วันเวลาปัจจุบัน 08 มี.ค. 2021, 17:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 15:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
ช่วยขยายความนะครับ
หลวงปู่ท่านสอนให้รู้จัก"ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม"


ข้อความนี้ ถูกครับ
เจริญธรรม

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 15:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


[quote="ชาติสยาม"]
- "ผู้ที่รับรู้ความหลับของกาย" ไม่มีรูปร่าง เป็นเพียงความรับรู้อยู่เฉย
- รู้ชัดว่ากายส่วนหนึ่ง ผู้รู้กายก็ส่วนหนึ่ง แยกกันแต่อยู่ด้วยกัน[quote]

ความรู้ความเห็นอย่างนี้ ก็เป็นสักกายทิฐิ ครับ ยังเป็นความหลับครับ เป็นวิจิกิจฉานิวรณ์ครับ และยังมีอุทธัจจะนิวรณ์ กลุ้มรุมอยู่เช่นกันครับ

เจริญธรรม

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 16:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 17:32
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
- ปกติกายหลับใจหลับไปด้วย แต่"ตอนนั้น" เกิดมาไม่เคยเจอ กายหลับจริงๆ แต่ใจไม่หลับ
ขยับตัวรู้ เสียงอื่นใดภายนอกรู้ เสมือนว่าเป็นผีไปเข้าร่างนี้อยู่ เขาพลิกยังไงรู้หมด
- ไม่ใช่ฝัน รู้ได้ชัดว่าไม่ใช่ฝัน
- ทั้งหมดนี้ทรงตัวอยู่เพียงวาระหนึ่ง ไม่นานนักก้จบไป จะอยากให้มีอีก จะทำอีกก็ไม่ได้
- กายเขาพลิกของเขาเอง เราไม่มีความจงใจใส่เข้าไปเลย
- "ผู้ที่รับรู้ความหลับของกาย" ไม่มีรูปร่าง เป็นเพียงความรับรู้อยู่เฉย
- รู้ชัดว่ากายส่วนหนึ่ง ผู้รู้กายก็ส่วนหนึ่ง แยกกันแต่อยู่ด้วยกัน

ใช่อย่างนี้ไหมล่ะ


ขอตอบว่าตามนี้เลย เมื่อ 2 วันที่แล้วก็ำทำใหม่ ถ้าใจวอกแวก ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันจะหลับไปเลย

แล้วเมื่อวานลองทำอีกที ถ้าใจเรามีจิตที่มุ่งมั่นแล้ว ทำได้อีกล่ะครับ กำหนดลมหายใจเอา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 16:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 17:32
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
สวัสดีครับ คุณshankaren
shankaren เขียน:
แสดงว่านี่ไม่ใช่สมาธิ ใช่มั๊ยครับ ผมคิดฟุ้งซ่าน ไปเอง อธิบายง่ายๆหน่อยก็ดีครับ ผมไม่รู้เรื่องเลย พวกคำศัพท์


ถูกแล้วครับ คุณฟุ้งซ่าน คุณไม่มีสมาธิ ไม่มีแม้แต่่สติ จิตคุณซัดส่ายไป ตามความจำได้หมายรู้ ในความคิดคำนึง โดยคุณเชื่อ่ว่า การมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดกับคุณคือ การมีสติ เป็นสมาธิ

จิตที่ไม่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม ย่อมไม่อาจมีสติ

แม้แต่กายคุณก็ยังกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมา
แม้แต่จิต คุณก็ตามไป ดูไปรู้กายกระสับกระส่ายนั้น

จิตอันมีนิวรณ์หนาแน่นปานนี้ ย่อมเป็นจิตที่หลับ ครับ



ขอให้เข้าใจว่า ที่กายกระสับกระส่าย เพราะว่ามันนอนอะครับ กายมันหลับ แต่จิตตื่น

เข้าใจเปล่าครับ กายมันหลับ กายมันหลับคือ เมื่อมันมีความเมื่อยมันก็ยืดเส้นยืดสายเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ผมแค่เอาจิตไปดูว่ากายมันทำอะไร แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องธรรมมะเลย ผมเลยดูเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรต่อ ตอนนี้ก็ทดลองทำอีก ตื่นเต้นดี ถ้าก่อนนอนใจวอกแวก ไม่คิดกำหนดลมหายใจ มันจะทำไม่ได้อะครับ มันจะหลับไปเลย ถ้ากำหนดลมหายใจ ผ่อนกายคลายไปแล้ว แล้วจิตไม่วอกแวก จะทำได้อะครับ

ตอนนี้ก็ฟัง บ้านอารีย์อยู่ พอจะรู้แล้ว ว่าต้องทำยังไงต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คือ คุณนอนทำสมาธิ จนหลับ
หรือ นั่งทำแล้ว มาหลับทีหลังคะ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 17:32
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
ชาติสยาม เขียน:
- "ผู้ที่รับรู้ความหลับของกาย" ไม่มีรูปร่าง เป็นเพียงความรับรู้อยู่เฉย
- รู้ชัดว่ากายส่วนหนึ่ง ผู้รู้กายก็ส่วนหนึ่ง แยกกันแต่อยู่ด้วยกัน
อ้างคำพูด:

ความรู้ความเห็นอย่างนี้ ก็เป็นสักกายทิฐิ ครับ ยังเป็นความหลับครับ เป็นวิจิกิจฉานิวรณ์ครับ และยังมีอุทธัจจะนิวรณ์ กลุ้มรุมอยู่เช่นกันครับ

เจริญธรรม


อันนี้เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 17:32
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
คือ คุณนอนทำสมาธิ จนหลับ
หรือ นั่งทำแล้ว มาหลับทีหลังคะ...


นอนสมาธิจนหลับครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 16:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 17:32
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่ขอตอบในกระทู้นี้อีกแล้วนะครับ

คิดว่าตอนนี้ ได้จิตตั้งมั่น มาอยู่ แต่ยังไม่ใช่สมาธิ

ขอบคุณครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2009, 17:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2009, 09:31
โพสต์: 639

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
เรื่องของผมมีอยู่ว่า วันก่อนผมนอนไม่หลับ ผมก็เลยลองทำสมาธิเล่นๆ ดู (ชีวิตนี้เคยทำจริงๆจังประมาณ 2ครั้ง เพราะว่าพี่สาวอยากให้ทำ) ปรากฏว่า รู้ตัวเองว่าหลับอะครับ คือร่างกายมันหลับอะครับ แต่ตัวเองยังมีสติอยู่ รู้ว่าร่างกายพลิกตัวไปมา ร่างกายขยับเองได้ อะไรประมาณนี้อะครับ คิดๆแล้วก็ตลกดี ตื่นขึ้นมาก็ยังมีสติอยู่

อยากถามว่า่ ในสถานะการณ์นี้ ในทางธรรมมะเรียกว่าอะไร หรือ ว่าผมมันคนบ้า --__--""


ไม่บ้าค่ะ แค่สภาวะหลับไม่ลึกค่ะ จุฬาภินันท์เคยเป็นเมื่อก่อนหน้าจะรู้จักสมาธิค่ะ การมีสมาธิจะหลับลึกค่ะ ลึกแม้จะแค่ชั่วเวลาแป๊บเดียวค่ะ

อ้างคำพูด:
แล้ว เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ผมต้องทำอย่างไรต่อไปหรือเปล่าเพื่อเกิดประโยชน์ในทาง ธรรม เพราะตอนที่ร่างกายมันนอนอยู่ผมก็ยังคิดได้ปกติ บวกเลข ลบเลข


ไม่ต้องทำอะไรค่ะถ้าพอใจกับสภาวะแบบนี้

แต่ถ้าให้แนะนำ ก็นอนแบบนี้ค่ะ แต่เอาเพลงชินบัญชรฟัง (มีให้โหลดเยอะค่ะ) แล้วจดจ่ออยู่แต่กับเฉพาะเนื้อเพลงและทำนอง แบบนั้นเป็นการทำสมาธิที่เรียกว่าสมถะสมาธิ หัวใจหลักของสติปัฏฐานสี่เลยค่ะ สำคัญคือ อย่าคิดอะไร ให้สมองไปตามเนื้อเพลง

ชะ ก็ ชะ
ยา ก็ ยา
สะ ก็ สะ
นา ก็ นา
คะ ก็ คะ
ตา ก็ ตา
พุท ก็ พุท
ธา ก็ ธา
ฯลฯ

อะไรแบบนี้ค่ะ แล้วจิตจะเข้าสู่ภวังค์สมาธิ หลับลึกเองโดยไม่รู้ตัวค่ะ หลับแบบนี้หลับลึกค่ะ แต่ตื่นเร็วได้แบบไม่งัวเงีย เพราะจิตตื่นค่ะ

จิตตื่น คือ จิตที่เป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลาค่ะ จิตนะคะ ไม่ใช่ใจ ไม่ใช่ความคิด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2009, 17:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2007, 15:22
โพสต์: 603

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ขอให้เน้นการปฎิบัติเป็นหลัก ส่วนปริยัติเป็นรอง
ดังที่ท่านอาจารย์เสาร์-อาจารย์มั่น
ท่านได้สอนลูกศิษย์ของท่านว่า(ที่เคยอ่านมานะครับ)
"ให้วางปริยัติลง(ลืมไปก่อน) แล้วหันมาปฎิบัติเป็นหลัก เมื่อปฎิบัติดีแล้ว ปริยัติก็จะตามมาเอง" ...ข้อความนี้ ถูกผิดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับ


เป็นคำสอนที่ถูกต้องที่สุด!!

ปฎิบัติ อย่าไปสนใจปริยัติ ไม่งั้นจะปฏิบัติไม่ผ่าน เพราะตอนที่ใกล้จะผ่านจิตมันจะเอาแต่คิดว่า อันนี้เรียกว่าอะไรหนอ อันนั้นเรียกว่าอะไรหนอ เราอยุ่ระดับไหนแล้วหนอ เพราะจิตที่เอาแต่คิดสภาวะจิตเทียบกับปริยัติ ในขณะที่กำลังทำกรรมฐานอยู่ จะทำให้ปฎิบัติไม่ผ่านสักที

จิต ที่คิดแต่ว่า เรากำลังจะได้อันนั้น เรากำลังจะเป็นแบบนี้

จะทำให้ปฎิบัติไม่ผ่าน เพราะการปฏิบัติเพื่อการผ่านนั้น จะต้องปล่อยวางโดยที่สภาพจิตในช่วงขณะนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอะไรเลย

ตอนปฎิบัติก็ให้วางปริยัติ ลืมๆมันไปเถอะ =-="
เราเองก็ไม่ได้รุ้เรื่องปริยัติอะไรเลย ปฎิบัติอย่างเดียว

ก็เลยรู้ว่าคำสอนนี้เป็นความจริงทุกประการ


แก้ไขล่าสุดโดย kanalove เมื่อ 17 ธ.ค. 2009, 17:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2009, 09:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าผมจำไม่ผิด บริบทที่หลวงปู่สอน คือสอนคนที่ประพฟติะรรมไม่สมควรแก่ธรรมน่ะ

เช่น การตั้งใจว่าจะเรียนปริยัติธรรมจนจบกระบวนก่อน
แล้วจึงมาปฏิบัติ นี่คือไม่รู้จักความพอดี พอสมควรแก่ธรรม
ท่านจึงว่าควรจะทิ้งปริยัติเสีย


อีกอย่างที่พึงทราบว่า ครุบาอาจารย์ที่มีคุณวิเศษณ์อย่างท่าน หายากมาก
เวลาท่านสอนใคร ท่านทราบตื้นลึกหนาบางของจิตใจผู้เรียนอย่างมาก
ท่านก้จะใช้อุบายสอนเป็นคนๆไป
ดังนั้นคำสอนของท่านที่เอามาเล่าต่อๆกัน บางส่วนเป้นคำสอนที่สอนบุคคลบางพวก


เช่นการไม่ให้ชี้นำว่าถ้าท่องพุทโธไปเรื่อยๆจะเกิดอะไรขึ้น จะมีอะไรๆเป็นไปยังไง
ก็เพราะว่าถ้าสอนไป ผู้เรียนก้จะ simulate เข้ากับสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหน้า
พูดง่ายๆว่าไปหลงจำลองสิ่งต่างๆขึ้นเอง สร้างสภาวะอะไรต่างๆนาๆขึ้นมาเอง
หรือบางทีไปหลงยึดว่าอย่างนี้คืออันนั้น ทั้งที่จริงไม่ใช่
ทำให้การปฏิบัติเนิ่นช้า

อย่างหลวงปู่ดูลย์เรียนกับท่าน
ท่านสอนนิดเดียวแล้วให้ไปทำเอา ท่านทำเป้นปีนะ
พอกลับมาส่งการบ้าน หลวงปู้ดุลย์ท่านตอบกลับสภาวะให้หลวงปู่มั่นด้วยภาษาของคนไม่ได้เรียน
ท่าว่าท่านเห็นกิเลสเป้นส่วนๆ ผมจำไม่ได้ว่าท่านพูดว่า 3 หรือ 4 ส่วน
ท่านบอกว่าส่วนแรกท่านละไปแล้ว ส่วนที่สองละได้บางส่วน ส่วนที่สามยังละไม่ได้ อะไรประมาณนี้

ผู้มีความรู้อยู่บ้าง คงจะอึ้งไปเลยว่านี่สมรรถนะของพระสกิทาคามีชัดๆ

นี่คือบุญเป้นบุญของหลวงปู่ดูลย์ที่มีอาจารย์ที่ทรงคุณธรรมอันวิเศษณ์
และก็เป้นบุญที่ตัวท่านเองเป้นคนมีศรัทธาในตัวหลวงปู่ ไม่งั้นไม่ว่านอนสอนง่าย
ถ้าเป้นคนอื่นนะ ลองได้กรรมฐานมาสิ ไม่ทำหรอก ทิ้งๆขว้างๆ

อย่างผมนี่ ถ้าสมมุติไปพบหลวงปู่มั่น ผมคงไม่ได้อะไรอยู่ดี เจอครูดีแต่ก็คงไม่ได้อะไร
เพราะความรู้มาก คิดมาก หรือความที่เรียกว่าฉลาดนี่แหละ
ความฉลาดที่จริงคือโคตรของความโง่ ฉลาดเท่าไหร่ยิ่งโง่เท่านั้น
เพราะมันคือฉลาดในการปรงุทิฐิ แล้วยึดทิฐิ ไม่ใช่ฉลาดเรื่องจิต
ครูบาอาจารย์มาโปรดก้คงจะได้อะไรยาก


ประมาณนี้แหละโยม จุ๊บๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2009, 11:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปริยัติ คืออะไร

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2009, 17:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 พ.ย. 2009, 07:32
โพสต์: 95

แนวปฏิบัติ: หลักวิถีธรรมชาติ - อานาปานสติ,บริกรรมภาวนา
ชื่อเล่น: นุ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
ปริยัติ คืออะไร

เป็นการเรียนธรรม เรียนบาลี เรียนพระไตรปิฎก และศึกษาให้เ็ป็นความรู้
ผมเข้าใจอย่างนี้นะ

.....................................................
จงทำศีลให้เป็น อธิศีล
ทำจิตให้เเป็น อธิจิต
ทำปัญญาให้เป็น อธิปัญญา


พื้นฐานคุณธรรมความเป็นมนุษย์คือ ศีล๕ กุศลกรรมบถ๑๐ หิริโอตัปปะ และความกตัญญู กตเวทิตา

จุดสูงสุดของการรู้ธรรม เห็นธรรม ก็คือ
...สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ...สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา


แก้ไขล่าสุดโดย ภาวิตา-พหุลีกตา เมื่อ 18 ธ.ค. 2009, 18:01, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 17 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร