วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2019, 13:23  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 16:49 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ต.ค. 2013, 21:07
โพสต์: 7

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนอื่นต้อง ขอโทษก่อนนะครับที่ตั้งกระทู้ถี่
สาเหตุมาจาก ผมอ่านมากเกินไป เลยงงอ่ะครับ
1. เราสามารถดูความคิดได้ทุกความคิดเลยใช่มั้ยครับ
2. ที่เค้าบอกว่าให้ ดูความคิด ด้วยสติ
ดูความอยาก ด้วยสติ
ดูโลภ โกรธ หลง ด้วยสติ
เป็นเพราะ ความอยาก,โลภ,โกรธ,หลง เป็นความคิด จึงต้องดู
หรือว่า ความคิด กับ ความอยาก,โลภ,โกรธ,หลง เป็นคนละอย่างกัน แต่ต้องเอามาดูเหมือนกัน

ปล.จากที่ผมตั้งกระทู้มาทั้งหมด ผมดีใจมาก ที่มีที่แห่งนี้ ที่ทำใหผมได้เข้าใจมากขึ้น
และหาคำตอบที่ไม่เจอ ก็ได้เจอที่นี่ ขอบคุณมากครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 20:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




GEDC1651_resize.JPG
GEDC1651_resize.JPG [ 76.83 KiB | เปิดดู 1639 ครั้ง ]
:b8:
อนุโมทนากับคุณ mox2537 ที่สนใจค้นคว้าหาธรรม
:b27:
การดูความคิด .......นั้นเป็นภาษานิยม.....แต่ในภาคปฏิบัติจริงๆนั้น เราไม่ได้เอาตาไปดู แต่เอาใจไปรู้
พูดให้ถูกกับสภาวธรรมต้อง..... การรู้ความคิด.....

การรู้ความคิดนั้น รู้ทันด้วยสติ แต่ รู้จัก ด้วยปัญญา


หลักการปฏิบัติธรรมที่ครูบาอาจารย์องค์สำคัญท่านหนึ่งของยุคนี้สรุปไว้น่าจดจำนำไปใช้ ท่านกล่าวว่า

"รู้ กาย รู้ใจ ลงปัจจุบัน จนละความเห็นผิด (สักกายทิฏฐิ) ได้ จะได้ความเป็นพระโสดาบันและสกิทาคามี"

"รู้กาย รู้ใจ ลงปัจจุบัน จนละความยึดถือในกายได้ จะได้ความเป็นพระอนาคามี"

"รู้กาย รู้ใจ ลงปัจจุบัน จนละความยึดถือในจิตได้ จะได้ความเป็นพระอรหันต์
"


คุณ mox2537 ลองนำไปพิจารณาดูนะครับ
:b4: :b4: :b4:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 09:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3502


 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีปฏิบัตินะครับ

อย่าตามดูความคิดครับ ให้รู้สักแต่ว่าคิด ถ้าเราดูตามความคิดเราจะหมายถึงการให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาครับ ถ้าใจเราคิดก็รู้สักแต่ว่าคิด แล้วเราก็กำหนดที่ฐานสมาธิเราอย่างเดิมครับ ยกตัวอย่างถ้าเรากำหนดพุทโธ พองยุบ หรือ สัมมาอรหัง เมื่อเกิดความคิด ก็ให้รู้ว่าคิดหนอ แล้วหลังจากนั้นก็เอาสติไปกำหนดพองยุง พุธโธ ต่อไปครับ อย่างไปตามดูความคิดนะครับ เพราะจะทำให้เราหลงไปกับความคิดครับและจะทำให้ความคิดนั้นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาครับ

ผิดถูกประการใดขอเชิญท่านอื่นแสดงความเห็นได้นะครับ
ขออนุโมทนาครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2013, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


mox2537 เขียน:
ก่อนอื่นต้อง ขอโทษก่อนนะครับที่ตั้งกระทู้ถี่
สาเหตุมาจาก ผมอ่านมากเกินไป เลยงงอ่ะครับ
1. เราสามารถดูความคิดได้ทุกความคิดเลยใช่มั้ยครับ
2. ที่เค้าบอกว่าให้ ดูความคิด ด้วยสติ
ดูความอยาก ด้วยสติ
ดูโลภ โกรธ หลง ด้วยสติ
เป็นเพราะ ความอยาก,โลภ,โกรธ,หลง เป็นความคิด จึงต้องดู
หรือว่า ความคิด กับ ความอยาก,โลภ,โกรธ,หลง เป็นคนละอย่างกัน แต่ต้องเอามาดูเหมือนกัน

ปล.จากที่ผมตั้งกระทู้มาทั้งหมด ผมดีใจมาก ที่มีที่แห่งนี้ ที่ทำใหผมได้เข้าใจมากขึ้น
และหาคำตอบที่ไม่เจอ ก็ได้เจอที่นี่ ขอบคุณมากครับ



คุณผู้เขียนกระทู้ถามขอรับ ก่อนที่คุณจะอ่านคำตอบทุกคำตอบ คุณต้องมีความรู้ในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับที่คุณถามซะก่อน เพราะถ้าคุณไม่มีความรู้ คุณจะอ่านคำแนะนำ หรืออ่านคำตอบไป คุณก็ไม่รู้อยู่ดี เพราะคุณไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่คุณถามมา

ข้าพเจ้าหมายถึง คุณต้องรู้ก่อนว่า "ความคิด" คือ อะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร รู้เพียงคร่าวๆ ไม่ต้องถึงกับรู้มากรุ้ลึกดอกขอรับ
คุณต้องรู้ก่อนว่า " สติ" คือ อะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
"
เมื่อข้าพเจ้าสอนวิธีการคิด วิธีการทำความเข้าใจ ในชั้นพื้นฐานให้คุณไปแล้ว
ข้าพเจ้าก็จะอธิบายให้คุณได้ศึกษา เนื่องจาก ความรู้หรือหลักวิชชาของข้าพเจ้า ไม่ได้เกิดจากการเล่าเรียนหรือจดจำจากตำราทั้งหมด เป็นข้าพเจ้า วิจัย ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และปฏิบัติ ดีแล้ว คำตอบจึงไม่ค่อยจะเหมือนพวกเขาดอกนะ
ข้าพเจ้าเรียนรู้ คำว่า "ระลึกได้" หรือ "สติ" มาจากคำบอกเล่า ของ พระภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาแล้วเห็นจะได้ ตอนนั้นข้าพเจ้ากำลังค้นหา หลักวิชชาทางศาสนา เกิดข้อสงสัย คล้ายกับคุณนั่นแหละ
คือ สงสัย และมีความคิดเห็นว่า คำว่า "ระลึกได้ หรือ นึกได้ ฯลฯ" มันก็คือ "ความคิด" นั่นเอง และในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้าก็มีอาการทางโรคจิตประสาท เนื่องเพราะไปพิจารณาเกี่ยวกับ นิวเคลียส ภายในร่างกายผิด ก็คือไม่ถูกต้องนั่นแหละ จึงทำให้ ระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติตามไปด้วย แทบทุกระบบ ขนาด ความดันโลหิต เหลือเพียง 60/40 ปรอท เท่านั้นขอรับ

เมื่อข้าพเจ้าไปถาม พระภิกษุรูปนั้น ซึ่งท่าน เป็น เปรียญธรรม มากกว่า 3 ประโยค เรียกท่านว่า "ท่านมหา" ปัจจุบัน คงจะเป็นเจ้าอาวาส อยู่ที่วัด ท่าสะต๋อย อ.เมือง เชียงใหม่
ท่านมหา ได้กรุณา อธิบายให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจว่า "ระลึกได้ นึกได้" ต่างจาก "ความคิด"อย่างไร ข้าพเจ้าเองก็มีทิฏฐิ เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เพราะมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในความคิดและการพิจารณาของตัวเอง
ต่อมา จึงมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ว่า

" สติ" หรือ "ความระลึกได้ นึกได้ ฯลฯ" ไม่เหมือนกับความคิด เพราะ คำว่า สติ ระลึกได้นั้น หมายถึง การที่ร่างกายนำเอาข้อมูลที่มีอยู่ในสมอง ที่จดจำไว้ มาใช้ประกอบในการคิด ในการกระทำ แต่ ความคิด จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับการสัมผัส อาจจะไม่ได้นำเอาข้อมูลที่มีอยู่มาเป็นสิ่งประกอบ ถึงแม้ว่า บางครั้ง ความคิดก็อาจต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในสมองมาเป็นสิ่งประกอบในการคิด ก็ตาม

การจะดูความคิด ด้วย สติ คงดูไม่ได้ขอรับ เพราะ สติ คือ การระลึกได้ นึกได้ ฯลฯ ตามข้อมูลที่มีอยู่ในสมอง สิ่งที่จะดูความคิดได้ คือ "สัมปชัญญะ" คือความรู้สึกตัว
เมื่อคุณรู้สึกตัว คุณก็จะ ระลึกได้ เมื่อคุณระลึกได้ คุณก็จะรู้สึกตัว เกี่ยวโยงต่อเนื่องกันไป จนกว่าจะสิ้นสุด ถ้าคุณระลึกได้ แต่คุณไม่รู้สึกตัว คุณก็จะมีพฤติกรรม เป็นไปตามสิ่งที่คุณระลึกได้ในครั้งแรก(ซึ่งบางครั้งบางขณะ คุณอาจจะไม่รู้สึกตัวเลยว่าได้ ระลึกนึกถึงสิ่งที่ทำให้คุณมีพฤติกรรมเหล่านั้น) อย่างนี้เป็นต้น

ส่วน คำว่าถาม เกี่ยวกับ "ความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง "นั้น เป็นหากจะตอบแบบละเอียดคงอ่านแล้วเข้าใจยาก เอาเป็นว่า

ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นผล แห่งการได้รับการสัมผัส แล้วเกิด สติ คือ ความระลึกได้ แล้วจึงเกิดเป็น เวทนา ก่อนที่จะเกิดเวทนา คุณอาจจะคิดก่อนก็เป็นได้ เนื่องจากคุณมี สัมปชัญญะคือความรู้สึกตัว อาจจะคิดก่อนแล้วจึงเกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือหากคุณมีความรู้ ความเข้าใจ รู้จักควบคุมการ ระลึกได้ หรือ สติ เพราะคุณมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ คุณก็อาจจะควบคุม เวทนาเอาไว้ ไม่ให้เกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฉะนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ต.ค. 2013, 23:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


สติปัฏฐาน มีสี่แบบ

กายานุปัสนา ใช้รูปกายส่วนที่จับต้องได้ ทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นหลักสำหรับพิจารณา เช่นการดูลมหายใจ ดูผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูอาการ 32 จัดอยู่ในฐานนี้

เวทนานุปัสนา ใช้ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับกาย เช่นเสียง กลิ่น รส สัมผัสทางผิวกายเป็นหลักสำหรับพิจารณา

จิตตานุปัสนา ใช้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเป็นหลักสำหรับพิจารณา เช่นความคิด ความจำ หรือสังเกตลักษณะอาการของจิต เช่นตอนมีอะไรที่เราชอบเข้ามา จิตมีอาการอย่างไร ตอนโกรธ จิตมีอาการอย่างไร ตอนเฉยๆ จิตมีอาการอย่างไร ตอนเผลอสติ จิตมีอาการอย่างไร ตอนเป็นสมาธิ จิตมีอาการอย่างไร เป็นต้น

ธรรมานุปัสนา เน้นการสังเกตธรรมชาติ และความเกี่ยวเนื่อง ความเป็นเหตุเป็นผลของกันและกันของส่วนต่างๆของตัวเรา อันนี้เกิดมาจากอะไร อันนี้เกิดมาแล้วจะนำไปสู่อะไร อันนี้เกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร และดับไปอย่างไรเป็นต้น

จะเห็นว่าไม่ว่าคุณจะดูอะไร ถ้ามันคือสิ่งที่อยู่ในตัวคุณแล้ว มันก็คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทั้ง 4 ฐานนี้ทั้งนั้น จะดูอะไรก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งที่คุณเลือกจะดู แต่เป็นวิธีการที่คุณใช้ดูต่างหาก

คุณถนัดดูอะไรก็ดูอันนั้นแหละครับ

ดูอะไรก็เหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราอยากจะเห็นคือ "อาการ" หรือ "ธรรมชาติ" ของสิ่งที่ดู

ลองดูให้รู้ก็แล้วกันว่าสิ่งที่คุณดู อยู่ให้คุณดูนานแค่ไหน และเป็นไปตามที่คุณอยากให้มันเป็นได้มากน้อยแค่ไหน

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2013, 21:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ธ.ค. 2011, 16:32
โพสต์: 324


 ข้อมูลส่วนตัว


mox2537 เขียน:
ก่อนอื่นต้อง ขอโทษก่อนนะครับที่ตั้งกระทู้ถี่
สาเหตุมาจาก ผมอ่านมากเกินไป เลยงงอ่ะครับ
1. เราสามารถดูความคิดได้ทุกความคิดเลยใช่มั้ยครับ
2. ที่เค้าบอกว่าให้ ดูความคิด ด้วยสติ
ดูความอยาก ด้วยสติ
ดูโลภ โกรธ หลง ด้วยสติ
เป็นเพราะ ความอยาก,โลภ,โกรธ,หลง เป็นความคิด จึงต้องดู
หรือว่า ความคิด กับ ความอยาก,โลภ,โกรธ,หลง เป็นคนละอย่างกัน แต่ต้องเอามาดูเหมือนกัน

ปล.จากที่ผมตั้งกระทู้มาทั้งหมด ผมดีใจมาก ที่มีที่แห่งนี้ ที่ทำใหผมได้เข้าใจมากขึ้น
และหาคำตอบที่ไม่เจอ ก็ได้เจอที่นี่ ขอบคุณมากครับ

หากสงสัยว่าความคิดคือความโลภความโกรธความหลงหรือไม่......ก็ลองหลับตาแล้วภาวนาดูครับ ลองคิดถึงแต่คำบริกรรมดูเรื่อยๆอย่างเดียว แล้วก็จะทราบคำตอบเองครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร