วันเวลาปัจจุบัน 02 มิ.ย. 2020, 07:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2017, 14:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออนไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5865


 ข้อมูลส่วนตัว




20190624_105055.jpg
20190624_105055.jpg [ 212.11 KiB | เปิดดู 18 ครั้ง ]
ท้าวสักกเทวราชเป็นโสดาบัน และในอนาคต
จะได้มาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษย์โลก

ท้าวสักกเทวราชพระองค์นี้ เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในเรื่องพรหมชาลสูตรจบลงแล้ว ท้าวเธอได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
และจะอยู่ในดาวดึงส์พิภพจนสิ้นอายุ และจะจุติจากชั้นดาวดึงส์แล้ว
ก็จะมาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ในมนุษย์โลก และจะได้สำเร็จเป็น
พระสกทาคามีเป็นลำดับที่ ๒

เมื่อสิ้นชีพจากมนุษย์แล้วก็ไปเกิดในชั้นดาวดึงส์อีก
และได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีเป็นลำลับที่ ๓ เมื่อสิ้นอายุจากชั้นดาวดึงส์
จะไปบังเกิดชั้นสุทธาวาส ตั้งแต่ชั้นอวิหาเป็นต้นไป จนถึงชั้นอกนิฏฐา
และจะปรินิพพานในชั้นนั้น

เรื่องที่แสดงมานี้ มีมาในสักกปัญหสูตรพระบาลีมหาวรรคและอรรถกถา

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2017, 17:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออนไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5865


 ข้อมูลส่วนตัว


มีเรื่องเล่าโดยพิสดารว่า

นางอัปสรอยากทำบุญแต่ไม่สมหวัง
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระเถระออกจากนิโรธสมาบัติ โดยล่วงไป ๗ วัน ออกไปแล้ว ด้วยคิดว่า "จักเที่ยวบิณฑบาต ตามลำดับตรอก ในกรุงราชคฤห์." ในสมัยนั้น นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ มีเท้าเหมือนเท้านกพิราบ เป็นบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช เกิดความอุตสาหะว่า "จักถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ" จึงตระเตรียมบิณฑบาต ๕๐๐ ที่ แล้วถือมายืนอยู่ในระหว่างทาง กล่าวว่า "นิมนต์รับบิณฑบาตนี้ เจ้าข้า, โปรดทำความสงเคราะห์แก่พวกดิฉันเถิด."

พระเถระ. พวกเจ้าจงไปเสียเถิด, ฉันจักทำความสงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ.
นางอัปสร. ขอท่านอย่าให้พวกดิฉันฉิบหายเสียเลย เจ้าข้า, โปรดทำความสงเคราะห์พวกดิฉันเถิด.
พระเถระรู้แล้ว จึงห้ามเสียอีก แล้วดีดนิ้ว (บอก) นางอัปสรทั้งหลายผู้ไม่ปรารถนาจะหลีกไปยังอ้อนวอนอยู่ว่า "พวกเจ้าไม่รู้จักประมาณตัว, จงหลีกไป."

นางอัปสรเหล่านั้นฟังเสียงนิ้วมือของพระเถระแล้ว ไม่อาจเพื่อจะยืนขัดแข็งอยู่ได้ จึงหนีไปยังเทวโลกตามเดิม อันท้าวสักกะตรัสถามว่า "พวกหล่อนไปไหนกันมา" จึงทูลว่า "หม่อมฉันพากันไปด้วยหมายว่า ‘จักถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระผู้ออกจากสมาบัติ พระเจ้าข้า.
สักกะ. ก็พวกหล่อนถวายแล้วหรือ?
นางอัปสร. พระเถระไม่ปรารถนาจะรับ.
สักกะ. พระเถระพูดอย่างไร?
นางอัปสร. ท่านพูดว่า ‘จักทำความสงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ’ พระเจ้าข้า.
สักกะ. พวกหล่อนไปกันด้วยอาการอย่างไร?
นางอัปสร. ไปด้วยอาการนี้แล พระเจ้าข้า.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2017, 17:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออนไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5865


 ข้อมูลส่วนตัว


ท้าวสักกะแปลงตัวทำบุญแก่พระเถระ
ท้าวสักกะตรัสว่า "หญิงเช่นพวกหล่อน จักถวายบิณฑบาตแก่พระเถระได้อย่างไร?" ประสงค์จะถวายด้วยพระองค์เอง จึงแปลงเป็นคนแก่คร่ำคร่าด้วยอำนาจชรา มีฟันหัก มีผมหงอก หลังโกง เป็นช่างหูกผู้เฒ่า ทรงทำแม้นางสุชาดาผู้เทพธิดา ให้เป็นหญิงแก่ เหมือนอย่างนั้นนั่นแล แล้วทรงนิรมิตถนนช่างหูกขึ้นสายหนึ่ง ประทับขึงหูกอยู่.

ฝ่ายพระเถระเดินบ่ายหน้าเข้าเมือง ด้วยหวังว่า "จักทำความสงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ" เห็นถนนสายนั้น นอกเมืองนั้นแล แลดูอยู่ก็ได้เห็นคน ๒ คน. ในขณะนั้น ท้าวสักกะกำลังขึงหูก, นางสุชาดากรอหลอด. พระเถระคิดว่า "สองคนนี้ แม้ในเวลาแก่ก็ยังทำงาน, ในเมืองนี้ผู้ที่จะเข็ญใจกว่าสองคนนี้เห็นจะไม่มี, เราจักรับภัตแม้ประมาณกระบวยหนึ่งที่สองคนนี้ถวายแล้ว ทำความสงเคราะห์แก่คนสองคนนี้." พระเถระได้บ่ายหน้าไปตรงเรือนของคนทั้งสองนั้นแล.

ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั้นมาอยู่ จึงตรัสกะนางสุชาดาว่า "หล่อน พระผู้เป็นเจ้าของเรา เดินมาทางนี้, เธอจงนั่งทำเป็นเหมือนไม่เห็นท่านเสีย, ฉันจักลวงท่านสักครู่หนึ่ง แล้วจึงถวายบิณฑบาต." พระเถระได้มายืนอยู่ที่ประตูเรือนแล้ว. แม้สองผัวเมียนั้นก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็น ทำแต่การงานของตนฝ่ายเดียว คอยอยู่หน่อยหนึ่งแล้ว.

ครั้งนั้น ท้าวสักกะตรัสว่า "ที่ประตูเรือน ดูเหมือน (มี) พระเถระยืนอยู่รูปหนึ่ง, เธอจงไปตรวจดูก่อน." นางสุชาดาตอบว่า "ท่านจงไปตรวจดูเถอะ นาย." ท้าวเธอเสด็จออกจากเรือนแล้ว, ทรงไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว. เอาพระหัตถ์ทั้งสองเท้าพระชานุแล้วถอนใจ เสด็จลุกขึ้น, ย่อพระองค์ลงหน่อยหนึ่ง ตรัสว่า "พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเถระรูปไหนหนอแล?" แล้วตรัสว่า "ตาของผมฝ้าฟาง" ดังนี้แล้ว, ทรงวางพระหัตถ์ไว้เหนือพระนลาต (ป้องหน้า) ทรงแหงนดูแล้ว, ตรัสว่า "โอ ตายจริง!, พระผู้เป็นเจ้า พระมหากัสสปเถระของเรา นานๆ จึงมายังประตูกระท่อมของเรา, มีอะไรอยู่ในเรือนบ้างไหม?" นางสุชาดาทำเป็นกุลีกุจออยู่หน่อยหนึ่งแล้ว ได้ให้คำตอบว่า "มี นาย" ท้าวสักกะตรัสว่า "ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอย่าคิดเลยว่า ‘ทานเศร้าหมอง หรือประณีต’ โปรดทำความสงเคราะห์แก่กระผมทั้งสองเถิด" ดังนี้แล้ว ก็ทรงรับบาตรไว้.

พระเถระคิดว่า "ทานที่สองผัวเมียนั่นถวายแล้ว จะเป็นน้ำผักดองหรือรำกำมือหนึ่งก็ตามที, เราจักทำความสงเคราะห์แก่สองผัวเมียนั้น" ดังนี้แล้ว จึงได้ให้บาตรไป.
ท้าวสักกะนั้นเสด็จเข้าไปภายในเรือนแล้ว ทรงคดข้าวสุกออกจากหม้อ ใส่เต็มบาตรแล้ว มอบถวายในมือพระเถระ. บิณฑบาตนั้นได้มีสูปพยัญชนะมากมาย ได้หอมตลบทั่วกรุงราชคฤห์แล้ว.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2017, 18:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออนไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5865


 ข้อมูลส่วนตัว


ท้าวสักกะตรัสบอกความจริงแก่พระเถระ
ในกาลนั้น พระเถระคิดว่า "ชายนี้มีศักดิ์น้อย, บิณฑบาตมีศักดิ์มาก เช่นกับโภชนะของท้าวสักกะ, นั่น ใครหนอ?" ครั้งนั้น พระเถระทราบชายนั้นว่า "ท้าวสักกะ" จึงกล่าวว่า "พระองค์ทรงแย่งสมบัติของคนเข็ญใจ (จัดว่า) ทำกรรมหนักแล้ว, ใครๆ ก็ตามที่เป็นคนเข็ญใจ ถวายทานแก่อาตมภาพในวันนี้ พึงได้ตำแหน่งเสนาบดีหรือตำแหน่งเศรษฐี."
สักกะ. ผู้ที่เข็ญใจไปกว่ากระผม ไม่มีเลย ขอรับ.
พระเถระ, พระองค์เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะจัดว่าเป็นคนเข็ญใจ เพราะเหตุไร?
สักกะ. อย่างที่พระผู้เป็นเจ้าว่า ก็ถูกละ ขอรับ. แต่เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิทรงอุบัติ, กระผมได้ทำกัลยาณกรรมไว้. เมื่อพุทธุปบาทกาลยังเป็นไปอยู่, เทพบุตรผู้มีศักดิ์เสมอกัน ๓ องค์เหล่านี้ คือ จูฬรถเทพบุตร, มหารถเทพบุตร, อเนกวัณณเทพบุตรทำกัลยาณกรรมแล้ว ได้เกิดในที่ใกล้ของกระผม มีเดชมากกว่ากระผม,
ก็กระผม เมื่อเทพบุตรทั้งสามนั้นพาพวกบริจาริกาลงสู่ระหว่างถนน ด้วยคิดว่า ‘จักเล่นนักขัตฤกษ์’ ต้องหนีเข้าตำหนัก, เพราะเดชจากสรีระของเทพบุตรทั้งสามนั้น ท่วมทับสรีระของกระผม, เดชจากสรีระของกระผม ไม่ท่วมทับสรีระของเทพบุตรทั้งสามนั้น, ใครจะเข็ญใจกว่ากระผมเล่า? ขอรับ.
พระเถระ. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป พระองค์อย่าได้ลวงถวายทานแก่อาตมภาพอย่างนี้.
สักกะ. เมื่อกระผมลวงถวายทานแก่ท่าน, กุศลจะมีแก่กระผมหรือไม่มี?
พระเถระ. มี พระองค์.
สักกะ. เมื่อเป็นอย่างนั้น การทำกุศลกรรมก็จัดเป็นหน้าที่ของกระผมซิ ขอรับ.
ท้าวเธอตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงไหว้พระเถระ พานางสุชาดา ทรงทำประทักษิณพระเถระแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงเปล่งอุทานว่า :-
"โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดีแล้วในท่านพระกัสสป."

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2017, 18:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12215


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2020, 19:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออนไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5865


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b27: :b27:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: รสมน, ลุงหมาน และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร