วันเวลาปัจจุบัน 24 ต.ค. 2020, 16:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 257 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15 ... 18  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
walaiporn เขียน:
bigtoo เขียน:

วิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
(สจฺจานุรกฺขณา)
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
(สจฺจานุรกฺขณา) นั้น มีได้ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ? บุคคลจะตาม
รักษาไว้ซึ่งความจริงนั้นได้ ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ? ข้าพเจ้าขอถาม
พระโคดมผู้เจริญถึงวิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง”
ภารท๎วาชะ ! ถ้าแม้ ความเชื่อ ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...
ภารท๎วาชะ ! ถ้าแม้ ความชอบใจ ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ ตามรักษา ไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความชอบใจอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน....

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ เรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมาของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีเรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมาอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน...
ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อม ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อมอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน....
ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ข้อยุตติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น ของบุรุษ
มีอยู่ และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีข้อยุตติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น
อย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน.

ภารท๎วาชะ !
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้แล
การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ย่อมมี,
บุคคลชื่อว่าย่อมตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้,
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
แต่ว่านั่นยังไม่เป็นการตามรู้ซึ่งความจริง.







รู้จักไหมตาทู่ สักแต่ว่าน่ะ
ควรใช้พระสูตรนี้เนืองๆนะ จะได้ค่อยๆละการกล่าวเพ่งโทษนอกตัวที่มีอยู่ ให้เบาบางลงไปได้




ฮาอะไร. ผมเห็นคุณพยามยกธรรมะอยู่ในบริบทเดียว ทั้งๆสาวกที่บรรลุธรรมนั้นมีตั้งหลายประเภท ทั้งนุ่งเหลืองโกนศรีษะ. นุ่งขาวห่มขาว. ทั้งละกามแล้ว ทั้งที่ยังบริโภคกามอยู่แต่เขารู้วิธีที่จะกระโดดออกจากบ่วงได้ยามภัยมา. ผมไม่ได้กล่าวตำหนิคุณหรอกนะเพียงแค่อยากให้มุมมองในบริบทอื่นบ้าง. จะได้ตรงธรรมแท้ๆจริง. การกล่าวในบริบทเดียวนั่นมันมองไม่กว้างทั่วถึงในความเป็นจริงเพราะชีวิตมนุษย์หลากหลายมากสะสมมาต่างกัน. และที่ผมกล่าวมีอะไรก็เอาเหตุผลมาหักล้างกัน ผมก็เอาแต่ที่พระองค์กล่าวมาทั้งนั้นซึ่งมีอยู่จริง. และที่กล่าวเรื่องคนกินผักกินหญ้านะ คุณจะมีเหตุผลอะไรอย่างไรห็แล้วแต่เถอะผมไม่ได้ติดใจหรอก. แค่เพียงอยากให้เข้าใจในเรื่องธรรมะในบริบทอื่นดูบ้าง ในเรื่องของอบายมุข6เดี๋ยวจะกลายเป็นวัตรเพื่อการรังเกลียดไปก็แค่นั้น เห็นพยามยกธรรมะในฝ่ายที่พระองค์แสดงแก่ภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นธรรมะที่จะต้องเข้มงวด. เราเป็นฆราวาสก็ให้ผ่อนลงมาบ้าง. เดี๋ยวจะไม่ตรงธรรมที่ประสงค์อยากให้ทราบ ตามพุทธวจน










ป๊าดดดดดดด

ว่าไปโน่นนน บรรล๊งบรรลุอะไรกัน


ผู้ทำความเพียรตามพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้
ล้วนมุ่งสู่ การดับเหตุแห่งทุกข์


เป็นวัตรเพื่อการรังเกลียดไปก็แค่นั้น

อีกอย่าง การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์ แล้วการละเว้นการดื่มน้ำเมา มันผิดตรงไหน
ในเมื่อมันเป็นไปในทางเสื่อม พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงตรัสไว้ชัดเจน





ตาทู่นี่มาจากไหน หลงละเมอเพ้อพกแต่เรื่องของภพชาติ บรรล๊งบรรลุอะไรกัน :b32:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 12 มิ.ย. 2015, 22:36, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
ตอนแรก.....ก็ให้เอาอริยะออกไปก่อน...

ผมไม่แปลกใจหรอก...จะเป็นอบายมุกมันก็ต้องทำบ่อยๆ..ติดง่อมแง่มเป็นธรรมดา

bigtoo เขียน:
ลุงหมาน เขียน:
การเล่นการพนันไม่ได้บัญญัติไว้ในศีล ๕ ก็จริง แต่บัญญัติไว้ใน อกุศลกรรมบท ๑๐ ว่าด้วย
การอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของๆตน และ ตรัสไว้ในอริยะสัจจ์ ๔ ซึ่งเป็นตัว สมุทัย และยังกล่าวว่า
หนทางแห่งความเสื่อมของชีวิต....อบายมุข ๖ เราจะต้องเข้าใจคำสอนด้วย จะเอาศีลมาเป็นตัวตั้ง
นั้นคงไม่ถูกต้องทั้งหมด

ถ้าเป็นหลักคำสอน ที่จัดอยู่ในสมุทัย (คือ "ตัณหา" ธรรมที่ควรละ) หมายถึง หนทางหรือช่องทาง
แห่งความเสื่อมและความพินาศของทรัพย์สมบัติและตนเอง พระพุทธศาสนาได้แสดงหนทาง
แห่งความเสื่อมและความพินาศไว้ ๖ ประการ

๑. การชอบเที่ยวกลางคืน หมายถึง การเที่ยวผับ บาร์ หรือสถายเริงอารมณ์อื่นๆในเวลาวิกาล
หรือเวลากลางคืน

๒. การชอบเที่ยวดูการละเล่น หมายถึง มีการละเล่นอะไร ที่ไหน เป็นต้องไปดูทุกครั้ง
ดูอย่างพร่ำเพรื่อ เกินความจำเป็น

๓. การเป็นนักเลงสุรา หมายถึง การติดสุราและของมึนเมาต่างๆ ผู้ที่ติสิ่งเหล่านี้จะต้องดื่มและเสพ
เป็นประจำ ถือว่าเป็นภัยร้ายแรง เท่ากับตกนรกทั้งเป็น

๔. การเป็นนักเลงการพนัน หมายถึง การชอบเล่นการพนันขันต่อมีได้เสีย เช่น เล่นไพ่
เล่นหวย จนถึงขั้นที่เรียกว่า ผีพนันเข้าสิง การเป็นนักเลงการพนัน


๕. การเกียจคร้านทำการงาน หมายถึง การไม่ขยันทำงานตามเวลาและหน้าที่รับผิดชอบ
ปล่อยการงานให้คั่งค้าง เหมือน ดินพอกหางหมู คนเกียจคร้านการงาน ได้ชื่อว่าเป็น คนไม่เอา. ไหน
หาความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้

๖. การคบคนชั่วเป็นมิตร หมายถึง การร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมเที่ยว ร่วมพวกหรือไปหาสู่กับคนชั่ว
ผู้ที่คบคนชั่วมิตรจึงเป็นผู้ที่ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย อีกทั้งอาจจะนำความเดือดร้อนอื่นๆ
มาสู่ตนเองและครอบครัวได้

อบายมุข6. จะเป็นอบายมุข6นั้นจะต้องทำประจำดั่งที่พระองค์กล่าวไว้ถึงเรียกว่าอบายมุข6. อะไรที่เป็นบางครั้งครั้งคราวไม่ถือเป็นอบายมุข


แล้ว..บิ๊กทู...ก็โพสต์อันนี้

bigtoo เขียน:
[๑๗๘] อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ. อ่านตรงที่เน้นๆจะเข้าใจว่าคืออะไร


คุณบิ๊กทูครับ....คุณมาเน้นว่าต้องประกอบเนืองๆ....งั้น...อริยะสาวกก็ดื่มสุรา ปีละครั้ง...จะได้มั้ยละท่าน....ไม่ได้ทำเนืองๆ..ซะหน่อย...:b32:

มันไม่ใช่..ใช่มั้ยละท่านบิ๊กทู

ตรงนี้....ผมเห็นว่า...มีสอง..คือ..
1. บอกอาการของอริยะว่า...อริยะสาวกไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ 6
2. บอกรายละเอียดของทางเสื่อมของโภคะ 6 อันเป็นธรรมของปุถุชน

อริยะสาวก...ไม่เสพ..ก็คือ..ไม่เสพ...
ส่วนปุถุชน..นานๆเสพที..ก็ดีถ่มไปแล้ว...ไม่ติดง่อมแง่มก็ดีมากแล้วสำหรับปุถุชน

จบป๊ะ..บิ๊กทู :b12: :b12:

bigtoo เขียน:
ท่านยังเข้าใจผิดนะ. มีคนไปถามพระองค์ว่า. อริยสาวกไม่เสพทางเสื่อม6ประการเป็นไฉน?(นี่คือคำถาม)
พระองค์ตรัสตอบว่า. ดูกรคหบดี. การประกอบเนื่องๆ.....(.ทั้ง6อย่างนั้น เป็นคำตอบ). ท่านจะเห็นคำตอบของพระองค์ชัดเจน. ว่าคือการประกอบเนืองๆถึงเรียกว่าทางเสื่อม6ประการ
อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆ[/color] ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ.


ถ้าท่านไม่เข้าใจคำตอบที่พระองค์ตอบไว้. ก็ผ่านเลยเรื่องนี้


จะด่วนชิ่งหนี..ไปไหน.. :b32:

กระผมอุตส่าหาทางออกให้แล้วว่า....
อ้างคำพูด:
ตรงนี้....ผมเห็นว่า...มีสอง..คือ..
1. บอกอาการของอริยะว่า...อริยะสาวกไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ 6
2. บอกรายละเอียดของทางเสื่อมของโภคะ 6 อันเป็นธรรมของปุถุชน

อริยะสาวก...ไม่เสพ..ก็คือ..ไม่เสพ...
ส่วนปุถุชน..นานๆเสพที..ก็ดีถ่มไปแล้ว...ไม่ติดง่อมแง่มก็ดีมากแล้วสำหรับปุถุชน


กระผมก็แค่ตั้งข้อสังเกตุ...ซึ่งก็อาจผิดก็ได้...
งั้นตอบผมหน่อยดิ....ไม่เห็นตอบเลย..ว่า...
อ้างคำพูด:
คุณบิ๊กทูครับ....คุณมาเน้นว่าต้องประกอบเนืองๆ....งั้น...อริยะสาวกก็ดื่มสุรา ปีละครั้ง...จะได้มั้ยละท่าน....ไม่ได้ทำเนืองๆ..ซะหน่อย...:b32:


ช่วยตอบหน่อยนะ.... :b9: :b9:
ผมล่ะงงกับคุณจังเลย. คุณยังไม่เข้าใจเลยว่าทางเสื่อม6ประการคืออะไรอย่างไรถึงเรียกว่าทางเสื่อม6ประการ. มีคนไปถามว่าอริยสาวกไม่เสพทางเสื่อม6ประการเป็นไฉน? พระพุทธเจ้าตอบว่าทางเสื่อมหกประการคือ.การประกอบเนื่องๆใน6อย่างนั้นแหล่ะ. สรุปคือลักษณะ6อย่างนั้นถ้าประกอบเนื่องๆจะเป็นอยายมุข6ครับ เพราะพระองค์ตอบอย่างนั้น

ที่นี้มาถามผมว่าอริยสาวกดื่มปีละครั้งได้หรือเปล่า. ถ้าเป็นภิกษุสงฆ์นั้นทำไม่ได้อยู่แล้วเพราะพระวินัยห้าม. แต่ถ้าเป็นอริยสาวกแบบฆราวาสคำตอบก็มีในตัวอยู่แล้วถ้าไม่ประกอบเนื่องๆก็ไม่ใช่อบายมุข6ทำไมจะทำไม่ได้มีเหตุผลอะไรจะทำไม่ได้. ช่วยหาเหตุผลเป็นพระสูตรนะครับ. อย่าคิดเอง

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
walaiporn เขียน:
bigtoo เขียน:
บางคนตอนแรกคิดว่ากินเจดีกินอยู่หลายปีพอเริ่มเข้าใจธรรมะก็เลิกกินเจหันไปกินได้ทุกอย่าง. ตอนแรกคิดว่าอะไรๆก็ห้ามทำ. พอเจ้าใจธรรมะจริงๆว่าทุกอย่างอยู่ที่เจตนาไม่กระทำเนื่องๆ กระทำเพราะเหตุปัจจัยตามบริบทของสังคม






อันนี้ ฮามากๆ

คือ เห็นหลายครั้งละ อาการย้ำคิดย้ำทำ เรื่องในอดีตที่วัลพรเคยกินเจ และการตั้งกระทู้อาหารเจ
ทั้งๆที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ช่างขอดช่างค่อนอยู่อย่างนั้น

หาหลักฐานมาด้วยนะว่า วลัยพรเขียนไว้ตรงไหนว่า กินเจแล้วดีกว่ากินเนื้อสัตว์


วลัยพรกินเจ เพราะมีเหตุสงสารเพื่อนร่วมงาน ที่เขาคิดว่า หากไปเข้ากลุ่มกินเจ เขาจะได้บุญ จะช่วยแม่ที่ป่วยอยู่ อาการอาจทุเลาลงได้ เขามาขอความช่วยเหลือ ก็ช่วยเขา มันไม่เห็นเสียหายตรงไหน

ที่กินเจต่อเนื่อง เพราะชอบกิน ก็อร่อยดี แล้วก็ไม่เคยไปว่าคนที่กินเนื้อสัตว์ด้วย

ที่เลิกกินเจ เพราะมันดันผ่าไปเหม็นกลิ่นตัวชาวบ้าน
ในเมื่อต้องทำงาน ใครเข้ามาหา ก็ดันไปเหม็นตัวเขา จึงเลิกกิน

ไม่ใช่เลิกกินเพราะ เข้าใจธรรมะอะไร
แหม ช่างคาดเดาแบบติดดีซะเหลือเกิน

ตอนนั้นน่ะ ชีวิตวลัยพรยังเที่ยวเทคเที่ยวบาร์อยู่เลย


"หันไปกินได้ทุกอย่าง"
จะบอกอะไรให้นะ ฉันเป็นคนไม่กินเนื้อ เพราะระบบการย่อยไม่ดี จึงไม่กิน


หวังว่า คงจะช่วยบรรเทาอาการย้ำคิดย้ำทำในการกล่าวเพ่งโทษผู้อื่นนะ ตาทู่ :b32:


พี่วลัยพรรู้ไหม ตาทู่เมื่อก่อน ถกเถียงกันเรื่องไม่นอนกับภรรยา555 เอาเรื่องตนเองไปข่มพี่โฮฮับว่าตนอดทนได้..มีการไปคาดคั้นคนอื่นว่า คนอื่นทำได้เหมือนตนไหม..เมียผมทั้งสาวทั้งสวย..แต่ผมไม่นอนกับภรรยา6 เดือน..(แต่ผมยังมโนสำเร็จความใคร่เพราะนึกถึงสาวอื่น) ผมบรรลุแล้ว อีกสามปี บวชแน่ 5555 ฮาปาจิงโก๊ะ :b32: ว่าคนอื่นติดดี..แต่ตนเองนั่นดิ หลงว่าตนดี..จนเห็นความจริงเมื่อเวลาผ่านไปครบ3 ปี





จำได้อยู่ แต่จำไม่ได้ทั้งหมด :b32:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:
bigtoo เขียน:
walaiporn เขียน:
bigtoo เขียน:

วิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
(สจฺจานุรกฺขณา)
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
(สจฺจานุรกฺขณา) นั้น มีได้ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ? บุคคลจะตาม
รักษาไว้ซึ่งความจริงนั้นได้ ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ? ข้าพเจ้าขอถาม
พระโคดมผู้เจริญถึงวิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง”
ภารท๎วาชะ ! ถ้าแม้ ความเชื่อ ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...
ภารท๎วาชะ ! ถ้าแม้ ความชอบใจ ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ ตามรักษา ไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความชอบใจอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน....

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ เรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมาของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีเรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมาอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน...
ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อม ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อมอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน....
ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ข้อยุตติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น ของบุรุษ
มีอยู่ และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีข้อยุตติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น
อย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน.

ภารท๎วาชะ !
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้แล
การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ย่อมมี,
บุคคลชื่อว่าย่อมตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้,
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
แต่ว่านั่นยังไม่เป็นการตามรู้ซึ่งความจริง.







รู้จักไหมตาทู่ สักแต่ว่าน่ะ
ควรใช้พระสูตรนี้เนืองๆนะ จะได้ค่อยๆละการกล่าวเพ่งโทษนอกตัวที่มีอยู่ ให้เบาบางลงไปได้




ฮาอะไร. ผมเห็นคุณพยามยกธรรมะอยู่ในบริบทเดียว ทั้งๆสาวกที่บรรลุธรรมนั้นมีตั้งหลายประเภท ทั้งนุ่งเหลืองโกนศรีษะ. นุ่งขาวห่มขาว. ทั้งละกามแล้ว ทั้งที่ยังบริโภคกามอยู่แต่เขารู้วิธีที่จะกระโดดออกจากบ่วงได้ยามภัยมา. ผมไม่ได้กล่าวตำหนิคุณหรอกนะเพียงแค่อยากให้มุมมองในบริบทอื่นบ้าง. จะได้ตรงธรรมแท้ๆจริง. การกล่าวในบริบทเดียวนั่นมันมองไม่กว้างทั่วถึงในความเป็นจริงเพราะชีวิตมนุษย์หลากหลายมากสะสมมาต่างกัน. และที่ผมกล่าวมีอะไรก็เอาเหตุผลมาหักล้างกัน ผมก็เอาแต่ที่พระองค์กล่าวมาทั้งนั้นซึ่งมีอยู่จริง. และที่กล่าวเรื่องคนกินผักกินหญ้านะ คุณจะมีเหตุผลอะไรอย่างไรห็แล้วแต่เถอะผมไม่ได้ติดใจหรอก. แค่เพียงอยากให้เข้าใจในเรื่องธรรมะในบริบทอื่นดูบ้าง ในเรื่องของอบายมุข6เดี๋ยวจะกลายเป็นวัตรเพื่อการรังเกลียดไปก็แค่นั้น เห็นพยามยกธรรมะในฝ่ายที่พระองค์แสดงแก่ภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นธรรมะที่จะต้องเข้มงวด. เราเป็นฆราวาสก็ให้ผ่อนลงมาบ้าง. เดี๋ยวจะไม่ตรงธรรมที่ประสงค์อยากให้ทราบ ตามพุทธวจน










ป๊าดดดดดดด

ว่าไปโน่นนน บรรล๊งบรรลุอะไรกัน


ผู้ทำความเพียรตามพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้
ล้วนมุ่งสู่ การดับเหตุแห่งทุกข์


เป็นวัตรเพื่อการรังเกลียดไปก็แค่นั้น

อีกอย่าง การละเว้นการดื่มน้ำเมา มันผิดตรงไหน
ในเมื่อมันเป็นไปในทางเสื่อม พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงตรัสไว้ชัดเจน





ตาทู่นี่มาจากไหน หลงละเมอเพ้อพกแต่เรื่องของภพชาติ บรรล๊งบรรลุอะไรกัน :b32:
มันไม่น่ารังเกลียดหรอกเป็นการดีด้วย. แต่การที่มีคนดื่มด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่ประกอบเนื่องๆก็สามารถทำได้. ก็แค่ยอมรับว่าทำได้ไม่ได้ผิดอะไรก็แค่นั้น. อย่าให้มันสุดโต่งเกินธรรมฆราวาสเลย

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


สรุปคือ อริยะสาวกในความเข้าใจบิ๊กทู่คือ..
1. ดื่มสุราได้ไม่ประกอบเรืองๆนานๆที
2. ไปเที่ยวผับเที่ยวบาได้นานๆทีสนุกๆคลายเครียด
3.เล่นการพนันแทงหวย พนันบอล ป๊อกเด้ง วางเดิมพัน ลุ้นรางวัลเสี่ยงโชคได้..นานๆทีเพื่อความบรรเทิง...บลาๆๆ

พระพุทธองค์ทรงเป็นพยาน :b8:
คุนน้องจะได้ปฏิบัติแบบ นานๆทีไม่ผิดศีลเหมือนบิ๊กทู่กล่าว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:

ผมล่ะงงกับคุณจังเลย. คุณยังไม่เข้าใจเลยว่าทางเสื่อม6ประการคืออะไรอย่างไรถึงเรียกว่าทางเสื่อม6ประการ. มีคนไปถามว่าอริยสาวกไม่เสพทางเสื่อม6ประการเป็นไฉน? พระพุทธเจ้าตอบว่าทางเสื่อมหกประการคือ.การประกอบเนื่องๆใน6อย่างนั้นแหล่ะ. สรุปคือลักษณะ6อย่างนั้นถ้าประกอบเนื่องๆจะเป็นอยายมุข6ครับ เพราะพระองค์ตอบอย่างนั้น

ที่นี้มาถามผมว่าอริยสาวกดื่มปีละครั้งได้หรือเปล่า. ถ้าเป็นภิกษุสงฆ์นั้นทำไม่ได้อยู่แล้วเพราะพระวินัยห้าม. แต่ถ้าเป็นอริยสาวกแบบฆราวาสคำตอบก็มีในตัวอยู่แล้วถ้าไม่ประกอบเนื่องๆก็ไม่ใช่อบายมุข6 ทำไมจะทำไม่ได้มีเหตุผลอะไรจะทำไม่ได้. ช่วยหาเหตุผลเป็นพระสูตรนะครับ. อย่าคิดเอง


รูปภาพ


โจร..จริงๆด้วย....จับโจร..ได้แร้ว....
แต่ก็ยังใว้ลาย.....ด้วยการไม่พูดตรงๆว่าดื่มสุรา...แต่ใช้คำว่าอบายมุก6 แทน...

อริยะสาวก...ไม่ว่าระดับไหน...ไม่ว่าอยู่ในเพศอะไร....เพศฆราวาสก็ศีล 5 สุราก็ไม่อยู่ในหัวของเขาแล้วละ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
สรุปคือ อริยะสาวกในความเข้าใจบิ๊กทู่คือ..
1. ดื่มสุราได้ไม่ประกอบเรืองๆนานๆที
2. ไปเที่ยวผับเที่ยวบาได้นานๆทีสนุกๆคลายเครียด
3.เล่นการพนันแทงหวย พนันบอล ป๊อกเด้ง วางเดิมพัน ลุ้นรางวัลเสี่ยงโชคได้..นานๆทีเพื่อความบรรเทิง...บลาๆๆ

พระพุทธองค์ทรงเป็นพยาน :b8:
คุนน้องจะได้ปฏิบัติแบบ นานๆทีไม่ผิดศีลเหมือนบิ๊กทู่กล่าว
อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆ[/color] ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ.

นี้พระองค์กล่าวแบบนี้คิดเอา. อย่าติดดีอ่นหลายๆครั้ง

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
walaiporn เขียน:
bigtoo เขียน:
walaiporn เขียน:
bigtoo เขียน:

วิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
(สจฺจานุรกฺขณา)
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
(สจฺจานุรกฺขณา) นั้น มีได้ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ? บุคคลจะตาม
รักษาไว้ซึ่งความจริงนั้นได้ ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ? ข้าพเจ้าขอถาม
พระโคดมผู้เจริญถึงวิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง”
ภารท๎วาชะ ! ถ้าแม้ ความเชื่อ ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...
ภารท๎วาชะ ! ถ้าแม้ ความชอบใจ ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ ตามรักษา ไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความชอบใจอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน....

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ เรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมาของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีเรื่องที่ฟังตาม ๆ กันมาอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน...
ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อม ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อมอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน....
ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ข้อยุตติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น ของบุรุษ
มีอยู่ และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีข้อยุตติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น
อย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน.

ภารท๎วาชะ !
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้แล
การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ย่อมมี,
บุคคลชื่อว่าย่อมตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้,
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
แต่ว่านั่นยังไม่เป็นการตามรู้ซึ่งความจริง.







รู้จักไหมตาทู่ สักแต่ว่าน่ะ
ควรใช้พระสูตรนี้เนืองๆนะ จะได้ค่อยๆละการกล่าวเพ่งโทษนอกตัวที่มีอยู่ ให้เบาบางลงไปได้




ฮาอะไร. ผมเห็นคุณพยามยกธรรมะอยู่ในบริบทเดียว ทั้งๆสาวกที่บรรลุธรรมนั้นมีตั้งหลายประเภท ทั้งนุ่งเหลืองโกนศรีษะ. นุ่งขาวห่มขาว. ทั้งละกามแล้ว ทั้งที่ยังบริโภคกามอยู่แต่เขารู้วิธีที่จะกระโดดออกจากบ่วงได้ยามภัยมา. ผมไม่ได้กล่าวตำหนิคุณหรอกนะเพียงแค่อยากให้มุมมองในบริบทอื่นบ้าง. จะได้ตรงธรรมแท้ๆจริง. การกล่าวในบริบทเดียวนั่นมันมองไม่กว้างทั่วถึงในความเป็นจริงเพราะชีวิตมนุษย์หลากหลายมากสะสมมาต่างกัน. และที่ผมกล่าวมีอะไรก็เอาเหตุผลมาหักล้างกัน ผมก็เอาแต่ที่พระองค์กล่าวมาทั้งนั้นซึ่งมีอยู่จริง. และที่กล่าวเรื่องคนกินผักกินหญ้านะ คุณจะมีเหตุผลอะไรอย่างไรห็แล้วแต่เถอะผมไม่ได้ติดใจหรอก. แค่เพียงอยากให้เข้าใจในเรื่องธรรมะในบริบทอื่นดูบ้าง ในเรื่องของอบายมุข6เดี๋ยวจะกลายเป็นวัตรเพื่อการรังเกลียดไปก็แค่นั้น เห็นพยามยกธรรมะในฝ่ายที่พระองค์แสดงแก่ภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นธรรมะที่จะต้องเข้มงวด. เราเป็นฆราวาสก็ให้ผ่อนลงมาบ้าง. เดี๋ยวจะไม่ตรงธรรมที่ประสงค์อยากให้ทราบ ตามพุทธวจน










ป๊าดดดดดดด

ว่าไปโน่นนน บรรล๊งบรรลุอะไรกัน


ผู้ทำความเพียรตามพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้
ล้วนมุ่งสู่ การดับเหตุแห่งทุกข์


เป็นวัตรเพื่อการรังเกลียดไปก็แค่นั้น

อีกอย่าง การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์ แล้วการละเว้นการดื่มน้ำเมา มันผิดตรงไหน
ในเมื่อมันเป็นไปในทางเสื่อม พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงตรัสไว้ชัดเจน





ตาทู่นี่มาจากไหน หลงละเมอเพ้อพกแต่เรื่องของภพชาติ บรรล๊งบรรลุอะไรกัน :b32:



มันไม่น่ารังเกลียดหรอกเป็นการดีด้วย. แต่การที่มีคนดื่มด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่ประกอบเนื่องๆก็สามารถทำได้. ก็แค่ยอมรับว่าทำได้ไม่ได้ผิดอะไรก็แค่นั้น. อย่าให้มันสุดโต่งเกินธรรมฆราวาสเลย





อ่านแล้ว ฮาจริงๆ
ก็เป้าหมาย วัตถุประสงค์มันต่างกัน เข้าใจไหมตาทู่
ถึงจะเป็นฆราวาสก็ตาม ก็สามารถปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้

อ่อ .. การเพิ่มเติมข้อความ เพราะเห็นว่า ท่าทางตาทู่คงจะไม่ค่อยจะเข้าใจ
พอแก้ไขเสร็จ จึงเห็นข้อความที่ตาทู่โพสอ้างอิงไปแล้ว
จึงบอกไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาว่ากันได้ว่า แหมรีบแก้เชียว ให้ดูเวลาที่แก้ไขด้วย
เวลามันโชว์อยู่ เวลาที่วลัยพรแก้ไข ตรงกับที่ตาทู่โพสอ้างอิง


จึงเขียนเพิ่ม ให้เห็นชัดๆว่า คนที่เขาตั้งใจละสุรา เขาละเพราะอะไร ไม่ได้ละเพราะรังเกียจ
เข้าใจหรือยังตาทู่

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 12 มิ.ย. 2015, 22:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
nongkong เขียน:
สรุปคือ อริยะสาวกในความเข้าใจบิ๊กทู่คือ..
1. ดื่มสุราได้ไม่ประกอบเรืองๆนานๆที
2. ไปเที่ยวผับเที่ยวบาได้นานๆทีสนุกๆคลายเครียด
3.เล่นการพนันแทงหวย พนันบอล ป๊อกเด้ง วางเดิมพัน ลุ้นรางวัลเสี่ยงโชคได้..นานๆทีเพื่อความบรรเทิง...บลาๆๆ

พระพุทธองค์ทรงเป็นพยาน :b8:
คุนน้องจะได้ปฏิบัติแบบ นานๆทีไม่ผิดศีลเหมือนบิ๊กทู่กล่าว
อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆ[/color] ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ.

นี้พระองค์กล่าวแบบนี้คิดเอา. อย่าติดดีอ่นหลายๆครั้ง

5555 บิ๊กทู่ไม่กล้าฟันธง แต่เอาพระสูตรมาให้คุนน้องอ่าน.. :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
bigtoo เขียน:

ผมล่ะงงกับคุณจังเลย. คุณยังไม่เข้าใจเลยว่าทางเสื่อม6ประการคืออะไรอย่างไรถึงเรียกว่าทางเสื่อม6ประการ. มีคนไปถามว่าอริยสาวกไม่เสพทางเสื่อม6ประการเป็นไฉน? พระพุทธเจ้าตอบว่าทางเสื่อมหกประการคือ.การประกอบเนื่องๆใน6อย่างนั้นแหล่ะ. สรุปคือลักษณะ6อย่างนั้นถ้าประกอบเนื่องๆจะเป็นอยายมุข6ครับ เพราะพระองค์ตอบอย่างนั้น

ที่นี้มาถามผมว่าอริยสาวกดื่มปีละครั้งได้หรือเปล่า. ถ้าเป็นภิกษุสงฆ์นั้นทำไม่ได้อยู่แล้วเพราะพระวินัยห้าม. แต่ถ้าเป็นอริยสาวกแบบฆราวาสคำตอบก็มีในตัวอยู่แล้วถ้าไม่ประกอบเนื่องๆก็ไม่ใช่อบายมุข6 ทำไมจะทำไม่ได้มีเหตุผลอะไรจะทำไม่ได้. ช่วยหาเหตุผลเป็นพระสูตรนะครับ. อย่าคิดเอง


รูปภาพ


โจร..จริงๆด้วย....จับโจร..ได้แร้ว....
แต่ก็ยังใว้ลาย.....ด้วยการไม่พูดตรงๆว่าดื่มสุรา...แต่ใช้คำว่าอบายมุก6 แทน...

อริยะสาวก...ไม่ว่าระดับไหน...ไม่ว่าอยู่ในเพศอะไร....เพศฆราวาสก็ศีล 5 สุราก็ไม่อยู่ในหัวของเขาแล้วละ...
ท่านต้องศึกษาเรื่องอริยะสาวกที่เป็นฆราวาสอีกเยอะนะเรื่องสุรา. ท่านต้องศึกษาในพุทธวจน ไว้ท่านเจอแล้วจะร้องอ๋อ. มันละเอียดอ่อนมากอย่าคิดว่าสิ่งนี้ใช่สิ่งอื่นเปล่า คิดแบบนี้นะกบถึงจะถูก. สมัยก่อนผมก็คิดแบบท่านนั้นแหล่ะว่าห้ามดืมเด็ดขาด. แต่ไม่ใช่เลยเรื่องสุรา. มีบริบทอื่นครับ. แต่ศิล1-4ต้องเป๊ะ

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
bigtoo เขียน:
nongkong เขียน:
สรุปคือ อริยะสาวกในความเข้าใจบิ๊กทู่คือ..
1. ดื่มสุราได้ไม่ประกอบเรืองๆนานๆที
2. ไปเที่ยวผับเที่ยวบาได้นานๆทีสนุกๆคลายเครียด
3.เล่นการพนันแทงหวย พนันบอล ป๊อกเด้ง วางเดิมพัน ลุ้นรางวัลเสี่ยงโชคได้..นานๆทีเพื่อความบรรเทิง...บลาๆๆ

พระพุทธองค์ทรงเป็นพยาน :b8:
คุนน้องจะได้ปฏิบัติแบบ นานๆทีไม่ผิดศีลเหมือนบิ๊กทู่กล่าว
อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆ[/color] ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ.

นี้พระองค์กล่าวแบบนี้คิดเอา. อย่าติดดีอ่นหลายๆครั้ง

5555 บิ๊กทู่ไม่กล้าฟันธง แต่เอาพระสูตรมาให้คุนน้องอ่าน.. :b32:
งง ผมเป็นคนกล่าวว่าได้. แต่ที่เอามาให้อ่านจะได้รู้แล้วยอมรับความจริง

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
มันไม่น่ารังเกลียดหรอกเป็นการดีด้วย. แต่การที่มีคนดื่มด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่ประกอบเนื่องๆก็สามารถทำได้. ก็แค่ยอมรับว่าทำได้ไม่ได้ผิดอะไรก็แค่นั้น. อย่าให้มันสุดโต่งเกินธรรมฆราวาสเลย


อยากดื่มก็ดื่มไปเถอะ...สิทธิส่วนบุคคล...ใครเขาจะไปว่า..กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม

หากวันใดอยากพ้นทุกข์..ก็ให้พยายามรักษาศีล...ให้ได้...

แรกๆ....มันก็ต้องกดข่มกันทั้งนั้นแหละ...เพราะมันตามใจกิเลสมานาน...หากเข้าขั้นอธิศีลแล้วก็ไม่ต้องกดข่มอะไรให้ยาก...มันจะสบายๆ...เป็นของมันเอง...นี้แหละธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง...แต่ก่อนหน้านี้มันธรรมชาติของกิเลส..นะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 22:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าอริยสาวกท่องไปในที่อโคจรอย่างนั้น..ไม่ว่าจะดื่มเหล้า เข้าผับเที่ยวบา เล่นการพนัน..ก็ระวังชะตาขาดนะเจ้าค่ะ..เพราะความประมาทเป็นหนทางไปสู่ความชิบหาย..ความพินาศ..ถึงคราวอกุศลกรรมส่งผล..มันอาจจะตีชิ่งแบบเล่นสนุกเกอร์ก็ได้ นึกออกม่ะ แทงลูกนึงไปโดนลูกนึงตกหลุม :b32: แบบไมตั้งใจ :b5: ..พระพุทธองค์สอนไม่ให้ประมาท :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 23:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
ท่านต้องศึกษาเรื่องอริยะสาวกที่เป็นฆราวาสอีกเยอะนะเรื่องสุรา. ท่านต้องศึกษาในพุทธวจน ไว้ท่านเจอแล้วจะร้องอ๋อ. มันละเอียดอ่อนมากอย่าคิดว่าสิ่งนี้ใช่สิ่งอื่นเปล่า คิดแบบนี้นะกบถึงจะถูก. สมัยก่อนผมก็คิดแบบท่านนั้นแหล่ะว่าห้ามดืมเด็ดขาด. แต่ไม่ใช่เลยเรื่องสุรา. มีบริบทอื่นครับ. แต่ศิล1-4ต้องเป๊ะ


ทำไม...จะเป็นอริยะต้องละขาดสุรา..รู้มั้ย?

และรู้มั้ย...อริยะสาวกถึงไม่ดื่มสุราเลย?...ไม่ใช่เพราะท่านกลัวศีลขาดหรอก...ครับ

เอาเถอะ....ส่วนตัวบิ๊กทูจะวิเคราะห์วิจัยศึกษาเรื่องนี้..ว่าดื่มสุราบางครั้งบางคราวนี้ทำได้มั้ย...นั้น

ก็ให้สังเกตุที่ผล...ก็แล้วกันว่า..มรรคผลเป็นอย่างไร...ก็แล้วกัน

ระหว่างนี้..ก็อย่าด่วนไปเผยแพร่ให้ใครเขาเชื่อตามก็แล้วกัน...เพราะกรรมเรื่องบิดเบือนพระธรรม..มันหนักมาก...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2015, 23:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


nongkong เขียน:
ถ้าอริยสาวกท่องไปในที่อโคจรอย่างนั้น..ไม่ว่าจะดื่มเหล้า เข้าผับเที่ยวบา เล่นการพนัน..ก็ระวังชะตาขาดนะเจ้าค่ะ..เพราะความประมาทเป็นหนทางไปสู่ความชิบหาย..ความพินาศ..ถึงคราวอกุศลกรรมส่งผล..มันอาจจะตีชิ่งแบบเล่นสนุกเกอร์ก็ได้ นึกออกม่ะ แทงลูกนึงไปโดนลูกนึงตกหลุม :b32: แบบไมตั้งใจ :b5: ..พระพุทธองค์สอนไม่ให้ประมาท :b8:




แค่ฆราวาสอย่างวลัยพรนี่ ยังไม่ข้องแวะกับเรื่องพวกนี้เลย
และยังมีผู้คนอีกมากมาย ที่เขาไม่ข้องแวะเช่นกัน

ไม่ต้องเห็นธรรมอะไรหรอก
แค่บางคนเขาไม่อยากทำลายสุขภาพ ไม่อยากเสียทรัพย์

ขนาดเจ้านาย(แฟน) งานแต่งยังไม่ไปเลย เอาเงินใส่ซองอย่างเดียว
เสียทั้งค่าแท็กซี่ เสียเวลาเดินทาง กะอีกแค่ไปนั่งกิน จะไปทำไม

หากใครยังทำอยู่ นั่นก็เหตุของเขา
ต่างคนต่างเลือกกระทำกันเอง

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 257 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15 ... 18  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร