วันเวลาปัจจุบัน 06 มิ.ย. 2020, 06:34  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 112 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 09:37 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
พอเข้าใจแล้ว ว่าทำไมท่านเน้นสอนธรรมระดับพื้นๆแก่คฤหัสถ์นุ่งห่มขาว ทั้งที่เกิดร่วมสมัย ดูบทความต่อไปนี้ แล้วจะเข้าใจ...ยุคปัจจุบัน บลาๆ :b1:




ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ตามปกติจะไม่ได้สอนข้อธรรมลึกๆ แก่คฤหัสถ์ทั่วไป เหมือนอย่างที่สอนแก่พระสงฆ์ที่มุ่งมาศึกษาโดยตรง แต่ในหมู่มหาชนนอกภิกขุสังฆะนั้น ก็มีบางคนบางส่วนที่สนใจและก้าวไปมากในการศึกษาอย่่างเ็ป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มที่จะแสวงหา

ดังที่บางท่าน อย่างจิตรคฤหบดีผู้เป็นอนาคามี ก็มีภูมิธรรมสูง ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านอุบาสกธรรมกถึก สามารถอธิบายช่วยแก้ความติดขัดในธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายแม้แต่ที่เป็นเถระได้ (องฺ.เอก.20/151....) หรืออย่างอุบาสิกาขุชชุตรา พระพุทธเจ้าก็ทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านพหูสูต (องฺ.เอก.20/152)

แต่เมื่อพูดกว้างๆ ทั่วๆไป ในสังคมคฤหัสถ์โดยรวม ธรรมที่สอนตามปกติก็อย่างทิศ ๖ อันแสดงธรรมหรือหน้าที่ที่ที่พึงปฏิบัติต่อกัน ระหว่าง มารดาบิดา - บุตรธิดา อาจารย์ - ศิษย์ สามี - ภรรยา มิตร - มิตร นายงาน - คนงาน สมณพราหมณ์ - กุลบุตร พระสงฆ์ -ชาวบ้าน ในสิงคาลสูตรนี้ ตลอดทั้งหมด ไม่กล่าวถึงหลักธรรม สำคัญอย่าง อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท ฌาน นิพพาน ใดๆ

หลักฐานยืนยันที่ชัดเจนมาก ไม่ต้องหาที่ไหนไกล ขนาดอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ได้อุปถัมภ์พระศาสนา กล่าวไ้ด้ว่ามากที่สุด และเป็นโสดาบัน กว่าจะได้ฟังธรรมหลักใหญ่ ก็ตอนเจ็บหนักนอนอยู่บนเตียงจวนจะสิ้นชีพ


เรื่องมีว่า คราวนั้น พระสารีบุตร พร้อมด้วยพระอานนท์ที่ติดตาม ได้ไปเยี่ยมอนาถบิณฑิกเศรษฐี และได้ให้โอวาทแก่ท่านเศรษฐี โดยมีสาระสำคัญว่าไม่ควรเอาอุปาทานไปยึดติดถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลาย ดังคำสรุปท้ายโอวาทว่า

ดูกรคฤหบดี เพราะฉะนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า อารมณ์ใดก็ตาม ที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้แจ้งแก่ใจ ได้แสวงหา ได้คุ้นใจ เราจักไม่ยึดติดถือมั่นอารมณ์นั้น และวิญญาณที่อาศัยอารมณ์นั้น จักไม่มีแก่เรา ดูกรคฤหบดี ท่านพึงศึกษาอย่างนี้เถิด


อนาถบิณฑิกเศรษฐี ฟังโอวาทจบแล้ว ถึงกับร้องไห้ และได้กล่าวว่า

...กระผมได้เข้ามาใกล้ชิดองค์พระศาสดา และพระภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นที่เจริญใจมาเป็นเวลายาวนาน แต่กระนั้นก็ไม่เคยได้สดับธรรมีกถาอย่างนี้เลย

พระอานนท์ ตอบชี้แจงว่า

ดูกรคฤบดี ธรรมีกถาอย่างนี้ ไม่แสดงแก่คนนุ่งขาวชาวคฤหัสถ์ จะแสดงแต่แก่บรรพชิต

อนาถบิณฑิกเศรษฐี รู้อย่างนั้นแล้ว ได้กล่าวขอร้องว่า

ข้าแต่พระสารีบุตรผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอธรรมีกถาอย่างนี้ จงแสดงแก่คนนุ่งขาวชาวคฤหัสถ์บ้างเถิด เพราะว่า กุลบุตรจำพวกมีกิเลสธุลีในดวงตาน้อยที่มีอยู่ แต่เพราะมิได้สดับธรรม ก็จะเสื่อมไป คนที่จะรู้เข้าใจธรรม จักมี

(ม.อุ.14/720-740)

ท่านกรัชกายยิ่งเรียนยิ่งงงล่ะมั้ง สมัยพุทธแต่ละท่านได้ยินได้ฟังน้อยยังเป็นโสดาได้เลยสมัยนี้รวมคำสอนดีๆไว้มากมายเลือกเอาดีๆแทงตลอดด้วยความเห็นถูกก็เจอธรรมแล้ว อย่ามัวมานั่งธรรมะพยัญชนะมากนักเลยให้เข้าถึงธรรมะสภาวะเถอะ อย่าให้เสียเวลาอีกชาติเลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 09:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:


เอาเถอะกรัชกายพระสูตรก็ชัดอยู่แล้วว่าการดับกายสังขารนั้นต้องระดับฌานสี่ ลงมือซักผ้าเถอะไม่ต้องถามว่าผงซักฟอกทำจากอะไรหรอก



ไมู่อ่านฉลากข้างกล่องข้างขวดให้เข้าใจ จึงได้หยิบน้ำกรดไปซักผ้า พอเอามือขยี้ๆ น้ำกรดกัดมือจนมือเน่าเฟะ เอามือขยี้ตา น้ำกรดกัดตาจนบอด คิกๆๆ นี่ๆผลของการอ่านหนังสือไม่ออก

ไม่มีใครตาบอดขนาดนั้นมักเรื่องซักผ้านะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 09:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
.

เอาเถอะท่าน จะเป็นพระใบลานเปล่าก็เอา อยู่ช่วยพระศาสดาอีกสัก7พระงค์ก็ตาามใจ ผมแคธรรมสักสองสามบทก็เพียงพอแล้ว


amazing จะไปไหนครับน่ะ :b10:

แล้วที่บทสองบท อะไรบ้าง น่าจะบอกเขาด้วย อาจมีคนตามไป อย่างน้อยก็พี่โฮของโผมหนึง่คนล่ะ :b1:

ของแบบนี้มันอยู่ที่การสะสมมากรัชกายก็น่าจะรู้ดีนะเห็นรู้เยอะนี่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
.

เอาเถอะท่าน จะเป็นพระใบลานเปล่าก็เอา อยู่ช่วยพระศาสดาอีกสัก7พระงค์ก็ตาามใจ ผมแคธรรมสักสองสามบทก็เพียงพอแล้ว


amazing จะไปไหนครับน่ะ :b10:

แล้วที่บทสองบท อะไรบ้าง น่าจะบอกเขาด้วย อาจมีคนตามไป อย่างน้อยก็พี่โฮของโผมหนึง่คนล่ะ :b1:



ของแบบนี้มันอยู่ที่การสะสมมากรัชกายก็น่าจะรู้ดีนะเห็นรู้เยอะนี่


เอาชัดๆครับ :b36: :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
.

เอาเถอะท่าน จะเป็นพระใบลานเปล่าก็เอา อยู่ช่วยพระศาสดาอีกสัก7พระงค์ก็ตาามใจ ผมแคธรรมสักสองสามบทก็เพียงพอแล้ว


amazing จะไปไหนครับน่ะ :b10:

แล้วที่บทสองบท อะไรบ้าง น่าจะบอกเขาด้วย อาจมีคนตามไป อย่างน้อยก็พี่โฮของโผมหนึง่คนล่ะ :b1:



ของแบบนี้มันอยู่ที่การสะสมมากรัชกายก็น่าจะรู้ดีนะเห็นรู้เยอะนี่


เอาชัดๆครับ :b36: :b1:
ชัดแล้วนะนั้นไม่ได้สะสมมาเกรอถึงไม่เข้าใจกรัชกายก็อย่างผมก็อย่างจะเหมือนกันได้ไง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชี้ให้ดูภาพความหมาย "สังขาร" คร่าวๆพอเห็นเค้า



สังขาร ที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ คือ สังขาร ลำดับที่ 4 ที่จำแนกชีวิตโดยความเป็นขันธ์ ได้ 5 ขันธ์

1. รูป

2. เวทนา

3. สัญญา

4. สังขาร ซึงก็ได้แก่ เจตสิก 50 (ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิต...) เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบ หรือคุณสมบัติของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตให้ดีให้ชั่วหรือเป็นกลาง

5. วิญญาณ

- สังขาร ในไตรลักษณ์ เช่น

สัพเพ สังขารา อนิจจา

สัพเพ สังขารา ทุกขา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา

สังขาร ในไตรลักษณ์ หมายถึงสภาวะที่ถูกปรุงแต่ง คือสภาวะทีเ่กิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งได้แก่ กายกับจิตใจ (= สังขตธรรม) คือชีวิตหมดทั้งองคาพยพ นี่แหละถูกสังขารนี้ปรุงแต่งขึ้นมา แล้วหมดทั้งตัวทั้งองคาพยพนี่แหละไม่ใช่อัตตา (อนัตตา)


- อีกตัวหนึ่ง คือ สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท ตัวนี้ก็ ได้แก่ สังขารในขันธ์ 5 นั่นแหละ แต่สังขารที่อธิบายในปฏิจจสมุปบาท ขั้นปฏิบัติการ (คือใช้งาน) มีรูป เป็นกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร


เขียนให้ดูพอเห็นเค้า

-อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ ฯลฯ => ทุกข์ โทมนัส อุปายาส = ทุกขสมุทัย (เกิดทุกข์)


-อวิชชาดับ (วิชชา) => สังขารดับ => วิญญาณดับ ฯลฯ => ทุกข์ โทมนัส อุปายาสดับ = ทุกขนิโรธ (ดับทุกข์)


เมื่อดับอวิชชาแล้ว วงจรของทุกข์ก็ดับตลอดสาย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 07 ต.ค. 2013, 20:28, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ชี้ให้ดูภาพความหมาย "สังขาร" คร่าวๆพอเห็นเค้า



สังขาร ที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ คือ สังขาร ลำดับที่ 4 ที่จำแนกชีวิตโดยความเป็นขันธ์ ได้ 5 ขันธ์

1. รูป

2. เวทนา

3. สัญญา

4. สังขาร ซึงก็ได้แก่ เจตสิก 50 (ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิต...) เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบ หรือคุณสมบัติของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตให้ดีให้ชั่วหรือเป็นกลาง

5. วิญญาณ

- สังขาร ในไตรลักษณ์ เช่น

สัพเพ สังขารา อนิจจา

สัพเพ สังขารา ทุกขา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา

สังขาร ในไตรลักษณ์ หมายถึงสภาวะที่ถูกปรุงแต่ง คือสภาวะทีเ่กิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งได้แก่ กายกับจิตใจ (= สังขตธรรม) คือชีวิตหมดทั้งองคาพยพ นี่แหละถูกสังขารนี้ปรุงแต่งขึ้นมา แล้วหมดทั้งตัวทั้งองคาพยพนี่แหละไม่ใช่อัตตา (อนัตตา)


- อีกตัวหนึ่ง คือ สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท ตัวนี้ก็ ได้แก่ สังขารในขันธ์ 5 นั่นแหละ แต่สังขารที่อธิบายในปฏิจจสมุปบาท ขั้นปฏิบัติการ (คือใช้งาน) มีรูป เป็นกายสังขาร วจีสังขาร กายสังขาร


เขียนให้ดูพอเห็นเค้า

-อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ ฯลฯ => ทุกข์ โทมนัส อุปายาส = ทุกขสมุทัย (เกิดทุกข์)


-อวิชชาดับ (วิชชา) => สังขารดับ => วิญญาณดับ ฯลฯ => ทุกข์ โทมนัส อุปายาสดับ = ทุกขนิโรธ (ดับทุกข์)


เมื่อดับอวิชชาแล้ว วงจรของทุกข์ก็ดับตลอดสาย
ธรรมะพยัญชนะดับยังไงอวิชา แบบรู้ในพยัญชนะเยอะแบบนี้เหรอ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
.

เอาเถอะท่าน จะเป็นพระใบลานเปล่าก็เอา อยู่ช่วยพระศาสดาอีกสัก7พระงค์ก็ตาามใจ ผมแคธรรมสักสองสามบทก็เพียงพอแล้ว


amazing จะไปไหนครับน่ะ :b10:

แล้วที่บทสองบท อะไรบ้าง น่าจะบอกเขาด้วย อาจมีคนตามไป อย่างน้อยก็พี่โฮของโผมหนึง่คนล่ะ :b1:



ของแบบนี้มันอยู่ที่การสะสมมากรัชกายก็น่าจะรู้ดีนะเห็นรู้เยอะนี่


เอาชัดๆครับ :b36: :b1:
ชัดแล้วนะนั้นไม่ได้สะสมมาเกรอถึงไม่เข้าใจกรัชกายก็อย่างผมก็อย่างจะเหมือนกันได้ไง


สะสมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สะสมอะไร

ทำเป็นธรรมะในจินตนาการไปได้ ฟังเพลงสะหน่อยไหม รังรักในจินตนาการ

http://www.youtube.com/watch?v=sRQpgVInfdk

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


การดับอวิชานะถูกแล้วทำอย่างไรถึงจะดับอวิชาได้ขอรับ กรัชกายพอรุ้มั้ยบอกหน่อยจิเห็นรู้มากดีน่าจะดับอวิชาได้แล้วนะแล้วทำไมยังไม่ได้จะรู้อะไรอีก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ชี้ให้ดูภาพความหมาย "สังขาร" คร่าวๆพอเห็นเค้า



สังขาร ที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ คือ สังขาร ลำดับที่ 4 ที่จำแนกชีวิตโดยความเป็นขันธ์ ได้ 5 ขันธ์

1. รูป

2. เวทนา

3. สัญญา

4. สังขาร ซึงก็ได้แก่ เจตสิก 50 (ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิต...) เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบ หรือคุณสมบัติของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตให้ดีให้ชั่วหรือเป็นกลาง

5. วิญญาณ

- สังขาร ในไตรลักษณ์ เช่น

สัพเพ สังขารา อนิจจา

สัพเพ สังขารา ทุกขา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา

สังขาร ในไตรลักษณ์ หมายถึงสภาวะที่ถูกปรุงแต่ง คือสภาวะทีเ่กิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งได้แก่ กายกับจิตใจ (= สังขตธรรม) คือชีวิตหมดทั้งองคาพยพ นี่แหละถูกสังขารนี้ปรุงแต่งขึ้นมา แล้วหมดทั้งตัวทั้งองคาพยพนี่แหละไม่ใช่อัตตา (อนัตตา)


- อีกตัวหนึ่ง คือ สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท ตัวนี้ก็ ได้แก่ สังขารในขันธ์ 5 นั่นแหละ แต่สังขารที่อธิบายในปฏิจจสมุปบาท ขั้นปฏิบัติการ (คือใช้งาน) มีรูป เป็นกายสังขาร วจีสังขาร กายสังขาร


เขียนให้ดูพอเห็นเค้า

-อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ ฯลฯ => ทุกข์ โทมนัส อุปายาส = ทุกขสมุทัย (เกิดทุกข์)


-อวิชชาดับ (วิชชา) => สังขารดับ => วิญญาณดับ ฯลฯ => ทุกข์ โทมนัส อุปายาสดับ = ทุกขนิโรธ (ดับทุกข์)


เมื่อดับอวิชชาแล้ว วงจรของทุกข์ก็ดับตลอดสาย
ธรรมะพยัญชนะดับยังไงอวิชา แบบรู้ในพยัญชนะเยอะแบบนี้เหรอ



ชี้ให้ดูความหมาย สังขาร ขอรับ :b1:

ดับอวิชชา ภาคปฏิบัติ ขณะนั้น เ็ป็นยังไง รู้สึกยังไง ก็กำหนดรู้ยังงั้น ตามที่มันเ็ป็น ทุกครั้งทุกขณะ ก็เกิดวิชชา คือ รู้ต้นสายปลายเหตุของปัญหาหรือทุกข์ไง :b32:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
การดับอวิชานะถูกแล้วทำอย่างไรถึงจะดับอวิชาได้ขอรับ กรัชกายพอรุ้มั้ยบอกหน่อยจิเห็นรู้มากดีน่าจะดับอวิชาได้แล้วนะแล้วทำไมยังไม่ได้จะรู้อะไรอีก


รู้ตามที่มันเป็น แค่นี้วิชชาเกิดอวิชชาดับแล้ว :b16: ไม่ใช่นั่งคิด คือ คิดจะให้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือไปทำจะให้เป็นนั่นเป็นนี่ ดูรู้ทันตามที่มันเป็นชองมัน มันเป็น ไม่ใช่เราเป็น พอเข้าใจมั้ยขอรับ :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:26 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
.

เอาเถอะท่าน จะเป็นพระใบลานเปล่าก็เอา อยู่ช่วยพระศาสดาอีกสัก7พระงค์ก็ตาามใจ ผมแคธรรมสักสองสามบทก็เพียงพอแล้ว


amazing จะไปไหนครับน่ะ :b10:

แล้วที่บทสองบท อะไรบ้าง น่าจะบอกเขาด้วย อาจมีคนตามไป อย่างน้อยก็พี่โฮของโผมหนึง่คนล่ะ :b1:



ของแบบนี้มันอยู่ที่การสะสมมากรัชกายก็น่าจะรู้ดีนะเห็นรู้เยอะนี่


เอาชัดๆครับ :b36: :b1:
ชัดแล้วนะนั้นไม่ได้สะสมมาเกรอถึงไม่เข้าใจกรัชกายก็อย่างผมก็อย่างจะเหมือนกันได้ไง


สะสมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สะสมอะไร

ทำเป็นธรรมะในจินตนาการไปได้ ฟังเพลงสะหน่อยไหม รังรักในจินตนาการ

http://www.youtube.com/watch?v=sRQpgVInfdk
เหมือนท่านสะสมการอ่านการฟังมากท่านก็จะถามตอบท่านก็มีความรู้ความเข้าใจในบทพยัญชนะได้ดี ส่วนผมเน้นปฎิบัติผมก็ได้รับรสธรรมะในเชิงปฎิบัติอาจจะตอบอะไรสวยหรูไม่ค่อยได้แต่หาความสุขตามอัตภาพความจ้ริงได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
การดับอวิชานะถูกแล้วทำอย่างไรถึงจะดับอวิชาได้ขอรับ กรัชกายพอรุ้มั้ยบอกหน่อยจิเห็นรู้มากดีน่าจะดับอวิชาได้แล้วนะแล้วทำไมยังไม่ได้จะรู้อะไรอีก


รู้ตามที่มันเป็น แค่นี้วิชชาเกิดอวิชชาดับแล้ว :b16: ไม่ใช่นั่งคิด คือ คิดจะให้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือไปทำจะให้เป็นนั่นเป็นนี่ ดูรู้ทันตามที่มันเป็นชองมัน มันเป็น ไม่ใช่เราเป็น พอเข้าใจมั้ยขอรับ :b1:

สิ่งที่รู้มันก็เป้นความจริงอยู่แต่มันผิวๆของจิตเท่านั้นมันกระเทาะกิเลสไม่ออกหรอกท่าน. ไม่งันจะมีสมถะวิปัสนาทำไมอ่านๆเอาทำความเข้าใจก็ดับอวิชาได้ซิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
.

เอาเถอะท่าน จะเป็นพระใบลานเปล่าก็เอา อยู่ช่วยพระศาสดาอีกสัก7พระงค์ก็ตาามใจ ผมแคธรรมสักสองสามบทก็เพียงพอแล้ว


amazing จะไปไหนครับน่ะ :b10:

แล้วที่บทสองบท อะไรบ้าง น่าจะบอกเขาด้วย อาจมีคนตามไป อย่างน้อยก็พี่โฮของโผมหนึง่คนล่ะ :b1:



ของแบบนี้มันอยู่ที่การสะสมมากรัชกายก็น่าจะรู้ดีนะเห็นรู้เยอะนี่


เอาชัดๆครับ :b36: :b1:
ชัดแล้วนะนั้นไม่ได้สะสมมาเกรอถึงไม่เข้าใจกรัชกายก็อย่างผมก็อย่างจะเหมือนกันได้ไง


สะสมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สะสมอะไร

ทำเป็นธรรมะในจินตนาการไปได้ ฟังเพลงสะหน่อยไหม รังรักในจินตนาการ

เหมือนท่านสะสมการอ่านการฟังมากท่านก็จะถามตอบท่านก็มีความรู้ความเข้าใจในบทพยัญชนะได้ดี ส่วน
ผมเน้นปฎิบัติผมก็ได้รับรสธรรมะในเชิงปฎิบัติอาจจะตอบอะไรสวยหรูไม่ค่อยได้แต่หาความสุขตามอัตภาพความจ้ริงได้


อ้อ.. สะสมๆ แบบที่เล่าเมื่อคืนหรือครับ :b10:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2013, 10:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33165

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
การดับอวิชานะถูกแล้วทำอย่างไรถึงจะดับอวิชาได้ขอรับ กรัชกายพอรุ้มั้ยบอกหน่อยจิเห็นรู้มากดีน่าจะดับอวิชาได้แล้วนะแล้วทำไมยังไม่ได้จะรู้อะไรอีก


รู้ตามที่มันเป็น แค่นี้วิชชาเกิดอวิชชาดับแล้ว :b16: ไม่ใช่นั่งคิด คือ คิดจะให้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือไปทำจะให้เป็นนั่นเป็นนี่ ดูรู้ทันตามที่มันเป็นชองมัน มันเป็น ไม่ใช่เราเป็น พอเข้าใจมั้ยขอรับ :b1:

สิ่งที่รู้มันก็เป้นความจริงอยู่แต่มันผิวๆของจิตเท่านั้นมันกระเทาะกิเลสไม่ออกหรอกท่าน. ไม่งันจะมีสมถะวิปัสนาทำไมอ่านๆเอาทำความเข้าใจก็ดับอวิชาได้ซิ



กะเทาะแบบที่เล่าวิธีปฏิบัติแบบเมื่อคืนใช่ไหมครับ :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 112 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ลุงหมาน และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร