วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2020, 07:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 240 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 ... 16  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2015, 12:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
toy1 เขียน:
สวัสดีท่านกบ

เรื่องการเรียนรู้เพื่อออกจากทุกข์ มันต้องมีความสนุกมีความเพลิดเพลิน แต่ไม่ใช่สนุกแบบหาเวรหากรรม สนุกเพลิดเพลินอยุ่การศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม สนุกเพลิดเพลินในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เหมือนอยู่กับอารมณ์ก็ไม่รู้จักอารมณ์ อยู่กับตาก็ไม่รู้จักตา อยู่กับหูก็ไม่รู้จักหู... อยู่กับกรรมก็ไม่รู้จักกรรม เป็นเหมือนมันโง่อยูุ่นานแล้วมันเป็นความสนุกที่หลีกหนีกรรมไม่เบียดเบียนใคร ใครจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเหตุผลที่จิตเขาจะพิจารณากันเอง ไม่ใช่เรืองที่เราจะไปคิดวิตกแทนใคร เรื่องของนันทินี้มันคลุมทั้งกามาวจรและเราก็ยังอยู่ในกามคุณเต็มตัว เรื่องของภาษาที่ผมใช้ ผมว่าลุงหมานคงไม่ถือสา คงไม่ตำหนิกับคนที่ไม่รู้เรื่องอภิธรรม เมื่อเราไม่รู้เรื่องของอภิธรรม เราก็ไม่เอาภาษาในเรื่องของอภิธรรมมาใช้ ก็เหมือนเราพูดภาษาฝรั่งไม่ได้อย่างนั้นแหละ แต่เรื่องของอภิธรรมก็เป็นเรื่องดีที่มีรายละเอียดมาก ถ้าเรามีมานะทีฐิเห็นตัวเองดีรู้แล้วเราคงไม่มาถามลุงหมาน แต่เพราะว่าเห็นตัวเองยังโง่อยู่มาก จึงต้องถามผู้ที่รู้พออธิบายเหตุผลให้เราได้


ผมแซว..ลุงหมาน...แกเล่น....ครับผม.. :b32:

ลุงหมาน เขียน:
อารมณ์ต้องเรียกอารมณ์ ถ้าเรียกอายตนะมันก็มั่วกันไปใหญ่จับต้นชนปลายไม่ถูก
เราชวนกันคุยเรื่องนี้กลับเอาเรื่องโน้นมาพูดอีก เขาเรียกว่าปนเป เลอะเทอะ


ส่วนเรื่อง...โกรธ...เกลียด...ชอบ...ไม่ชอบ ฯลฯ

ถ้ามีสติเราก็สามารถที่จะน้อมเอามาเป็นอารมณ์ได้ เช่นขณะที่โกรธก็รู้โกรธ
ขณะที่เกลียดก็รู้เกลียดเพราะธรรมชาติของจิตเขาสามารถน้อมเอา "นาม" มาเป็นอารมณ์ก็ได้
จิตเขาเอาได้ทั้งรูปทั้งนามมาเป็นอารมณ์ได้ ถ้าหากว่าโกรธแล้วขาดสติก็ไม่สามารถ
เอาโกรธมาเป็นอารมณ์ได้ เช่นว่า ขณะที่เราโกรธใครสักคน เราก็จะเอาคนๆนั้นแหละมาเป็นอารมณ์

:b9: :b9: :b9:


สว้สดีท่านกบ

ที่ผมเขียนเพราะเกรงว่าท่านกบจะมีกรรมต่างหาก กรรมมันล้วนดึงจิตไปอยู่กับรูปกรรม เหมือนทำยังไงก็ได้แบบนั้น ท่านกบอย่าถือสากับผมนะ เรื่องสนธนาธรรมนั้นที่มักเสียก็เพราะเรื่องอารมณ์นี่แหละยิ่งเป็นกระกระทู้อารมณ์ ไม่ใช่ จิตด้วย คุยกันไปคุยกันมาอารมณ์มันจะเข้าสิงสถิตย์ ในสิ่งที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน อารมณ์จึงสอดแทรก สนธนาธรรมเพื่อแก้ไข จับผิดอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ใจเรา ไม่ได้ไปจับผิดใคร แต่เมื่อมาสนทนากัน เราก็ว่าความคิดเห็นเราเป็นแบบนี้ ของเราผิดถูกเราก็ไม่รู้ แต่ที่สำคัญก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมอยู่ในวงทานบุญบารมีศีลสมาธิปัญญา ซึ่งพอมาจุดของคลึ่คลายเรื่องอารมณ์ เรื่องกรรม เรื่องธรรม เรื่องจิต ก็ม้กหลงเดินกันผิดแนวทาง ท้าทายสติปัญญา เหมือนจะเดินออกจากป่าของอารมณ์ของสิงสาราสัตว์ ใครเล่าจะรอดพ้นออกมาโดยไม่ถูกอารมณ์ที่เป็นสัตว์ร้ายขบกัดเอา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2015, 15:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตอบคุณtoyค่ะ :b1:
ไอเดียเป็นผู้เริ่มพยายามปฏิบัติธรรม ตามคำที่ได้ยินครูบาอาจารย์ท่านเทศให้ฟัง ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง :b9: :b9:
เรื่องศึกษาธรรม อยากเหมือนกันค่ะ แต่ยังห่างไกลคำว่าเข้าใจอะไรๆอีกมากกกก :b14:
เลยคงพูดอะไรไม่ได้มากเช่นกัน :b5: และตามที่ไอเดียจะเข้าใจได้นะ...
คำว่ารู้จักจิตเรามั้ย และจะรู้ทันเวลามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา?
รู้จักและเข้าใจค่ะ แต่อธิบายไม่ได้ ศัพท์ทางนี้ละเอียดอ่อนมาก ผิดไปนิดความหมายก็ผิดไปด้วย
ทั้งที่ลึกๆแล้วอาจเข้าใจตรงกัน
ถ้าเปรียบเช่นคุณtoyว่า จิตเหมือนน้ำ เราทุกวันนี้ก็คงเป็นเหมือนน้ำขุ่นหรือโคลนตมนั่นแล้วมังคะ
เป็นตัวเป็นตนมาขนาดนี้แล้ว อย่าคิดว่าเราเป็นน้ำใสแล้วพยายามต้องไม่ให้น้ำขุ่นเลย
งั้นจะทำได้แต่ป้องกัน หากวันไหนหมดแรงก็เปิดเอาขี้โคลนเข้ามาเพิ่มอีก :b15:
ไอเดียรู้จักจิต และรู้ทันเวลามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาก็ตอนนั่งสมาธินี่แหละค่ะ
รู้ทันบ่อยๆ รู้ทันจนสักแต่ว่ารู้ รู้ไปเรื่อยๆ ให้จิตมันรู้เองเห็นเอง ปล่อยเอง
หาวิธีบำบัดน้ำเสีย และหากถูกวิธีก็น่าจะทั้งบำบัดและป้องกันไปในตัว
จนบางครั้งอาจเข้าใจเองต่อเมื่อน้ำใสแล้วได้ว่า
น้ำจะใสจะดียังไง แบกหามไปก็ยังหนัก ปล่อยคืนสู่ธรรมชาตินี่เสียน้ำก็ยังเป็นน้ำ น้ำก็ยังมี แต่ความเป็นน้ำของเราไม่มี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2015, 16:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5986


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
พอเข้าใจนิดๆค่ะ :b9: :b9:
แต่จิตตชรูปไม่เคยได้ยิน ต่อๆไปจากตรงนี้ก็เลยไม่เข้าใจ :b14:
ขอถามอีกนิดนะคะ
สรุปก็คือมีจิตเกิดดับ ตลอดเวลา และมีเหลื่อมซ้อนกันด้วย
จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะเข้าไปสัมผัสถึงการดับลง ในช่วงหนึ่งนั้นๆ
ก่อนที่จะคืนสภาวะตัวรู้กลับมา ก็คือจิตเกิดอีกครั้งหนึ่ง
:b8: :b8:

จิตดวงแรก.....เกิดขึ้น....ตั้งอยู่......ดับไป
จิตดวงที่ ๒....................เกิดขึ้น....ตั้งอยู....ดับไป
จิตดวงที่ ๓..................................เกิดขึ้น...ตั้งอยู.....ดับไป
จิตดวงที่ ๔................................................เกิดขึ้น...ตั้งอยู่.....ดับไป

ขอบคุณครับ คุณ idea ที่ทักท้วง ตรงนี้ผมเขียนผิดนะครับ
เป็นการอธิบายเรื่องการปฏิสนธิในภพใหม่ครับ

เรื่อง กรรม จิต อุตุ อาหาร เอามาเขียนเป็นจิตหมด
จึงจะขอลบของเดิมที่อธิบายไว้ เพราะมันยากที่จะอธิบายในที่นี้
มันต้องในชั้นเรียน เพราะอุปกรณ์การสอนมีพร้อมครับ

มันเป็นการเกิดดับที่เลื่อมล้ำของ กรรม จิต อุุตุ อาหาร
กรรมมชรูป หมายถึง กรรมทำให้เกิดรูป
จิตตชรูป หมายถึง จิตทำให้เกิดรูป
อุตุชรูป หมายถึง อุตุทำให้เกิดรูป
อาหารชรูป หมายถึง อาหารทำให้เกิดรูป
แต่เอามาเขียนอธิบายเป็นจิตไปหมด(ขอลบของเดิมออกแล้ว)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2015, 17:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8:
ค่ะ ลุงหมาน
งั้นขอคำตอบที่ว่า
เมื่อจิตมีเกิด-ดับ เกิดขึ้นเหลี่ยมซ้อนกันตลอดเวลา จึงจะเป็นไปไม่ได้เลยใช่ใหม
ที่จะเข้าไปเป็นสภาวะตรงดับลงนั่นแล้ว ในช่วงเวลาที่สามารถรู้สึกได้เมื่อกลับมารู้ตัวหรือจิตเกิดขึ้นอีกครั้ง
ตรงนี้เปรียบเทียบกับว่า
หากดับรูป} เวทนา}สัญญา}สังขาร}วิญญาน แล้วจะเหลืออะไรหรือควรทำความเข้าใจยังไงค่ะ
ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 06:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5986


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
:b8: :b8:
ค่ะ ลุงหมาน
งั้นขอคำตอบที่ว่า
เมื่อจิตมีเกิด-ดับ เกิดขึ้นเหลื่อมซ้อนกันตลอดเวลา จึงจะเป็นไปไม่ได้เลยใช่ใหม
ที่จะเข้าไปเป็นสภาวะตรงดับลงนั่นแล้ว ในช่วงเวลาที่สามารถรู้สึกได้เมื่อกลับมารู้ตัวหรือจิตเกิดขึ้นอีกครั้ง
ตรงนี้เปรียบเทียบกับว่า
หากดับรูป} เวทนา}สัญญา}สังขาร}วิญญาน แล้วจะเหลืออะไรหรือควรทำความเข้าใจยังไงค่ะ
ขอบคุณค่ะ


เปรียบเทียบ อายุของรูปกับอายุของจิต จิตเกิดดับไป ๑๗ ครั้ง เท่ากับอายุของรูปเกิดดับ ๑ ครั้ง

จิต - |ตี น ท ป จักขุ สํ สัน วุ ช ช ช ช ช ช ช ต ต| ๑๗ ครั้ง
รูป - |------------------------------------------------| ๑ ครั้ง

เมื่อจิตทางปัญจทวารดับลงก็จะเกิดขึ้นทางมโนทวารอีกต่อไป วิถีที่เป็นเรื่องราวก็จะเกิดขึ้น
การเกิดดับของรูปและจิตเป็นการเกิดดับที่สืบต่อกันตลอดเวลา หมายถึงว่าดวงเก่าดับไป
เป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้นอีก เป็นเช่นนี้ตลอดไปโดยไม่ขาดสาย จนกว่าจะดับขันธ์ปรินิพพาน
แม้ว่าจะตายไปเปลี่ยนภพภูมิไปเกิดในภูมิที่มี่ขันธ ๕ ใหม่ รูปและจิตก็ยังมีการเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา

หากดับ รูป} เวทนา}สัญญา}สังขาร}วิญญาน] หรือขันธ์ ๕ ดับหมด
โดยไม่มีเศษเหลือ หมายถึง ดับสนิทไม่มีการสืบต่ออีกต่อไป นั่นคือพระนิพพาน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 07:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หากยังไม่ไปพระนิพพาน :b9:
ดับไปแล้ว ตรงนี้รู้เมื่อกลับคืนมา คืออะไร
:b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 11:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5986


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
หากยังไม่ไปพระนิพพาน :b9:
ดับไปแล้ว ตรงนี้รู้เมื่อกลับคืนมา คืออะไร
:b8: :b8:


จิตรับรู้ถึงอดีตได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 12:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


s005 จิตรับรู้ถึงอดีตได้
ตรงนี้ยากที่จะทำความเข้าใจค่ะ :b9: :b9:
ขอคำอธิบายอีกนิด
เช่น กำหนดพองยุบอยู่
พอง-ยุบๆๆๆๆๆๆ___________ขาดหายไป(หรือดับหมด)
กลับมา(รู้ตัวตรงนี้)พอง-ยุบๆๆต่อมา ด้วยจิตแช่มชื่นเบิกบานมากกกก
:b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 15:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5986


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
s005 จิตรับรู้ถึงอดีตได้
ตรงนี้ยากที่จะทำความเข้าใจค่ะ :b9: :b9:
ขอคำอธิบายอีกนิด
เช่น กำหนดพองยุบอยู่
พอง-ยุบๆๆๆๆๆๆ___________ขาดหายไป(หรือดับหมด)
กลับมา(รู้ตัวตรงนี้)พอง-ยุบๆๆต่อมา ด้วยจิตแช่มชื่นเบิกบานมากกกก
:b8: :b8:

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และยังรู้ทั้ง ๓ กาล คือรู้ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน การกำหนดพองยุบเป็นกำหนดที่ตรงปัจจุบันให้เป็นอารมณ์เดียว นั่นคือองค์ของภาวนาสมาธิเกิดขึ้นเพื่อกำจัดนิวรณ์ ๕ ความสุขก็จะเกิดขึ้นด้วยอุเบกขาเวทนา จนถึงขั้นอัปปณาสมาธิ ฌานก็ย่อมเกิดขึ้นเช่นกัน และก็ย่อมได้ฌานที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยอำนาจของสมาธินั่นเอง จิตไม่ถูกนิวรณ์ ๕ รบกวนก็ย่อมแช่มชื่นเบิกบานเป็นธรรมดาครับ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 16:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุค่ะ :b8: ลุงหมาน
จิตปราศจากนิวรณ์ใจย่อมแช่มชื่นเบิกบาน เพราะกำลังของสมาธิ
พอรู้เข้าใจอยู่ค่ะ :b15:
แต่ที่ดับไป คือไม่เหลือตัวรู้นี่ เพราะจิตเข้าไปรู้อดีต ตรงช่วงระหว่างดับไปหรือคะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 17:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5986


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
สาธุค่ะ :b8: ลุงหมาน
จิตปราศจากนิวรณ์ใจย่อมแช่มชื่นเบิกบาน เพราะกำลังของสมาธิ
พอรู้เข้าใจอยู่ค่ะ :b15:
แต่ที่ดับไป คือไม่เหลือตัวรู้นี่ เพราะจิตเข้าไปรู้อดีต ตรงช่วงระหว่างดับไปหรือคะ

จิตดับไม่เหลือตัวรู้นั้น เป็นจิตของพระอริยะบุคคลชั้นสูงเป็นที่เข้านิโรธสมาบัตินะครับ นอกนั้นไม่ได้เลย จิตที่รู้อดีตได้นั่นนก็หมายการรู้ปัจจุบันนั่นเอง แต่ว่าไปเอาอารมณ์ที่เคยเห็นที่เคยได้ยินที่ผ่านแล้ว ที่ดับไปแล้วมาเป็นอารมณ์ปัจจุบันอีก ก็เหมือนเรานึกถึงเหตุการณ์ของเมื่อวานนี้แต่ขณะที่นึกอยู่นั้นมันเป็นปัจจุบัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 19:30 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แล้วนิโรธสมาบัติ ทำไปเพื่อประโยชน์อันใดคะ
มีความหมายอย่างไร
ควรหรือไม่ควรถามไม่รู้ ถ้าลุงหมานไม่อยากตอบไอเดียขอโทษด้วยค่ะ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 21:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
idea เขียน:
สาธุค่ะ :b8: ลุงหมาน
จิตปราศจากนิวรณ์ใจย่อมแช่มชื่นเบิกบาน เพราะกำลังของสมาธิ
พอรู้เข้าใจอยู่ค่ะ :b15:
แต่ที่ดับไป คือไม่เหลือตัวรู้นี่ เพราะจิตเข้าไปรู้อดีต ตรงช่วงระหว่างดับไปหรือคะ

จิตดับไม่เหลือตัวรู้นั้น เป็นจิตของพระอริยะบุคคลชั้นสูงเป็นที่เข้านิโรธสมาบัตินะครับ นอกนั้นไม่ได้เลย จิตที่รู้อดีตได้นั่นนก็หมายการรู้ปัจจุบันนั่นเอง แต่ว่าไปเอาอารมณ์ที่เคยเห็นที่เคยได้ยินที่ผ่านแล้ว ที่ดับไปแล้วมาเป็นอารมณ์ปัจจุบันอีก ก็เหมือนเรานึกถึงเหตุการณ์ของเมื่อวานนี้แต่ขณะที่นึกอยู่นั้นมันเป็นปัจจุบัน


!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 21:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5986


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
แล้วนิโรธสมาบัติ ทำไปเพื่อประโยชน์อันใดคะ
มีความหมายอย่างไร
ควรหรือไม่ควรถามไม่รู้ ถ้าลุงหมานไม่อยากตอบไอเดียขอโทษด้วยค่ะ :b8:

นิโรธสมาบัติ คือ การเข้าฌานเสวยความสุขอันประเสริฐ ระงับความทุกขเวทนาทางกายเป็นความสุขเหนือโลก คือ โลกุตตระสุขนิพพานของพระอนาคามี และพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลาย ผู้ได้สมาบัติ ๘ เป็นกำลังของสมถะวิปัสสนาภาวนา สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ กับอรูปฌาน ๔ รวมกันเป็นสมาบัติ ๘ จุดประสงค์นอกจากความสุขอันประเสริฐ และระงับทุกขเวทนาทางกายแล้ว พระอรหันต์ พระอนาคามีเข้าสมาบัติ ๘ หรือ นิโรธสมาบัติ เพื่อให้โลกคลายความเดือดร้อนวุ่นวายจากภัยอันตรายของธรรมชาติ ด้วยการแผ่เมตตาให้สัตว์ คน ไม่ขัดสนทุกข์ยากทรมานจากกฎของกรรม ผู้ใดได้ทำบุญกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ จะได้รับผลบุญทันทีทันใดในวันนั้น คือ ความร่ำรวยทางโลก ปรารถนาสิ่งใดได้ตามแรงอธิษฐาน พระท่านเข้านิโรธสมาบัติแล้วแต่ตามกำหนดเวลาของท่านตั้งแต่ ๑ ชั่วโมง ถึง ๗ วัน เป็นสิ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญเป็นบุคคลที่ควรได้รับความเคารพของเทวดา และมนุษย์ การต้อนรับอย่างดียิ่งเป็นเขตแห่งบุญอย่างยอดเยี่ยมของโลก

สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ อารมณ์จิตของพระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ หรือ พระอนาคามีระดับปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้นที่มีจิตที่ว่างจากอารมณ์ทุกชนิด โดยจิตไม่ยอมรับรู้อารมณ์อะไรเลย แม้จะเป็นพระอรหันต์ระดับเตวิชโช หรือฉฬภิญโญ ก็ไม่สามารถทำจิตว่างจากอารมณ์ใดๆ ได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2015, 22:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สมาบัติ8 พอคุ้นหูอยู่บ้างค่ะ :b27:
ก็คือผู้ได้ฌาน1-8 ก็สามารถเข้าถึง นิโรธสมาบัติได้ คือทำให้เกิดขึ้นได้ใช่ใหม
ตรงนี้ต้องเกิดจากความตั้งใจ ตั้งแต่ครั้งแรกเลยใหม
เมื่อไปถึงแล้วถึงรู้(คือเมื่อออกมาถึงค่อยรู้)หรือรู้ตั้งแต่ก่อนไป
เป็นเรื่องที่ต้องฝึกกันใหมคะ หรือได้แล้วก็สามารถทำได้ง่ายๆ
**คำถามต่อนี้ขอไม่เปรียบเทียบสมาบัติ เพราะอาจจะมีคำอะไรที่ใกล้เคียงอีก
ฟังแล้วเป็นเรื่องที่คนธรรมดาทำได้ยาก เอาเป็นว่าเป็นความดับสิ้นตัวรู้ ทุกอย่าง
มีใหม ที่จะมีบางคนได้สัมผัสแล้ว สุขล้ำ(เมื่อออกมาแล้วนะ เพราะในขณะนั้นคงไม่รับรู้อารมณ์ใด
แล้วยังจะมีความ*หวั่น *กลัวก็ไม่เชิง เพราะเชื่อมั่นสัมผัสได้แล้ว ถึงการหายไปหมดสิ้นจริง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 240 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 ... 16  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร