วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ย. 2020, 10:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 52 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2017, 06:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ท่านอโศกเข้ามาตอบปัญหา คคห.บนหน่อย ให้ทิ้งหนอสะแล้ว จะเอาหนอที่ไหนเกิด-ดับอีกล่ะ หือ :b1:

เอ๊ะ นี่หนอมันเกิด-ดับ หรือรูปนามเกิดดับกันนะ ฮงจุงเบย :b32:

huh
กรัชกายไม่ลงมือทำจริงแล้วสังเกตการณ์จึงมีปัญหาต้องสอบถาม

ลงมือพิสูจน์ก่อนถามเสมอจำไว้ต่อไปจะได้ใกล้ธรรมจริงแล้วเก่งขึ้นนะ

สังเกตให้ดีๆจากแบบฝึกหัดต่อไปนี้

หายใจเข้า กำหนดว่า พอง........
หายใจเข้าสุดท้องหยุดพอง ปิดท้ายด้วยคำว่า "หนอ"

หายใจออก กำหนดว่า ยุบ..........
หายใจออกสุดท้องหยุดยุบ กำหนดด้วย หนอ

สังเกตให้ดี

อาการท้องพองเกิดขึ้น พอพองสุดอาการท้องพองก็ดับไป

นิ่งอยูสักพัก (ตรงนี้ควรกำหนดว่ารู้หนอ)

อาการท้องยุบเกิดขึ้นพอยุบสุดอาการท้องยุบก็ดับไป

สังเกตให้ดี

พอง - หนอ = เกิด - ดับ
ยุบ - หนอ = เกิด - ดับ

กำหนดหนอตามอาการเกิด - ดับของท้องพองและยุบจนชำนาญจำได้ดี สติไม่ขาดจากปัจจุบันแล้ว ลองทิ้งคำบริกรรมเอาจิต
รู้ คือสติกับปัญญารู้ตรงๆอย่างเดียว จะได้เห็นการเกิดดับของลมหายใจเข้าออกตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีคำบริกรรมหรือ หนอกำกับ

หมดห่วงเรื่องหนอหรือไม่หนอได้แล้ว มีแต่รู้
เกิด - ดับ ของลมหายใจ
อาการอื่นๆก็เช่นเดียวกัน
เสียง - หนอ = เสียง เกิด - ดับ
เห็น - หนอ = เห็น เกิด - ดับ
คิด - หนอ = ความคิด เกิด - ดับ

หนอ นี่ท่านเรียกว่าตัวตัด ถ้าฝึกจนชำนาญแล้วมันจะเป็นตัวช่วยตัดสันตติให้ขาดเป็นท่อนๆตลอดเวลา อารมณ์ความรู้สึกจึงไม่ยืดยาวต่อเนื่องเป็นเรื่องเป็นราว ถูกสติ ปัญญาไปตัดขาดเป็นท่อนๆ จนที่สุด
นาม ผู้รู้ กับรูป สิ่งที่ถูกรู้ หรือแม้แต่นามเองที่ถูกรู้โดยนามก็แยกจากกัน
นี่คือการเกิดขึ้นของ นาม รูปปริเฉทญาณซึ่งเป็นญาณแรกที่สำคัญ ญาณนี้ไม่เกิด
วิปัสสนาภาวนาจะเกิดขึ้นไม่ได้

กรัชกายกับกบ เริ่มเห็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของการภาวนา หนอหรือกำหนดหนอหรือยังทีนี้

แต่คงยังหรอกถ้าคิดเอา
เมื่อไหร่ลงมือพิสูจน์ความจริงก็จะซาบซึ้งเองนะครับ
สำคัญต้องวางอัติมานะลงชั่วคราวไม่กี่นาทีมันจึงจะลงมือพิสูจน์ความจริงตามที่บอกได้
เจริญธรรม
tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2017, 08:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ท่านอโศกเข้ามาตอบปัญหา คคห.บนหน่อย ให้ทิ้งหนอสะแล้ว จะเอาหนอที่ไหนเกิด-ดับอีกล่ะ หือ :b1:

เอ๊ะ นี่หนอมันเกิด-ดับ หรือรูปนามเกิดดับกันนะ ฮงจุงเบย :b32:

huh
กรัชกายไม่ลงมือทำจริงแล้วสังเกตการณ์จึงมีปัญหาต้องสอบถาม

ลงมือพิสูจน์ก่อนถามเสมอจำไว้ต่อไปจะได้ใกล้ธรรมจริงแล้วเก่งขึ้นนะ

สังเกตให้ดีๆจากแบบฝึกหัดต่อไปนี้

หายใจเข้า กำหนดว่า พอง........
หายใจเข้าสุดท้องหยุดพอง ปิดท้ายด้วยคำว่า "หนอ"

หายใจออก กำหนดว่า ยุบ..........
หายใจออกสุดท้องหยุดยุบ กำหนดด้วย หนอ

สังเกตให้ดี

อาการท้องพองเกิดขึ้น พอพองสุดอาการท้องพองก็ดับไป

นิ่งอยูสักพัก (ตรงนี้ควรกำหนดว่ารู้หนอ)

อาการท้องยุบเกิดขึ้นพอยุบสุดอาการท้องยุบก็ดับไป

สังเกตให้ดี

พอง - หนอ = เกิด - ดับ
ยุบ - หนอ = เกิด - ดับ

กำหนดหนอตามอาการเกิด - ดับของท้องพองและยุบจนชำนาญจำได้ดี สติไม่ขาดจากปัจจุบันแล้ว ลองทิ้งคำบริกรรมเอาจิต
รู้ คือสติกับปัญญารู้ตรงๆอย่างเดียว จะได้เห็นการเกิดดับของลมหายใจเข้าออกตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีคำบริกรรมหรือ หนอกำกับ

หมดห่วงเรื่องหนอหรือไม่หนอได้แล้ว มีแต่รู้
เกิด - ดับ ของลมหายใจ
อาการอื่นๆก็เช่นเดียวกัน
เสียง - หนอ = เสียง เกิด - ดับ
เห็น - หนอ = เห็น เกิด - ดับ
คิด - หนอ = ความคิด เกิด - ดับ

หนอ นี่ท่านเรียกว่าตัวตัด ถ้าฝึกจนชำนาญแล้วมันจะเป็นตัวช่วยตัดสันตติให้ขาดเป็นท่อนๆตลอดเวลา อารมณ์ความรู้สึกจึงไม่ยืดยาวต่อเนื่องเป็นเรื่องเป็นราว ถูกสติ ปัญญาไปตัดขาดเป็นท่อนๆ จนที่สุด
นาม ผู้รู้ กับรูป สิ่งที่ถูกรู้ หรือแม้แต่นามเองที่ถูกรู้โดยนามก็แยกจากกัน
นี่คือการเกิดขึ้นของ นาม รูปปริเฉทญาณซึ่งเป็นญาณแรกที่สำคัญ ญาณนี้ไม่เกิด
วิปัสสนาภาวนาจะเกิดขึ้นไม่ได้

กรัชกายกับกบ เริ่มเห็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของการภาวนา หนอหรือกำหนดหนอหรือยังทีนี้

แต่คงยังหรอกถ้าคิดเอา
เมื่อไหร่ลงมือพิสูจน์ความจริงก็จะซาบซึ้งเองนะครับ
สำคัญต้องวางอัติมานะลงชั่วคราวไม่กี่นาทีมันจึงจะลงมือพิสูจน์ความจริงตามที่บอกได้
เจริญธรรม


อ๊ะยังไง เดี๋ยวก็บอกให้ทิ้งหนอ อย่าติดหนอ ตอนนี้มาว่าไปอีกอย่าง หลอกดาวเรื่อยเบย :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2017, 22:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b38:
คำบริกรรม หนอ เหมือนราวบันไดขึ้นที่สูงชัน
เริ่มต้นใหม่ก็ต้องใช้เครื่องช่วยในการสาวดึงตัว
เมื่อขึ้นพ้นถึงหัวกระไดแล้วก็ต้องปล่อยราวบันได จึงจะเดินทางต่อไปได้ยนที่สูงนั้น

เข้าใจบ่ละ กรัชกาย กับอุปมาอุปมัยนี้?
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2017, 22:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b38:
คำบริกรรม หนอ เหมือนราวบันไดขึ้นที่สูงชัน
เริ่มต้นใหม่ก็ต้องใช้เครื่องช่วยในการสาวดึงตัว
เมื่อขึ้นพ้นถึงหัวกระไดแล้วก็ต้องปล่อยราวบันได จึงจะเดินทางต่อไปได้ยนที่สูงนั้น

เข้าใจบ่ละ กรัชกาย กับอุปมาอุปมัยนี้?
onion


ก็ว่าหนอมันเกิดดับ ทิ้งหนอแล้วอะไรมันจะเกิดดับล่ะเออ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2017, 22:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b38:
คำบริกรรม หนอ เหมือนราวบันไดขึ้นที่สูงชัน
เริ่มต้นใหม่ก็ต้องใช้เครื่องช่วยในการสาวดึงตัว
เมื่อขึ้นพ้นถึงหัวกระไดแล้วก็ต้องปล่อยราวบันได จึงจะเดินทางต่อไปได้ยนที่สูงนั้น

เข้าใจบ่ละ กรัชกาย กับอุปมาอุปมัยนี้?
onion



ท่านอโศกขอรับ "หนอ" ไม่ใช่ตัวสำคัญอะไรหรอก เพียงเขาบัญญัติใช้เท่านั้น คล้ายๆพุท-โธ ไม่ใช้พุทโธ จะใช้ ธัม-โม สัง-โฆ แทนก็ได้ เออ

ตัวสำคัญ ได้แก่ สภาวะที่เกิด ณ ขณะนั้นๆ เช่น รู้สึกง่วงปั๊บ ความรู้สึกง่วงนี่แหละควรกำหนดรู้ ว่าในใจ ง่วงๆๆๆๆๆๆ ง่วงหนอๆๆๆ ดังนี้เป็นตัวอย่าง เออ :b13:

การกำหนดรู้ทันสภาวะทั้งหลายแหล่ที่เกิด ณ ขณะนั้นๆทันทุกขณะ รวมความคิดนึกด้วยนะ เมื่อกำหนดรู้ทันเร็ว สภาวะก็ดับเร็ว ความคิดก็ดับเร็ว กำหนดปุ๊บดับปั้บ ต่อๆไป ก็จะเห็นแต่การเกิด-ดับของความคิด ตอนนี้โยคาวจรจะไม่หวั่นไม่ไหวในทุกอารมณ์ทุกสภาวะ เมื่อก่อนเคยกลัวเป็นกลัวตาย ลมหายใจอ่อนก็กลัวตาย ประสบสภาวะแปลกๆก็กลัว ลืมตา ไม่อยากปฏิบัติ ไม่กล้าหลับตาภาวนา ถึงตอนนี้ไม่กลัวไม่หวั่นแล้วตายเป็นตาย จะกำหนดรู้อารมณ์ชัดขึ้น นี่คือการเริ่มต้นปฏิบัติถูกทาง หรือท่านอโศกจะเถียง :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ม.ค. 2017, 08:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่สุด ๒ อย่าง ข้อปฏิบัติที่ผิดพลาดไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ๒ อย่าง คือ

๑. การประกอบตนให้พัวพันด้วยสุขในกามทั้งหลาย เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค

๒. การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า หรือการทรมานตนให้ลำบากเปล่า เรียก อัตตกิลมถานุโยค


ทุกรกิริยา กิริยาที่ทำได้โดยยาก, การทำความเพียรอันยากที่ใครๆจะทำได้ ได้แก่ การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษด้วยวิธีการทรมานต่างๆ เช่น กลั้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ (กลั้นลมหายใจเข้า-ออก คือไม่ให้มันเข้ามันออก) และ อดอาหาร เป็นต้น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติก่อนตรัสรู้ อันเป็นฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค และได้เลิกละเสียเพราะไม่สำเร็จประโยชน์ได้จริง เขียนเต็ม ทุกกรกิริยา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ม.ค. 2017, 13:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เพิ่งอดอาหาร 4 วันเพื่อภาวนา พอกลับบ้านรู้สึกแสบท้อง และปวดท้องค่ะ ควรแก้ไขอย่างไรคะ

เราไปภาวนาที่วัดป่าแห่งหนึ่ง เห็นหลวงพ่อจะชอบอดอาหารหลายๆ วัน แต่ก็ยังมาคุมงานก่อสร้าง ไปเทศน์บ้าง และ
เลยรู้สึกประทับใจมาก เลยทำตามบ้าง

ตอนแรกว่าจะอด 3 วัน แต่มันภาวนาดีมาก กายเบา จิตเบาสงบ เป็นสมาธิง่าย ก็เลยอด 4 วัน และแม้อดอาหารก็ยังช่วยแม่ชีทำครัวด้วย เช้า เย็น เพราะสงสารแม่ชี และจะเดินจงกรมนั่งสมาธิ

อยู่ในวัดไม่เป็นไร แต่พอขอกลับบ้านมาทำธุระ รู้สึกแสบท้อง และปวดท้อง

1.อยากทราบทางแก้ให้หายปวดท้อง แสบท้อง
2. ทำไมถึงแสบท้อง ปวดท้อง ทั้งที่กลับมากินปกติแล้ว
3. การอดอาหารหลายวัน หรือหลายปี จะมีโรคอะไรแทรกซ้อนตามมาไหมคะ มีวิธีป้องกันดูแลไหมคะ
4. ขอคำแนะนำอื่นๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ


https://pantip.com/topic/36031003

อดอาหารอดข้าวอดน้ำนี่ พระพุทธเจ้าทดลองทำทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ว่าที่สุดสองอย่างนั่นไม่ใช่ทางหลุดพ้น และพระองค์ก็เลิกหมดแล้ว คือ

แรกๆพระโพธิสัตว์ก็ทำตามอย่างคนสมัยนั้นแหละ ซึ่งเขาทรมานตัวทรมานตนกันด้วยวิธีต่างๆ พระโพธิสัตว์ก็เอาบ้าง แล้วก็ทำได้สุดๆกว่าเขาอีก แต่ก็ไม่หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส จึงเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องไม่ใช่ทางแล้วแบบนี้ทำต่อไปตายแน่ๆ จึงหันมากิน (เสวย) อาหาร

แต่พุทธสาวกปัจจุบันก็ยังนำกลับมาทำกันอีกบ้างก็กลั้นใจ บ้างก็ไม่กินข้าวกินปลา โรคกระเพาะได้ถามหาหรอก :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 52 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร