วันเวลาปัจจุบัน 22 เม.ย. 2018, 06:13  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 63 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2015, 06:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




Image-1552.jpg
Image-1552.jpg [ 57.92 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
โสดาปัตติมรรคจะไม่เกิดใน ๑๔ ภูมิ
ในอบายภูมิ ๔ อสัญญสัตตภูมิ ๑ สุทธาวาสภูมิ ๕ อรูปภูมิ ๔

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2015, 06:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




Image-2826.jpg
Image-2826.jpg [ 79.31 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
ในอบายภูมิ ๔ อสัญญสัตตภูมิ ๑
ไม่มีพระอริยบุคคลเกิดอยู่เลย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มี.ค. 2015, 04:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




Image-4152.jpg
Image-4152.jpg [ 73.35 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
ในสุทธาวาสภูมิ ๕ ซึ่งเป็นอันประเสริฐ

มีพระอริยะอยู่ ๓ จำพวก คือ
พระอนาคามิผล ๑ พระอรหันตมรรค ๑ พระอรหันตผล ๑
เป็นจะต้องเป็นผู้ได้ฌาน ๔ คือจตุตถฌาน

สำหรับปุถุชน และพระอริยะเบื้องต่ำ ๒ จะไม่มีใน ๕ ภูมินี้เลย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2015, 07:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




Image-7394.jpg
Image-7394.jpg [ 67.09 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
ภิกษุผู้ปฏิบัติดีใน ๓ ปิฎกได้ผลดีต่างกัน

อนึ่ง ภิกษุผู้ปฏิบัติดีในพระวินัย อาศัยสีลสมบัติ ย่อมได้บรรลุวิชชา ๓
ก็เพราะตรัสจำแนกประเภทวิชชา ๓ เหล่านั้นนั่นแลไว้ในพระวินัยนั้น.

ผู้ปฏิบัติดีในพระสูตร อาศัยสมาธิสมบัติ ย่อมได้บรรลุอภิญญา ๖
ก็เพราะตรัสจำแนกประเภทอภิญญา ๖ เหล่านั้นไว้ในพระสูตรนั้น.

ผู้ปฏิบัติดีในพระอภิธรรมอาศัยปัญญาสมบัติ ย่อมได้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔
ก็เพราะตรัสจำแนกประเภทปฏิสัมภิทา ๔ นั้นไว้ในพระอภิธรรมนั้นนั่นเอง.

ผู้ปฏิบัติดีในปิฎกเหล่านี้ย่อมบรรลุสมบัติต่างกัน คือ วิชชา ๓ อภิญญา ๖
และปฏิสัมภิทา ๔ นี้ตามลำดับด้วยประการฉะนี้.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 01&i=1&p=2

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 เม.ย. 2015, 06:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




Image-4877.jpg
Image-4877.jpg [ 75.55 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
มรณะหรือความตายมี ๓ อย่าง คือ

ขณิกมรณะ ได้แก่ ความตายแต่ละขณะ ๆ ที่จิต เจตสิก รูป
เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

สมมุติมรณะ ได้แก่ ความตายของสัตว์บุคคลในภพหนึ่งชาติหนึ่ง

สมุจเฉทมรณะ ได้แก่ การปรินิพพานของพระอรหันต์ ซึ่งเมื่อจุติจิต
เกิดและดับไปแล้ว ไม่มีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่ออีกเลย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2015, 18:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




Image-6241.jpg
Image-6241.jpg [ 112.32 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
อาจารย์สัญชัยผู้มีมานะมาก

พระสารีบุตร เมื่อพบพระอัสสชิได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ ว่า
เย ธัมมา เห ตุ ปัปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต
เตสญฺ จ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ

ยังไม่จบบทก็ได้บรรลุธรรมได้เป็นพระโสดาปัตติผล
แล้วหลีกไปเพื่อจะไปพบพระโมคัลลานะ ได้พบในระหว่างทาง
ก็กล่าวธรรมเช่นเดียวกับพระอัสสชิ พระโมคัลลานะก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
เช่นเดียวกัน และได้บอกกับพระโมคคัลลานะให้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน

ส่วนตนจะไปพบอาจารย์สัญชัย ผู้เป็นอาจารย์ของตน เมื่อถึงสำนักของอาจารย์
อาจารย์สัญชัยก็รู้ได้ทันที่ว่า พระสารีบุตรได้บรรลุธรรมชั้นสูง จึงให้กล่าวธรรมสอนศิษย์ของตน
เมื่อสอนเสร็จก็มาชักชวนอาจารย์สัญชัยให้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาจารย์สัญชัยจึงย้อนถามว่า คนเราในโลกนี้คนฉลาดมีมากหรือคนโง่มีมาก
พระสารีบุตรก็ตอบว่าคนโง่มีมาก อาจารย์สัญชัยตอบว่างั้นเราไม่ไปเฝ้าพระผู้มีพระเจ้า
เราจะขออยู่กับคนโง่

พระสารีบุตรจึงเดินออกจากสำนักของอาจารย์สัญชัย พร้อมด้วยลูกศิษย์ของอาจารย์
เดินตามมาด้วยเกือบหมดสำนัก อาจารญ์สัญชัยเห็นดังนั้นก็เกิดความเสียใจที่ลูกศิษย์ของตน
ตามพระสารีบุตรไปกันหมด จนกระทั่งอกแตกตายในที่นั้น

ปล. ที่เป็นเช่นนี้อาจารย์สัญชัยก็รู้นะว่า ถ้าตามพระสารีบุตรไปตัวเองก็จะต้องบรรลุธรรมชั้นสูง
แต่เลือกเอาที่จะอยู่กับคนโง่คนมีมาก เพราะลาภสักการะก็มีมาก ท้ายที่สุดลูกศิษย์ของตน
ไม่ใช่คนโง่เลยสักคน และอีกอย่างหนึ่งกลัวศิษย์ของตนไปนับถือพระพุทธเจ้ากันหมด
จึงกล่าวได้ว่าอาจารย์สัญชัยก็เป็นผู้มีปัญญาแต่ติดตรงที่มีมานะมาก

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2015, 07:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




image008.jpg
image008.jpg [ 38.8 KiB | เปิดดู 1209 ครั้ง ]
ในวัฏฏสงสารอันยาวนานนี้ เราเคยเกิดกันมาแล้วทั้งนั้น มีนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน เทวดา พรหม
แต่ในพรหมโลกที่เราไปเกิดนั้นจะต้องได้ฌานและอภิญญาทั้งสิ้น ก็แสดงว่าเราเคยได้ฌานอภิญญามาแล้วด้วยกันทุกคนในอดีต
เราจำกันได้หรือไม่ว่า เราได้เกิดมากี่ครั้งในแต่ละที่ จะหมุนไปอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และเชื่อแน่ว่าไม่มีใครจำได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้ เมื่อหมู่สัตว์ผู้มีอวิชชากางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฎ

พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เราทราบว่า ทุกคนที่เกิดมานี้ล้วนแต่มีบรรพบุรุษสืบสายกันมานับไม่ถ้วน
ทั้งทางฝ่ายมารดาและบิดา โดยทรงเปรียบเทียบกับผืนแผ่นดินใหญ่นี้ว่าถ้าเราจะเอาดินมาปั้น
เป็นก้อนเล็กๆเท่าเมล็ดกระเบา แล้วสมมุติให้ก้อนนี้เป็นมารดาของเรา ก้อนนี้เป็นมารดาของมารดาเราเป็นลำดับไป
มารดาของมารดาเราจะไม่ถึงความสิ้นสุด แต่ดินบนผืนแผ่นดินใหญ่นี้จะพึงหมดไปเสียก่อน
แม้ในฝ่ายบรรพบุรุษของบิดาก็เช่นเดียวกัน

เราได้เสวยความทุกข์เดือดร้อน ร้องไห้ คร่ำครวญกันมานานไม่น้อยเลย พระพุทธองค์
ตรัสว่า น้ำตาของเราผู้ร้องไห้อยู่ในสงสารอันยาวนานนี้ ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ รวมกัน
เสียอีก ร่างกายของเรานั้นเล่าก็นอนทับถมพื้นดินกันมานานมิใช่น้อย จนนับประมาณมิได้

ตลอดเวลาที่เราท่องเที่ยวอยู่ในสงสารนี้ บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น บางคราวก็จากโลก
อื่นมาสู่โลกนี้ เวียนวนไปมาอยู่อย่างนี้ โดยไม่อาจกำหนดที่สุดของการเกิดของเราได้เลย
ตราบเท่าที่ยังไม่เห็นอริยสัจ ๔
ทุกข์นั้นมีมากมาย แต่ไม่มีทุกข์อะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่า ทุกข์ในวัฏฏะ อันมีการเวียนเกิดเวียนตาย
ที่หาจุดจบมิได้ เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทีนั้น การเกิดบ่อยๆ จึงเป็นทุกข์ การไม่ต้องเกิดเป็นอะไรเลยเป็นความสุข
ฉะนั้นการแสวงหาฌานแสวงหาอภิญญาล้วนแล้วยังเป็นเรื่องของการแสวงหาสังสารวัฏฏ์ที่ไม่มีสิ้นสุด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2015, 13:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4329


 ข้อมูลส่วนตัว




jango bsg-23.gif
jango bsg-23.gif [ 333.05 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
:b12: ...มาดันกระทู้.. :b12:

ลุงหมาน
มาโพสต์ต่อได้แล้วค่ะ...กระทู้นี้เงียบไปหลายวันแล้วนะ

อิอิ

:b4: :b4: :b4:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2015, 06:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




พระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักรครั้งแรก.jpg
พระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักรครั้งแรก.jpg [ 103.79 KiB | เปิดดู 1137 ครั้ง ]
eragon_joe เขียน:
:b12: ...มาดันกระทู้.. :b12:

ลุงหมาน
มาโพสต์ต่อได้แล้วค่ะ...กระทู้นี้เงียบไปหลายวันแล้วนะ

อิอิ

:b4: :b4: :b4:


:b8: ขอบคุณ ไบก้อน ที่ติดตามอ่าน :b14:

:b48: พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมจักรแก่ปัญจวัคคีในครั้งนั้น
เสียงพระธรรมจักรได้บันลือขึ้นไปยังเทวโลกและพรหมโลกนับได้ ๒๒ ภพภูมิ
ตามเครื่องหมายรูปดาวสีน้ำเงิน (ดูภาพที่แสดงไว้)

ส่วนที่เป็นเป็นสีแดงนั้น คือ ๑ รูปพรหมที่ชั้นอสัญญสัตตพหรมนั้น
ไม่สามารถที่ฟังได้เพราะเป็นพรหมที่แต่รูปไม่มีจิต ที่เราเรียกกันว่าพรหมลูกฟัก

และอรูปพรหม ๔ ก็ไม่สามารถที่จะได้ยินเสียงพระธรรมจักรนั้นได้
ก็เพราะอรูปพรหมพวกนี้ไม่มีกาย ก็คือไม่มีหูที่จะฟังนั่นเอง

อาจมีข้อสังสัยว่า อบายภูมิ ๔ ไม่ได้ยินหรือ
ขอตอบว่า เพราะเสียงพระธรรมจักรจะบันลือขึ้นไปเฉพาะข้างบน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ส.ค. 2015, 15:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2012, 16:46
โพสต์: 412

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




20170717_083623.jpg
20170717_083623.jpg [ 193.08 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
ลุงหมานครับ เริ่มต้นยังไงดีครับ

หาหนังสือได้ที่ไหนบ้างครับ

:b8: :b8: :b8:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ส.ค. 2015, 12:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




MEm9zZs.gif
MEm9zZs.gif [ 521.97 KiB | เปิดดู 408 ครั้ง ]
เปลี่ยนชื่อใหม่ เขียน:
ลุงหมานครับ เริ่มต้นยังไงดีครับ

หาหนังสือได้ที่ไหนบ้างครับ

:b8: :b8: :b8:


เข้าห้องเรียนครับ หนังสือมีที่ห้องเรียน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ส.ค. 2015, 13:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




FB_IMG_1439896829153.jpg
FB_IMG_1439896829153.jpg [ 34.85 KiB | เปิดดู 1047 ครั้ง ]
ในอกุศลจิต ๑๒
พระโสดาบันประหารกิเลสได้ ๕ ดวง คือ ทิฎฐิ ๕ ดวง วิจิกิจฉา ๑ ดวง
พระสกทาคามีทำกิเลสที่เหลือให้เบาบางลง
พระอนาคามีปรระหารกิเลสที่เป็นโทสะได้ ๒ ดวง
พระอรหันต์ประหารกิเลสที่เหลือ ๕ ดวง คือ มานะ ๔ ดวง อุทธัจจะ ๑ ดวง

อกุศลจิต ๑๒ เป็นธรรมฝ่ายที่ควรต้องละ กิเลสทั้งหลาย อันมีกิเลส ๑๐ ประการ
อาศัยธรรมฝ่ายนี้อยู่ ปุถุชนผู้มองเห็นภัยควรต้องเข้าไปสดับ
ว่าเหตุ ๓ ประการนี้ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ เป็นธรรมฝ่ายที่ชั่ว ผู้ที่ทำลายเหตุเหล่านี้
ย่อมเข้าถึงความหลุดพ้น ไม่กลับมาเกิดอีกในโลกทั้ง ๓

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2015, 06:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




FB_IMG_1439896871802.jpg
FB_IMG_1439896871802.jpg [ 39.51 KiB | เปิดดู 1026 ครั้ง ]
ในอกุศลจิต ๑๒
พระอริยะบุคคลทั้ง ๔ ย่อมละได้ด้วยการทำมรรค ๘ ให้เกิดขึ้น
โดยความพร้อมเพียงกัน ถึง ๔ ครั้ง
หรืออีกนัยหนึ่ง ทำ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดขึ้น

องค์มรรค ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีดังนี้
๑. สัมมาทิฎฐิ = ปัญญา
๒. สัมมาสังกัปปะ = ปัญญา
๓. สัมมาวาจา = ศีล
๔. สัมมากัมมันตะ = ศีล
๕. สัมมาอาชีวะ = ศีล
๖. สัมมาวายามะ = สมาธิ
๗. สัมมาสติ = สมาธิ
๘. สัมมาสมาธิ = สมาธิ

องค์มรรค ๘ เป็นกัลยานมิตรที่ดี
เป็นเพื่อนที่ดีที่ปลอดภัยในระหว่างเดินทาง

องค์มรรค ๘ ก็ชื่อว่าทุกข์ เพราะองค์มรรค ๘ เหล่านี้ เป็นเจตสิก
จึงตกอยู่ในเงื่อนไขของไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2015, 06:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




11987080_741975532598747_2984672349013435535_n.jpg
11987080_741975532598747_2984672349013435535_n.jpg [ 28.45 KiB | เปิดดู 1026 ครั้ง ]
องค์ฌาน ๕ เป็นปฎิปักษ์ต่อนิวรณธรรม ๕ ดังนี้

๑. วิตกเจตสิก เป็นปฎิปักษ์ต่อถีนมิทธนิวรณ์ เพราะเมื่อวิตกเจตสิกตรึกถึงแต่อารมณ์ของสมถภาวนามากขึ้นเรื่อยๆ ความท้อถอย หดหู่ และความง่วงเหงาก็ย่อมเกิดไม่ได้

๒. วิจารเจตสิก เป็นปฎิปักษ์ต่อวิจิกิจฉานิวรณ์ เมื่อวิจารเจตสิกประคองอารมณ์ตามวิตกเจตสิกที่จรดลงในอารมณ์ของสมถภาวนาไปเรื่อยๆ ความสงสัยความไม่แน่ใจในสภาพธรรม และในเหตุผลของสภาพธรรมก็เกิดไม่ได้

๓. ปีติเจตสิก เป็นปฎิปักษ์ต่อพยาปาทนิวรณ์ เมื่อความสงบในอารมณ์ของสมถภาวนาเพิ่มขึ้น ปีติก็เอิบอิ่มในความสงบนั้นยิ่งขึ้น ทำให้ความพยาบาทขุ่นเคืองใจเกิดไม่ได้ในระหว่างนั้น

๔. สุข (โสมนัสสเวทนา) เป็นปฎิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ เมื่อกำลังเป็นสุขในอารมณ์ของ สมถภาวนาอยู่ ความเดือดร้อนใจ กังวลใจ และความฟุ้งซ่านในอารมณ์อื่นก็เกิดไม่ได้ เพราะกำลังเป็นสุขในสมถอารมณ์ในขณะนั้น

๕. เอกัคคตาเจตสิก เป็นปฎิปักษ์ต่อกามฉันทนิวรณ์ เพราะเมื่อสมาธิตั้งมั่นในอารมณ์ของสมถภาวนา แล้วก็ไม่ยินดีในกามอารมณ์ใดๆ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2015, 06:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5246


 ข้อมูลส่วนตัว




20090127163247_p4_02_2.gif
20090127163247_p4_02_2.gif [ 42.6 KiB | เปิดดู 1026 ครั้ง ]
องค์ฌานละนิวรณ์ ๕ ดังในภาพที่ประกอบ
แต่องค์ฌาน ทั้ง ๕ ก็ยังไม่สามารถละ โมหะ, อหิริกะ, อโนตตัปปะ, ทิฏฐิ, มานะ,
อิสสา, มัจฉริยะ, ได้
สรุปว่า สมถะกรรมฐาน ไม่สามารถทำลายกิเลสให้หมดไปได้จริง ย่อมไม่เข้าถึงความสำเร็จอันสูงสุด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 63 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร