วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2018, 23:35  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2017, 21:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5790

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


ระลึกถึงอดีต ชอบนะ



17 ก.พ. 2009
ยังจำได้อยู่ ตอนที่เคยได้สนทนากับพระอาจารย์ปรีชา
ในเรื่องการกำหนดลมหายใจลงสู่สมาธิ

สมาธิตรงนี้มันลงไปลึกกว่าปกติ
(ถ้าปกติ มันจะมีแต่ความรู้ตัว ไม่มีความอิ่มเอิบใจ )
คือ มันจะขาดความรู้ตัวข้างนอก จะรู้อยู่แต่ภายใน รู้อยู่อย่างนั้น


เราเล่าให้พระอาจารย์ฟัง ว่า แรกๆก่อนเราจะต้องการเข้าสมาธินั้น
จะหายใจเหมือนเวลาสะอื้น ไม่รู้ว่าเปรียบเทียบถูกไหม
แล้วมันก็จะเข้าไปสู่สมาธิตรงนั้นได้ทันที

พระอาจารย์บอกว่า ให้ค่อยๆปรับลมหายใจไปเรื่อยๆ
จนหายใจได้แบบธรรมชาติ




ตอนนี้เราเหมือนคนหัดขับรถมือใหม่ ยังเข้าจังหวะไม่ถูก
ค่อยๆไป เดี๋ยวทำได้ชำนาญเอง


วันนี้ ก็ เข้าสู่สมาธิแบบปกติที่เคยทำนะแหละ
คือ เดินจงกรม แล้วมานั่ง พอลงนั่งก็เข้าสู่สมาธิได้เลย
เราค่อยๆปรับลมหายใจ แรกๆก็ยังเหมือนเดิมอยู่
สมาธิเกิดแล้วก็คลายอยู่อย่างนั้น

ต่อมาเพียงเราหายใจยาวๆ เบาๆ สบายๆ …
เออ … เราทำได้แฮะ .. จิตมันเข้าสู่สมาธิส่วนลึกทันที
ร่างกายเหมือนเป็นอะไรว่างๆสักอยู่
คือ กายสักแต่รู้ว่ากายน่ะ บอกไม่ถูก
ลมหายใจไม่มี จับไม่ได้ พองยุบ จับไม่ได้
คือ รู้น่ะ แต่จับอะไรไม่ได้เลย
เหมือนมันว่างเปล่าไปหมด
มีแต่แสงสว่างไปหมด


เรารู้สึกถึงแสงสว่างที่ห่อหุ้มตัวเราไว้
เหมือนตัวเราอยู่ท่ามกลางแสงสว่างน่ะ มันอิ่มเอิบ บอกไม่ถูก

พอมันเริ่มคลาย เราก็เข้าไปอีก อยู่นานนะ กว่าจะคลายน่ะ
เข้าไปแบบเดิม โดยหายใจยาวๆเบาๆสบายๆ …
บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่ารู้ ข้างนอกรู้หมด
แต่เหมือนกับเราถูกกั้นจากที่ไกลๆ


เสียงดังหรือเสียงอะไรก็ไม่มีผลกระทบต่อสมาธินี้
ภายในเหมือนไม่มีอะไรเลย มันเหมือนเราอยู่ในที่กว้างๆเวิ้งว้าง
ไม่มีขอบเขต หาจุดจบไม่ได้ประมาณนั้น
มีแต่ความอิมอกอิ่มใจเพียงอย่างเดียว


รู้ตัวตลอดนะ ในเวลา 1 ช.ม. ที่นั่งนี่
เหมือนกับเวลาช่วงนั้นนานมากๆ เหมือนหลายช.ม.
พอดีเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้มันดัง
เราก็นั่งต่ออีกนิดหนึ่ง ประมาณ 15 นาที
ปรับลมหายใจให้สมาธิมันคลายตัวออกมา …


เสร็จแล้วมานั่งคิดนะ … ตายเลย …
ถ้าเกิดเราต้องตกตายไปขณะนั้น
แล้วจิตเรามันดันไปเสวยอารมณ์ตรงนี้
เราล่ะเสร็จแน่ๆ ไปอยู่พรหมลูกฟักแน่ๆ
จะต้องเสียเวลาอีกกี่กัปกี่กัลป์ล่ะเนี่ย …
นี่หรือเปล่า ที่เขาเรียกว่า นิพพานหลง …


เฮ้ยยย … น่ากลัวชะมัดแฮะ …
แต่อยากจะลองชิมลางตรงนี้บ่อยๆแฮะ …
แบบว่า … มันอิ่มไปหมดน่ะ เหมือนโลกทั้งโลกมีแค่เราคนเดียว
มีแต่แสงสว่างห่อหุ้มเราไว้เท่านั้น สุขสุดๆเลยยยย …
ออกจากสมาธินี้มา รู้สึก สดชื่นมากกกกกก ….


รอบบ่าย … ลองทำอีกครั้งหนึ่ง ..
เดินจงกรม 1 ช.ม. เดินเสร็จ ก็ไปนั่งที่อาสนะ
กำหนดลมหายใจยาวๆเบาๆสบายๆ แบบที่เคยทำ …
กำหนดจิตไปเข้าสู่สมาธิตรงที่เคยเข้าไป …
เข้าไปสู่สมาธิตรงนั้นได้ทันที …


อาการ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เหมือนเดิมทุกอย่าง …
เริ่มชำนาญการเข้าออกสมาธิระดับนี้มากขึ้น …
แต่ความดื่มด่ำหรือความตั้งมั่น ยังไม่นานเท่าเมื่อตอนกลางวัน
สมาธิอาจจะไม่มีกำลังมากพอ ….
เดี๋ยวจะลองทำบ่อยๆ







23 ก.พ. 2009

ยิ่งสภาวะมีการเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่
สมาธิยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น

สมาธิตั้งมั่นนานกว่าเมื่อก่อน
มีการดับถี่ขึ้น ดับหมดไม่รับรู้อะไรเลย

คราวแรกตั้งใจจะโทรฯหาครูบาฯ
แต่เห็นว่า คงได้คำตอบเดิม เฮ้อ ….
ก็เลยไม่โทรฯ มีแต่ ดู รู้ อยู่กับมันไป …
(ถอนหายใจอีกแล้วเรา)



เคยเข้าห้องอาบแสง uv ไหม อบอุ่น อิ่มเอิบ
สุขประมาณมิได้ คือ มันมากกว่า อาบแสงยูวี …

มันยังคงมีเหมือนเดิม โอภาสมากกว่าเดิม
เข้มแข็งกว่าเดิม มันห่อและโอบเราไว้ทั้งตัว

ยิ่งข้างนอกเสียงดังมากเท่าไหร่
(มีบางขณะที่ได้ยินเสียงแว่วๆมา แต่จิตไม่ยอมคลายออกจากสมาธิ )

โอภาสยิ่งห่อหุ้มตัวเรามากเท่านั้น
ต้องรอจนกระทั่งเขาคลายตัวของเขาเอง


เราก็รอ พออกมาจะแผ่เมตตา กรวดน้ำ ก็สว่างจ้าเลยทีนี้
เป็นอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งกรวดน้ำเสร็จ


เคยได้ยินครูบาฯท่านพูดไว้ว่า เวลาแผ่เมตตา กรวดน้ำ
ถ้ามีโอภาสเกิดร่วมด้วย ส่งถึงได้หมด แม้แต่นรกโลกันต์
หรือนรกขุมลึกๆที่กุศลอื่นๆไม่สามารถส่งถึง
แต่ถ้าทำแบบนี้ สามารถส่งถึงได้หมดทั้งสามภพ …


เดี่ยวนี้มันเป็นออโต้ไปซะละ …
พอตั้งจิตแผ่เมตตา สว่างนำก่อนเลย






หมายเหตุ;

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นลักษณะแบบนี้แหละ
ที่เคยใช้รักษาตัวตอนที่ป่วยหนัก เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ไม่หาหมอ ไม่กินยาอะไรทั้งสิ้น อบตัวด้วยสมุนไพร
ทำสมาธิระหว่างอบตัว หลังจากนั้นอาบน้ำด้วยสมุนไพร

สรุปโดยย่อ ใช้สมาธิรักษาตัวเป็นหลัก

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร