บาท เอาไปกินไปใช้ตามสบาย ไม่ว่าอะไร ให้เขาไปตามเรื่องอย่างนี้ มันก็สบายใจ ผู้ให้นี่ก็สบายใจ ผู้รับก็สบายใจ เรื่องให้เรื่องรับนี่มันดี มนุษย์เรานี้มันอยู่ด้วยการให้ การรับ ถ้าไม่ให้ ไม่มีรับ ไม่มีรับไม่มีให้ ก็อยู่ไม่ได้ ไอ้ตัวความตระหนี่มันตัดไปเสียเลย ตัดให้ตัดรับ มีแต่เอาเรียกว่าไม่มีให้ บวกท่าเดียวลบไม่มี อย่างนั้น มันก็แย่ไม่ไหว อันนี้เป็นกิเลสตัวหนึ่ง เรียกว่า ตระหนี่ ทำให้เกิดความเสียหาย


แล้วก็ไอ้ ๒ อย่างนี้ อิสสา กับ มัจฉริยะ เป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนกันในหมู่มนุษย์ ให้เบียดเบียนกันในหมู่มนุษย์ ๒ ตัวนี้ มีคนถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ทำไมหมู่มนุษย์จึงได้เบียดเบียนกั้น พระองค์ก็ตอบว่า เพราะ อิสสา กับ มัจฉริยะ เป็นเหตุให้มนุษย์เบียดเบียนกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นตัวร้าย ที่ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นรบกวนจิตใจเราเป็นอันขาด นี้ประการหนึ่ง เรียกว่าเป็นตัวสำคัญ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 20:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๙) ตัวต่อไป เรียกว่า มายา เจ้าเล่ห์. พวกมายา พวกเจ้าเล่ห์ ไม่เจ็บก็ทำเป็นเจ็บขึ้นมา ไม่หิวก็ทำเป็นหิวขึ้นมา ทำแสดงเอา ทำแสดงให้คนสงสาร เช่น เหมือนกับพวกขอทาน ถ้าไม่มีคน ทำเดินคล่องแคล่ว พอเห็นคน เดินมาทำเป็นเดินตัวอ่อน ทำง่อยขึ้นมาทีเดียว นี่เขาเรียกว่า พวกมายา
แต่ว่า พวกไม่เจ็บ เช่นว่า นอนสบายๆเชียว แต่พอเห็นคนที่รักที่ใคร่มาถึง โอ๊ย เจ็บท้องขึ้นมาเชียว ให้คนรักมาลูบท้องแล้วก็จะได้สบายใจ นี่คือมายา แสดงอาการออกไปในรูปที่ไม่เป็นจริง
มายาเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ ไม่ใช่คนเข้มแข็ง คนเข้มแข็งนี่ไม่มีมายา เป็นคนตรงไปตรงมา เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ไม่ เจ็บก็บอกว่าไม่เจ็บละ ไม่เที่ยวแสร้งทำอย่างนั้น แสร้งทำอย่างนี้ ออดแอดอ่อนแอ อย่าเป็นคนมายา ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะลักษณะความมีมายานั้น เป็นลักษณะคนอ่อนแอ ไม่สมกับความเป็นผู้ชาย


ถ้าเราเป็นผู้ชายต้องไม่แสดงมายาไม่ว่าในแง่ใด เพราะการแสดงอย่างนั้นเป็นเรื่องแสดงถึงความอ่อนแอทางจิตใจ ไม่ดี ออดแอดทำเป็นตัวเล็กๆ ออเซาะคุณแม่บ้าง ว่าอะไรต่ออะไรอย่างโน้นอย่างนี้ เรื่องความอ่อนแอนี่ อย่างแสดงออกไม่ว่ากรณีใดๆ ต้องเป็นคนเข้มแข็งอดทนหนักแน่นอยู่ตลอดเวลา
การแสดงมายาไม่ว่าในกรณีใดๆ แสดงว่าเป็นคนใจอ่อนแอ จึงเป็นเรื่องไม่ดี มันเสียหาย เพราะทีหลังเขารู้แน่วเราแสร้งทำ เขาก็จะเบื่อหน่ายในเรา แม้เราทำจริงๆ เขาก็ไม่ช่วยเรา มันคล้ายกับนิทาน เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ
เด็กเลี้ยงแกะนี่ ก็เรียกว่ามายาเหมือนกัน ตะโกนร้องบอกชาวบ้านว่า ช่วยด้วย ช่วยด้วย หมาป่าจะกินแกะหมดแล้ว ชาวบ้านก็วิ่งมาพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ มาถึงเด็กก็หัวเราะ แหะ แหะ ไม่มีอะไรดอก แกล้งพูดให้วิ่งกันเล่น ออกกำลังกายนิดหน่อย ชาวบ้านก็โกรธ นี้ก็มายาเหมือนกัน แบบนั้นแหละ
วันหลังหมาป่ามาตั้งฝูงกันลูกแกะ ช่วยด้วย ช่วยด้วย หมาป่าจะกินลูกแกะ ไอ้นั่นมันจะหลอกเราให้ออกกำลังอีกแล้วละ ไม่มีใครมาสักคนหนึ่ง ไม่มีใครมาสักคนเดียว มันก็เสียหาย เรื่องอย่างนี้มันเสียหาย

เรื่องมายานี้ เราอย่าไปแสดง เป็นเรื่องของผู้หญิงที่แสดงมายา แสดงมายาให้คนรักคนสงสาร ผู้ชายไม่ควรแสดง มายามันมีความหมายอย่างนั้น ทีนี้ การแก้ไขตัวมายาก็ต้องเข้มแข็ง ต้องอดทน บังคับตัวเองไว้ไม่ให้ทำอะไรในที่เป็นมายา เราก็พ้นจากตัวนี้ไปได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2018, 20:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๑๐) ทีนี้ ข้อต่อไปว่า สาเถยยะ โอ้อวด ขี้อวด พวกขี้อวดขี้โอ่ อดรนทนไม่ค่อยจะได้ มีอะไรก็ชอบอวด อวดรู้อวดความมั่งมี อวดความยิ่งใหญ่ อวดสมรรถภาพ อย่างนั้นอย่างนี้ ขี้อวด ใครเขาไม่ถามก็จะสะเออะเข้าไปเชียว ไปอวดกับเขาหน่อย อวดว่าฉันเคยอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่าโอ้อวด นิสัยโอ้อวดนี้ ก็เกิดจากความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน

ทำไมจึงเรียกว่าเกิดจากความเห็นแก่ตัว ? ต้องการให้ตัวเด่น ให้ตัวเด่น ให้อยากเป็น ให้อยากดังอยากเด่น เขาไม่รู้ว่าเรามีอะไรก็อุตส่าห์ไปอวดเขาหน่อย เที่ยวอวดเขาบ้าง ชอบทะลุกลางปล้องขึ้นมาอวดไปตามเรื่อง เรื่องนั้นเรื่องนี้ อวดรู้ ใครพูดอะไรก็ต้องอวดกับเขานิดหน่อย ลักษณะมันเป็นอย่างนั้น เรียกว่าขี้โอ่ขี้อวด ลักษณะนี้ไม่ดี ทำให้คนทั้งหลายเขามองแล้วไม่พอใจ
คนที่เขามองแล้วพอใจ คนประเภทนี้เรียกว่า คนมักน้อย มีคำว่า มักน้อย อยู่คำหนึ่ง คู่กับคำว่า สันโดษ มักน้อย คนมักน้อย คือ คนไม่อวด เป็นคนเก็บเรื่องอะไรไว้ได้ดี ไม่โม้โอ้อวดกับใครๆ มีความรู้ก็ทำเหมือนกับคนไม่รู้ มีทรัพย์ก็ไม่แสดงว่าเป็นคนมั่งมีทรัพย์ มีอำนาจก็ไม่แสดงความมีอำนาจ เป็นคนใหญ่แต่ทำตนเหมือนคนธรรมดา คนธรรมดาไปไหนก็นั่งได้ กินได้ ทำอะไรก็ได้ บ่นกับใครก็ได้ ไม่แสดงอะไรออกทั้งนั้น คนประเภทนี้ น่ารัก น่าเคารพ น่าบูชา ถ้าคนเขารู้ทีหลังคนเขาก็พอใจ แสดงว่าเราไม่ถือเนื้อถือตัว แล้วก็ขี้อวดขี้โอ่ คนเขาก็พอใจ

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ไปไหนนี่ อย่าชูงวง ช้างถ้ามันชูงวง เรียกว่า มันอวดแล้ว อวดความยิ่งใหญ่ของช้าง ช้างมันต้องปล่อยงวงห้อยๆ
เราเห็นสุนัข สุนัขนี่ถ้ามันแปลกถิ่นแล้วหางมันตก เช่น ว่าหมาตัวไหนมาวัดนี้ใหม่ๆ เราดูหางตกเชียว เจียมเนื้อเจียมตัว ฉันมันศิษย์ใหม่ อย่างนั้น มันไม่ยกหูชูหางดอก
แต่ถ้ามันอยู่นานๆ มันวางท่าเหมือนกัน ไอ้ตัวที่มันมาใหม่ มันเจียมเนื้อเจียมตัว หางตก นั่นแหละคือลักษณะถ่อมตัวมักน้อย ไม่แสดงอะไร
แต่ถ้าเพื่อนจะรุมนี่มันทำอย่างไร มันนอนหงายเลย นอนหงาย เลือกเอาเถอะ เลือกเอาเลยพี่ เหมือนกับมันจะบอกว่า เลือกเอาพี่ พี่จะกัดตรงไหนก็ได้ ไม่มีหมาตัวไหนกัดหมาที่นอนหงายเลย แล้วมันก็ดมดูนิดๆ หน่อยๆ คงดมดูว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า พอดมๆ มันก็ไปหมด มันก็ลุกขึ้นหางตกต่อไปนะ ไม่ชูหางดอก ไม่ใช่ว่า พอรอดแล้วกูไม่เป็นไรดอก ชูหาง ไม่ชู หางตกต่อไป มันเป็นบทเรียนเหมือนกันนา

หมานี่มันเป็นบทเรียนหลายเรื่องเหมือนกัน : เรื่องความเจียมเนื้อเจียมตัว รู้จักยอมแพ้นอนหงาย ยอมแพ้เลือกเอาเถอะพี่เอ้ย มันก็ปลอดภัย คนเรามันก็ต้องอย่างนั้นแหละ ถ้าไปไหนชอบโอ้อวด ชอบโขมงโฉงเฉง ใครเขาจะชอบ เขามองแล้ว แหม มันขี้อวด เผลอๆ เดี๋ยวเพื่อนชกปากแตก หาว่าพูดมาก ต้องเป็นคนมักน้อย ไม่แสดงโอ้อวดในกรณีใดๆ มีเงินมีทองก็ไม่แสดง อย่างนี้ สบาย ไปไหนไปได้

เราไปไหนในรูปที่เรียกว่า ธรรมดามันสบาย แต่ว่าใหญ่ไปแล้วมันเดือดร้อน นั่งก็ยาก นอนก็ยาก กินก็ยาก ใหญ่นี้มันลำบาก ถ้าเล็กแล้วมันง่าย ไปไหนไปได้ อยู่ไหนอยู่ได้ คนเห็นเข้าเขาก็ชมว่าไม่ถือตัว ไม่อวดมั่งอวดมี อย่างนี้มันก็ดี สบายใจ ความโอ้อวดนั่นเป็นอย่างนั้น
อวดรู้ ไอ้คนอวดรู้ นี่ไม่ใช่รู้มากนะ เพราะรู้ว่าตัวนี้รู้น้อยต้องอวดหน่อย มั่งมีก็ไม่มากดอก ยากจน แต่ต้องอวดว่าฉันมี ไม่ใหญ่ต้องอวดว่าใหญ่

โอ้อวดนี่มันมาจากอะไร ? มาจากความน้อยเนื้อต่ำใจ ปมด้อย เขาเรียกว่า ปมด้อย มีความรู้สึกด้อยอยู่ในหัว คนรู้น้อยต้องอวดหน่อย หรือว่าคนร่างเล็กต้องทำท่า จะเดินจะเหินก็ต้องยกหูยกไหล่ไว้ ให้มันใหญ่ไว้หน่อย มันเป็นของตามสัญชาตญาณ เพราะว่าตัวมันเล็ก เพราะฉะนั้น ต้องทำตัวให้มันใหญ่ๆ ดูคนบางคนร่างเล็กๆ ที่มักจะทำอะไรใหญ่ๆ เพราะว่ามันมีปมด้อย ทำให้เกิดอย่างนั้น
การอวดนี่ก็เหมือนกัน เพราะรู้สึกตัวว่าเรามันไม่เหมือนเขา เพราะฉะนั้น ต้องปกปิดเอาไว้หน่อย ต้องอวดไว้หน่อย อวดมั่ง อวดมี อวดความรู้ อวดความฉลาด อวดตำแหน่งหน้าที่ อวดว่ารู้จักคนใหญ่คนโต เรื่องอวดทั้งนั้นแหละ เนื้อแท้ไม่มี แต่ว่าต้องอวด เพราะฉะนั้น ถ้าเราได้ยินใครโอ้อวด ก็ให้รู้ว่าไอ้นี่กลวงใน ถ้าเป็นไม้ก็เรียกว่ามีแต่เปลือก ข้างในไม่มี เขาเรียกว่าไม้อ้อ ไม่ใช่ไม้สัก ไม้ตะเคียน ไม้อะไรที่มีแก่น ไอ้พวกกลวงในทั้งนั้นละ ไอ้ที่อวดๆ แต่งตัวก็แหมสายสร้อยห้อยคอปลอมทั้งนั้น ไม่ใช่ของแท้สักอย่างหนึ่ง ต้องอวด แต่คนมั่งมีจริงๆ เขาไม่แต่ง เขาเฉยๆ ไปไหนก็ไม่แต่ง

ที่เชียงใหม่มีพ่อเลี้ยงอยู่คนหนึ่ง เขาเรียกว่า เจ๊กหมาแดง เขาเรียกอย่างนั้นแหละ ชื่อแกไม่ใช่อย่างนั้น แต่เขาเรียกเจ๊กหมาแดง
นายแดง ชื่อเรียกชื่อแดง เขาเรียกเจ๊กหมาแดง แกนี่เป็นคนร่ำรวยมีที่นาเยอะแยะ แกไปไหนนี่คนไม่รู้ดอก แต่งตัวกางเกงก็ปุๆปะๆ ใส่เสื้อธรรมดาๆ เที่ยวเดินดูนาดูไร่ แก่ไปไหนคนไม่ว่าอะไร ไปง่ายๆ นั่งรถสองแถวปนกับชาวนาชาวไร่ ขึ้นรถไฟก็นั่งชั้น ๓ ไม่นั่งชั้นอื่น แต่ว่าถ้าพูดในแง่ไม่โอ้อวด มันก็ดีของแกอยู่เหมือนกัน ไม่อวด ไม่อวดเพราะว่ามันอิ่มแล้ว มันไม่ต้องอวด
คนอวดนี่มันยังหิวอยู่ มันยังไม่เต็ม เหมือนกับเอาน้ำใส่หม้อ ถ้าเพียงครึ่งหม้อละก็ กร๊อกแกร็กๆ ดังอยู่ตลอดเวลาละ แต่ถ้าน้ำเต็มแล้วมันไม่มีดัง พอไปไหนก็ไปได้ คนเราก็เหมือนกัน ถ้าเต็มแล้วมันก็ไม่มีอะไร ถ้าคนกะพร่องแล้วละก็เขาเรียกว่าคนไม่เต็มบาท มันชอบอวดชอบโอ่ ชอบคุยโอ่อะไรต่างๆนานา รู้สึกว่าเพราะเรามันบกพร่อง เพราะฉะนั้น ต้องเปิดหน่อย เลยต้องอวดไปในรูปอย่างนั้น อันนี้ไม่ดี อย่าแสดงความโอ้อวดในเรื่องอะไรต่างๆ ทุกแง่ทุกมุม

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2018, 07:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๑๑) ต่อไป เรียกว่า ถัมภะ. ถัมภะ นี่แปลว่า เสา แปลตามด้วย แปลว่า เสา เสานี่มันมีลักษณะอย่างไร ? แข็งทื่อ อันนี้ เขาตีความหมายว่า หัวดื้อ
คนหัวดื้อ นี่มันเสา ไม่อ่อนให้ใคร ไม่ก้มให้ใครทั้งนั้น ไม่เชื่อฟังใครทั้งนั้น ดื้อด้านอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่า คนถัมภะ คนหัวดื้อนี่ลำบาก พูดกันไม่รู้เรื่อง เข้ากับใครก็ไม่ได้
ถ้าเป็นเด็กดื้อก็ดื้อไปเลย ดันไปเรื่อยจนเสียผู้เสียคน ผู้ใหญ่ดื้อมันก็เสียคนเหมือนกัน ไม่เชื่อฟังใคร เอาแต่ใจตัวคนเดียว ฉันจะทำอย่างนี้ ใครคัดค้านก็ไม่ได้
คนดื้อนี้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ มันต้องอยู่กับระบอบคอมมิวนิสต์ เพราะว่าเขาบังคับเต็มที่ ถ้าดื้อนักเขาก็ส่งไปไซบีเรีย ให้ไปดื้ออยู่คนเดียว ไปอยู่กับน้ำแข็ง ดื้ออยู่คนเดียว
คนดื้อนี่มันดื้อจนตาย ถ้าดื้อจัดๆ ไม่ยอมจนตาย ตายแล้วก็ยังดื้ออยู่นั่นแหละ ยังดื้ออยู่ไม่ฟังใครทั้งนั้น แม้จะตายแล้วก็บอกให้นึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ฉันไม่ได้เชื่อพระผู้เป็นเจ้าสักหน่อย ยังดื้ออยู่นั่นแหละ ไม่ยอม ไม่ก้มหัวให้แม้แต่พระผู้เป็นเจ้า นี่คนดื้ออย่างนั้นแหละ จึงไม่ดี อันนี้ ตรงข้ามกับไม่ดื้อ

ไม่ดื้อคืออะไร ? คือ ความถ่อมตน เชื่อฟังคำแนะนำตักเตือนของบุคคลอื่น มันก็ไม่มีความดื้อ ถ้าเราถ่อมตัวรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ก็เรียกว่า ไม่มีความดื้อด้านในจิตใจ แต่ถ้าไม่ถ่อมตัว ไม่เชื่อฟัง ตัวดื้อก็เกิดขึ้นมาเลย มันก็เสียหาย ตัวนี้มันก็ไม่ดีเหมือนกัน

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2018, 07:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๑๒) ตัวต่อไป เรียกว่า สารัมภะ แข่งดี. ความจริงแข่งชั่วกัน แต่ว่าพูดกันอย่างนั้นว่า แข่งดีกัน แข่งกันในเรื่องชั่วทั้งนั้น ไม่มีในเรื่องดีสักอย่าง
เรื่องแข่งดีนี่ ไม่ใช่แข่งกันทำดี ถ้าแข่งกันทำดี มันก็ไม่มีเรื่อง แต่แข่งกันทำชั่ว เราเรียกว่าแข่งดีกัน ต่างคนต่างเก่ง คน ๒ คน นี่เก่งกันทั้งคู่ ไม่ยอมใคร คอยปัดแข้งปัดขากัน คอยริษยากัน คอยทำลายกัน เลยต่างคนต่างก็จะวิ่งไปสู่จุดนั้น อันนี้ ถ้าวิ่งตามเส้นทางตามกติกามันก็ไม่มีเรื่องอะไร ไอ้แบบแข่งดีนี่มันไม่ถือกติกา ไม่ถือระเบียบคอยทำลายปัดแข้งปัดขา
นักเตะฟุตบอลไม่เตะลูกบอล ไปเตะเข่าเขาบ้าง ไปเตะขาเขาบ้าง หน้าแข้งบ้าง เอาศอกกระทุ้งเขาบ้าง เรื่องมันเป็นอย่างนั้น พวกแข่งดีมันก็ไปในรูปนั้น ทำให้เกิดการบาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้ง แตกความรัก แตกความสามัคคีกัน เข้ากันไม่ได้กับใครๆ เพราะว่าคอยแข่งกันเสียเรื่อย ไม่ยอมที่จะให้ใครขึ้นหน้า ต้องคอยแข่งไว้ในเรื่องใช้กิเลส
ถ้าแข่งมีกติกาไม่เรียกว่า แข่งดี เช่นว่า เรามีเพื่อนนักเรียน ๒ คน เรียนชั้นเดียวกัน เห็นเพื่อนเรียนเก่ง เราก็เอามาเป็นแบบอย่าง เราเรียนให้เก่งบ้าง อย่างนี้ไม่เสียหาย
แต่ว่าเราต้องเก่งบ้าง ไอ้นี่มันจะเก่งกว่ากู ก็ต้องปัดแข้งปัดขา กลายเป็นแข่งดี เมื่อใดใช้กิเลสเพื่อการคิดทำลาย กลายเป็นเรื่องการแข่งดี
แต่ถ้าเราแข่งกันโดยทางที่ถูกที่ชอบ ไม่เป็นการแข่งดี แต่เป็นการเอาอย่างในทางที่ดีที่งาม เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตในการงานของเรา อย่างนี้ มันก็ไม่เสียหาย. นี่ตัวนี้มันก็เสียเหมือนกัน

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2018, 07:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๑๓) อีกตัวหนึ่งเรียกว่า มานะ ถือตัว.

ถือตัวว่าอย่างไร ? ถือตัวว่า ฉันเก่งกว่าแก ฉันเสมอกับแก ถือตัวเหมือนกันแหละ เสมอนี่ก็ถือตัวเหมือนกัน
ฉันเลวกว่าแก ก็ถือตัวเหมือนกัน

ไอ้เรื่องถือตัวนี่มันสลับซับซ้อนมาก มานะนี่

มานะตัวนี้ มันไม่ใช่มานะพยายาม ในภาษาไทย เราพูดว่า เธอจงมีมานะพยายาม นั่นเป็นเรื่องดี ให้ขยันขันแข็ง ให้ทำงานก้าวหน้า
แต่ มานะ ตัวนี้ หมายความว่า ยกตนเทียมเขาก็ได้ ดีกว่าเขาก็ได้ เช่นถือว่า ข้าเก่งกว่าเอ็งโว้ย เรามันเทียมกันนี่หว่า มานะเหมือนกัน อันนี้ บางทีเรามันแย่กว่าเขา ก็เกิดมานะเหมือนกัน

มานะ ทั้ง ๓ อย่างนี้ ทำให้เกิดกิเลสอื่นขึ้นมา

ถือตัวว่าดีกว่าเขา เป็นเหตุให้รังแกเขา เราขู่เขา ใช้อำนาจบาทใหญ่ต่อเขา เอารัดเอาเปรียบเขา เพราะว่าเรามันเก่งกว่าเขา
มานะว่าเสมอตัว กลายเป็นคนดีเสมอกับผู้นั้น ไม่รู้จักซีเนียร์ จูเนียร์ เท่ากันด้วย เลยกลายเป็นความดื้อก็จะเกิด ความแข่งดีก็จะเกิด อะไรมันจะเกิดตามมาอีกหลายอยาง เพราะเรามันเท่ากัน แกกับข้ามันก็เท่ากันนี่หว่า เลยไม่เท่าใดก็ได้ชกปากกันเท่านั้น มันเท่ากันแล้วนี่
ทีนี้ ถ้าคิดไปว่า เรามันสู้เขาไม่ได้ แพ้เรื่อย ไม่คิดก้าวหน้า ยอมแพ้เสียแล้ว เหมือนกับคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอพูดถึงญวน โอ๊ย สู้มันไม่ได้ดอก พวกญวนมันเก่ง อันนี้ เขาเรียกว่ามานะที่ด้อยกว่า สำคัญผิดคิดว่าตัวนี้ด้อยกว่าเขาตลอดเวลา ไม่พยายามที่จะยกฐานะตัวให้ดีขึ้น ไม่เพิ่มความเพียร ไม่เพิ่มความรักงานให้เกิดขึ้น เรียกว่ายอมมันหมด ญวนมันเก่ง เก่งทุกอย่าง ยอมแพ้ญวน นี่เรียกว่ามานะแบบหนึ่งเหมือนกัน

มานะ ทั้ง ๓ แง่นี้ มานะว่า ดีกว่าเขา ว่าเสมอเขา ว่าด้อยกว่าเขา ในทุกเรื่อง ในกำลัง ในความคิด ในวิชาการ ในการประกอบกิจการงาน ทรัพย์สมบัติ เรื่องการสมาคม อะไรต่างๆ มันไม่ดีทั้งนั้น

มานะนี้มันเกิดเพราะอะไร ? เกิดเพราะการเปรียบเทียบระหว่างเรา กับ เขา พอเกิดการเปรียบเทียบขึ้นแล้ว เราก็คิดไปในแง่ฉันดีกว่า เสมอกัน ฉันสู้เขาไม่ได้ มันเป็นมานะไปทั้งหมด เพราะเกิดการเปรียบเทียบ

จะไม่ให้เกิดมานะ เราจะคิดอย่างไร ? เราคิดว่าทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำ ทุกคนมีทางของตัว เราก็ควรจะทำงานของเรา เราเดินไปตามทางของเรา ทางมันคนละเส้น เหมือนกับทางวิ่งแข่งในสนามกีฬา เขาขีดเส้นให้วิ่งไว้แล้ว ก็วิ่งไปตามเส้นของตัว อย่าไปเที่ยววิ่งขวางหน้าเพื่อน อย่าไปปัดแข้งปัดขาใคร เรื่องของเขาเขาก็ทำไป เรื่องของเราเราก็ทำไป ต่างคนต่างไปตามหน้าที่ มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในการแก่งแย่งในการแข่งดี ในเรื่องมานะถือเนื้อถือตัวอะไร
เรานึกแต่เพียงอย่างเดียวว่าหน้าที่ มีหน้าที่ที่เราจะต้องจัดทำ ทำไปตามหน้าที่ เรื่องของตัวมีอะไรบ้าง ทำให้เรียบร้อยเถอะ เรื่องคนอื่นไม่เกี่ยว เว้นแต่เขามาขอร้องให้ช่วยเหลืออะไร ช่วยกันได้เราก็ช่วยเหลือกันไป
แต่ถ้าไม่มีอะไร ต่างคนต่างก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ ถ้าจะมีน้ำใจก็มีน้ำใจไปในทางเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณาต่อกัน อย่าอิจฉาริษยาต่อกัน มันไม่มีอะไร

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2018, 08:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๑๔) ตัวต่อไป เรียกว่า อติมานะ หมายความว่า ดูหมิ่นท่าน .

ดูหมิ่นถิ่นแคลนกัน ดูหมิ่นในรูปร่าง ในความรู้ ในความสามารถ ในวงศ์สกุล ในทรัพย์สมบัติ ทุกอย่างไม่ดีทั้งนั้น เกิดเป็นชายไม่ควรจะหมิ่นชาย เกิดเป็นคนไม่ควรจะดูหมิ่นคน ให้เห็นคนเป็นคนเหมือนกัน
คนเรามันมีความร่วมสุขร่วมทุกข์กัน อย่าไปดูหมิ่นถิ่นแคลนกัน ไม่ว่าในแง่ใดๆ อยู่กันด้วยน้ำใจ ปรารถนาดีต่อกัน ดีกว่าที่จะไปดูหมิ่นกันให้มันเกิดความเสียหาย
การดูหมิ่นกันนั้นมันชวนให้เกิดการทะเลาะ เพราะสายตานี่มันบอก เรามองกันในเชิงดูหมิ่นนั้นมันมองด้วยหางตามันบอก ทีนี้ คนถูกมองบอกว่า ไอ้นี่มันมองดูด้วยหางตา ไม่อยากจะมอง ชำเลืองนิดๆ หน่อยๆ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีการศึกษาถูกมองอย่างนั้น มันก็เตะเอาเท่านั้นเอง มันไม่ดี พูดหมิ่นเขามันก็ไม่ดี ทำในเชิงดูหมิ่นเขามันก็ไม่ดี ให้อะไรแก่ใครในท่าทางดูหมิ่นเอาไป๊ มันก็ไม่ดี เมื่อจะให้ก็ให้ให้เรียบร้อย เขาเรียกว่า ให้ด้วยความเคารพในบุคคลที่จะรับในของที่จะให้ ไม่เป็นการดูหมิ่นถิ่นแคลนกัน ก็ไม่มีเรื่องเสียหาย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 49 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร