วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ย. 2020, 03:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 21:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร ทำไมต้องปัจจุบันขณะ ลักษณะของปัจจุบันขณะ ได้กล่าวไว้ตามโพลต์ที่ผ่านมา ต่อไปขอกล่าวถึงผลที่เกิดจากปัจจุบันขณะ และ ทำอย่างไรจึงเคลื่อนไปกับปัจจุบันขณะได้อย่างอิสระ

เริ่มต้นผู้ปฏิบัติต้องตามรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงของร่างกายและจิตใจเป็นปัจจุบันขณะ อาจมีผู้สงสัยว่าตามรู้อย่างไรเป็นปัจจุบันขณะและตามรู้อย่างไรไม่เป็นปัจจุบันขณะ การตามรู้ที่เป็นเป็นปัจจุบันขณะจะต้องรู้ความเป็นเหตุ ผล เช่น การตามรู้ลมหายใจเป็นเหตุ ขณะต่อมาอาจจะรู้สึกอึดอัดหรือแน่นๆ นั่นเป็นผล ซึ่งหากตามรู้ตามความเป็นจริงแล้วขณะเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้น ต้องละการตามรู้ลมหายใจ มารู้ที่ความอึดอัดแทน แล้วค่อยกลับไปรู้ที่ลมหายใจต่อไป หากมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นก็ละการรู้ลมไปรู้ที่สิ่งนั้นๆ ซึ่งร่างกายและจิตใจจะคลายสิ่งที่เรียกว่าอาสวะและอนุสัยออกมา เป็นผลจากการรู้ปัจจุบันขณะนั่นเอง :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 22:27 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


tongka เขียน:
สติมา อาตาปี สัมปะชาโน วิเเนยย โลเก อภิชฌาโทมะนัสสัง
เมื่อผู้โยคีบุคคลประกอบความเพียร มีสติ ความเพียร สัมปะชัญญะ อยู่ ก็สามารถนำอภิชฌาและโทมนัสสออกเสียได้
แสดงให้เห็นได้ว่าเป้าหมายแห่งการปฏิบัติขัดเกลานั้นอันดับแรกต้องทำลายอภิชฌาโทมนัส จิตที่คอยจ้องจับผิดเพ่งโทษผู้อื่นออกเป็นอันดับแรกทีเดียว
อภิชฌา คือการเพ่ง เพ่งจ้อง เพ่งเล็ง เพ่งโทษ ในทำนองนี้
โทมนัส คือ ใจร้าย ใจเลว ใจทราม ใจชั่ว (เพราะประกอบด้วยอกุศลธรรมอยู่นั่นเอง)

ธรรมเนียมทั่วไปอันเป็นภัย ที่ใครๆกำหนดรู้ตนได้ยากคือ
คือการตำหนิติโทษผู้อื่นอย่างรุนแรงด้วยอำนาจความสำคัญว่าตนว่ารู้ว่าเห็น เรียกว่าอภิชฌา
ภัยของผู้รู้ คือการเพ่งจ้องข่มผู้อื่น ท้าทายผู้อื่นด้วยทิฏฐิ ถือตัวว่าตนรู้ ตนเห็น ตนเข้าใจ

สิ่งเหล่านี้เท่าที่เราสังเกตุเห็นแล้วน้อยคนที่มากำหนดรู้ ละ ดัับ ออกจากกรงขังเหล่านี้ เขาจึงเที่ยวก่อกวนไปทุกที่ สร้างความร้อนให้เกิดขึ้นแล้วไม่พอยังปล่อยให้แผดเผาผู้อื่นให้ร้อนไปด้วย
เราน่าจะพากันควบคุมไว้อย่าให้แผดเผาผู้ื่อื่นจนเป็นเวรเป็นกรรมนะ


“เย ธัมมา เหตุป?ปภวา เตส? เหต? ตถาคโต อาห เตสัญจ โย นิโรโธ เอวัง วาที มหาสมโณติ”

“ธรรมใดเกิดแต่เหตุพระตถาคตกล่าวเหตุนั้นพร้อมด้วยความดับของเหตุนั้น ดังนี้เป็นคำสอนของมหาสมณะ”

ปฏิจจสมุปบาท คือ การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน เกิดขึ้น หรือ ดับไป ด้วยกัน

เหตุแห่งทุกข์ คือ อวิชชา

ความหลงว่ามีตัวตน บุคคล เรา เขา
อันเป็นรากเหง้า ของ กิเลสทั้งปวง

อวิชชา เป็นปัจจัยจึงมี สังขาร ....

หลงว่าเราทำ เขาร้อน
หลงว่าเขาทำ เราร้อน

ฯลฯ

:b13: ถ้าไม่หลงว่ามีตัวตนมาข้องกับความร้อนแล้ว ทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร นะเจ้าค๊า

พุทโธ ใจรู้ พุทโธ รู้ใจ
ละหลงได้ ใจก็รู้อยู่ นะเจ้าค๊า

:b8: ฮานะ อนุโมทนา ข๊า rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 22:30 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร
ขณะมีนัยยะ 2 มิติ คือมิติของรูปและมิติของนาม ในมิติของรูปคือแรงยึดเหนี่ยวของรูปทั้งหมด ในภาพใหญ่คือความยึดเหนี่ยวกันของทุกมวลที่ร้อยเรียงกันของดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง กับดวงดาวต่างๆในระบบสุริยจักรวาล ที่มีขนาดลดหลั่นกันลงมา จนถึงเล็กที่สุดคือระดับอะตอมในร่างกายมนุษย์ แรงยึดเหนี่ยวหรือแรงดึงนี้เมื่อดึงแล้วจะมีแรงผลักออก เกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงนี้ทำให้ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ นอกเหนือจากรูปแล้วสิ่งมีชีวิตยังมีส่วนของนาม หรือมิติของนาม ซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยวจากหทัยวัตถุ(หัวใจ)เป็นศูนย์กลางของธาตุรู้ในร่างกาย แรงนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปคือเกิดเป็นขณะใน 1 วินาที แรงที่เป็นมิติของรูปและนามนี้อาจถือเป็นสิ่งเดียวกัน และทำให้นามตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน :b8:


รูปเคลื่อนไหวได้เพราะมีนาม ความว่างขั้นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้

เมื่อสภาวะธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุสสาร ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

จึงต้องเปลี่ยนแปลงเป็นไตรลักษณ์ เกิดดับสืบเนื่องทุกขณะจิต

ไม่มีวันหยุดนิ่งคงทนเป็นปัจจุบันทุกยามได้


สุดยอดการหลอกลวงของรูปนาม

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 22:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
เมื่อแรงดังกล่าวกระทำต่อร่างกายและแรงของตัณหากระทำต่อจิต ทุกๆ 1 วินาที การจะหลุดพ้นจากแรงทั้ง 2 ได้จิตต้องเคลื่อนไปกับสภาวะธรรมทุกๆ 1 วนาที และหากจิตมีความถี่สูงกว่า 1 วินาทีได้ ก็จะหลุดออกจากแรงดึงทั้ง 2 ความถี่ที่สูงกว่า 1 วินาทีจะทำให้รอบการสร้างแรงของตัณหาต่ำกว่าการทำลายแรงของตัณหาโดยสัมปชัญญะ เกิดมรรคสมังคีเข้าประหารกิเลสบรรลุถึงธรรมในที่สุด :b8:


:b13: ฮานะ การจะหลุดพ้นไปจากมันได้ ก็แค่ ไม่เคลื่อนไปกับมัน นะเจ้าข๊า

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 22:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
จิตที่มีความถี่ 1 วินาที = ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันขณะคือความจริงที่เผชิญอยู่เฉพาะหน้า ซึ่งตรงข้ามกับอดีตขณะซึ่งเป็นเพียงความทรงจำ(สัญญา)และอนาคตขณะ ซึ่งเป็นความคิดคำนึง ปรุงแต่ง(สังขาร) เป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่จริงในขณะนี้ ในอดีตก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ปุถุชนทุกคนจึงตกเป็นทาสของอดีตขณะและอนาคตขณะ

ปัจจุบันขณะ แสดงไห้เห็นด้วยตัวอย่าง ถ้าคุณมีแก้ว 1 ใบ หากคุณใช้ฝ่ามือสัมผัสที่ผิวแก้วโดยหลับตา ทุก 1 วินาที คุณจะรู้สึกถึงความแข็ง ความเย็น และรู้สึกเฉยๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นแก้ว แต่ถ้าคุณใช้ฝ่ามือรูปคลำ สัมผัสนานกว่า 1 วินาทีคุณจะรู้ทันทีว่าเป็นแก้ว โดยคุณได้ใช้ความทรงจำในอดีตเป็นตัวกำหนด และหากที่ผิวแก้วเปอะเปื้อน คุณจะรู้สึกขยะแขยงและไม่ชอบ นั่นคือการปรุงแต่ง กระบวนการปฏิจสมุปบาทจึงเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ :b8:


:b13: ฮ๊าฮา อดีตก็มายา อนาคตก็มายา ปัจจุบันก็มายา นะเจ้าข๊า
พุทโธ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่จำกัดกาล

:b13: ท่าน suttiyan จึงตกเป็นทาส ของ ปัจจุบันขณะ ฉะนี้แลฯ

ท่านจงเปลื้อง (อาลัย) ในก่อนเสีย
จงเปลื้อง (อาลัย) ข้างหลังเสีย
จงเปลื้อง (อาลัย) ในท่ามกลางเสีย
จึง เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง ...


:b13: ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง นะเจ้าข๊า

:b8: ฮานะ อนุโมทนา ข๊า rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2011, 22:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร ทำไมต้องปัจจุบันขณะ ลักษณะของปัจจุบันขณะ ได้กล่าวไว้ตามโพลต์ที่ผ่านมา ต่อไปขอกล่าวถึงผลที่เกิดจากปัจจุบันขณะ และ ทำอย่างไรจึงเคลื่อนไปกับปัจจุบันขณะได้อย่างอิสระ

เริ่มต้นผู้ปฏิบัติต้องตามรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงของร่างกายและจิตใจเป็นปัจจุบันขณะ อาจมีผู้สงสัยว่าตามรู้อย่างไรเป็นปัจจุบันขณะและตามรู้อย่างไรไม่เป็นปัจจุบันขณะ การตามรู้ที่เป็นเป็นปัจจุบันขณะจะต้องรู้ความเป็นเหตุ ผล เช่น การตามรู้ลมหายใจเป็นเหตุ ขณะต่อมาอาจจะรู้สึกอึดอัดหรือแน่นๆ นั่นเป็นผล ซึ่งหากตามรู้ตามความเป็นจริงแล้วขณะเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้น ต้องละการตามรู้ลมหายใจ มารู้ที่ความอึดอัดแทน แล้วค่อยกลับไปรู้ที่ลมหายใจต่อไป หากมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นก็ละการรู้ลมไปรู้ที่สิ่งนั้นๆ ซึ่งร่างกายและจิตใจจะคลายสิ่งที่เรียกว่าอาสวะและอนุสัยออกมา เป็นผลจากการรู้ปัจจุบันขณะนั่นเอง :b8:


:b4: ฮ๊าฮา ตามยังไง ก็ไม่ทัน ปัจจุบัน ละเจ้าข๊า

อย่างท่าน suttiyan อธิบายมานั้น เป็นการวิ่งตามลิงที่โผจับกิ่งไม้ไปเรื่อยๆๆๆ
:b13: จนลิงมันปวดท้องอึ๊ออกมา ก็ยังหลงตามไปดมอึ๊ลิงอีก

หา พุทโธ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ให้เจอซะก่อน นะเจ้าข๊า
แล้วจะรู้เองว่า อดีต อนาคต ปัจจุบัน มันเป็นมายายังไง
:b13: จะได้ไม่หลงตามไปดมอึ๊ลิงอีกต่อไป น๊าเจ้าข๊า

:b8: ฮานะ อนุโมทนา เจ้าค่า rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ส.ค. 2011, 01:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ส.ค. 2011, 15:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ขอขอบคุณท่านที่ร่วมแสดงความเห็นเข้ามา ที่กล่าวถึงว่าการเคลื่อนไปกับปัจจุบัน ทำได้ยากถ้าพยายามก็จะรู้สึกอึดอัด ดังนั้นจึงเป็นที่มา ทำอย่างไรจึงเคลื่อนไปกับขณะได้อย่างอิสระ
จิตที่มีความถี่ 1 วินาที = ปัจจุบันขณะ สำหรับปุถุชนอย่างเช่นเรา ๆ ที่สั่งสมอนุสัยและอาสวะมาตลอดชีวิต ซึ่งเป็นผู้เข้าสู่เส้นทางวิปัสสนาจะทำได้ยาก เนื่องจากการจะเคลื่อนไปกับปัจจุบัน ต้องเผชิญกับแรงเกาะยึดระหว่างรูปกับรูป รูปกับนาม และนามกับนาม ซึ่งก็คือแรงปารถนา (ตัณหา) ที่เราสร้างขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับเมื่อไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง ดังนั้นการตามรู้ความจริงเริ่มต้น (1)จึงต้องทำอย่างสบายสบาย อารมณ์ปกติธรรมชาติ ละความพยายาม หากปารถนาที่จะทำก็เป็นปารถนาซ้ำซ้อน จึงเกิดเงื่อนซ้อนซ่อนเงื่อนของรูปและนาม (2)เป็นการตามรู้(สติ) โดยจะกำหนดกรรมฐานใดๆก็ตามเมื่อหลงหรือฟุ้งไปแล้วจึงตามรู้ทัน ไม่ได้ยึดอยู่กับกรรมฐานนั้นๆ และระลึกเสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเป็นการคลายของเก่าที่สะสมออกมา จึงไม่ควรปฏิเสธ ดังนี้แล้วจิตที่ประกอบด้วยปัญญาจะขยายขอบเขตแทนที่จิตที่เป็นโมหะ ขออนุโมทนา :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ส.ค. 2011, 21:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ปัจจุบันขณะมีระดับตั้งแต่ปัจจุบันขณะของปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ ปัจจุบันขณะของปุถุชนถือว่ายังไม่เป็นปัจจุบันที่แท้จริง เพราะปุถุชนต้องเจริญสติเพื่อละเจตสิกอย่างหยาบที่เป็นแรงดึงไม่ห้จิตเข้าถึงความเป็นปัจจุบัน สำหรับปัจจุบันขณะระดับกลาง(ยังไม่สามารถดำรงปัจจุบันขณะได้ตลอดเวลา)คือปัจจุบันขณะของผู้ดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณที่11 (สังขารุเบกขาญาณ)ก่อนเข้าถึงมรรค ซึ่งการรู้สภาวะรูปนามจะมีลักษณะเป็นไปโดยง่ายเป็นขณะๆ (อนัตตา) สำหรับจิตที่อยู่กับปัจจุบันขณะที่สมบูรณ์(สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน..)คือจิตของพระอรหันต์ ปัจจุบันขณะจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บุคคลเข้าถึงมิติของกาลเวลาทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2011, 15:11 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
จิตที่อยู่กับปัจจุบันขณะที่สมบูรณ์(สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน..)คือจิตของพระอรหันต์ เมื่อปัจจุบันขณะที่สมบูรณ์ปราศจากอุปปาทานคือผลลัพธ์สุดท้าย ท่านเคยหรือไม่ที่แก้ปัญหาโดยย้อนรอยจากผลลัพธ์กลับไปยังต้นเหตุ ?

ส่วนใหญ่เราจะแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ ไปสู่ ผลลัพธ์ ซึ่งหากวิธีการมีอย่างหลากหลาย เรามักลองไปแต่ละวิธี แต่การปฏิบัติธรรมที่ได้ผลต้องมีความเพียรและใช้เวลายาวนาน จึงหาผู้ปฏิบัติจนสุดทางที่จะตัดสินว่ามาถูกทางหรือไม่ ได้ยาก ส่วนใหญ่จึงลองผิดลองถูก ล้มเลิกไปกลางครัน หาผู้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ยาก สำหรับผู้ปฏิบัติที่ผ่านการปฏิบัติมาอย่างยาวนานด้วยความยากลำบาก ลองผิดลองถูกและเมื่อถึงจุดหมายที่จะไม่หลงทางแล้ว(พระโสดาบัน) ส่วนใหญ่หากต้องบอกทางให้แก่น้องทางธรรมแล้ว ก็ต้องมาปรับวิธีและชี้ทาง(เป็นกัลยาณมิตร) จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่น้องๆทางธรรมจะบรรลุธรรมได้เองโดยไม่มีกัลยาณมิตร :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย suttiyan เมื่อ 28 ส.ค. 2011, 21:35, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2011, 23:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ขอขอบคุณท่านที่ร่วมแสดงความเห็นเข้ามา ที่กล่าวถึงว่าการเคลื่อนไปกับปัจจุบัน ทำได้ยากถ้าพยายามก็จะรู้สึกอึดอัด ดังนั้นจึงเป็นที่มา ทำอย่างไรจึงเคลื่อนไปกับขณะได้อย่างอิสระ
จิตที่มีความถี่ 1 วินาที = ปัจจุบันขณะ สำหรับปุถุชนอย่างเช่นเรา ๆ ที่สั่งสมอนุสัยและอาสวะมาตลอดชีวิต ซึ่งเป็นผู้เข้าสู่เส้นทางวิปัสสนาจะทำได้ยาก เนื่องจากการจะเคลื่อนไปกับปัจจุบัน ต้องเผชิญกับแรงเกาะยึดระหว่างรูปกับรูป รูปกับนาม และนามกับนาม ซึ่งก็คือแรงปารถนา (ตัณหา) ที่เราสร้างขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับเมื่อไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง ดังนั้นการตามรู้ความจริงเริ่มต้น (1)จึงต้องทำอย่างสบายสบาย อารมณ์ปกติธรรมชาติ ละความพยายาม หากปารถนาที่จะทำก็เป็นปารถนาซ้ำซ้อน จึงเกิดเงื่อนซ้อนซ่อนเงื่อนของรูปและนาม (2)เป็นการตามรู้(สติ) โดยจะกำหนดกรรมฐานใดๆก็ตามเมื่อหลงหรือฟุ้งไปแล้วจึงตามรู้ทัน ไม่ได้ยึดอยู่กับกรรมฐานนั้นๆ และระลึกเสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเป็นการคลายของเก่าที่สะสมออกมา จึงไม่ควรปฏิเสธ ดังนี้แล้วจิตที่ประกอบด้วยปัญญาจะขยายขอบเขตแทนที่จิตที่เป็นโมหะ ขออนุโมทนา :b8:


:b13: ฮานะ แค่เคลื่อนไปกับขณะก็หมดอิสระ แล้วละ เจ้าข๊า

ดังนั้น ต้องหา พุทโธ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ให้เจอซะก่อน
จึงจะ รู้ ว่าอะไรเป็น ของจริง และ อะไรเป็น ของปลอม

ของปลอม เป็น สิ่งที่ถูกรู้ มีหด มีขยาย มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ มีดับไป
ของจริง เป็น ผู้รู้อยู่ ไม่หด ไม่ขยาย ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่จำกัดกาล นะเจ้าค๊า

suttiyan เขียน:
ผู้เข้าสู่เส้นทางวิปัสสนาจะทำได้ยาก เนื่องจากการจะเคลื่อนไปกับปัจจุบัน ต้องเผชิญกับแรงเกาะยึดระหว่างรูปกับรูป รูปกับนาม และนามกับนาม ซึ่งก็คือแรงปารถนา (ตัณหา) ที่เราสร้างขึ้นอยู่ตลอดเวลา


:b4: การหา พุทโธ ทำได้ ไม่ยาก นะเจ้าข๊า
แค่ ไม่เคลื่อน ไปกับ สังขารจิต ที่ เกิดขึ้น อยู่ตลอดเวลา
ทั้ง ความคิด จินตนาการ ปัจจุบันอารมณ์ ... ฯลฯ

เมื่อไม่เคลื่อน จึง อิสระ จาก สิ่งทั้งปวง

:b13: ทำไม่ยาก แต่ ยากที่จะทำ

ฮ๊าฮา ฮ๊าฮา rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2011, 23:09 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ปัจจุบันขณะมีระดับตั้งแต่ปัจจุบันขณะของปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ ปัจจุบันขณะของปุถุชนถือว่ายังไม่เป็นปัจจุบันที่แท้จริง เพราะปุถุชนต้องเจริญสติเพื่อละเจตสิกอย่างหยาบที่เป็นแรงดึงไม่ห้จิตเข้าถึงความเป็นปัจจุบัน สำหรับปัจจุบันขณะระดับกลาง(ยังไม่สามารถดำรงปัจจุบันขณะได้ตลอดเวลา)คือปัจจุบันขณะของผู้ดำรงอยู่ในวิปัสสนาญาณที่11 (สังขารุเบกขาญาณ)ก่อนเข้าถึงมรรค ซึ่งการรู้สภาวะรูปนามจะมีลักษณะเป็นไปโดยง่ายเป็นขณะๆ (อนัตตา) สำหรับจิตที่อยู่กับปัจจุบันขณะที่สมบูรณ์(สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน..)คือจิตของพระอรหันต์ ปัจจุบันขณะจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บุคคลเข้าถึงมิติของกาลเวลาทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต :b8:


:b13: ฮ๊าฮา จิตของพระอรหันต์ชนิดไหนกัน ติดอยู่กับปัจจุบันอย่างสมบูรณ์ ดิ้นไม่หลุด

ท่านจงเปลื้อง (อาลัย) ในก่อนเสีย
จงเปลื้อง (อาลัย) ข้างหลังเสีย
จงเปลื้อง (อาลัย) ในท่ามกลางเสีย
จึง เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง ...


:b13: ปัจจุบันธรรม ก็รวมอยู่ในธรรมทั้งปวง ด้วยนะ เจ้าค๊า

หา พุทโธ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ให้เจอซะก่อน
แล้วจะรู้เองว่า กุญแจดอกนั้น มันเป็นของปลอม ละเจ้าค่า

:b4: ฮานะ ธรรมอาสา ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง ...

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2011, 23:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
จิตที่อยู่กับปัจจุบันขณะที่สมบูรณ์(สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน..)คือจิตของพระอรหันต์ เมื่อปัจจุบันขณะคือผลลัพธ์สุดท้าย ท่านเคยหรือไม่ที่แก้ปัญหาโดยย้อนรอยจากผลลัพธ์กลับไปยังต้นเหตุ ?

ส่วนใหญ่เราจะแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ ไปสู่ ผลลัพธ์ ซึ่งหากวิธีการมีอย่างหลากหลาย เรามักลองไปแต่ละวิธี แต่การปฏิบัติธรรมที่ได้ผลต้องมีความเพียรและใช้เวลายาวนาน จึงหาผู้ปฏิบัติจนสุดทางที่จะตัดสินว่ามาถูกทางหรือไม่ ได้ยาก ส่วนใหญ่จึงลองผิดลองถูก ล้มเลิกไปกลางครัน หาผู้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ยาก สำหรับผู้ปฏิบัติที่ผ่านการปฏิบัติมาอย่างยาวนานด้วยความยากลำบาก ลองผิดลองถูกและเมื่อถึงจุดหมายที่จะไม่หลงทางแล้ว(พระโสดาบัน) ส่วนใหญ่หากต้องบอกทางให้แก่น้องทางธรรมแล้ว ก็ต้องมาปรับวิธีและชี้ทาง(เป็นกัลยาณมิตร) จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่น้องๆทางธรรมจะบรรลุธรรมได้เองโดยไม่มีกัลยาณมิตร :b8:


:b13: ฮานะ เป็นไปไม่ได้เลย ที่ผู้ไม่ยอม ละวาง ทิฏฐิมานะ จะ บรรลุธรรม ได้

จิต ของ พระอรหันต์ ไม่อิงอาศัย กาลเวลา
สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน ...
ไม่มีความคิดปรุงแต่งไปใน อดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งสิ้น

ผลลัพธ์สุดท้าย จึง เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง ...

พุทโธ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ เป็น สิ่งเดียวรวด

:b8: ฮานะ อนุโมทนา เจ้าข๊า rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ส.ค. 2011, 12:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
การปฏิบัติให้เห็นความจริงของกายและใจที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อความหลุดพ้นจึงมีความสำคัญ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นเหตุ ความหลุดพ้นเป็นผล หากมีเหตุ ผลย่อมเกิด ถ้าเหตุสมบูรณ์จะห้ามไม่ให้เกิดผลก็ไม่ได้ หากจะพูดเฉพาะเรื่องความหลุดพ้นแต่แนวทางไม่ชัดเจนก็ย่อมไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ปัจจุบันขณะจึงมีความสำคัญเพียงนัยยะหนึ่ง เมื่อถึงจุดหมายหมดสิ้นกิเลสแล้ว ปัจจุบันขณะก็หมดความสำคัญ เพราะการกระทำใดๆ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเพียงกิริยาจิตเท่านั้น
ขอขอบคุณ คุณ HANA :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ส.ค. 2011, 15:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
การปฏิบัติให้เห็นความจริงของกายและใจที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อความหลุดพ้นจึงมีความสำคัญ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นเหตุ ความหลุดพ้นเป็นผล หากมีเหตุ ผลย่อมเกิด ถ้าเหตุสมบูรณ์จะห้ามไม่ให้เกิดผลก็ไม่ได้ หากจะพูดเฉพาะเรื่องความหลุดพ้นแต่แนวทางไม่ชัดเจนก็ย่อมไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ปัจจุบันขณะจึงมีความสำคัญเพียงนัยยะหนึ่ง เมื่อถึงจุดหมายหมดสิ้นกิเลสแล้ว ปัจจุบันขณะก็หมดความสำคัญ เพราะการกระทำใดๆ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเพียงกิริยาจิตเท่านั้น
ขอขอบคุณ คุณ HANA :b8:


s007 โหฮา พระอรหันต์ แบบท่าน suttiyan หมดสิ้นกิเลสแล้ว แต่ยังมี กิริยาจิต อยู่
แค่ จิตหนึ่ง เอกัคคตาจิต อวิชชายังไม่ดับสิ้นเชิง ท่านยังไม่เคลื่อนไปตามกิริยาจิต เลยนะเจ้าข๊า

ฮ๊าฮา ฮ๊าฮา rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร