วันเวลาปัจจุบัน 04 ส.ค. 2020, 04:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 157 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 11  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2011, 11:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7098

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขณะจิต เขียน:
อยากสอบถามความเห็นของผู้ปฏิบัติทุกท่านว่าเมื่อไม่มีตัวตนแล้วใครเล่า เข้าสู่นิพพาน หวังจะได้รับคำวิสัชชนาอันลึกซึ้งจากทุกท่าน :b8: :b8: :b8:

rolleyes
...พระพุทธเจ้าสอนว่ามนุษย์เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงสมมติว่ามีตัวตนมีจริงเป็นธรรมชาติที่เกิด-ดับ...
...ไม่ใช่ให้เราคิดว่าเมื่อไม่มีตัวตนแล้วใครเล่า เข้าสู่นิพพาน ด้วยพระธรรมที่ทรงแสดงอย่างละเอียด...
...เพื่อเอื้อประโยชน์ให้คิดว่าจริงๆแล้วที่คิดว่าเป็นตัวตนนั้นเป็นการประชุมธาตุทั้งสี่ที่มีจิตมายึดถือ...
...กายคือรูปธรรมธาตุดินน้ำไฟลมมาประกอบเป็นอาการ 32 อวัยวะต่างๆนั้นไม่รับรู้ว่าเป็นเราแต่จิตรู้...
:b27:
...ซึ่งจิตคือนามธรรมที่รู้เวทนา(สุข-ทุกข์) สัญญา(จำ) สังขาร(ปรุงแต่ง) วิญญาณ(รู้อารมณ์)ยึดกาย...
...สภาพจิตที่มายึดครองกายอันนี้ว่าเที่ยงเป็นกิเลสปกปิดความจริงที่ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา...
...ที่เห็นเป็นคน สัตว์ สิ่งของเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ไปมา เป็นการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน...
...มีจริงแต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดตามเหตุปัจจัยตามภพภูมิที่เสวยชาตินั้นๆของจิตแต่ละดวงเท่านั้น...
:b1:
...ทรงแสดงธรรมเพื่อให้คิดพิจารณาความจริงที่ปรากฎว่าเกิดได้ไม่พร้อมกันและเกิดได้ทีละอย่าง...
...ไม่ว่าจะรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละทางเกิดขึ้นแล้วก็หมดไปอย่างรวดเร็วเป็นสภาพธรรม...
...ที่จิตยังมีกิเลสปกปิดการเกิด-ดับ...ทรงแสดงความจริงให้คิดพิจารณาสอนจิตให้เข้าใจสภาพนั้น...
...เมื่อไม่เคยคิดก็ไม่เข้าใจว่าสภาพที่เกิด-ดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนับไม่ถ้วนก็ผ่านไปหมดแล้ว...
:b12:
...ก็จิตได้สะสมภพชาติความเกิดเรียบร้อยแล้ว ทุกครั้งที่กระพริบตาก็เป็นจิตสะสมเกิด-ดับอันใหม่ต่อ...
...สภาพจิตที่เสวยชาติต่างๆมานับไม่ถ้วนนี้คือสภาพจิตท่องเที่ยวทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...
...แล้วก็เป็นจิตแต่ละดวงต่างมาท่องเที่ยงดวงเดียวไม่ได้มาด้วยกัน รู้สึกเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส...
...รับสัมผัสปรุงแต่งชอบไม่ชอบแตกต่างกันไปตามกิเลสในใจตน ก็จิตแต่ละดวงรักสุข ไม่ชอบทุกข์...
:b16:
...และจิตแต่ละดวงนั้นเองต่างทำกรรมของตัวเองและรับเองตามสภาพที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เจอ...
...แล้วที่จิตแต่ละดวงทำอยู่นั้นไม่ว่าการคิด พูด ทำสิ่งๆต่างๆตามสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นแค่คิดดีกับไม่ดี...
...ที่จิตแต่ละดวงสะสมเป็นกรรมของตนเอง ดีและไม่ดี ก็เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ต้องได้รับเอง...
...ความคิดทั้งหยาบและละเอียดที่แตกต่างกันจึงทำให้เกิดมามีรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรรณแตกต่างกัน...
:b20:
...และทรงสอนอีกว่าการเข้าถึงสภาพเกิด-ดับจึงสามารถพ้นจากนรกและไม่เกิดเป็นดิรัจฉาน เปรต อสูรกาย...
...คือการบรรลุธรรมชั้นต้นเป็นพระโสดาบันก็จะเกิดอีกไม่เกิน7ชาติ อาจเป็น 3 ชาติ หรือแค่ชาติเดียว...
...และจะต้องบรรลุธรรมตามลำดับจากโสดา สกิทา อนาคา และอะระหันต์ที่ไม่เกิดอีกเลยเข้านิพพาน...
...ฉะนั้นการเข้าสู่นิพพานต้องอาศัยสมมติตัวตนโดยเฉพาะภพภูมิมนุษย์คิดตามได้และเห็นสัจจธรรมได้...
:b8:
onion onion onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2011, 01:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่มีตัวตนเป็นมิจฉาทิฐิ ทุกกรณี
คำถามหัวกระทู้ก็สร้างเสริมลัทธิไม่มีตัวตนได้อย่างชัดเจน งั้นจะปฏิธรรม เพื่อหมดกิเลส เพื่อนิพพานไปทำซากอะไร :b6:
จับสาวสวยsexy มาหลอกข่มขืนเสพกามกันให้หนำใจกันดีกว่า เมายากันเต็มคราบ โกรธใครก็ฆ่ากันให้มันส์ไปเลยๆลๆ อย่าไปถือเลยศีล เอาเปล่าแบบนี้ชัดๆกันเลย :b32:


Quote Tipitaka:
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ บรรทัดที่ ๔๔๗๑ - ๔๘๘๗. หน้าที่ ๑๙๓ - ๒๑๐.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0



คำพระอรหันต์ในพระสูตรนี้ชัดเจนอยู่แล้วหรือจะไปเชื่อ พวกอาจรารย์ที่ออกพอกเก๊ตบุ๊คก็ตามใจนะ :b30:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2011, 02:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


govit2552 เขียน:
ดิฉันทั้งหลายออกจากภพนี้ไปสู่บุรีคือนิพพานอันอุดม

บุรี แปลว่า เมือง

แสดงว่า นิพพานเป็นเมืองอันอุดมสมบูรณ์

หรือท่านว่าไง :b12: :b12: :b12:

ขอตอบว่า เออ! ใช่! ยิ่งบาลีแล้วยิ่งใช่ บาลีเป็นภาษาตาย บิดพลิ้วไม่ได้ประโยคนี้พระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าบรรลุจริง (พระมหาเถรีเจ้า)กล่าวเพื่อทูลลาไปนิพพาน อย่าเถียง


Quote Tipitaka:
การเห็นสำนักนางภิกษุณีของดิฉันนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายในที่ใด
ไม่มีความแก่หรือความตาย ไม่มีการสมาคมด้วยสัตว์และสังขารอัน
ไม่เป็นที่รัก ไม่มีการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก
ที่นั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นอสังขตสถาน

ว่าตามพระ
พระแท้ๆท่าน ว่าไงผมว่าตาม
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2011, 02:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อไม่มีตัวตน.....(หัวกระทู้)
ก็ทำบาปให้เยอะๆสนองความอยากตามใจ ให้สนุกกันไปเลยสิครับ
55555 :b32: :b32: :b32: Onion_L :b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2011, 02:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


FLAME เขียน:
ความรู้ใหม่ครับ พอจะมีพระสูตรที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้มั้ยครับ


คำสอนหรือทิฐิไม่มีตัวตนใดๆเลยผิดทุกกรณี
Quote Tipitaka:
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๑๘๘๘ - ๓๙๑๕. หน้าที่ ๗๘ - ๑๕๙.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0

อ่านนิพพานสูตรที่1 ต่อดีกว่าครับคุณเฟรม ชัดเจนลึกซึ้งดี
Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ลำดับที่ 10 / 13.
๑. นิพพานสูตร ที่ ๑
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/s ... =25&A=3977
อรรถกถา
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=158
ลำดับที่ 11 / 13.
๒. นิพพานสูตร ที่ ๒
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/s ... =25&A=3993
อรรถกถา
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=159
ลำดับที่ 12 / 13.
๓. นิพพานสูตร ที่ ๓
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/s ... =25&A=4007
อรรถกถา
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=160
ลำดับที่ 13 / 13.
๔. นิพพานสูตร ที่ ๔
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/s ... =25&A=4022
อรรถกถา
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=161

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอายตนะนั้นมีอยู่....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2011, 04:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2010, 19:57
โพสต์: 1014

โฮมเพจ: http://www.vitwong.blogspot.com
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ท่านหลับอยู่ครับ

ผมคลิก link ท่านเข้าไป แล้วผมอ่านทั้งหมดไม่ไหว

ขอเป็นประโยคไม่ยาวมาก แล้วมี link เป็นที่อ้างอิง แบบนี้ได้ไหมครับ

ด้วยความสนใจครับ ในสิ่งที่ท่านยกมา

.....................................................
ยังงมงาย...
เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูก มีส่วนจริงแค่ 20 ถึง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

เลิกงมงาย..
เมื่อเห็นว่า พระไตรปิฏก มีส่วนถูก ส่วนจริง เกินกว่า 80 ถึง กว่า 90 เปอร์เซนต์

http://www.youtube.com/user/govit2554#g/u


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2011, 05:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


:b42 "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" :b42:
...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน...


...การยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งหลายทั้งปวง
ว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา
คือสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์...


...ปฏิบัติธรรมภาวนาเพื่ออะไร
เพื่อความดับไม่เหลือแห่งทุกข์...


ทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะอะไร
เพราะความเห็นว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา บังเกิดมีขึ้น

เมือใดที่ความเห็นว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา ยังไม่บังเกิดมีขึ้น
เมื่อนั้นความทุกข์ ก็ไม่มีฐานะที่จะเกิดมีขึ้นมาได้



กายและใจ ว่าโดยย่อคือขันธ์ทั้ง๕
ไม่มีอะไรที่นอกเหนือไปจากขันธ์ทั้ง๕
ขันธ์ทั้ง๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
การยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ทั้ง๕เป็นตัวตน เป็นตัวเรา เป็นตัวตนของเรา
คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

ความรู้สึกว่าเป็นตัวตน เป็นตัวเรา เป็นตัวตนของเรา มีเรา เป็นเรา
เป็นเพียงสักแค่ว่าความรู้สึก ที่อาศัยเหตุและปัจจัยในการทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา
เป็นเพียงธรรมชาติ เป็นเพียงสัญชาติญาณ

สลัดทิ้งความรู้สึกเช่นว่านี้ลงไปได้ เมื่อใด
ทำความรูสึกเช่นว่านี้หายไปได้เมื่อใด
ความทุกข์ใจกระวนกระวายใจ ความวิตกกังวลใจ ใดๆทั้งหลาย ก็จะหายไปเมื่อนั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2011, 00:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


จะมีพระตถาคตหรือไม่ก็ตามธาตุธรรมมีมาอยู่แล้ว(ธัมนิยามสูตร)

อายตนนิพพานก็มีอยู่
จะทำให้ไม่มีมันไม่ได้..........!

เลิกคิดว่าไม่มีตัวตนเหอะเชื่อดิ๊ :b5:

ธาตุกับธรรม เขามีมาอยู่แล้ว ตั้งไว้อยู่แล้ว......


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2011, 01:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 พ.ค. 2004, 12:30
โพสต์: 147


 ข้อมูลส่วนตัว www


อยากสอบถามความเห็นของผู้ปฏิบัติทุกท่านว่าเมื่อไม่มีตัวตนแล้วใครเล่า เข้าสู่นิพพาน หวังจะได้รับคำวิสัชชนาอันลึกซึ้งจากทุกท่าน

.....................................................
สิ่งต่างๆล้วนไม่เป็นตามใจ แต่เป็นไปตามธรรม "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา ดังนี้"



- หากยังไม่พ้นความคิด ยังพิจารณาอยู่ไตรลักษณ์ พิจารณาอนัตตา ก็ยังไม่ใช่ ก็ยังไม่ถึง ....

ยิ่ง ..ไปเข้า.. ไปออก ไปเกิด เป็นภพ อะไร ต่อมิอะไรอยู่ ก็ยังไม่ถึงเจโตวิมุตติ เผลอๆ ไปกับ เวทนา ความคิดความเห็น ไม่ต้องกล่าวถึง ปัญญาวิมุตติ ที่ย้อนมาทำลาย ส่วนกิเลสที่แยกออกมา จนนั้นเอง รู้เอง

เป็นอย่างไร สูญยิ่งอย่างไร ไร้พลังงาน สุขยิ่งกว่าใดๆ แม้ จิตครอบธาตุ เทียบไม่ได้เลย...

หากไม่เกิด มันก็สูญ ไร้พลังงานออกมา อวิชชาดับ สังขาร เวทนา มันจะมีอะไรเหลือ ธรรมธาตุล้วนๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2011, 05:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะอายะตะนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

ที่ใดไม่มีภพ โสกะปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสะย่อมไม่มีในที่นั้น

เมื่อเห็น จึงสักว่าเห็น
เมื่อรู้สึก จึงสักว่ารู้สึก
มิใช่ตัวตนของเราเป็นผู้เห็น
มิใช่ตัวตนของเราเป็นผู้รู้สึก

การเห็น การรู้สึก เป็นเรื่องของอายตะนะ ขันธ์ ธาตุ
อายะตะนะ ขันธ์ ธาตุ มิใช่ตัวตน มิใช่ตัวเรา มิใช่ตัวตนของเรา

ตามิใช่ตัวเรา ของเรา
รูปมิใช่ตัวเรา ของเรา
ใจมิใช่ตัวเรา ของเรา
สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ มิใช่ตัวเรา ของเรา

เพราะความดับลงแห่งอายะตะนะ นั้นเอง
คือความดับลงแห่งทุกข์ทั้งปวง
เพราะความสลัดทิ้งลงแห่งอายะตะนะ นั้นเอง
คือความจางคลายแห่งทุกข์ทั้งปวง

:b42: เพราะความดับลงแห่งอายะตะนะมี ความสิ้นสุดแห่งทุกข์จึงมี :b42:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2011, 10:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต



อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘
๑. นิพพานสูตรที่ ๑
[๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค
ทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วย
ธรรมมีกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยนิพพาน ก็ภิกษุเหล่านั้นกระทำให้มั่น มนสิการแล้ว
น้อมนึกธรรมีกถาด้วยจิตทั้งปวงแล้ว เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการ
จุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
จบสูตรที่ ๑
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ บรรทัดที่ ๓๙๗๗ - ๓๙๙๒. หน้าที่ ๑๗๕.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ค. 2011, 23:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


:b13: ฮ๊าฮา ท่านหลับอยู่ ก็ยัง มั่วแหลกลาญ เหมือนเดิม นะเจ้าค๊า

หลับอยุ่ เขียน:
จะมีพระตถาคตหรือไม่ก็ตามธาตุธรรมมีมาอยู่แล้ว(ธัมนิยามสูตร)

อายตนนิพพานก็มีอยู่
จะทำให้ไม่มีมันไม่ได้..........!

เลิกคิดว่าไม่มีตัวตนเหอะเชื่อดิ๊ :b5:

ธาตุกับธรรม เขามีมาอยู่แล้ว ตั้งไว้อยู่แล้ว......


หลับอยุ่ เขียน:
Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘
๑. นิพพานสูตรที่ ๑
[๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค
ทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วย
ธรรมมีกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยนิพพาน ก็ภิกษุเหล่านั้นกระทำให้มั่น มนสิการแล้ว
น้อมนึกธรรมีกถาด้วยจิตทั้งปวงแล้ว เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการ
จุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ

จบสูตรที่ ๑

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ บรรทัดที่ ๓๙๗๗ - ๓๙๙๒. หน้าที่ ๑๗๕.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0


นิพพานเป็นอัตตา ก็มีแต่ พวกพลศักดิ์ เท่านั้นแหละ เจ้าค่า :b13:

ท่านหลับอยู่ อ่านหนังสือไม่แตก ปฏิบัติก็ไม่ฉาน
เห็นความ มั่วแหลกลาญ ชัดเจนแล้วนะ เจ้าข๊า Onion_R

ฮ๊าฮา ฮ๊าฮา rolleyes

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2011, 01:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่คุณหลับอยู่ยกมาพูดก็น่านำมาพิจารณาว่าความหมายเป็นอย่างไรผมคิดตามความเห็นจากการอ่านหนังสือมาว่าเป็นเรื่องของธาตุรู้ รู้เฉพาะ เช่น ตาเอาไว้เห็นรูป แต่หากแสงสว่างไม่พอตาก็ไม่สามารถมองเห็นรูปหรือหลับตาลงก็มองไม่เห็นแต่ธาตุยังทำงานอยู่ วิญญาณเกิดที่การมองตอนหลับตาแล้วเห็นแต่ความมืด อันนี้เรียกว่าธาตุไม่เที่ยงหรือปล่าว หรือตาบอดลงไปอันนี้ธาตุรู้ก็ไม่เที่ยง หูตึง หูบอด ธาตุก็ไม่เที่ยง จะเกิดวิญญาณที่หู ธาตุรู้ก็ไม่ทำงาน ทำไมธาตุดับแต่วิญญาณยังพยายามทำงานเป็นผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัญหาอุปาทาน อยากไปหาหมอรักษาหู รักษาตา ทำไมธาตุดับแล้ววิญญาณไม่ดับไปด้วย แต่สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม อย่างมองดูรูปตอนหนุ่มสาวทำไมมองไม่เห็นความแก่ตัวลงและความเสื่อมลงของสังขารกับมองไปว่าสังขารเป็นตัวเดียวกันมันเลยเห็นเป็นความเที่ยง มีตัวตนไปหรือปล่าว ส่วนตัวนั่งสมาธิมาตั้งนานก็ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาเพราะความเห็นผิดจากความจริงนั่นเอง

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2011, 05:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
ที่คุณหลับอยู่ยกมาพูดก็น่านำมาพิจารณาว่าความหมายเป็นอย่างไรผมคิดตามความเห็นจากการอ่านหนังสือมาว่าเป็นเรื่องของธาตุรู้ รู้เฉพาะ เช่น ตาเอาไว้เห็นรูป แต่หากแสงสว่างไม่พอตาก็ไม่สามารถมองเห็นรูปหรือหลับตาลงก็มองไม่เห็นแต่ธาตุยังทำงานอยู่ วิญญาณเกิดที่การมองตอนหลับตาแล้วเห็นแต่ความมืด อันนี้เรียกว่าธาตุไม่เที่ยงหรือปล่าว

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจเสียก่อนว่า อายตนะภายในของเราทั้งหก ถ้าไม่มีตัวใดเสื่อมสภาพ
หรือพิการ อายตนะทั้งหกก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่ทำไมเรารู้บ้างไม่รู้บ้าง มันเกิดจากการ
ที่เราหลงหรือขาดสติครับ
ตัวอย่างเราเดินตามท้องถนน บางครั้งเราเดินผ่านคนที่รู้จัก เราผ่านเขาไปเฉยๆ
ทั้งที่ในความเป็นจริงเราต้องทักทายเขา ที่เป็นอย่างนี้เพราะ เราขาดสติครับ
สติที่ว่าคือการไประลึกรู้ในสิ่งที่เห็นครับ รู้กับระลึกรู้ไม่เหมือนกันนะครับ
รู้ในที่นี้คือผัสสะการมองเห็น เป็นวิญญาณขันธ์
ส่วนสติเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตดวงใหม่
พออธิบายให้เห็นภาพก็คือ เวลาเราเห็นใครเห็นอะไรแล้ว แบบนี้เรียกว่ารู้
แต่ที่เราสามารถแยกได้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร ต้องใช้สติไประลึกรู้สัญญาที่เราไปจำ
ไปรู้มาในอดีตครับ

ความหมายของคำว่าไม่เที่ยง เราต้องพิจารณาจากอายตนะภายในและภายนอกตัวเดิมๆ
หรือผัสสะที่ได้รับครั้งแรก อย่างเช่นตาเห็นรูปเราต้องพิจารณาจากผัสสะตัวนี้
ถ้าคุณบอกว่า เห็นรูปแล้วหลับตาเห็นความมืด ลักษณะนี้มันไม่ใช่ความไม่เที่ยง
เพราะอายตนะภายนอกและผัสสะได้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้พิจารณาเลย
student เขียน:
หรือตาบอดลงไปอันนี้ธาตุรู้ก็ไม่เที่ยง หูตึง หูบอด ธาตุก็ไม่เที่ยง จะเกิดวิญญาณที่หู ธาตุรู้ก็ไม่ทำงาน

อายตนะภายในของเราว่ากันตามจริงมันเป็นรูปขันธ์ร่างกาย ถ้ามีอยตนะภายในตัวใด
หรืออวัยวะใดเสียไป เขาไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงในความหมายของไตรลักษณ์
ลักษณะนี้เขาเรียก ธาตุขันธ์ขาดความสมดุลย์
ธาตุที่ว่าก็คือ ดิน น้ำลม ไฟที่ประกอบกันเป็นร่างกายหรือรูปขันธ์

อายตนะภายในของเรา ถ้าตัวใดตัวหนึ่งไม่ทำงาน วิญญาณขันธ์หรือตัวรู้
ก็จะไม่เกิดขึ้น ก็เฉพาะกับอายตนะตัวนั้น แต่ถ้าจะเกิดวิญญาณขันธ์ มันจะไป
เกิดกับอายตนะภายในตัวอื่นแทนครับ

student เขียน:
ทำไมธาตุดับแต่วิญญาณยังพยายามทำงานเป็นผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัญหาอุปาทาน อยากไปหาหมอรักษาหู รักษาตา ทำไมธาตุดับแล้ววิญญาณไม่ดับไปด้วย

วิญญาณขันธ์ มีเหตุปัจจัยให้เกิดได้ถึงหกทางหรือหกประตู
ถึงแม้วิญญาณขันธ์จะแตกต่างกัน แต่ผลที่เป็นเวทนาจะเหมือนกันนะครับ
มันก็เปรียบเหมือนเรามีห้องกว้างๆอยู่ห้องหนึ่ง แต่มีประตูทางเข้าอยู๋หกประตู
ไม่ว่าเราจะเข้าประตูไหน สภาพห้องที่เข้ามาก็เป็นอันเดียวกันครับ
ที่คุณคิดว่าวิญญาณไม่ดับไปด้วยเพราะ เข้าใจผิดว่า วิญญาณมีหนึ่งเดียว
student เขียน:
แต่สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม อย่างมองดูรูปตอนหนุ่มสาวทำไมมองไม่เห็นความแก่ตัวลงและความเสื่อมลงของสังขารกับมองไปว่าสังขารเป็นตัวเดียวกันมันเลยเห็นเป็นความเที่ยง มีตัวตนไปหรือปล่าว ส่วนตัวนั่งสมาธิมาตั้งนานก็ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาเพราะความเห็นผิดจากความจริงนั่นเอง

การมองของอริยะกับการมองของปถุชนต่างกัน อริยะมีปัญญาแล้วจึงสามารถ
มองหรือพิจารณาสิ่งนอกเหนือกายใจตัวเองได้ แบบนี้เรียกว่าใช้ปัญญานำสมาธิ

ส่วนปุถุชนยังไม่มีปัญญาของอริยะ จึงไม่สามารถพิจารณาสิ่งนอกเหนือกายใจตัวเอง
ปุถุชนจะต้องใช้หลักของโยนิโสฯหรือปัญญาทางโลก มาโน้มนำเพื่อพิจารณา
กายใจตัวเองเสียก่อน เพื่อให้ได้ปัญญาแห่งอริยะครับ หลักการนี้เรียกว่า สมาธินำปัญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2011, 10:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2007, 07:13
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


หลับอยุ่ เขียน:
Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต



อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘
๑. นิพพานสูตรที่ ๑
[๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค
ทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วย
ธรรมมีกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยนิพพาน ก็ภิกษุเหล่านั้นกระทำให้มั่น มนสิการแล้ว
น้อมนึกธรรมีกถาด้วยจิตทั้งปวงแล้ว เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการ
จุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
จบสูตรที่ ๑
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ บรรทัดที่ ๓๙๗๗ - ๓๙๙๒. หน้าที่ ๑๗๕.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ค้นหาอะไรก็ได้อย่างนั้นแล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 157 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 11  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร