วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ย. 2020, 03:11  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 30, 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2011, 08:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


ปรากฏการณ์ ในฌานที่๓ นี้นั้น ก็เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์เท่านั้น
เกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัยเช่นนั้นเอง

สติและปัญญา อาจจะคมชัดเจนกว่าสมาธิในระดับปฐมฌานและทุตติยฌานขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง
และสติและปัญญา และสมาธิในระดับขั้นฌานที่๓นี้ ก็ใช่ว่าจะเที่ยงแท้จริงจังแต่อย่างใด
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในฌานที่๓ ก็ยังคุณลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนในฌานอื่นๆเช่นกัน
เพียงแค่ผลคือความสงบรำงับอาจจะเหนือกว่ากว่าที่๑และ๒เท่านั้นเอง
แต่ความสงบรำงับปราณีตกว่าฌานที่๓นี้เหนือกว่าฌานที่๓นี้ก็ยังมีอยู่อีก
ซึ่งก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่แปลกหรือพิศดารลำลึกแต่ประการใดๆ

สมาธิในฌานที่๓นี้ วิญญาณยังคงทำให้ที่อยู่ตามปกติ
ยังคงรู้อยู่กับรูปลมหายใจเข้าออก
รู้อยู่กับเวทนา ปิติ สุข
รู้อยู่กับสังขาร ปรากฏการณ์ต่างๆ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2011, 05:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


สมาธิในทุกระดับขั้น ล้วนเป็นเพียงแค่ที่อาศัยพักจิต
เพื่อการพิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆเท่านั้นเอง.

สมาธิในทุกระดับขั้น จึงมิใช่เป้าหมายปลายทาง
ความหลุดพ้นเป็นอิสระจากปรากฏการณ์ต่างๆทั้งหลายนั้นต่างหาก
ที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง.

ในทุกๆปรากฏการณ์
หากสังเกตุลงไปลึกๆมักจะได้กลิ่นไอของตัณหาอยู่ในทุกปรากฏการณ์
เมื่อเห็นตัณหา ก็ย่อมที่จะหลีกเลี่ยง ภพ ชาติ ชรา มรณะทุกข์ ไปไม่พ้น.


การที่จะปล่อยวางปรากฏการณ์ต่างๆลงได้
จำเป็นต้องอาศํยกำลังของฌานหรือสมาธิ
การไม่หยุดชะงักจมแช่อยู่กับฌานหรือสมาธิในระดับขั้นใดๆ
ในที่สุดปรากฏการณ์ต่างๆทั้งหลายก็จะสิ้นสุดรำงับหายไป

การที่จะตัดรากถอนโคนความเข้าไปมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์ต่างๆ
ทั้งการปฏิเสธหรือความพยามดึงดูดที่จะรักษาเอาไว้
ความเห็นโดยส่วนตัว เข้าใจว่าเป็นสิ่งมี่กระทำได้ยากมาก

ความประมาทคือความเข้าใจว่า กระทำได้แล้ว หลุดพ้นแล้วจากปรากฏการณ์ต่างๆทั้งหลายได้แล้ว
จึงมักจะเป็นเหตุปัจจัยทำให้สร้างปรากฏการณ์ขึ้นมาเสียเอง
ซึ่งปรากฏการณ์ที่สร้างขึ้นมาเองนี้
ยากที่จะสลัดให้หลุดพ้น กว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2011, 14:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2008, 17:25
โพสต์: 62


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
การที่จะปล่อยวางปรากฏการณ์ต่างๆลงได้
จำเป็นต้องอาศํยกำลังของฌานหรือสมาธิ
การไม่หยุดชะงักจมแช่อยู่กับฌานหรือสมาธิในระดับขั้นใดๆ
ในที่สุดปรากฏการณ์ต่างๆทั้งหลายก็จะสิ้นสุดรำงับหายไป

การที่จะตัดรากถอนโคนความเข้าไปมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์ต่างๆ
ทั้งการปฏิเสธหรือความพยามดึงดูดที่จะรักษาเอาไว้
ความเห็นโดยส่วนตัว เข้าใจว่าเป็นสิ่งมี่กระทำได้ยากมาก

ความประมาทคือความเข้าใจว่า กระทำได้แล้ว หลุดพ้นแล้วจากปรากฏการณ์ต่างๆทั้งหลายได้แล้ว
จึงมักจะเป็นเหตุปัจจัยทำให้สร้างปรากฏการณ์ขึ้นมาเสียเอง
ซึ่งปรากฏการณ์ที่สร้างขึ้นมาเองนี้
ยากที่จะสลัดให้หลุดพ้น กว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ...


:b8: สาธุ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2011, 22:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
การกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมโดยเฉพาะระดับของสมาธิ บ่งบอกถึงการเกิดขึ้นและดับไปของสภาวธรรมจากหยาบสู่ความละเอียด และปรากฏการณ์ที่เกิดร่วมกับระดับสมาธิ ล้วนเป็นสิ่งธรรมดา การรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่ามั่นหมายอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบล้วนเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต สำหรับบุคคลบางคนที่ได้ศึกษาเล่าเรียนในปัจจุบัน อาจมองว่าศาสนาเป็นเพียงความเชิ่อ จึงได้แจกแจงพุทธศาสตร์เทียบเคียงกับวิทยาศาสตร์ บุคคลใดก็ตามเข้าถึงประจักษ์ชัดในปรากฏการณ์ไตรลักษณ์ ย่อมเดินตรงสู่ที่เดียวกันทั้งสิ้น
ขอขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเห็น :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2011, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
การกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมโดยเฉพาะระดับของสมาธิ บ่งบอกถึงการเกิดขึ้นและดับไปของสภาวธรรมจากหยาบสู่ความละเอียด และปรากฏการณ์ที่เกิดร่วมกับระดับสมาธิ ล้วนเป็นสิ่งธรรมดา การรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่ามั่นหมายอะไรไม่ได้ :b8:


:b8: :b8: :b8:



:b45: การได้รู้ว่าสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยมีอยู่เดิม
พุทธศาสนาจึงหยุดการค้นหา.

:b45: วิทยาศาสตร์ยิ่งทวีการค้นหาไม่รู้จักจบสิ้น
เมื่อได้พบเจอสิ่งที่แปลกใหม่.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2011, 09:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


ปล่อยรู้ เขียน:
:b8: :b8: :b8:

:b45: การได้รู้ว่าสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยมีอยู่เดิม
พุทธศาสนาจึงหยุดการค้นหา.

:b45: [b]วิทยาศาสตร์ยิ่งทวีการค้นหาไม่รู้จักจบสิ้น
เมื่อได้พบเจอสิ่งที่แปลกใหม่.


:b8: :b8: :b8:

เคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว

มิติทางจิต - มิติทางวัตถุ

ถ้านามหยุด

แล้วรูปล่ะ
:b14: :b14: :b14:

:b30: :b30: :b30:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2011, 12:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
สภาวธรรมที่หยุดการปรุงแต่งมีระดับที่ต่างกัน การปรุงแต่งที่อยู่ในรูปความนึกคิดจะหยุดลงในฌานที่ 2 แต่อย่างไรก็ตามยังมีสภาวะบางอย่างที่เป็นเหตุใกล้ให้เกิดความนึกคิด เป็นอารมณ์ประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะ เป็นของคู่กับสภาพปรุงแต่งประเภทนั้นๆ เช่น ในฌานที่ 2 จะพบสภาวะความอบอุ่นที่สบายส่วนแรงที่มโน จะมีลักษณะการโอบที่ไม่หนาแน่นมากนัก หากรู้ถึงแรงที่กระทำต่อมโน และแรงดับลง สภาวะความอบอุ่นจะเปลี่ยนเป็นความเย็นสบายสดชื่นขึ้นมาทันที ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าสภาวะที่แรงโอบดังกล่าวเป็นเหตุ( สิ่งนี้จึงจัดเป็นธรรมารมณ์)ที่ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น สำหรับการหยุดการปรุงแต่งอีกลักษณะหนึ่ง คือ สภาวะที่ตัณหาดับลงขณะถึงมรรคญาณ ตัณหามีลักษณะการร้อยรัดบีบเค้นตลอดเวลา (สำหรับปุถุชนไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม)เมื่อถึงมรรคญาณ ในเวลานั้นจะประหารกิเลสตามกำลังมรรค เมื่อตัณหาดับจิตอิสระจากแรงร้อยรัด เป็นความอิสระที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตและเปรียบเทียบกันไม่ได้กับสุขที่ประสบในฌานจิตที่ยังมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา(ยังเป็นธรรมารมณ์ มีวิญญาณเป็นผู้เสพ) จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสภาวะที่จิตหยุดการปรุงแต่งอย่างแท้จริง สำหรับรูปซึ่งเป็นผลก็ต้องรับวิบากที่ได้ทำไว้แล้ว เมื่อใส้เทียนที่ติดไฟดับหมดลงไม่เหลือเชื้อแล้ว ส่วนที่เป็นเนื้อเทียนก้ดับหมดลงเช่นเดียวกัน :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2011, 14:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
ขอความเจริญในธรรมมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
...
เช่น ในฌานที่ 2 จะพบสภาวะความอบอุ่นที่สบายส่วนแรงที่มโน จะมีลักษณะการโอบที่ไม่หนาแน่นมากนัก หากรู้ถึงแรงที่กระทำต่อมโน และแรงดับลง สภาวะความอบอุ่นจะเปลี่ยนเป็นความเย็นสบายสดชื่นขึ้นมาทันที ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าสภาวะที่แรงโอบ
....
สภาวะที่ตัณหาดับลงขณะถึงมรรคญาณ ตัณหามีลักษณะการร้อยรัดบีบเค้นตลอดเวลา (สำหรับปุถุชนไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม)เมื่อถึงมรรคญาณ ในเวลานั้นจะประหารกิเลสตามกำลังมรรค เมื่อตัณหาดับจิตอิสระจากแรงร้อยรัด เป็นความอิสระที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตและเปรียบเทียบกันไม่ได้กับสุขที่ประสบในฌานจิตที่ยังมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา(ยังเป็นธรรมารมณ์ มีวิญญาณเป็นผู้เสพ) จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสภาวะที่จิตหยุดการปรุงแต่งอย่างแท้จริง สำหรับรูปซึ่งเป็นผลก็ต้องรับวิบากที่ได้ทำไว้แล้ว เมื่อใส้เทียนที่ติดไฟดับหมดลงไม่เหลือเชื้อแล้ว ส่วนที่เป็นเนื้อเทียนก้ดับหมดลงเช่นเดียวกัน :b8:


:b17: :b17: :b17:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2011, 14:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


suttiyan เขียน:
...

ตัณหามีลักษณะการร้อยรัดบีบเค้นตลอดเวลา


:b17: :b17: :b17:

ตอนที่รู้สึก แรงที่มีลักษณะ ร้อยรัด นั้น
ก็เห็น สัญญา ส่งสัญญาณชี้ว่านั่นคือ "ตัณหา" ออกมา
แต่ก็ไม่ทันได้เชื่อในสิ่งที่ปรากฎ
เพราะเอกอน สุ่มสี่สุ่มห้า ไปเจอ ก็เข้าใจว่า
คือ เราไม่ได้นั่งสมาธิ แต่เรารู้ว่าตอนนั้น จิตมันเป็นสมาธิของมันเอง
ไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนา
พออยู่ ๆ มาเจอ เราก็เข้าใจว่าเป็นอาการที่เราเพ้อไปเองมาตลอด
ช่างซื่อบื้อแท้หนอ :b9:

:b6: :b6: :b6:

ท่านเป็นผู้ปฏิบัติที่มีความละเอียดละออ ชัดเจนในสภาวะ จริง ๆ smiley




โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2011, 06:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:

ถ้านามหยุด

แล้วรูปล่ะ




วิญญาณ อาศัยนามรูป
นามรูป อาศํยวิญญาณ

เพราะมีวิญญาณ จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูป จึงมีวิญญาณ


เพราะมีความร้อน จึงมีการเผาไหม้
เพราะมีการเผาไหม้ จึงมีความร้อน


:b45: ทุกปรากฏการณ์ ล้วนมีผัสสะเป็นปัจจัย อาศัยผัสสะในการปรากฏ :b45:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2011, 10:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


ปล่อยรู้ เขียน:
eragon_joe เขียน:

ถ้านามหยุด

แล้วรูปล่ะ




วิญญาณ อาศัยนามรูป
นามรูป อาศํยวิญญาณ

เพราะมีวิญญาณ จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูป จึงมีวิญญาณ


เพราะมีความร้อน จึงมีการเผาไหม้
เพราะมีการเผาไหม้ จึงมีความร้อน


:b45: ทุกปรากฏการณ์ ล้วนมีผัสสะเป็นปัจจัย อาศัยผัสสะในการปรากฏ :b45:


เห็น วิบากกรรม :b1:

:b8: น่าจะเรียกอย่างนั้นรึเปล่า ไม่รู้ ไม่รู้จริง ๆ
ยากนะ ยากจัง ยากจริง ๆ
เห็นภาพนี้มากว่ายี่สิบปีแล้ว ไม่เคยพิจารณาถึงเรื่องนี้เลย

โลกนี้เหมือนความฝัน เมื่อครั้งหนึ่งจิตเราเคยละเมอและฝันไปว่า

เป็นภาพคล้ายการเป่าโป่ง
1. เป่าเข้าไปด้วยแรงลม 1 จังหวะ แล้วเอามือบีบทางลมไว้ ก็จะได้ลูกโป่งที่พอง ๆ
2. เป่าเข้าไปด้วยแรงลม หลายจังหวะต่อเนื่องกัน ก็จะได้ลูกโป่งที่ค่อย ๆ พองขึ้น ปิดช่องทางแล้วเอาออกมาดู
เราจะไ้ด้เห็นความเป็นไปของลูกโป่งหลายขนาดแล้ว
3. เป่าเข้าไปด้วยแรงลมเรื่อย ๆ ลูกโป่งจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงพิกัดสูงสุด และอาจจะระเบิดออก ในที่สุด
++ อะไรเป็นแรงกระตุ้นให้เราเป่าโป่ง
-- เมื่อเห็นการดำเนินไปของโป่ง
4. ....เมื่อเห็นลูกโป่งที่พองลม แต่ไม่เป่าต่อ (ถึงแม้จะปิดช่องทางลมไว้) โป่งก็ค่อย ๆ เหี่ยวลง


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 04 ส.ค. 2011, 12:44, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2011, 12:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4979


 ข้อมูลส่วนตัว


เราเห็นลูกโป่ง
เราหลงว่าเราเป็นสิ่งที่เราเห็น
เราเห็นเราที่หลงว่าเราเป็นสิ่งที่เราเห็น
เราเห็นสิ่งที่เห็นโป่งและเห็นการเห็นนั้น ๆ
...
ถ้าสิ่งที่เห็นโป่งนั้น เรายังเห็นว่าเราเป็นผู้เห็น
การลอยตัว การเป็นอิสระจาก ปรากฎทั้งปวง จะไม่ปรากฎ
...
เพราะ การลอยตัว การเป็นอิสระจากปรากฎทั้งปวงปรากฏ
สิ่งนั้นจึงมีอยู่ จริง
ความมีอยู่จริง ของความว่างจากสิ่งทั้งปวง
...
เห็นอะไร เห็นได้ ก็เห็นมันไป
เห็นเป็นเพียงแต่เห็น
...

:b8: ขออภัย เซนเข้าสิง :b12:



แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 04 ส.ค. 2011, 13:22, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2011, 13:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2011, 12:57
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอความเจริญในธรรมมีแก่ผู้ใคร่ความหลุดพ้น
สอง หนึ่ง ธรรมชาติ
สอง คือ สิ่งที่รู้ และสิ่งถูกรู้ หรือการเคลื่อนไปของสิ่ง 2 สิ่ง หรือสภาวะการไหว
หนึ่ง คือ สิ่งที่รู้และสิ่งถูกรู้ อยู่ณตำแหน่งเดียวกัน หรือ เจตสิกที่เบาบางและจิต(วิปัสสนา) ก่อนถึงมรรค หรืออาจเป็นสภาวะตรงข้าม การแยกกันไม่ออกระหว่างจิตและเจตสิก ยึดกันหนาแน่น(มิจฉาสมาธิ)
ธรรมชาติ คือ การดับรอบของตัณหาเมื่อถึงมรรค ผล นิพพาน หรือ การรู้ถึงสภาวะอิสระจากตัณหา หรือ วิญาณธาตุดับรอบ หรือการตรัสรู้ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2011, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 18:05
โพสต์: 136


 ข้อมูลส่วนตัว


:b45: รู้ชัด... รู้ยิ่ง... รู้จริง... ทิ้งรู้... :b45:


...เพราะไม่สำคัญมั่นหมายในสิ่งใดๆ
จึงมีความพ้นไป มีความดับสิ้นไป... :b41:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2011, 22:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ทำได้..ก็สบายนะซิ...

เมื่อก่อนอาจ..สบาย..บนความไม่สบาย

ตอนนี้อาจ...ไม่สบาย...บนความสบาย...


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 542 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 30, 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร