วันเวลาปัจจุบัน 26 ม.ค. 2021, 16:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 44 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 07:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
.

ต้องดูว่าเป็นจิต หรือสังขารขันธ์(อารมณ์)
ถ้าเป็นจิต ต้องดูว่ารู้ตัวพร้อมแค่ไหน คือจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ
อะไรกระทบ จิตจะรู้หมด ในแต่ละวินาที ธรรมต่างๆ เกิดขึ้นร้อยแปดพันอย่าง ถ้าจิตตั้งมั่น จิตจะต้องเฉียบคม เคลื่อนไปจุดไหนก็ได้ แต่คงสภาวะ ตั้งมั่น
ถ้าเป็นอารมณ์ ต้องดูว่าจิตเห็นอะไร (ปัญญานำ จะเห็นเกิดดับตามสัจจธรรม) ถ้าอารมณ์นำ ก็จะไหลไปตามอำนาจของความอยาก เช่นได้ยินเสียงดังรบกวนตอนนั่งสมาธิอยู่ ถ้าปัญญานำ จะกำหนดการเกิดดับเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าความอยากนำ จะเกิดอารมณ์ เช่น อยากไม่ให้เสียงดัง ( ไม่ใช่ "ไม่อยากให้เสียงดัง") ถ้าไม่อยากคือหมดความอยาก แต่นี่อารมณ์มันอยากอยู่ ก็เป็น อยากไม่ให้เสียงดังรบกวน
ยกตัวอย่างเสียงเกี่ยวอะไรกับตัวรู้ลอยเด่น หรือเหลือน้อย คำว่าเหลือน้อยตีได้หลายทาง เช่น กิเลสเหลือน้อย จะหมดกิเลสแล้ว หรือ ธรรมที่กำหนดรู้เบาบางลง แทบกำหนดไม่ได้ เช่น ลมหายใจละเอียดเพราะสมาธิตั้งมั่น เช่น ร่างกายหายไป จำไม่ได้ว่า นั่งท่าไหน มืออยู่ไหน ขาอยู่ไหน กายอยู่ไหน


:b8: ขอบคุณค่ะ..พอเข้าใจบ้าง..เป็นแนวคิดที่ดี
คิดว่าเป็นจิตค่ะ
เพราะตอนนั้นเห็นอารมณ์คือความกลัว
ทำให้จิตกระเพื่อมเล็กน้อย..แต่พอไม่สะดุ้งและปล่อยวาง
ก็คงอยู่สภาวะนั้นสักพัก
ก่อนเห็นมันเคลื่อนเร็วและกลับออกมารู้สึกถึงกายภายนอกเหมือนเดิม
และตัวรู้มีปกติเหมือนเดิม

เคยแปลกใจเรื่อง..ตัวรู้ดับ
คราวนี้มาเรื่อง...ตัวรู้มันหรี่ได้อีก :b9: :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 08:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12219


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
:b8:
ขอบคุณในทุกๆความเห็นค่ะ
ขอบคุณมาก
:b39: :b39: :b39:

ช่วงนี้ยุ่งๆอย่างแรง :b9: :b9:
ต่อให้ตนเองได้ศึกษาอีกสักข้อนะคะ
tongue
เป็นปกติที่เวลาทำสมาธิจะถึง
สภาวะที่เหมือนตัวรู้ลอยเด่น

แล้ว..ตัวรู้ๆอยู่นี้..
มันหรี่ลงได้ไง

ยังรู้อยู่นะ......มีตัวรู้อยู่
ไม่ใช่รู้แบบค่อยเบาลงเหมือนจะดับหาย
มันเหมือน
..ตัวรู้..มันถูกจำกัดอยู่แบบ..เหลือน้อยเดียว..อยู่อย่างนั้น

ขอความเห็นหน่อยค่ะ :b8:


กบนอกกะลา เขียน:
เอ้า..คุณลุง Bigtoo...ตอบหลานๆหน่อยซิ....ชอบมาสอนธรรมไม่ใช่เหรอ...หลานๆ..ถามแล้ว...ตอบหน่อย


ศิริพงศ์ เขียน:
เรื่องของการทำสมาธินี้บางครั้งผู้ถามก็ถามไปตามความรู้สึกที่ได้รับรู้มาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองบรรยายไปตามความรู้สึกนั้นๆ. ที่จริงแล้วมันก็มีอยู่ว่ามีสติกับนิวรณ์เท่านั้นแหล่ะที่แข่งขันกันอยู่. ต่างคนต่างทำหน้าที่ของกันและกัน. ถ้าสติแข็งกล้าจิตผู้รู้จะเด่นชัด แต่ถ้านิวรณ์มีกำลังสติก็จะผลุบๆโผล่ๆสู่กันอยู่อย่างนี้. ทำไปทำมาก็สัปหงกไปดื้อๆอย่างนั้น. สติจะต้องไม่ขาดสายยกอะไรเป็นกรรมฐานสติต้องแม่นตรงต่อสิ่งนั้นอย่าให้ขาด. อาการอะไรจะเกิดกับเราก็อย่าไปสนใจ. จนกว่าปีติจะเกิด(ขนลุกขนพองสู้ซ่าไปทั้งตัวนั้นแหล่ะ. )อันนี้แล้วแต่ละคนบางคนของเก่าเยอะก็สำเร็จไว. บางคนไม่มีของเก่าก็หลายปีนะ แต่ถ้าจะวิปัสนา. ก็จัดลงปริญญาสามได้เลยถ้าได้ระดับฌานยิ่งดีสำเร็จง่าย


:b13: :b13: :b13:
ทีนี้ก็รู้แล้วเน๊าะ..ว่า...เรื่องที่ตนยังไม่รู้นั้น..ยังมีอีกเยอะ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 08:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
.

ศิริพงศ์ เขียน:
เรื่องของการทำสมาธินี้บางครั้งผู้ถามก็ถามไปตามความรู้สึกที่ได้รับรู้มาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองบรรยายไปตามความรู้สึกนั้นๆ. ที่จริงแล้วมันก็มีอยู่ว่ามีสติกับนิวรณ์เท่านั้นแหล่ะที่แข่งขันกันอยู่. ต่างคนต่างทำหน้าที่ของกันและกัน. ถ้าสติแข็งกล้าจิตผู้รู้จะเด่นชัด แต่ถ้านิวรณ์มีกำลังสติก็จะผลุบๆโผล่ๆสู่กันอยู่อย่างนี้. ทำไปทำมาก็สัปหงกไปดื้อๆอย่างนั้น. สติจะต้องไม่ขาดสายยกอะไรเป็นกรรมฐานสติต้องแม่นตรงต่อสิ่งนั้นอย่าให้ขาด. อาการอะไรจะเกิดกับเราก็อย่าไปสนใจ. จนกว่าปีติจะเกิด(ขนลุกขนพองสู้ซ่าไปทั้งตัวนั้นแหล่ะ. )อันนี้แล้วแต่ละคนบางคนของเก่าเยอะก็สำเร็จไว. บางคนไม่มีของเก่าก็หลายปีนะ แต่ถ้าจะวิปัสนา. ก็จัดลงปริญญาสามได้เลยถ้าได้ระดับฌานยิ่งดีสำเร็จง่าย

ถ้านั่งสมาธิแล้ว..ปิติแบบที่ว่าไม่เกิด
ข้ามไป..สุขเอกัคคตาเลยเป็นไปได้ใช่ใหมคะ
tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 09:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
อธิศีลไม่ล่วงศีล5ทางกายและวาจา+จาคะให้ทานที่บริสุทธิ์+จิตตภาวนา
เท่ากับการทำกุศลสูงสุดลงที่กายวาจาจิตใจสำคัญต้องปล่อยวางกาย+จิต
ไม่กำหนดอะไรไปล่วงหน้าให้กายและจิตผ่อนคลายใช้ปัญญารับรู้สภาวะอยู่
ที่จิตให้อยู่กับจิตเป็นปัจจุบันธรรมจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้รับรู้ความเป็นไปเท่านั้นพอ
ถึงจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยก็ยังเป็นอานิสงส์ที่เป็นบุญกุศลสูงสุดในการทำจิตตภาวนา
บุญกุศลที่ทำด้วยความบริสุทธิ์นั้นเองจะเป็นการต่อยอดให้จิตได้เข้าถึงความจริงแน่นอน
หลวงตาพระมหาบัวท่านว่าให้มีจิตตภาวนาด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่อยากและเพียรไม่หยุด
:b44:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 10:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
. Kiss
อธิศีลไม่ล่วงศีล5ทางกายและวาจา+จาคะให้ทานที่บริสุทธิ์+จิตตภาวนา
เท่ากับการทำกุศลสูงสุดลงที่กายวาจาจิตใจสำคัญต้องปล่อยวางกาย+จิต
ไม่กำหนดอะไรไปล่วงหน้าให้กายและจิตผ่อนคลายใช้ปัญญารับรู้สภาวะอยู่
ที่จิตให้อยู่กับจิตเป็นปัจจุบันธรรมจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้รับรู้ความเป็นไปเท่านั้นพอ
ถึงจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยก็ยังเป็นอานิสงส์ที่เป็นบุญกุศลสูงสุดในการทำจิตตภาวนา
บุญกุศลที่ทำด้วยความบริสุทธิ์นั้นเองจะเป็นการต่อยอดให้จิตได้เข้าถึงความจริงแน่นอน
หลวงตาพระมหาบัวท่านว่าให้มีจิตตภาวนาด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่อยากและเพียรไม่หยุด
:b44:
:b4: :b4:


:b8: :b8: ขอบคุณค่ะคุณโรส
คนที่มีกำลังใจยังน้อย
บางทีก็ต้องใช้ความอยากเพื่อต่อยอดความเพียรหน่ะค่ะ :b3: :b3:
การได้สนทนาเรื่องการปฏิบัติ..มันเหมือนมีแรงผลักดัน
:b26: :b26:
:b1: ยินดีนะคะที่ร่วมคุยด้วยช่วยกัน :b27: :b27:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 22:19
โพสต์: 271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
อ้างคำพูด:
.

ศิริพงศ์ เขียน:
เรื่องของการทำสมาธินี้บางครั้งผู้ถามก็ถามไปตามความรู้สึกที่ได้รับรู้มาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองบรรยายไปตามความรู้สึกนั้นๆ. ที่จริงแล้วมันก็มีอยู่ว่ามีสติกับนิวรณ์เท่านั้นแหล่ะที่แข่งขันกันอยู่. ต่างคนต่างทำหน้าที่ของกันและกัน. ถ้าสติแข็งกล้าจิตผู้รู้จะเด่นชัด แต่ถ้านิวรณ์มีกำลังสติก็จะผลุบๆโผล่ๆสู่กันอยู่อย่างนี้. ทำไปทำมาก็สัปหงกไปดื้อๆอย่างนั้น. สติจะต้องไม่ขาดสายยกอะไรเป็นกรรมฐานสติต้องแม่นตรงต่อสิ่งนั้นอย่าให้ขาด. อาการอะไรจะเกิดกับเราก็อย่าไปสนใจ. จนกว่าปีติจะเกิด(ขนลุกขนพองสู้ซ่าไปทั้งตัวนั้นแหล่ะ. )อันนี้แล้วแต่ละคนบางคนของเก่าเยอะก็สำเร็จไว. บางคนไม่มีของเก่าก็หลายปีนะ แต่ถ้าจะวิปัสนา. ก็จัดลงปริญญาสามได้เลยถ้าได้ระดับฌานยิ่งดีสำเร็จง่าย

ถ้านั่งสมาธิแล้ว..ปิติแบบที่ว่าไม่เกิด
ข้ามไป..สุขเอกัคคตาเลยเป็นไปได้ใช่ใหมคะ
tongue
ก็ยังไม่ใช่องค์ของฌาน. นั้นก็ถือว่าเป็นขณิกะสมาธิ. สมาธิเล็กๆสลับกับการขาดสติ. สมาธิแบบนี้จะเป็นแบบที่ท่านกล่าวมานั้นแหล่ะครับ. ตัวรู้อ่อนลงสลับไปสลับมา. บางครั้งก็วูบๆวาบๆ. ท่านต้องกำหนดสติให้อยู่กับองค์ภาวนาให้มากอย่าให้ขาดสาย. ท่านอาจจะต้องผ่านทุกขเวทนาบ้างก็คงต้องอดทน. เพราะพระองค์กล่าวว่าผู้ที่ทนต่อทุกขเวทนาและมีสติอันไม่ลืมหลงเท่านั้นที่จะได้ฌาน. ฌานจิตไม่ใช่ของง่ายเลยนะครับ. การที่มีสมาธิแบบที่คุณเล่ามานั้นทำกันได้ไม่ยากหรอกครับ. และมักจะติดคล่องอยู่แบบไม่หายสงสัย.ตราบใดที่คุณยังมีคำถามในใจนั่นแหล่ะยังไม่ใช่ฌาน. ถ้าคุณกล้าบอกตนเองว่านี่แหล่ะใช่ คุณจะไม่ถามใคร. เพราะฌานนั้นยิ่งใหญ่มากนะครับ.ผู้เข้าถึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง. เพราะมันจะต่างโดยสิ้นเชิง ถ้าคุณได้ฌานจริงๆแล้วคุณจะก้าวเข้าสู่การบรรลุธรรมได้ง่ายมาก. ฌานจึงไม่ใช่ของที่ได้มาโดยง่าย. และเราเองก็ไม่ควรเอาตัวเราไปเทียบกับผู้ที่สำเร็จง่ายๆตามตำรานะครับ. เพราะนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยมากที่เกิดร่วมสมัยกับพระองค์. ยุกสมัยเราบุคคลส่วนใหญ่แล้วต้องพรากเพียรให้มากถึงมากยิ่งขึ้นไป. ผมมีเคล็ดลับความสำเร็จ. คือทำให้มากเจริญให้มากแค่นี้แหล่ะครับ อึมลืมบอกไป. คนทำงานแบบเราๆท่านๆ. ได้แค่อุปจารสมาธิก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ. ฌานนั้นเหมาะกับชีวิตที่สงบแบบนักบวชครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 10:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 22:19
โพสต์: 271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
อธิศีลไม่ล่วงศีล5ทางกายและวาจา+จาคะให้ทานที่บริสุทธิ์+จิตตภาวนา
เท่ากับการทำกุศลสูงสุดลงที่กายวาจาจิตใจสำคัญต้องปล่อยวางกาย+จิต
ไม่กำหนดอะไรไปล่วงหน้าให้กายและจิตผ่อนคลายใช้ปัญญารับรู้สภาวะอยู่
ที่จิตให้อยู่กับจิตเป็นปัจจุบันธรรมจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้รับรู้ความเป็นไปเท่านั้นพอ
ถึงจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยก็ยังเป็นอานิสงส์ที่เป็นบุญกุศลสูงสุดในการทำจิตตภาวนา
บุญกุศลที่ทำด้วยความบริสุทธิ์นั้นเองจะเป็นการต่อยอดให้จิตได้เข้าถึงความจริงแน่นอน
หลวงตาพระมหาบัวท่านว่าให้มีจิตตภาวนาด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่อยากและเพียรไม่หยุด
:b44:
:b4: :b4:
ที่กล่าวมาก็ไม่ตรงกับคำพระผู้มีพระภาตเจ้านัก. พระองค์กล่าวว่าไม่มีใครรู้ความยิ่งหย่อนของอินทรียร์ได้เท่าพระองค์.

พุทธวจนจากพระโอษฐ์.
15 ตุลาคม 2014 ·
อินทรีย์ของบุคคล 10 จำพวก
(บุคคลผู้ทุศีล มีศีล ราคะกล้า มักโกรธ ฟุ้งซ่าน ...ทำอย่างไรจึงจะไปทางเจริญอย่างเดียวไม่ถึงความเสื่อม)
-----------------------------------------
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรอานนท์ ก็มิคสาลาอุบาสิกาเป็นพาลไม่ฉลาด เป็นคนบอด มีปัญญาทึบ เป็นอะไร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคลดูกรอานนท์ บุคคล ๑๐ จำพวกนี้มีอยู่ในโลก ๑๐ จำพวกเป็นไฉน
ดูกรอานนท์ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล และไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือประมาณย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมแม้ของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรในสองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดีก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน ดูกรอานนท์ ในสองคนนั้น บุคคลใด เป็นผู้ทุศีลและรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีลของเขา ตามความเป็นจริง กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย ดูกรอานนท์บุคคลนี้ดีกว่าและประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต
ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคลและอย่าได้ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล แต่ไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งศีลของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นไม่ทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล และรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ
ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งศีลของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อมดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้า ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งราคะของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัยเมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียวไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้าแต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งราคะของเขาตามความเป็นจริงบุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัยเมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียวไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณใน
บุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความโกรธของเขาตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความโกรธของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟังกระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อม
อย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูตแทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อมดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือประมาณ ย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่าธรรมแม้ของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรในสองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน ดูกรอานนท์ในสองคนนั้น บุคคลใดเป็นผู้ฟุ้งซ่าน
แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย บุคคลนี้ดีกว่า และประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้นโน้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้นอกจากตถาคต ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าประมาณในบุคคลและอย่าได้ถือประมาณในบุคคลเพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตนเราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ทสก.อํ. ๒๔/๑๒๓/๗๕
ถูกใจ 9 คน
ถูกใจ แสดงความคิดเห็น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 10:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
อ้างคำพูด:
. Kiss
อธิศีลไม่ล่วงศีล5ทางกายและวาจา+จาคะให้ทานที่บริสุทธิ์+จิตตภาวนา
เท่ากับการทำกุศลสูงสุดลงที่กายวาจาจิตใจสำคัญต้องปล่อยวางกาย+จิต
ไม่กำหนดอะไรไปล่วงหน้าให้กายและจิตผ่อนคลายใช้ปัญญารับรู้สภาวะอยู่
ที่จิตให้อยู่กับจิตเป็นปัจจุบันธรรมจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้รับรู้ความเป็นไปเท่านั้นพอ
ถึงจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยก็ยังเป็นอานิสงส์ที่เป็นบุญกุศลสูงสุดในการทำจิตตภาวนา
บุญกุศลที่ทำด้วยความบริสุทธิ์นั้นเองจะเป็นการต่อยอดให้จิตได้เข้าถึงความจริงแน่นอน
หลวงตาพระมหาบัวท่านว่าให้มีจิตตภาวนาด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่อยากและเพียรไม่หยุด
:b44:
:b4: :b4:


:b8: :b8: ขอบคุณค่ะคุณโรส
คนที่มีกำลังใจยังน้อย
บางทีก็ต้องใช้ความอยากเพื่อต่อยอดความเพียรหน่ะค่ะ :b3: :b3:
การได้สนทนาเรื่องการปฏิบัติ..มันเหมือนมีแรงผลักดัน
:b26: :b26:
:b1: ยินดีนะคะที่ร่วมคุยด้วยช่วยกัน :b27: :b27:

Kiss
กรรมต่างกันจิตหยาบละเอียดเป็นเหตุปัจจัยต่างกัน
ผลงานคือการประสานกันภายในจิตตนเป็นอัตโนมัติ
สนทนาก็ได้ไอเดียและกำลังใจแต่ไม่ใช่ปัจจัยภายใน
สอบถามก็แค่จำว่าคนอื่นทำได้ยากหรือง่ายแค่นั้นค่ะ
เหมือนเราฟังเทศน์ครูบาอาจารย์เราก็ทราบผลงานท่าน
ที่ได้ยินทุกอย่างให้วางลงแค่ดูความเป็นไปของจิตก็พอ
:b16:
:b44: :b45: :b44:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 11:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
ค่ะ..ขอบคุณค่ะคุณโรส,คุณศิริพงษ์
:b8:
:b39: :b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 22:19
โพสต์: 271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ที่ได้ฌานจริงๆจะไม่ใช้ชีวิตแบบทำงานทำการหรอก. เพราะฌานนั้นไม่ใช่กามาวจร. เป็นรูปาวจร. และอรูปาวจร. เป็นสมบัติชั้นเลิศกว่าเงินทองกว่าการเป็นแม้จักรพรรดิ์ คนที่ได้เขาจึงไม่สนใจเรื่องโลกๆ จึงเป็นชีวิตที่เหมาะของนักบวช. ถ้าไม่บวชก็เป็นชีวิตแบบสมถะ. และผู้ที่มีปัญญาขั้นโลกุตตระจริงจะไม่ทำอะไรแบบไร้ปัญญา. ส่วนใหญ่ที่หลงลืมไปทำอะไรแบบนั้นก็จะจัดอยู่ในประเภท. พวกปรัชญาที่เอาไว้คุยเล่นเพื่อความประเทืองปัญญาเล็กๆน้อยแต่ก็ถือว่าดี. ถึงเวลาเรือจะจมว่ายน้ำไม่เป็นมีอยู่มาก แต่อริยะบุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องได้ความเป็นวสีอะไรหรอกนะครับ. เพียงแค่ชั่วขณะจิตเดียวที่ดำรงค์ฌานก็บรรลุได้. หลังจากนั้นอาจเข้าฌานไม่ได้เลยตลอดชีวิตก็ได้ ท่านเหล่านี้จะถูกเรียกว่าฆราวาสชั้นเลิศ
คหบดี ! ในบรรดากามโภคีเหล่านั้น กามโภคีผู้ใด
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัดด้วย,
ครั้นแสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัดแล้ว
ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำด้วย, แบ่งปันโภคทรัพย์
บำเพ็ญบุญด้วย, ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติ
เห็นโทษ มีปัญญา เป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์
เหล่านั้นอยู่ด้วย;
คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะ
ทั้งสี่ คือ :-
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สอง ในข้อที่เขา
ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สาม ในข้อที่เขา
แบ่งปันโภคทรัพย์ บำเพ็ญบุญ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สี่ ในข้อที่เขา
ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเป็น
เครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น.
คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะ
ทั้งสี่เหล่านี้.
คหบดี ! กามโภคีจำพวกนี้ เป็นกามโภคีชั้นเลิศ
ชั้นประเสริฐ ชั้นหัวหน้า ชั้นสูงสุด ชั้นบวรกว่ากามโภคี
ทั้งหลาย, เปรียบเสมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจาก
นมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น
หัวเนยใสเกิดจากเนยใส; หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดา
รสอันเกิดจากโคทั้งหลาย เหล่านั้น, ข้อนี้ฉันใด; กามโภคี
จำพวกนี้ ก็ปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดากามโภคีทั้งหลาย
เหล่านั้น ฉันนั้น แล.
ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๔/๙๑.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 12:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
. ผู้ที่ได้ฌานจริงๆจะไม่ใช้ชีวิตแบบทำงานทำการหรอก

ไม่น่าจะใช่นะคะ
:b15:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 12:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 22:19
โพสต์: 271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
อ้างคำพูด:
. ผู้ที่ได้ฌานจริงๆจะไม่ใช้ชีวิตแบบทำงานทำการหรอก

ไม่น่าจะใช่นะคะ
:b15:
สักวันจะเข้าใจครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 12:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12219


 ข้อมูลส่วนตัว


ศิริพงศ์ เขียน:
ผู้ที่ได้ฌานจริงๆจะไม่ใช้ชีวิตแบบทำงานทำการหรอก. เพราะฌานนั้นไม่ใช่กามาวจร. เป็นรูปาวจร. และอรูปาวจร. เป็นสมบัติชั้นเลิศกว่าเงินทองกว่าการเป็นแม้จักรพรรดิ์ คนที่ได้เขาจึงไม่สนใจเรื่องโลกๆ จึงเป็นชีวิตที่เหมาะของนักบวช. ถ้าไม่บวชก็เป็นชีวิตแบบสมถะ. และผู้ที่มีปัญญาขั้นโลกุตตระจริงจะไม่ทำอะไรแบบไร้ปัญญา. ส่วนใหญ่ที่หลงลืมไปทำอะไรแบบนั้นก็จะจัดอยู่ในประเภท. พวกปรัชญาที่เอาไว้คุยเล่นเพื่อความประเทืองปัญญาเล็กๆน้อยแต่ก็ถือว่าดี. ถึงเวลาเรือจะจมว่ายน้ำไม่เป็นมีอยู่มาก แต่อริยะบุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องได้ความเป็นวสีอะไรหรอกนะครับ. เพียงแค่ชั่วขณะจิตเดียวที่ดำรงค์ฌานก็บรรลุได้. หลังจากนั้นอาจเข้าฌานไม่ได้เลยตลอดชีวิตก็ได้ ท่านเหล่านี้จะถูกเรียกว่าฆราวาสชั้นเลิศ


ก็คาดเดาไปตามอัธยาศัย...

นึก..ๆ..เอา

ไม่รู้วันไหน..จะเข้าใจ..

ตราบใดยังมิจฉาทิฎฐิ...วิจิกิจฉาพระธรรม...มีวัตรเป็นสีลลัพตปรามาส...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 13:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ค. 2009, 22:19
โพสต์: 271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
ศิริพงศ์ เขียน:
ผู้ที่ได้ฌานจริงๆจะไม่ใช้ชีวิตแบบทำงานทำการหรอก. เพราะฌานนั้นไม่ใช่กามาวจร. เป็นรูปาวจร. และอรูปาวจร. เป็นสมบัติชั้นเลิศกว่าเงินทองกว่าการเป็นแม้จักรพรรดิ์ คนที่ได้เขาจึงไม่สนใจเรื่องโลกๆ จึงเป็นชีวิตที่เหมาะของนักบวช. ถ้าไม่บวชก็เป็นชีวิตแบบสมถะ. และผู้ที่มีปัญญาขั้นโลกุตตระจริงจะไม่ทำอะไรแบบไร้ปัญญา. ส่วนใหญ่ที่หลงลืมไปทำอะไรแบบนั้นก็จะจัดอยู่ในประเภท. พวกปรัชญาที่เอาไว้คุยเล่นเพื่อความประเทืองปัญญาเล็กๆน้อยแต่ก็ถือว่าดี. ถึงเวลาเรือจะจมว่ายน้ำไม่เป็นมีอยู่มาก แต่อริยะบุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องได้ความเป็นวสีอะไรหรอกนะครับ. เพียงแค่ชั่วขณะจิตเดียวที่ดำรงค์ฌานก็บรรลุได้. หลังจากนั้นอาจเข้าฌานไม่ได้เลยตลอดชีวิตก็ได้ ท่านเหล่านี้จะถูกเรียกว่าฆราวาสชั้นเลิศ


ก็คาดเดาไปตามอัธยาศัย...

นึก..ๆ..เอา

ไม่รู้วันไหน..จะเข้าใจ..

ตราบใดยังมิจฉาทิฎฐิ...วิจิกิจฉาพระธรรม...มีวัตรเป็นสีลลัพตปรามาส...
กบนึกว่าคนได้ฌานเขาอยากจะเข้าตอกบัตร8โมงเช้าตอกบัตรออก5โมงเย็นหรอ. สมัยก่อนก็มีแต่ผู้ที่แสวงหาทางพ้นทุกข์อย่างฤษีชีไพรที่เขาได้ฌานกัน. กบนึกว่านั่งหลับตาอย่างกบแล้วรู้สึกตัวเบาหวิวๆวูบๆวาบๆ. นั้นเด็กน้อยเขาเล่นกัน. ฌานนั้นเป็นสมบัติชั้นยอดของโลกียธรรมที่ให้ความสุขแก่สัตว์ที่เข้าถึงได้ละเอียดปราณีต. ยากที่จะเข้าถึงได้แต่ก็ไม่เกิดวิสัย. คนที่ได้ฌานสมบัติ. เขาไม่ค่อยสนใจแล้วทรัพย์สมบัติที่เป็นของหยาย. แต่กบคงไม่เข้าใจหรอกนะ. จากการสนทนามาก็ยังเห็นอ้อนวอนของเงินด้วยการท่องคาถากะเบ๊อะกะบ๊ะอยู่เลย. คนที่เขาได้ขิมรสชาติของฌานไม่ว่าขั้นใดขั้นหนึ่ง. ชีวิตที่เหลือเขาก็ใส่เต็มที่แล้วเพราะฌานนั้นนอกจากจะให้ความสุขที่ปราณีตแล้ว. ยังเป็นบาทแห่งการหลุดพ้นได้. กบน้อยยังไปไม่ถึงความคิดแบบนี้หรอก. แค่ได้ปรัชญาทางความคิดบ้างเอาไว้คุยเล่นอวดตนเป็นคนดีบ้างเท่านั้น. ดียังไม่พอนะเรื่องหลุดพ้น. ต้องตรงต่อธรรมะด้วยครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 44 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 22 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร