วันเวลาปัจจุบัน 23 เม.ย. 2021, 18:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 15:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 15:36
โพสต์: 3

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบพระคุณล่วงหน้าทุกท่านที่สละเวลาเข้ามานะครับ

ตอนนี้ผมอายุ 20 แล้ว ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายาม พูดดี ทำดี รักษาศีลอยู่เสมอ ที่ผ่านมาไม่เคยทำสิ่งใดที่ให้พ่อแม่ต้องเสียใจ รวมไปถึงการชี้แนะและทำให้คนที่ไม่รู้จักการสร้างความดีตามหลักพุทธศาสนาให้ได้รู้และปฏิบัติในทางที่ถูก สรุปแล้วในภาพรวมผมไม่มีสิ่งใดที่เป็นความเลวอยู่เลยครับ ผมระลึกได้และรู้ในฐานะของการปฏิบัติตัวอยู่เสมอ เป็นคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ มีเพียงอย่างเดียวที่ผมไม่ทราบว่าทุกท่านจะเรียกว่าความเลวหรือไม่ แต่ผมขอเรียกมันอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผมพยายามเลิก พยายามมานาน แต่ล้มเหลวทุกที นั่นคือ ผมเป็นคนที่ชอบดูภาพลามกอนาจาร มันไม่เชิงเป็นภาพรุนแรงน่าบัดสีมากมาย มันเป็นภาพแนวประมาณ sexy ผมจะไม่ขอถามว่ามันเป็นบาปมั้ย รู้แต่มันทำให้ผมอึดอัดใจ ฟุ้งซ่าน สับสน เพราะฉะนั้นคำถามว่าบาปมั้ยคงไม่จำเป็นรู้แต่มันเป็นสิ่งที่ผมบอกตัวเองมาบ่อยมากว่าเราต้องเลิกได้แล้ว อย่างน้อยมันก็เป็นเหตุของทุกข์ของผม สิ่งที่ผมต้องการถามท่านผู้รู้ทุกท่านก็คือท่านใดมีคำแนะนำ อุบายในการหักห้ามใจจตนเองบ้างหรือไม่ หากเป็นเรื่องของการพิจารณาอสุภะนั้น ผมก็ลองทำดูแล้วผมก็มีความรู้สึกว่ามันธรรมดา มันรู้สึกเฉย ๆ แล้วก็บอกตัวเองว่าที่เราหลงอยู่ในอนาคตก็เป็นแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายก็ยังคงล้มเหลวตามเคย ท่านใดที่มีอุบายที่มีกำลังพอในการเรียกปัญญาของผมรบกวนบอกให้ทราบด้วยนะครับ ผมจนปัญญาจริง ๆ ผมทราบและรู้ในการทำตัวของตัวเองทุกการกระทำ ผมมั่นใจว่าหากไม่นับเรื่องนี้ผมก็น่าจะเป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่า "ดี" ในสมัยที่ความชั่วมันครอบงำโลกสมัยนี้(ซึ่งผมก็โดนครอบงำด้วยความหลงเช่นกัน) ขอบคุณสำหรับทุกความคิด ที่ไม่ว่าจะตอบหรือไม่ก็ตามครับ

(เมื่อก่อนผมเชื่อว่ามีสติจะมีปัญญา แต่ตอนนี้"เหมือนกับว่า" ผมจะมีสติแต่ไร้ปัญญา ท่านใดที่สามารถทำให้ผมเชื่ออย่างนั้นอย่างถูกครรลองได้อีก ผมจะขอขอบพระคุณด้วยใจจริงครับ)


ขออภัยหากเกิดความไม่เหมาะสม แก่กาลเทศะ


แก้ไขล่าสุดโดย อมิตาพุทธ เมื่อ 07 เม.ย. 2010, 02:55, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 16:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนอื่น ขออนุโมทนาในความดีที่คุณทำอยู่ครับ... smiley

คุณ99of100พึงเข้าใจว่า สิ่งที่คุณเป็นอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ปกติธรรมดามาก ก็เพราะอำนาจการสั่งสมอุปนิสัยนี้ที่มีมานาน ไม่เพียงเฉพาะในชาตินี้เท่านั้นหรอกครับแต่อาจนับได้เป็นร้อย พันหรือนับไม่้ถ้วนชาติในสังสารวัฏนั่นเทียวจึงได้เกิดอาการติดข้องอย่างเหนียวแน่น ขนาดใช้อุบาย วิธีการต่างๆ มาแล้วก็หาได้สำเร็จไม่... เรื่องนี้นอกจากปัญญาของตนที่จะเตือนตนแล้ว ชื่อว่าผู้อื่น..มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น....ก็ไม่อาจช่วยได้เลย..การเสพคุ้นจนติดชินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรๆในทางโลก ย่อมเป็นที่มาของความเสื่อมทั้งในปัจจุบันแลภพต่อๆไป...

ลองคิดดูว่า หากจุติในขณะเสพส้องภาพอนาจารอยู่นั้น ภพต่อไปจะเป็นอะไรดี คงตอบฟันธงได้ว่าไม่ใช่มนุษย์หรือสวรรค์หรือแดนพรหมแ่น่นอน ถ้าคิดว่า ความดีมีมากพอ ก็ไม่เป็นไรครับ สำคัญว่าพอจริงหรือเปล่าในเวลานั้น ความตายกับการมีชีวิตต่างกันชั่วหายใจเข้าแล้วไม่ออก หรือออกแล้วไม่เข้าเท่านั้นเอง ...

ตอบตัวเองดูว่า บัดนี้เรายินดีในกุศลอยู่เนืองๆ มากกว่าหรือน้อยกว่าความเดือดร้อนใจเพราะอาการนี้...แล้วจะทำอย่างไร ที่มันเหมาะสมแก่ตน..ก็ทำไปเถิดครับ :b54: :b55: :b54:

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


แก้ไขล่าสุดโดย -dd- เมื่อ 05 เม.ย. 2010, 16:08, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 16:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 15:36
โพสต์: 3

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออภัยที่ความนัยของคำแนะนำนั้นยังลึกซึ้งเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจมันอย่างกระจ่างได้ ที่ผ่านมามีอยู่ครั้งเดียวที่ผมสามารถที่จะตั้งรับกับอาการนี้ได้ โดยการไม่เสพ ไม่ดู วางใจเป็นกลางที่สุด กำหนดรู้มันให้มันหายไปเอง ผมสามารถทำได้นานเพียง 6 เดือนเท่านั้น ขอบพระคุณท่านผู้เป็นกัลยาณมิตรมาก ถึงผมจะไม่เข้าใจความหมายของคำแนะนำทั้งหมดแต่ก็พอรู้เจตนาอยู่ว่าการที่"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" นั้นดีที่สุด แต่ตอนนี้มันอาจฟังดูไร้ปัญญา แต่ความหวังของผมตอนนี้อยู่ที่ทุก ๆ ท่านที่เข้ามาตอบหมดแล้ว คำแนะนำของทุกคนตอนนี้มีความหมายสำหรับผมมาก

ขอบพระคุณครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 22:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ขออภัยที่ความนัยของคำแนะนำนั้นยังลึกซึ้งเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจมัน อย่างกระจ่างได้ ที่ผ่านมามีอยู่ครั้งเดียวที่ผมสามารถที่จะตั้งรับกับอาการนี้ได้ โดยการไม่เสพ ไม่ดู วางใจเป็นกลางที่สุด กำหนดรู้มันให้มันหายไปเอง ผมสามารถทำได้นานเพียง 6 เดือนเท่านั้น


จากที่เล่านับว่าท่านมีความเพียรเป็นเลิศ ผมขออนุโมทนาด้วยใจจริง อย่างไรก็ตามมันก็อยู่ที่สติ นั่นแหละคับ ตราบใดที่ยังไม่สามารถตัดสังโยชน์เบื้องต่ำได้มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา วิธีแก้ดังที่ท่านทำโดยกำหนดรู้เป็นวิธีที่ถูกแล้ว เพียงแต่ว่าอินทรีย์อาจจะอ่อนเกินไป สติ สมาธิ วิริยะ ปัญญา ศรัทธา เลยไม่พอ
ผมไม่รู้ว่าท่านได้นั่งกำหนดบ้างหรือไม่ คือถ้าจะให้ดีต้องทำอริยาบทใหญ่ด้วย คือเดินจงกรมนั่งสมาธิ
ส่วนในชีวิตประจำวันก็เพียรกำหนดให้ตลอดผมเรียกอริยาบทย่อย ทั้งใหญ่และย่อยมันจะหนุนเนื่องกันไป เมื่อท่านเพียรทำไปอย่างต่อเนื่อง จิตก็จะสัดส่ายน้อยลง นิวรณ์ก็จะบรรเทาลง พอจิตฟูขึ้นมา ก็กำหนดเร็วๆ ถี่ๆ
บวกกับการทำอสุำภะช่วย ถ้าจะให้ดีต้องดูของจริง ไปตามวัดต่างจังหวัดเวลาเขาจะเผาเอาเข้าเมนไปขอดูเขาไม่หวงหรอกถ้าเลือกเอาศพที่ไม่แช่เย็น และขึ้นอืดได้น่าจะดี รับรองติดตาแน่ คราวนี้พอจิตฟูขึ้นก็นึกถึงศพอันนั้นถ้าให้ดีต้องมีบริกรรมประกอบด้้วยมันจะหนักแน่นดี แต่ท่านก็ต้องไปเลือกคำบริกรรมตามหมวดอสุภะที่เหมาะกับศพชนิดนั้น
โดยส่วนตัวผม ชอบใช้การกำหนดคิดหนอๆๆๆๆ เร็วๆ แรงๆ มันก็จะช่วยได้อย่างดี
สรุปนะครับ คือเจริญสติปัฎฐาน เดินจงกรม นั่งสมาธิ ในเวลาเดิมๆ ซักวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไป แล้วอริยาบทย่อยก็บริกรรม อสุภะ, มรณา หรือจะเจริญสติปัฎฐาน แล้วแต่จริตทำไปเรื่อยๆ เมื่ออินทรีย์แก่กล้าขึ้น เด๋วก็ดีขึ้นเอง

คิดหนอๆ ๆๆๆๆๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 22:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


99of100:

อ้างคำพูด:
ขออภัยที่ความนัยของคำแนะนำนั้นยังลึกซึ้งเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจมัน อย่างกระจ่างได้ ที่ผ่านมามีอยู่ครั้งเดียวที่ผมสามารถที่จะตั้งรับกับอาการนี้ได้ โดยการไม่เสพ ไม่ดู วางใจเป็นกลางที่สุด กำหนดรู้มันให้มันหายไปเอง ผมสามารถทำได้นานเพียง 6 เดือนเท่านั้น


ขออภัยด้วยครับที่ทำให้มึนงงครับ ... Onion_L ..

เมื่อคราวที่คุณกำหนดรู้และชนะกิเลสมาได้ถึง6 เดือนนั้น แสดงว่าในตอนนั้นมีสติและปัญญาประกอบแล้ว.. แต่หลังจากนั้นก็ขาดสติ จึงแพ้กิเลส..

พึงทราบว่า เพราะกำลังของกิเลสนั้นดุจกระแสน้ำเชียวกรากที่ไหลลงมาจากเขื่อนทะลัก ยิ่งกำลังแรงมากก็เชี่ยวมาก.... หากสติเอย ปัญญาเอย.... มีน้อย ก็ย่อมพ่ายกำลังกิเลสไป เรื่องเป็นอย่างนั้น
พึงเห็นว่า พอรู้ตัวมีสติเกิดขึ้น ตรงนั้น เกิดช่องว่างเว้นวรรคของกิเลสไปได้ชั่วครู่ เหมือน เกาะแก่ง กลางลำน้ำขวางกั้นกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนั้นไว้ได้บ้าง แต่อนิจจา...เกาะแก่งนั้นเล็กน้อยเกินไป ย่อมไม่สามารถสะกัดกั้นกิเลสได้อยู่หมัด ไม่สามารถครอบงำอกุศลที่มีกำลังไว้ได้เลย
เหตุผลเป็นอย่างนี้ ยิ่งพอทำไม่ดีบ่อยๆครั้งขึ้น กำลังกิเลสก็เพิ่มขึ้น พึงเห็นเหมือนกระแสน้ำใหม่ที่ไหลลงมาบรรจบกับกระแสน้ำเดิม กำลังของกระแสน้ำใหม่นั้นย่อมเพิ่มพูนขึ้น
ยิ่งทำยิ่งชำนาญ กำลังยิ่งมาก..

นามธรรมเป็นอย่างนั้น
สติก็เป็นนามธรรม แต่เพราะไม่ได้ปัจจัยที่จะเกิดก็เกิดไม่ได้ หรือแม้ได้ก็มีเพียงเล็กน้อยก็เกิดได้น้อย..
ดังนั้น จึงต้องเจริญ คือทำให้มาก ฝึกเอาไว้ เหมือนขุนศึกผู้ชำนาญในการยุทธ รู้ดีว่า อย่างไรเสียข้าศึกก็ห้อมล้อมตนอยู่ ไม่ประมาทเลย พึงสั่งสมอาวุธคือสติ และขุนพลผู้ชำนาญคือการฝึกสติ ต้องไม่คร้าน ไม่เปิดประตูเมือง คือ ไม่เว้นจากการสำรวมกาย สำรวมวาจา และใจ นี่เป็นการเพิ่มกำลังของธรรมฝ่ายดี..

หากรู้สึกว่ากำลังอยากจะทำสิ่งไม่ดี ก็ให้สติรู้ที่ ตัวอยากนั่นแหละ...ศึกษาเขาดูว่า โอโฮ น่าตาของเขาเป็นอย่างนี้ ทำความกระสับกระส่ายใจได้ถึงเพียงนี้ บางทีนั่งไม่ติดเลย รู้ได้ชั่วแว๊บ เขาก็ไถลไปกับตัวอยากอีก มันปรุงแต่งคิดนึกไปตามที่ชอบใจทั้งนั้น...
เขาช่างหาเหตุผลของกิเลสร้อยแปดมากระซิบบอกให้เรารู้ เช่น ไม่เป็นไรหรอก คนอื่นทำมากกว่านี้อีก เราทำนิดเดียวเอง คราวหน้าเราก็ไม่ทำแล้วละ.... แล้วเราก็ทำกุศลมาตั้งมากแล้ว เพียงแค่นี้ ดีกว่าคนอื่นตั้งเยอะ...


โอโฮ...คราวนี้ โลภะ ทิฏฐิ มานะที่สำคัญตนว่าดีก็เกิดขึ้น ยอมปล่อยช่องให้เปิดประตูเมือง ขาดพ้นจากการสำรวม ถลาเข้าไปทำกรรมไม่ดีนั้น ราวกับคนมูมมาม นี่ สภาวะธรรมของโลภะเป็นอย่างนี้..

ทีนี้สิ่ง"ไม่ดี" นั้น ต้องรู้ว่า เป็นกรรมชั่วชนิดพาไปอบายหรือเปล่า? เช่นอกุศลกรรมบถทั้ง สิบ อย่างนี้ ให้รู้ตัวแล้วรู้โทษที่จะพาไปอบายด้วย ก็ช่วยเขาหน่อย กำลังเขามีน้อย ต้องหาวิธีห้ามปราม จะได้เว้นบาปเพราะกลัว..

สิ่งใดที่เรายังเห็นว่ามันดีมีคุณประโยชน์ เราย่อมทำสิ่งนั้นอยู่ แต่ถ้ารู้ว่ามันไม่ดี จะพาเราไปทางเสื่อมเราจะไม่ค่อยอยากทำมันหรอกครับ ลองหักลบผลที่ได้กับเสียดูนะครับ..ที่แน่ๆคือความเดือดร้อนใจที่ตามมานั่นแหละที่เป็นผลเห็นทันตา เรื่องใดที่ทำแล้วรู้สึกเดือดร้อน ก็พึงทราบว่าว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นบุญแต่อย่างใดครับ..

ขอให้ชนะตนเองได้ครับ..

:b54: :b55: :b54:

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 11:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


ดูมันเข้าไปครับ....ดูให้มากๆดูมันบ่อยๆ ว่างเมื่อไหร่ก็เปิดดู เอาซะให้เต็มที่เลย(แต่อย่าไปมีความกำหนัดยินดีกับสิ่งที่ดู) ดูให้มันเหนื่อย ให้มันหน่าย แล้วเดี๋ยวมันก็จะคลายวางลงได้ :b8: :b8:

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 11:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7424

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
อ้างคำพูด:
natdanai/เขียน
ดูมันเข้าไปครับ....ดูให้มากๆดูมันบ่อยๆ ว่างเมื่อไหร่ก็เปิดดู เอาซะให้เต็มที่เลย(แต่อย่าไปมีความกำหนัดยินดีกับสิ่งที่ดู) ดูให้มันเหนื่อย ให้มันหน่าย แล้วเดี๋ยวมันก็จะคลายวางลงได้ :b8: :b8:

:b12:...เชียร์ให้ดูก็ยิ่งเพลิดเพลินและยิ่งอยากดูเข้าไปใหญ่เลยอ่ะนะท่านnatdanai...:b9: :b32:
:b1:
...ข้าพเจ้าแนะให้เลิกดูไปเลย...เพราะยิ่งดูยิ่งส่งเสริมให้กิเลสกำเริบหนักจนละ วาง ถอนไม่ได้...
...การไม่ดู...จะทำให้เกิดการลืมภาพนั้นๆ...ฝึกให้จิตตนเองหยุดคิดภาพเหล่านั้นแล้วไม่นำกลับมาดูอีก...
:b12:
...ไม่งั้นก็ไปหารูปคนแก่หนังเหี่ยวหย่อนยานมาดู...แล้วพิจารณาสิว่าอะไรคือจิตเราไปกำหนัดยินดี...
...แต่ถ้าหยุดการดู ความอยากเห็นของตนเองไม่ได้ ไม่ได้ออกบวชนิ...ก็ดูไปเลยอย่างท่านnatdanaiบอก...
:b9: :b32:
:b22: :b22: :b22: :b22: :b22:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 07 เม.ย. 2010, 11:26, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 11:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue ขอโอกาสค่ะ

หมั่นให้ทาน (ทำบุญสร้างกุศล) - สละออกเพื่อลดความตระหนี่
ถือศีลให้หมดจด (สร้างภูมิคุ้มกัน) - จะเป็นที่รักทั้ง 3 โลก
คบหากัลยาณมิตร (แนะทางธรรม) - เดินตรงทางอริยมรรค
เจริญสติ (สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ) - บังเิกิดปัญญา

ดิฉันว่าคุณ จขกท ไม่ได้ไร้ปัญญาหรอกค่ะ

สติ มากกว่าที่เราทุกคน (ปุถุชน) มีๆ หายๆ
มองให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ....ธรรมคือธรรมชาติ
...ขอให้ โยนิโสมนสิการให้ลึกซึ้งถ่องแท้ นะคะ
เกิดมาแล้ว คบหาพระธรรมของพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตรนั้นประเสริฐที่สุดแล้วค่ะ

:b8: เจริญในธรรมค่ะ.............. :b51: :b53:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 12:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


99of100 เขียน:
ขอบพระคุณล่วงหน้าทุกท่านที่สละเวลาเข้ามานะครับ

สวัสดีคุณ 99 of 100

อ้างคำพูด:
ตอนนี้ผมอายุ 20 แล้ว

เป็นวัยที่หนุ่มแน่น มีผมดกดำ มีพละกำลังดี อายุเพียงนี้ใส่ใจในการปฏิบัติธรรมได้ ก็อนุโมทนาครับ

อ้างคำพูด:
ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายาม พูดดี ทำดี รักษาศีลอยู่เสมอ ที่ผ่านมาไม่เคยทำสิ่งใดที่ให้พ่อแม่ต้องเสียใจ รวมไปถึงการชี้แนะและทำให้คนที่ไม่รู้จักการสร้างความดีตามหลักพุทธศาสนาให้ได้รู้และปฏิบัติในทางที่ถูก สรุปแล้วในภาพรวมผมไม่มีสิ่งใดที่เป็นความเลวอยู่เลยครับ

ความทีจิตตั้งอยู่ในทางที่ถูกที่ควร เป็นผู้มีการอบรมจิตแล้วครับ แม้การกระทำอย่างนี้ คิดได้อย่างนี้จิตก็ตั้งอยู่ในกุศลครับ เป็นผู้มีสัมปชัญญะมีสติ ในขณะที่จิตตั้งอยู่ในกุศลอย่างนั้นขณะนั้นจิตไม่เป็นอกุศลครับ
อ้างคำพูด:
ผมระลึกได้และรู้ในฐานะของการปฏิบัติตัวอยู่เสมอ เป็นคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ

เป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีความเพียร ก็ดีแล้วครับ

อ้างคำพูด:
มีเพียงอย่างเดียวที่ผมไม่ทราบว่าทุกท่านจะเรียกว่าความเลวหรือไม่ แต่ผมขอเรียกมันอย่างนั้น
เป็นสิ่งที่ผมพยายามเลิก พยายามมานาน แต่ล้มเหลวทุกที นั่นคือ ผมเป็นคนที่ชอบดูภาพลามกอนาจาร มันไม่เชิงเป็นภาพรุนแรงน่าบัดสีมากมาย มันเป็นภาพแนวประมาณ sexy ผมจะไม่ขอถามว่ามันเป็นบาปมั้ย รู้แต่มันทำให้ผมอึดอัดใจ ฟุ้งซ่าน สับสน เพราะฉะนั้นคำถามว่าบาปมั้ยคงไม่จำเป็นรู้แต่มันเป็นสิ่งที่ผมบอกตัวเองมาบ่อยมากว่าเราต้องเลิกได้แล้ว อย่างน้อยมันก็เป็นเหตุของทุกข์ของผม

ปัญญาในการมีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง และปัญญาในการละวางตัณหา เป็นปัญญาคนละตัวกันครับ
ตราบใดที่ปัญญาในการละนิวรณ์เพื่อถอนความหมกมุ่น ถอนความเพลินด้วยอำนาจตัณหา ไม่อาจตั้งมั่นและเจริญให้เกิดขึ้นได้ ถึงปัญญาในการรู้การเข้าใจซึ่งมีกำลังเพียงเล็กน้อยจะเกิดแล้วก็ตาม ก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของนิวรณ์อันเป็นเครื่องบดบังปัญญาในการละกิเลสครับ (มีต่อ)

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 12:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
สิ่งที่ผมต้องการถามท่านผู้รู้ทุกท่านก็คือท่านใดมีคำแนะนำ อุบายในการหักห้ามใจจตนเองบ้างหรือไม่ หากเป็นเรื่องของการพิจารณาอสุภะนั้น ผมก็ลองทำดูแล้วผมก็มีความรู้สึกว่ามันธรรมดา มันรู้สึกเฉย ๆ แล้วก็บอกตัวเองว่าที่เราหลงอยู่ในอนาคตก็เป็นแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายก็ยังคงล้มเหลวตามเคย

อสุภะภาวนา เป็นการพิจารณาเพื่อให้เห็นถึงความน่ากลัวความเป็นโทษแห่ง เครื่องหมายแห่งความสวยงามของรูปอันเป็นที่ตั้งของความยินดีความพอใจในรูป

หากการเจริญอสุภภาวนาเพียงเพื่อเห็นความเป็นจริงตามธรรมชาติธรรมดาของรูป เช่นไตรลักษณ์ย่อมไม่อาจไถ่ถอนความกำหนัดยินดีได้ครับ เพราะท่านไม่ได้เข้าใจถึงความเป็นโทษความเป็นภัยครับ ซึ่งจะทำให้ท่านโยนทิ้งความพอใจ เหมือนท่านทานนมกล่องแล้วท่านทิ้งกล่องนมลงถังขยะครับ ท่านทิ้งกล่องนมลงถังขยะ เพราะไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะต้องถือไว้อีกต่อไป อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเจริญอสุภภาวนาครับ

จิตท่านยังไม่มีกำลัง ยังไม่ตั้งมั่นเพียงพอที่จะละจากกามฉันทนิวรณ์ครับ
พระพุทธองค์จึงให้ เจริญอธิจิตอันเป็นเครื่องกำจัดนิวรณ์ คือปฐมฌานครับ

และที่สำคัญคืออย่าให้จิตโคจรไปในที่อันไม่ควร ขณะที่จิตท่านยังแบเบาะ เอ๊าะๆ อยู่ครับ การให้จิตโคจรไปในที่ไม่ควร เช่นการไปดูภาพตามที่ท่านยังชอบอยู่ในขณะที่กำลังแห่งจิตยังไม่มี อย่างนั้นเรียกว่า ขาดความสำรวมใจ สำรวมตา ย่อมถูกนิวรณ์ย่ำยีครับ

เมื่อท่านสำรวม ความโคจรแห่งจิตได้ จึงตั้งกรรมฐานขึ้น คืออสุภะที่ท่านถนัด
แต่คราวนี้ท่านต้องพิจารณาด้วยโทษ ด้วยความเป็นสิ่งที่ไม่น่าปราถนาครับ
ท่านสงัดจากกาม จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว มีวิตกวิจาร คือจิตที่ตั้งความปราถนาในการละความยินดียินร้ายในรูป ด้วยกรรมฐานที่ท่านพอใจแทนคืออสุภะ วิตกคือคิดถึง พองๆๆๆๆๆๆๆ หรือ เน่าๆๆๆๆๆๆ
วิจารคือจิตแนบไปกับอารมณ์กรรมฐานที่ท่านตั้งจนท่านรู้สึกถึงความน่ากลัวความน่ารังเกียจ ความไม่น่าปราถนาไม่น่าพอใจนั้นครับ
เมื่อท่านรู้สึกอย่างนั้นจริงๆจนความรู้สึกเต็มเปี่ยม ท่านมีความอิ่มใจที่รู้ความน่ารังเกียจแห่งรูป ท่านจะเกิดปิติมีความปราโมทย์ขึ้นมาเองครับ ความสุขใจที่ท่านไม่ยินดีสมใจก็จะเกิดขึ้นด้วยครับ ทำได้จริงๆแบบนี้ ปฐมฌานเป็นอันตั้งขึ้นแล้ว เพื่อปหาณนิวรณ์ ละกิเลสด้วยองค์ฌานในขณะนั้น ครับ

ท่านไม่ต้องกังวลว่าออกจากฌานแล้วยังมีความพึงใจอยู่ก็ตาม กำลังปัญญาในการละต้องค่อยๆสะสมตามความสามารถครับ

การปฏิบัติธรรมอบรมจิตเพื่อให้เกิดปัญญาครับ ไม่มีการปฏิบัติใดอบรมแต่สติ ครับ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


แก้ไขล่าสุดโดย เช่นนั้น เมื่อ 07 เม.ย. 2010, 12:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 13:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 13:38
โพสต์: 376

ชื่อเล่น: ต้น
อายุ: 0
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


กิเลสมันร้ายมาก มันเคยเล่นงานผมมานานแล้ว ถ้าไม่เอาจริงคุณก็เสร็จ
คุณต้องสู้มันทุกลมหายใจเข้าออก พยายามอย่าเผลอ
พยายามกำหนดรู้ราคะหายใจเข้า กำหนดรู้ราคะหายใจออก
แท้จริงแล้วมันเป็นความตรึก พอหมดเหตุปัจจัยมันก็ดับเอง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 13:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มี.ค. 2010, 06:38
โพสต์: 59

อายุ: 21

 ข้อมูลส่วนตัว


เหมือนมาเฉลยการบ้านเลยแฮะ ขอให้ลองฟังดูแล้วคิดตามนะ

ทำไมบางครั้งที่เราอยากินขนมเค้ก คุณแม่ก็บังเอิญซื้อขนมเค้กมาให้พอดี
อันนี้ก็เป็นเรื่องของกุศล คือ กุศลที่เราเคยทำถูกแปรไปเป็น ขนมเค้ก เพราะเรากินขนมเค้ก
แต่ทำไมบางครั้งเราอยากกินขนมเค้ก อีก 2-3 เดือนถึงจะได้กินขนมเค้กก็เพราะมีอุปคติ คือ มีตัวขัด
ชะลอการให้ผลของกุศลออกไป แต่ทีนี้บางทีเราอยากได้ของสิ่งหนึ่งแต่เนื่องจากมีอุปคติหรืออาจจะเป็นโดยปัจจัยอื่นๆเช่น กำลังของจิต ชวนจิตที่เป็นตัวรับ ทำให้เราได้ในชาติหน้า หรือ ชาติต่อๆไป
อย่างถ้าใครเคยอ่านในทศชาติที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น พระภูริทัต ช่วงแรกก็จะกล่าวถึงมีพราหมณ์ 4 คน แต่ละคนได้ไปเห็นสมบัติต่างที่กัน คนหนึ่งเห็นสมบัติของนาค อีกคนสมบัติของมหาเศรษฐี อีกคนสมบัติของพระอินทร์ อีกคนสมบัติของพระราชา ก่อนตายก็นึกถึงสมบัติที่ตนได้เห็น
ก็ไปเกิดตามนั้น แบบนี้เรียกว่าตก ชวนจิตดวงที่ 7 กลายเป็นอาสันณกรรม อาสัณกรรมตัวนี้เป็นชนกกรรม
ที่ทำให้เกิดไปเป็นพระอินทร์ มหาเศรษฐี กษัตริย์ พญานาค กลับเข้าเรื่องนะทีนี้ไอการที่เราดูรูปโป้เป็นเพราะอะไร ที่เราดูรูปโป้เนื่องด้วยราคะจริต มีกิเลส มีความอยาก ความอยากเป็นที่มาของภพ เมื่อมีภพจึงมีการเกิด มีการเกิดจึงมีการแก่ เจ็บ ตาย เรียกว่าวนอยู่ในขอบอ่างยังไม่ออกมาจากอ่างเสียที
เมื่อมีความปรารถนาในความอยากได้ อยากจะมี อยากจะเป็น ทำให้เป็นที่มาของการเกิดอีก
ซึ่งการเกิดนี้เป็นที่มาของ แก่ เจ็บ ตาย เราจึงอาจจะเรียกการเกิดนี้ว่า รังแห่งความทุกข์
เมื่อพิจารณาได้เช่นนี้แล้ว เรายังมีความยินดี ความกำหนัดในความเกิดหรือไม่ หากไม่อยากมี เราก็ต้องตัด กิเลส ตัณหา อุปาทานในตัวเรา สลัดมันเสีย เพื่อเข้าสู่นิพพานวิสัย คือ ความสิ้นไปของการเกิดนั่นเอง

ผิดพลาดประการใดกระผมต้องขออโหสิกรรมด้วยครับ ขอบคุณครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2009, 09:31
โพสต์: 639

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มีวิธีเดียวค่ะที่จะทำให้เลิกได้คือเอาชนะจิตใต้สำนึกให้ได้ ทำได้โดยการถือศีลทำสมาธิค่ะ ทำไปเรื่อยๆอย่าหวังอะไรมากเพราะนั่นเป็นกิเลส ระหว่างนั้นคุณจะดูก็ดูไปแต่อย่าไปกระทำอะไรไม่ดีขึ้นมาเป็นพอ

ปัญญาที่จะได้จากการถือศีลทำสมาธิเป็นปัญญาธรรมมหัศจรรย์ค่ะ แต่ละคนปัญญามาคนละแบบ คุณตั้งใจอธิษฐานต่อพระรัตนตรัยนะคะ ตอนนั่งก็ย้ำบอกตัวเองไปว่าไม่เอาแล้วเลิกแล้ว แค่นี้แหละค่ะ

จะว่าไปผู้ชายกับการชอบดูภาพเซ็กซี่ลามกมันก็เป็นธรรมดา มันไม่บาปแต่มันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำได้ ค่อยๆลดลงดีกว่ามั้ยค่ะอย่าเลิกทันที ลดความถี่ในการดู ลดความลามกของภาพ อะไรประมาณนั้นค่ะ

เพราะกรรมแต่ปางก่อนของคุณเป็นประมาณเจ้าของสำนักนางโลมค่ะ ชาตินี้คุณก็ใช้กรรมไปแล้วอย่าไปก่อให้เกิดใหม่ อย่าก่อให้เกิดโดยค่อยๆถอนออกมาค่ะประกอบกับใช้กำลังของศีลและสมาธิ แล้ววันนึงคุณจะชนะจิตใต้สำนึกได้ค่ะ แต่...อย่าหวังอะไรนะคะ กรรมกำหนดทุกอย่างมาหมดแล้ว ชาติปัจจุบันนี้เราๆก็สะสมบุญกันไปค่ะ ถือศีบบริสุทธิ์และทำสมาธิค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 19:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 เม.ย. 2010, 15:36
โพสต์: 3

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบพระคุณ คุณ dd คุณอายะ คุณrosarin คุณBwitch คุณเช่นนั้น คุณtonnk คุณคนกือบหลงทาง คุณchulapinan คุณnatdanai (ลืมชื่อใครไปต้องขออภัยด้วยนะครับ) อย่างน้อยข้อความแต่ละข้อความนั้นล้วนสะกิดใจของผมว่าความเพียรของผมนั้นยังน้อยกว่าความเพียรของท่านทั้งหลายที่พยายามทำให้ผมเข้าใจเสียอีก แต่ละข้อความนั้นล้วนใช้เวลาที่สำคัญคือความคิดที่ท่านต้องกลั่นกรอง อาจไม่ถูกกาลเทศะนักแต่ผมขอบอกข้อความในความคิดของผมเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. อย่างน้อยผมดีใจมากที่ได้กำลังใจจากทุกท่าน

2. ที่ผ่านมามีเพื่อนของผมหลายคนที่มีความหมกมุ่น แต่รู้สึกว่าผมเป็นคนเดียวที่เดือดเนื้อร้อนใจกับอาการของตัวเองนี้ เพื่อน ๆ บอกเหมือนไม่ได้นัดกันว่ามันเรื่องธรรมดา เหมือนกับว่าผมจะไม่เหมือนชาวบ้านเขาอยู่ข้อนี้ผมดีใจที่ผมยังมีสติเหลืออยู่บ้าง และรู้ว่าเป็นเรื่องที่ดี

3. คำแนะนำของทุกท่าน ล้วนมีความหมายชวนคิด และเป็นเลิศในสายทางธรม แต่สติปัญญาของผมคงต้องกันมากที่สุดกับท่าน เช่นนั้น ขอบพระคุณครับ

4. ที่จริงแล้วผมเคยปล่อยตัวเองให้เตลิดเหมือนกับคำแนะนำของคุณ natdanai แต่ว่าในช่วงนี้คนที่สำคัญมาก ๆ ต่อชีวิตของผม คือคุณยายของผมเพิ่งเสียชีวิต ผมจึงอยากสร้างความอดทน(ขันติบารมี)ให้กับตัวเอง เพื่อให้อำนาจของกุศลจิตของผมไปถึงยายของผมบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ช่วงผมอายุ 11 จนถึงปัจจุบัน ผมเป็นคนที่ปฏิบัติสมาะ สวดมนต์มาตลอด ใครรู้ก็ต่างชื่นชม ผมพูดตรง ๆ ผมก็ยังชื่นชมในความพยายามของตัวเอง แต่ว่ามันมีข้อนี้แหละครับ ที่คิดถึงทีไรความอิ่มเอมมันวาบหายไปหมด ผมจึงพยายามเลิกเสีย ยิ่งในช่วงนี้ยายเพิ่งเสีย ผมยิ่งปฏิบัติสมาธิ สวดมนต์ถี่ขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะอยากให้ยายมีความสุข เพราะผมพูดตรง ๆ ว่า ชีวิตที่ผ่านมายายของผมห่างวัดห่างวา เลยไม่แน่ใจว่ายายจะไปสู่สุคติ หรือ ทุคติภูมิกันแน่ เลยเป็นเหตุของความพยายามที่ต้องเพิ่มขึ้นของผมเองครับ

5. การปฏิบัติทั้ง ๆ ที่จิตใจยังยึดติดอยู่กับกิเลสเหล่านี้ ผมอยากถามทุกท่านว่ามันจะมีผลต่อบุญหรือเปล่าครับ ทุกวันผมจะสวดมนต์นั่งสมาธิ แล้วกรวดน้ำอุทิศกุศลให้ยาย ไม่ทราบว่ามันจะเกิดผลอย่างไรหรือครับ?

ขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่แสดงความคิดเห็น คำชี้แนะ ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะได้รับอะไรมากขนาดนี้ ตื้นตันจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณจริง ๆ ครับ ขอท่านจงเจริญในมนุษย์สมบัติ อริยทรัพย์ พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ายังคงเจริญถาวรอยู่เช่นนี้ผมเชื่อว่าเป็นเพราะรากฐานอันมั่นคงเช่นท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้เป็นส่วนสำคัญครับ

ผมจะพยายาม และทำให้สำเร็จ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 19:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


99of100 เขียน:
ขอบพระคุณล่วงหน้าทุกท่านที่สละเวลาเข้ามานะครับ

ตอนนี้ผมอายุ 20 แล้ว ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายาม พูดดี ทำดี รักษาศีลอยู่เสมอ ที่ผ่านมาไม่เคยทำสิ่งใดที่ให้พ่อแม่ต้องเสียใจ รวมไปถึงการชี้แนะและทำให้คนที่ไม่รู้จักการสร้างความดีตามหลักพุทธศาสนาให้ได้รู้และปฏิบัติในทางที่ถูก สรุปแล้วในภาพรวมผมไม่มีสิ่งใดที่เป็นความเลวอยู่เลยครับ ผมระลึกได้และรู้ในฐานะของการปฏิบัติตัวอยู่เสมอ เป็นคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ มีเพียงอย่างเดียวที่ผมไม่ทราบว่าทุกท่านจะเรียกว่าความเลวหรือไม่ แต่ผมขอเรียกมันอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผมพยายามเลิก พยายามมานาน แต่ล้มเหลวทุกที นั่นคือ ผมเป็นคนที่ชอบดูภาพลามกอนาจาร มันไม่เชิงเป็นภาพรุนแรงน่าบัดสีมากมาย มันเป็นภาพแนวประมาณ sexy ผมจะไม่ขอถามว่ามันเป็นบาปมั้ย รู้แต่มันทำให้ผมอึดอัดใจ ฟุ้งซ่าน สับสน เพราะฉะนั้นคำถามว่าบาปมั้ยคงไม่จำเป็นรู้แต่มันเป็นสิ่งที่ผมบอกตัวเองมาบ่อยมากว่าเราต้องเลิกได้แล้ว อย่างน้อยมันก็เป็นเหตุของทุกข์ของผม สิ่งที่ผมต้องการถามท่านผู้รู้ทุกท่านก็คือท่านใดมีคำแนะนำ อุบายในการหักห้ามใจจตนเองบ้างหรือไม่ หากเป็นเรื่องของการพิจารณาอสุภะนั้น ผมก็ลองทำดูแล้วผมก็มีความรู้สึกว่ามันธรรมดา มันรู้สึกเฉย ๆ แล้วก็บอกตัวเองว่าที่เราหลงอยู่ในอนาคตก็เป็นแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายก็ยังคงล้มเหลวตามเคย ท่านใดที่มีอุบายที่มีกำลังพอในการเรียกปัญญาของผมรบกวนบอกให้ทราบด้วยนะครับ ผมจนปัญญาจริง ๆ ผมทราบและรู้ในการทำตัวของตัวเองทุกการกระทำ ผมมั่นใจว่าหากไม่นับเรื่องนี้ผมก็น่าจะเป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่า "ดี" ในสมัยที่ความชั่วมันครอบงำโลกสมัยนี้(ซึ่งผมก็โดนครอบงำด้วยความหลงเช่นกัน) ขอบคุณสำหรับทุกความคิด ที่ไม่ว่าจะตอบหรือไม่ก็ตามครับ

(เมื่อก่อนผมเชื่อว่ามีสติจะมีปัญญา แต่ตอนนี้"เหมือนกับว่า" ผมจะมีสติแต่ไร้ปัญญา ท่านใดที่สามารถทำให้ผมเชื่ออย่างนั้นอย่างถูกครรลองได้อีก ผมจะขอขอบพระคุณด้วยใจจริงครับ)


ขออภัยหากเกิดความไม่เหมาะสม แก่กาลเทศะ


คุณผู้ใช้ชื่อว่า 99ของ100 คุณลองตอบคำถามของข้าพเจ้าซิว่า
- คุณปฏิบัติธรรม รักษาศีล เพื่ออะไร
- คุณชอบดูภาพลามกอนาจาร มันไม่ดีตรงไหน มันผิดศีลข้อไหน
- คุณพิจารณา อสุภะ เพื่ออะไร (ความจริงข้อนี้ข้าพเจ้าทราบดีว่า คุณได้รับการขัดเกลามาผิด) ถามเพื่อให้คุณคิดพิจารณาให้ดีว่า พุทธศาสนา เป็นหลักแห่งความจริงตามธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่อง ธรรมดา แล้ว พิจารณา อสุภะ เพื่ออะไร
อ่านมาถึงตรงนี้ ให้หยุดอ่านแล้วตอบคำถามก่อน เมื่อตอบคำถามแล้ว ก็อ่านต่อว่า

เมื่อคุณตอบคำถามทั้ง 3 ข้อได้แล้ว คุณก็ลองเทียบกับความคิดหรือคำตอบของข้าพเจ้าดูวิว่า เหมือนกันไหม

๑.พุทธศาสนิกชน ทั้งหลาย ปฏิบัติธรรม รักษาศีล ปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนา เพื่อให้จิตใจสะอาด ไม่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือเบียดเบียนผู้อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ใช่ ปฏิบัติ ธรรม รักษาศีล ปฏิบัติตนตามหลักพุทธศานา เพื่อหลุดพ้นจากธรรมชาติของมนุษย์ นี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ คือ คนส่วนมาก
ส่วน คนกลุ่มที่ปฏิบัติธรรม รักษาศีล เพื่อหวังบรรลุ มรรคผล นิพพาน ก็มี แต่ส่วนน้อย และคนกลุ่มนี้ ก็ยังไม่สามารถบรรลุผลได้ เพราะยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ยกเว้น มีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักโมกษะธรรม
๒. การดูภาพ ลามก อนาจาร ไม่เป็นบาป ไม่ผิดศีล และไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่มันขึ้นอยู่กับความคิด ความมุ่งหมายของผู้ดู ดูภาพลามกแล้่วคิดลามก อันนี้ต้องแก้ไข แต่ดูภาพลามก แล้วคิดพิจารณา เป็นเช่น พิจารณา อสุภะ ก็ย่อมเกิดความรู้ ความเข้าใจในสรีระร่างกายเพิ่มมากขึ้น สรุปแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับความคิดของผู้ที่ดูภาพ เหล่านั้น
๓. ในข้อนี้ ข้าพเจ้าปิดไว้เป็นความลับ ไม่เปิดเผย เอาเป็นว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่อง ธรรมดา อสุภะ หรือ ซากศพ ที่ไปพิจารณา ก็คือ สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ของมนุษย์ ก่อนที่จะสูญสลายเป็น ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไปตามกาล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร