วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ย. 2020, 02:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2011, 12:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร ทำไมต้องปัจจุบันขณะ ลักษณะของปัจจุบันขณะ ผลที่เกิดจากปัจจุบันขณะ ทำอย่างไรจึงเคลื่อนไปกับปัจจุบันขณะได้อย่างอิสระ ขอให้ท่านผู้รู้แสดงความเห็น :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2011, 22:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


:b41: :b41: อิอิ :b41: :b41:


รูปภาพ


:b13: :b13: อิอิ :b13: :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2011, 12:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
รู้ปล่อย ปล่อยรู้ หรือขณะคืออะไร ทำไมต้องปัจจุบันขณะ ลักษณะของปัจจุบันขณะ ผลที่เกิดจากปัจจุบันขณะ ทำอย่างไรจึงเคลื่อนไปกับปัจจุบันขณะได้อย่างอิสระ ขอให้ท่านผู้รู้แสดงความเห็น :b8:


ตอนที่อ่านบทความนี้ แว๊บถึงภาพพระโมคคัลลานะ ขึ้นมา
เห็นภาพกรรมฐานที่พระโมคคัลลานะ้ใช้แล้ว บรรลุอรหันต์


:b1:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 08 ส.ค. 2011, 16:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2011, 16:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


และก็เห็นนิมิตหนึ่งปรากฎขึ้นมาด้วย ภาพการส่งต่อแรง
"การส่งต่อธรรม"


:b45: :b45: :b41: :b45: :b45:

รูปภาพ

:b45: :b45: :b41: :b45: :b45:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2011, 20:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
ผู้มีสมาธิมาก เมื่อทำวิปัสสนามักมีอาการเหล่านี้ คือมีอาการโยกไปโยกมา การหมุน มือหรือร่างกายหนัก การนั่งสมาธิมีอาการง่วงมาก การนั่งสมาธิโดยกำหนดรู้ความเป็นจริงของรูปนามภายในต่อเนื่องกันเป็นธรรมชาติทำได้ยาก เพราะอุปนิสัยมักชอบรู้แต่สิ่งที่ต้องการจะรู้ จึงรู้แต่อดีตไม่เป็นปัจจุบัน การแก้มักให้ใช้อริยบทยืนและเดินเป็นหลัก และมักใช้วิธีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนปัญจวัคีย์คือการไม่ติดใน 2 ส่วน ซึ่งความหมายอีกนัยหนึ่งคือไม่ติดระหว่างรูปกับนาม เช่น ไม่ติดในการเห็น(ตาเห็นรูป) และไม่ติดในความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ วิธีการคือทำความรู้สึกรู้ในการเห็นเป็นขณะๆ(5-6ขณะ) และย้ายมาสังเกตความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจหรือเฉย(5-6ขณะ) ทำกลับไปกลับมา การกระทำดังนี้เป็นการแยกสมาธิให้เป็นขณะที่ชัดเจน เพื่อละลายความรู้สึกเกาะยึด เหมาะสำหรับผู้บำเพ็ญสมาธิมามากในอดีต :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2011, 13:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


ตัวอักษรที่เขียนลงในสายน้ำ

:b48: :b48: :b48: :b48:

ความเป็นไปในชีวิตก็เหมือนกับการเขียนตัวหนังสือลงในสายน้ำ
ไหลไปตามน้ำและลงสู่ที่ต่ำ ขณะเมื่อคิดจะย้อนหวนคืน
ก็ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยแล้ว เพราะว่าตัวอักษรที่เขียนลงไปในน้ำ
ไม่ว่าจะลงทุนลงแรงไปแค่ไหน ตัวอักษรก็ไม่อาจคงอยู่
และก็ไม่อาจให้เป็นรูปลักษณ์ได้

หากเรากำหนดให้หยุดนิ่งอยู่กับความหลังที่ผ่านมา นั่นเป็นการแสวงหา
ทุกข์ให้กับตัวเอง หากบังเอิญนึกถึง ความทุกข์และเจ็บปวดจากความทรงจำ
ในอดีต นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มทุกข์และความเจ็บปวดขึ้นอีกเป็นเท่าทวี

สุขและทุกข์สมหวังและผิดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิต
เป็นเพียงการเขียนตัวหนังสือลงในสายน้ำ
ย่อมจะต้องไหลไปตามกาลเวลา
เพราะว่าทุกสิ่งนั้นล้วนแต่เป็นอนิจจัง

กายคนดั่งสายน้ำ คืนและวันไหลไปอย่างไม่หยุดยั้ง
สิ่งที่เกิดและดับทำให้คนต้องแก่ชรา
ความคิดเหมือนดั่งสายน้ำ ไม่มีช่วงเวลาไหนได้หยุดนิ่ง
ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในความสับสน
กายและจิตดั่งมายา เหมือนกับการเขียนหนังสือบนสายน้ำ
ตัวอักษรที่สองยังไม่ทันเขียน ตัวแรกก็หายไปเสียแล้ว

ความรัก ก็เป็นการเขียนหนังสือลงในสายน้ำ ขณะเมื่อเราบอกว่ารัก
ความคิดว่ารักก็ไม่รู้ว่าไหลไปในทิศทางใดแล้ว

ความรักที่สวยงามเป็นการเขียนบทกลอนลงในน้ำ ความรักทั่วไปเหมือน
บทความที่เขียนลงในน้ำ สัจจะแห่งรักเป็นความบังเอิญของใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมา
หล่นลงมาแล้ว ก็ไปไหลไปอย่างเงียบเชียบตามสายน้ำ

ทำไมถึงเกิดความหวาดกลัวความหวาดระแวง ซึมเศร้าทุกข์กังวล
นั่นเป็นเพราเราจดจ้องอยู่แต่ตัวหนังสือที่เขียนลงในสายน้ำ
โดยลืมไปว่าตัวหนังสือเหล่านั้นเป็นการเขียนลงในสายน้ำที่ไหลไปไม่ขาดสาย

ใบไม้กิ่งไม้ สวะที่ลอยมา ต่างก็ไม่ได้สนใจที่จะเหลียวแล และต่างก็ไหลไปตามครรลอง
ความเจ็บปวดของคนอยู่ที่เศษหญ้าที่ลอยอยู่ข้างหน้าที่ผะวงถึงขอนไม้ที่ลอยอยู่
ด้านหลัง ฟองคลื่นที่อยู่ด้านหลังก็คิดถึงขอนไม้ที่อยู่ด้านหน้า

เพียงแค่เรามองเห็นอย่างชัดแจ้งว่า ตัวหนังสือนั้นเขียนอยู่ในสายน้ำ
จิตก็จะจางคลายจากความยึดมั่น ไม่รู้สึกหวาดระแวง
ห่างไกลจากความเพ้อฝันที่ไม่เป็นความจริง

ในฟองคลื่นที่ไหลไปอย่างเชี่ยวกราดและรีบเร่ง คนที่รู้ถึงครรลองและความเป็นไป
ได้บังเอิญก้มลงไปมองหรือเปล่าว่า ตัวเองในสายน้ำนี้เป็นตัวอักษรตัวไหน?


:b48: :b48: :b48: :b48:


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?i ... =1&gblog=1

:b1: :b1: :b1: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2011, 13:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


ฝึกมองตามสภาพที่เป็นจริง

มีคำกล่าวว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสามัญสำนึก มีความรู้สึกนึกคิด”
และส่วนใหญ่เรามักจะปล่อยให้ตัวเองเดินไปตามอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด
เช่น ดีใจ โกรธ ทุกข์หรือสุข เศร้ากังวลหรือหมกมุ่น

คนส่วนใหญ่มักจะหลงคิดว่า ความรู้สึกคือตัวเราเอง
ดังนั้นชีวิตจึงดำเนินไปอย่างไม่มีความสุข ดำเนินชีวิตไปอย่างไม่สมดังอารมณ์หมาย

แล้วทำอย่างไรความรู้สึกถึงจะไม่ใช่ตนเอง
เป็นเพราะมันเปลี่ยนแปลงทุกขณะจิต เป็นความอนิจจัง
และเพราะมันไม่เป็นความจริง จึงควรจะรีบมองให้เป็นสภาพที่เป็นจริง
อย่าให้กิเลสต้องหลอกให้อีก

แล้วเราจะมองให้เห็นสภาพที่เป็นจริงได้อย่างไร
เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้น แล้วเรากระทำเป็นเพียงผู้ดู อย่าวิ่งเต้นไปตามมัน
แล้วก็สังเกตความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
“เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง ดับไป” เมื่อความคิดดับไป
ก็จะกระโดดไปจับอารมณ์อื่นๆอีกอย่างรวดเร็ว
ความคิดเกิดดับไม่มีหยุด และไม่มีขอบเขต

เมื่อผ่านการเฝ้าดู ก็จะเข้าใจความเกี่ยวเนื่องของสภาพจิตภายใน
และเข้าใจและเห็นภาพพจน์ของคำกล่าวในคัมภีร์ปรัชญาปรมิตตาสูตรที่ว่า
“รูปไม่ต่างจากความว่าง ความว่างไม่ต่างจากรูป
รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าก็คือรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นเช่นนั้นเอง


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?i ... 1&gblog=14


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2011, 14:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


:b1: :b1: อิอิ :b1: :b1:

ก่อนหน้านี้ ผู้ปฏิบัติธรรม เหมือนท่องไปในทางอย่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

แต่ในวันนี้ สหายทางธรรม กลับปรากฎอย่างพร่างพราย

:b8: :b8: กราบขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุนพื้นที่แด่ผู้แสวงหา/ปฏิบัติธรรม
ได้มีพื่นที่แสดงมุมมองทางธรรม
และกราบขอบพระคุณผู้มุ่งหน้าเดินในทางธรรมที่สรรหาถ้อยคำงาม ๆ มากมาย
ที่ต่างได้ร่วมขับขานประสานสำเนียงตามครรลองแห่งทาง
ด้วยผู้ที่เดินในทางที่มืดอยู่ จะได้ยินสำเนียงแล้ว
จะเข้าใจท่วงทำนองแห่งธรรม และเดินตามเสียงไปในทาง


:b8: :b8: :b8: :b8:

อืมม ข้าพเจ้าเสียอีกที่ยังคงทำตัวแย่มาก
ที่ยังหดหัว หดแขน หดขา ไว้ในกระดองเหมือนเต่า
ไม่มีปัญญาจะนึกว่ามีอะไรจะต้องพูด
หรือจะต้องพูดอะไร


ได้แต่ผ่านไปเจอ แล้วเห็นทำนองงาม ๆ ก็หยิบมาฝาก

:b1: :b1: :b1: :b1:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 09 ส.ค. 2011, 15:14, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2011, 15:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


๒๒

จิตของพระโพธิสัตว์นั้น เหมือนกับความว่าง เพราะท่านได้เพิกถอนสิ่งต่าง ๆ ออกเสียแล้ว และไม่ปรารถนา แม้แต่จะสร้างสมบุญกุศล

การเพิกถอนนั้นมีวิธีอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน

เมื่อทุก ๆ สิ่งทั้งภายในและภายนอก ทั้งรูปธรรมและนามธรรมถูกเพิกถอนแล้ว เมื่อความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ ไม่มีเหลืออยู่ เช่นเดียวกันกับใน ความว่าง เมื่อการกระทำทั้งหมด เป็นไปแต่ตามควรแก่สถานที่และสิ่งแวดล้อมล้วน ๆ (ไม่มีกิเลสเจือปน) และเมื่อความรู้สึกว่าตัวตนในฐานะเป็นผู้ถูกกระทำ นั้นถูกเลิกล้างไปหมดแล้ว นั้นคือวิธีแห่งการเพิกถอนชนิดสูงสุด

เมื่อในขณะหนึ่ง หนทาง ทางนี้ มีการดำเนินโดยการประกอบกุศลธรรมมีประการต่าง ๆ และอีกในขณะหนึ่ง การเพิกถอนกุศลเหล่านั้นก็มีอยู่ และไม่ดำรงความหวังที่จะรับผลแห่งบุญกุศลเหล่านั้นไว้ นั้น คือวิธีแห่งการเพิกถอนชนิดกลาง ๆ

เมื่อการประกอบบุญกุศลทุกชนิด ได้ทำไปเพื่อหวังที่จะได้รับผลตอบแทน ของบุคคลผู้ซึ่งแม้จะมีความรู้เรื่อง ความว่าง โดยได้ยินได้ฟัง ธรรมะ ข้อนี้ แล้วทำตนเป็น (ประหนึ่งว่า) ผู้ไม่ยึดถือ นั่นคือ วิธีแห่งการเพิกถอนชนิดต่ำที่สุด

วิธีชนิดแรก เหมือนกับไต้ลุกโพลง ที่ถือส่องยื่นไปข้างหน้า อันไม่สามารถจะทำให้หลงทางไปได้ วิธีชนิดที่สอง เหมือนกับไต้ลุกโพลง ที่ถือย่นไปข้าง ๆ ซึ่งบางทีก็เห็นทาง บางทีก็มืด ส่วนวิธีที่สามนั้น เหมือนกับไต้ลุกโพลง ที่ถือไขว้ไว้ข้างหลัง จนกระทั่งหลุมมีอยู่ข้างหน้า ก็มองไม่เห็น


๒๓

ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เห็นได้ว่า จิตของพระโพธิสัตว์นั้น เหมือนกับความว่าง และสิ่งทุกสิ่งถูกเพิกถอนหมดสิ้น โดยจิตนั้น เมื่อความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอดีตไม่ถูกยึดถือไว้ นั่นคือการเพิกถอนส่วนอดีต เมื่อความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปัจจุบันไม่ถูกยึดถือไว้ นั่นคือการเพิกถอนส่วนปัจจุบัน เมื่อความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอนาคตไม่ถูกยึดถือไว้ นั่นคือการเพิกถอนส่วนอนาคต นี้เรียกว่าการเพิกถอนที่สุดทั้ง ๓ กาล

จำเดิมแต่พระตถาคตได้ทรงมอบ ธรรมะ แก่พระมหากาศยปะ (กัสสปะ) มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ จิต ได้ถูกถ่ายทอดด้วย จิต ตลอดมา และ จิต เหล่านี้ ล้วนแต่เป็น จิต ๆ เดียวกัน

การถ่ายทอด ความว่าง ให้กันและกันนั้น ไม่สามารถทำได้โดยทางคำพูด การถ่ายทอดตามความหมายทางฝ่ายวัตถุนั้น ไม่สามารถใช้กันได้กับ ธรรมะ เมื่อเป็นดังนั้น จิต เป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดด้วย จิต และ จิตเหล่านี้ไม่แตกต่างกันเลย

การถ่ายทอด และการรับการถ่ายทอด ทั้งสองอย่างนี้ เป็นความเข้าใจอันเร้นลับ ที่เข้าใจยากที่สุด จนถึงกับมีไม่กี่คนจริง ๆ ที่สามารถรับเอาได้

ถึงอย่างไรก็ตาม ตามความเป็นจริงนั้น จิต นั้นก็ยังมิใช่ จิต และการถ่ายทอดนั้น ก็มิใช่การถ่ายทอด ที่เป็นจริงเป็นจังอะไรเลย


Kiss ขอบคุณที่มา Kiss

http://agaligohome.com/index.php?topic=280.0


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 09 ส.ค. 2011, 15:39, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2011, 15:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v ... 873&Z=1938

โมคคัลลานสูตร
[๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลา มิคทายวัน
ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ ก็สมัยนั้นแล ท่านมหาโมคคัลลานะนั่งโงก-
*ง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ

.....
.....
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ
ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีธรรมเป็นแดน
เกษมจากโยคะล่วงส่วน เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ


พ. ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่
ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง
ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนด
รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็น
ความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อเธอ
พิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อม
ไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้
หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน
เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ


จบสูตรที่ ๘


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2011, 15:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หาผู้รู้ ให้พบสิ เดี๋ยวมันจะบอกเอง อดีต ปัจจุบัน อนาคต มันอยู่ในนั้นทั้งหมด ไปหาตามตำหรับตำรา แล้วคาดคะเนเอาเอง มันจะไม่ได้อะไรเอาน๊า s006 เกี่่ยวกันไหมนี่กับคำถาม เหอๆ :b27:

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 00:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


คนกำลังหิว.....เห็นอะไรที่พอจะกินได้...ก็ขว้า

พวกที่กำลังวางแผนหาอาหารการกิน...กำลังปลูกข้าวในนา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 11:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


สิ่งทั้งปวงเกิดมาจากจิต

สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัยนั้นไม่มี
ผู้เป็นต้นเหตุพาสัตว์ทั้งหลายมาเกิดแก่เจ็บตาย
เป็นทุกข์วุ่นวายเดือดร้อนกัน ก็จิตนี่แหละ
ที่มันหุ้มห่อด้วยสรรพกิเลสทั้งปวง

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เข้าถึงการดับต้นเหตุ
คือจิตที่เศร้าหมองด้วยกิเลสอันนี้ มันจึงจะหมดเหตุ
ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายให้เป็นทุกข์อีกต่อไป

ตาเห็นรูป ตาโกรธไม่เป็น หูฟังเสียง หูมันก็โกรธไม่เป็น
ความโกรธไม่ได้เกิดที่ตาหรือที่หู มันเกิดที่จิต

สรรพกิเลสทั้งปวง มันเกิดจากจิตไปหลงอารมณ์
จิตที่มีปกติใสสะอาด เมื่อถูกอารมณ์สะกิดเข้า
มันก็ขุ่นมัวไป เหมือนน้ำใสสะอาด เมื่อถูกสีเขียวสีแดง
เจือปน ความใสก็เปลี่ยนไป หนทางแก้ไข คือ
การสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา

ก็แล้วจะสร้างมันอย่างไร?
เมื่อรู้ว่ากิเลสเกิดขึ้นที่จิต เราต้องดับมันตรงจิต
จะไปดับตรงอื่นไม่ได้ ให้เจริญสติรู้อารมณ์ที่ปรากฏ
เฉพาะหน้าด้วยจิตเป็นกลาง รู้อยู่ตรงที่รู้

ดังพระศาสดาสอนพระรูปหนึ่งให้เจริญสติรู้เห็นอยู่ที่จิต
ก็พอ ให้มันยอมจำนนตรงนี้ กี่วันกี่เดือนกี่ปีก็ให้รู้ที่รู้
ไม่ต้องไปอยากได้อะไร มีแต่รู้ตรงนี้เรื่อยไป จนจิตมัน
รู้ชัดในสภาพที่ไม่ใช่ตัวตน และเห็นทุกข์นั้นเกิดมาจากเหตุ
(ความทะยานอยากของจิต) หมดเหตุมันก็ดับ

ดังที่ท่านพระอัสสชิแสดงธรรมแก่พระสารีบุตรว่า

ธรรมทั้งหลายเกิดมาจากเหตุ พระตถาคตเจ้า
ทรงแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น และความดับของ
ธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปรกติตรัสอย่างนี้


ที่มา หนังสือเรื่อง พระพุทธเจ้าพระองค์จริง
ของอาปาสันติ


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?i ... =3&gblog=7


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 13:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


แสงดาวพร่างพราย เต็มท้องนภา :b16: :b16:

วิปัสสนา

http://www.suwalaiporn.com/index.php

http://www.suwalaiporn.com/index.php?la ... 16&Ntype=5

http://www.suwalaiporn.com/index.php?la ... 18&Ntype=5

:b48: :b48: :b48: :b48:

วิธีเจริญสมาธิของพระพุทธเจ้า

http://www.suwalaiporn.com/index.php?la ... 29&Ntype=5


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ส.ค. 2011, 13:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว



ฮวงโป
๓๐


บัด นี้ถ้าเธอมัวแต่สาละวนในการใช้จิตของเธอเอง แสวงหา จิต มัวอยู่แต่จะฟังคำสอนจากผู้อื่น และหวังอยู่แต่จะลุถึงจุดหมายปลายทางด้วยการศึกษาล้วน ๆ แล้ว เมื่อไรเล่า เธอจึงจะประสบความสำเร็จสักที ?

คนโบราณบางคน มีจิตใจแหลมคม เขารีบสลัดความรู้สึกทั้งหมดเสียได้ ในทันทีที่ได้รับฟังธรรมซึ่งประกาศออกมา ดังนั้นเขาจึงได้นามว่า “ปราชญ์ผู้ซึ่งสลัดการศึกษาเสียได้ แล้วมาอาศัยอยู่กับการโพล่งรวดเดียวถึงตัว ธรรมะ ได้ในตัวมันเอง”

คนในทุกวันนี้ได้แต่แสวงหาเพื่อจะยัดไส้ตัวเอง ด้วยความรู้และความสามารถในการใช้เหตุผลทางอนุมาน แสวงหาความรู้ทางพระคัมภีร์อยู่ทุกหนทุกแห่ง และเรียกการทำอย่างนั้น ว่าการปฏิบัติธรรม เขาเหล่านั้นไม่รู้ ว่าความรู้และสติปัญญาชนิดนั้น ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีผลในทางตรงกันข้าม คือเป็นการสุมกองสิ่งกีดขวาง ให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง ลำพังการรวบเอาความรู้ต่าง ๆ เข้าไว้อย่างท่วมหัวนั้น มันเหมือนกับเด็กที่ทำตนให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย เพราะสวาปามเต้าหู้เข้าไปมากเกินไป พวกที่ศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้นตามแบบของพวก ตรียาน นั้น เหมือนกับเด็กคนนี้ทุกอย่าง ทั้งหมดเท่าที่เธอจะเรียกคนพวกนี้ให้ดีที่สุดได้ ก็คือเรียกเขาว่า พวกคนที่เดือดร้อนเพราะท้องเสีย

เมื่อสิ่งที่เรียกว่า ความรู้และสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดชนิดนั้นเกิดย่อยไม่ได้ขึ้นมา มันก็กลายเป็นพิษขึ้น เพราะมันเป็นได้แต่เพียงของในเครือเดียวกันกับสังสารวัฏเท่านั้น ในฝ่าย ธรรมอันสูงสุด นั้น ไม่มีของชนิดนี้เลย ดังนั้นจึงมีคำกล่าวไว้ว่า “ในคลังแสงสรรพาวุธแห่งราชาธิปัตย์ของข้า หามี ดาบแห่งความเป็นเช่นนั้นไม่” ดังนี้

ความคิดรูปต่าง ๆ ซึ่งเธอได้ก่อมันขึ้นในอดีต (เหลืออยู่ในรูปแห่งสัญญาต่าง ๆ) นั้นต้องสลัดทิ้งเสียให้หมด แล้วเข้าแทนที่ไว้ด้วยความว่าง เมื่อใดคติทวินิยม สิ้นสุดลง เมื่อนั้นก็มี ความว่างแห่งตถาคตครรภ์

คำว่า “ตถาคตครรภ์” หมายถึงสิ่งที่ไม่มีเนื้อที่พอให้สิ่งใดซึ่งมีขนาดแม้เท่าเส้นขนที่เล็กที่ สุด ตั้งอยู่ได้ นั่นแหละ คือข้อที่ว่าเหตุใด พระธรรมราชา (พระพุทธเจ้า) ผู้ที่ได้ทำลายความยึดถือว่ามีตัวมีตนลงเสียได้ ได้ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏออกมาในโลกนี้ และนั่นแหละคือข้อที่ทำไมพระองค์จึงตรัสว่า “เมื่อเราอยู่ในที่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธทีปังกร เรารู้สึกว่าไม่มีอะไร แม้แต่อนุภาคเดียวสำหรับเราเพื่อจะบรรลุถึง” ดังนี้

คำตรัสนี้ เป็นคำตรัสที่มุ่งหมายโดยตรง เพื่อทำให้ความรู้และสติปัญญาชนิดนั้น ของพวกเธอ ให้เป็นของว่างไปเสีย

มีแต่พวกที่เว้นขาดจากร่องรอย ของการปฏิบัติอย่างคว้าไปคว้ามา เพราะติดแน่นในความรู้ของตน (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ทุกอย่างทุกชนิดเสียได้ และเว้นขาดจากการหวังพึ่งสิ่งใด ๆ ทั้งหมดแล้วเท่านั้นที่จะสามารถเป็นผู้สงบถึงที่สุดได้

คำสอนตามพระคัมภีร์ ของยานทั้งสามนั้น ก็เป็นแต่เพียงยาบำบัดความเจ็บไข้ ในขั้นปฐมพยาบาลเท่านั้น คำสอนเหล่านั้นถูกสอนไปเพื่อสนองความต้องการในทำนองนั้น ดังนั้นมันจึงเป็นของมีคุณค่าเพียงชั่วคราว และขัดกันไปขัดกันมา อยู่ในตัวมันเอง ถ้าเพียงแต่ความจริงข้อนี้ เป็นที่กระจ่างกันแล้ว ก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้เห็นที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้นทั้งหมดก็คือ มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะไม่ไปเลือกเอาคำสอนที่เหมาะเฉพาะบางโอกาส บางเรื่อง แล้วเอามาถือว่ามันเป็นความคิดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันจับใจเขา โดยการที่มันปรากฏอยู่เป็นส่วนหนึ่งในพระคัมภีร์ ทำไมจึงเป็นดังนั้นเล่า ? เพราะว่าตามความจริงดังนั้น ไม่มีธรรม (สิ่ง) ใดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งความข้อนี้ พระตถาคตก็ได้ประกาศไว้แล้ว คนในนิกายเราจะไม่แย้งเลย ในข้อที่ว่า สิ่งทำนองนี้คงจะมีได้

เรารู้จักทำให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางจิต หยุดเสียทั้งหมดเท่านั้น และเพราะเหตุนั้น ย่อมได้รับความสงบอันแท้จริง โดยแน่นอนเราไม่ควรตั้งต้นด้วยการคิดสิ่งต่าง ๆ ออกมามากมาย แล้วจบลงแค่ความฉงนสนเท่ห์นานาชนิด


ขอบคุณที่มา

http://agaligohome.com/index.php?topic=312.0

smiley smiley


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร