วันเวลาปัจจุบัน 04 ส.ค. 2020, 03:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2009, 00:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ย้อนอดีตคืนหลังไปซักประมาณ พ.ศ. 300
ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช
ผู้ครองความเป็นใหญ่อยู่ที่ราชธานีชื่อปาฏลีบุตร
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงชำระเสี้ยนหนามแห่งพระพุทธศาสนาให้หมดไปด้วยพระองค์เอง
เรื่องราวนี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม ม.ม.ร. ที่เล่ม 1 หน้า 104


พระเถระ ครั้น (ถวายวิสัชนา) ให้พระราชาทรงเข้าพระทัยอย่างนั้นแล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยานในพระนครนั้นนั่นแล
ตลอด ๗ วัน แล้วให้พระราชาทรงเรียนเอาลัทธิสมัย(แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ในวันที่ ๗ พระราชาทรงรับสั่งให้
พระภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกันที่วัดอโศการาม ให้ขึงม่านผ้ากั้นไว้ แล้วประทับนั่งอยู่ภายในม่านผ้า ทรงรับสั่งให้จัด
พวกภิกษุผู้มีลัทธิเดียวกันให้รวมกันอยู่เป็นพวกๆ แล้วรับสั่งให้นิมนต์หมู่ภิกษุมาทีละหมู่ แล้วตรัสถามว่า



กึวาที สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร ?

ลำดับนั้น พวกภิกษุสัสสตวาที ทูลว่า สัสสตวาที มีปกติตรัสว่าเที่ยง.
พวกภิกษุเอกัจจสัสสติกา ทูลว่า เอกัจจสัสสติกวาที มีปกติตรัสว่าบางอย่างเที่ยง.
พวกภิกษุอันตานันติกา ทูลว่า อันตานันติกวาที มีปกติตรัสว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด.
พวกภิกษุอมราวิกเขปิกา ทูลว่า อมราวิกเขปิกวาที มีปกติตรัสถ้อยคำซัดส่ายไม่ตายตัว.
พวกภิกษุอธิจจสมุปปันนิกา ทูลว่า อธิจจสมุปปันนิกวาที มีปกติตรัสว่า ตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีเหตุ.
พวกภิกษุสัญญิวาทะ ทูลว่า สัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตนมีสัญญา.
พวกภิกษุอสัญญีวาทะ ทูลว่า อสัญญิวาที มีปกติตรัสว่า ตนไม่มีสัญญา.
พวกภิกษุเนวสัญญินาสัญญิวาทะ ทูลว่า เนวสัญญินาสัญญิวาที
มีปกติตรัสว่า ตนมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
พวกภิกษุอุจเฉทวทะ ทูลว่า อุจเฉทวาที มีปกตรัสว่า ขาดสูญ.
พวกภิกษุทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ทูลว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาที
มีปกติตรัสว่า พระนิพพานมีอยู่ในปัจจุบัน (ภพปัจจุบัน*).


พระเจ้าอโศกทรงรับสั่งให้สึกพวกที่มิใช่ภิกษุหกหมื่นรูป

พระราชาทรงทราบว่า
พวกเหล่านี้ไม่ใช่ภิกษุ, พวกเหล่านี้เป็นอัญเดียรถีย์
ก็เพราะพระองค์ได้ทรงเรียนเอาลัทธิมาก่อนนั่นเอง
จึงพระราชทานผ้าขาวแก่เธอเหล่านั้น แล้วให้สึกเสีย.
เดียรถีย์เหล่านั่นแม้ทั้งหมดมีจำนวนถึงหกหมื่นคน


http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1717.0
คัดมาให้อ่านดู

********
:b11:

อยากให้ พระเจ้าอโศกท่านส่ง เทวทูต ลงมาในโลกมนุษย์ตอนนี้ จัง
......

และขอท่านผู้มี ปัญญา มาก อธิบาย คำถาม ของ พระเจ้าอโศก ด้วย ว่า ท่าน ดูอะไร ถึง แยก ว่า นี่ อลัชชี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2009, 12:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


นัน555 เขียน:
พระราชาทรงทราบว่า
พวกเหล่านี้ไม่ใช่ภิกษุ, พวกเหล่านี้เป็นอัญเดียรถีย์
ก็เพราะพระองค์ได้ทรงเรียนเอาลัทธิมาก่อนนั่นเอง
จึงพระราชทานผ้าขาวแก่เธอเหล่านั้น แล้วให้สึกเสีย.
เดียรถีย์เหล่านั่นแม้ทั้งหมดมีจำนวนถึงหกหมื่นคน
และขอท่านผู้มี ปัญญา มาก อธิบาย คำถาม ของ พระเจ้าอโศก ด้วย ว่า ท่าน ดูอะไร ถึง แยก ว่า นี่ อลัชชี


ตอนนั้นรู้สึกว่าเดียรถีปลอมบวชแล้วเข้ามาบิดเบือนพระธรรมวินัยครับ
พระที่ทำไม่ดีคงมีไม่มาก
ที่ท่านถามแล้วรู้ได้เพราะพวกนี้บวชมาก็ตั้งอกตั้งใจหากินกับบิดเบือน ไม่ได้เรียน
ถ้าท่านไปถามแบบนี้ในสมัยนี้ ผมว่าเหลือไม่ถึงพันรูปซะมั้ง เพราะที่ถาม ยากนะที่จะตอบ ถ้าไม่เรียน
ก็ยากจะรู้ ท่านพระปฏิบัติอาจตอบไม่ได้ ที่ตอบได้อาจเป็นพระเรียนมาก แต่ไม่ปฏิบัติ
เหมาะกับยุคนั้นนะคำถามเหล่านี้ แต่ตอนนี้ ถามแบบนี้ไม่แน่ใจ

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2009, 15:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


พระเจ้าอโศกเป็นฌานลาภีบุคคล บรรลุโสดาบัน มีญานวิสัย มีอภิญญา ล่วงรู้ภาวะจิตใจของคน

ถ้าพุทธเจ้าหรือพระเถระเรียกผู้ใดแล้วขึ้นต้นว่า "มหาบพิตร" ก็หมายถึงพวกฌานลาภีบุคคล บรรลุโสดาบัน ทั้งสิ้น เวลาไปอ่านเจอคำสอนที่ใหนที่ขึ้นต้นด้วย "ดูกรมหาบพิตร" ก็อ่านไปเฉยๆ เป็นความรู้ อย่าเอามาปฏิบัติล่ะ

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2009, 15:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


มหาบพิตร เป็นคำตรัสเรียกพระราชา พระมหากษัตริย์ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นฌานลาภี
พระเจ้าพิมพิสารไม่ได้ฌานเลย เป็นโสดาบันบุคคลธรรมดา พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรียกว่า
มหาบพิตร

คำนี้เป็นคำที่แปลเป็นไทยแล้ว คำบาลีที่ใช้ในภาษามคธ อาจจะใช้คำว่า ราช หรือ มหาราช ลงในอรรถ
ของ อาลปนะ (การร้องเรียก) ก็จะแปล(ในภาษาไทย)ว่า ดูกรราชา คำนี้ไม่เพราะเลย
ผู้ยกสู่ภาษาไทย จึงแปลในพระไตรปิฎกไว้ว่า ดูกรมหาบพิตร ดูจะเพราะกว่า แม้ในสมัยนี้เอง
การที่พระเถระสนทนาธรรมกับพระมหากษัตริย์ ก็จะใช้คำว่า มหาบพิตร เช่นในการกล่าว
ลาเมื่อจะกลับจากสวดในพิธีหลวง ในเวลาในหลวงเสด็จ หรือทรงส่งบรมวงศานุวงศ์มาแทน
พระองค์ มีตอนหนึ่งพระจะกล่าวว่า ฯลฯ อาตมภาพทั้งหลาย ขอลาพระบรมมหาบพิตรสมภารเจ้า ฯลฯ

ทั้งไม่มีตอนไหนในพระไตรปิฎกที่ทรงหมายฌานลาภีบุคคลเท่านั้นที่จะทรงเรียก

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


แก้ไขล่าสุดโดย กามโภคี เมื่อ 22 ก.ค. 2009, 15:44, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 12:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ตอนนั้นรู้สึกว่าเดียรถีปลอมบวชแล้วเข้ามาบิดเบือนพระธรรมวินัยครับ
พระที่ทำไม่ดีคงมีไม่มาก
ที่ท่านถามแล้วรู้ได้เพราะพวกนี้บวชมาก็ตั้งอกตั้งใจหากินกับบิดเบือน ไม่ได้เรียน
ถ้าท่านไปถามแบบนี้ในสมัยนี้ ผมว่าเหลือไม่ถึงพันรูปซะมั้ง เพราะที่ถาม ยากนะที่จะตอบ ถ้าไม่เรียน
ก็ยากจะรู้ ท่านพระปฏิบัติอาจตอบไม่ได้ ที่ตอบได้อาจเป็นพระเรียนมาก แต่ไม่ปฏิบัติ
เหมาะกับยุคนั้นนะคำถามเหล่านี้ แต่ตอนนี้ ถามแบบนี้ไม่แน่ใจ


:b6: อันนั้นคนนอกศาสนาปลอมมาบวชนะน่า....ปัจจุบันซิคนในศาสนาเองแท้ ๆ ....ป่าวประกาศว่าขอมอบกายถวายชีวิตแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ .....แต่กลับดื้อด้านต่อพระธรรมวินัยเสียสิ้น..แถมยังมีผู้สนับสนุนอย่างเต็มใจ .....ผลประโยชน์ขนาดไหนกันหนอ ถึงได้โลภ....กันปานนั้น :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 16:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


เอ๋า... :b12: คุณไม่สายเกินไป อย่าไปสนซิ เราทำไมไม่ได้ก็อย่าไปว่าเลย ปล่อยไปเหอะ
เอาแบบผมก็ได้...วันๆไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้เลย

เช้า...ปกติไม่รับโทรศัพท์ ใครเป็นใครตายไม่สน เดิน นั่ง ๑ บัลลังค์
เดินไปซื้อข้าวกลางวัน กำหนดไป หลายหนเกือบจูบกับโตโยต้า(มัวกำหนด :b12: )
บ่ายๆ หลังข้าวกลางวัน ไม่มีงานก็จะ...ซัก ๑ บัลลังค์
ค่ำๆคู่ใจเลิกงาน ก่อนนอน ก็พาเดินนั่งคนละ ๑ บัลลังค์ (โดนบ่นว่าจะมีลูกป่าว :b9: )
เวลานอนก็กำหนดอาการไปจนเผลอหลับ
ทุกๆวัน ไม่เห็นต้องมองใครเลย

ว่างๆอ่านความรู้ จะหยิบจะจับอะไรก็มีสติตามกาย อะไรมาปุ๊บในใจ ก็กำหนดรู้ไป
เล่นเน็ตก็เพลิน มีสติบ้างไม่มีบ้าง

ไม่เพ่งคนอื่น พยายามหาทางขัดเกลาตัวเอง เจ้ากูเขาไม่ทำ เราทำ ก็แก้เขายาก แก้ไม่ได้
ดัดเขาไม่ได้ ก็ดัดสันดานตัวเองเป็นไง เราบริสุทธิ์ ก็ดีอยู่แล้ว ถ้าเราไม่บริสุทธิ์ เขาบริสุทธิ์
ไม่เห็นจะดีตรงไหน

พอเพียงที่จะตำหนิ เพียงพอที่จะว่ากล่าว มันก็จะพอดี
ประมุขของเราท่านรู้ว่าสงฆ์เป็นอย่างไร แต่ ท่านรู้ว่าควรวางตัวอย่างไร
เพราะเรื่องพวกนี้ฝักฝ่ายมันมาก เรื่องจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ เมื่อถึงขนาดไม่พังลงทันตา
แบบพลุแตก ก็ปล่อยให้ลากกันไป

ผมคิดแบบนี้ไง สบาย สุขหนอ เห็นตามในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสหลายอย่างแล้ว แม้ยังไม่หลุดพ้น
บางอย่างก็เห็นผลมาแล้วว่าจริงอย่างไร โดยไม่ต้องมองเจ้ากูเลยว่าจะเป็นอย่างไร

เชื่อผมเหอะ นะๆ อย่าไปว่าเขาเลย รีบเร่งเราหลุดพ้นดีกว่า

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 19:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
เชื่อผมเหอะ นะๆ อย่าไปว่าเขาเลย รีบเร่งเราหลุดพ้นดีกว่า


จะเอาในชาตินี้เลยเหรอ...เฮอ...

อ้างคำพูด:
ค่ำๆคู่ใจเลิกงาน ก่อนนอน ก็พาเดินนั่งคนละ ๑ บัลลังค์ (โดนบ่นว่าจะมีลูกป่าว )


ลูกยังทำไม่เป็นตัวเลย...คงต้องฝึกอีกเยอะ...ไม่รู้วิธีและมีตัวช่วยละซี.... :b9:

ท่านกามฯ ลืมกลอนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปเสียแล้วหรือ นี่แผ่นดินไทย ...แผ่นดินสุวรรณภูมิ....อ๋อ..เข้าใจค่ะ...คงเคยเกิดเป็นพวกอะไรน๊า...อ๋อ พวกฤษี จึงชอบทำสมาธิ...และนั่งเฉย ๆ...ไม่สนใจใครจะไปจะมา..ชอบชั่งหัว...มัน...แต่ดิฉันน่ะ ถ้าจะเป็นพวกนักรบ...มาหลายชาติจึงชอบการปกป้องคุ้มกัน..คนละแบบ... :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 23:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


แหม๋ก็นะ คนที่เขาได้มรรคผลในชาตินี้ไม่ไช่น้อยนะ
ฟังตามที่วิปัสสนาจารย์ที่สอนเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าไม่ยาก
แต่ที่ยากเพราะติดตรงที่ทิฏฐิกันนี่ล่ะ อีกอย่างที่ติดก็คือ
ไม่ทำ ขี่ม้ารอบค่ายกัน มัวแต่สนใจอะไรไม่รู้ ไม่ตีซักที

การรักการหวงแหนมันก็ดี รู้จักห่วงใยก็ดี แต่เราต้องเข้าใจ
เมื่อเรือรั่ว บอกให้ช่วยกันอุด ช่วยกันวิด ไม่มีใครช่วย ไม่สนใจ
ผมก็ต้องคว้าห่วงยางเอาตัวรอดก่อนแล้ว กอดคอกันตายแบบไร้เหตุผล
ไม่เอาดีกว่า

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 00:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


คุณกามโภคีค่ะ (หรือผู้รู้ท่านอื่นด้วยค่ะ)
ดิฉันสวดมนต์เกือบทุกวัน และพยายามปฎิบัติทุกวัน ครั้งละประมาณ
ครึ่งชั่วโมง ยังไม่ถึงไหนเลย เพราะทำๆ เลิกๆมาเป็นสิบปีแล้ว ถ้าตอน
ไหนมีปัญหามากระทบก็จะหวั่นไหว ท้อแท้ เลิกปฏิบัติ พอปัญหาผ่านไป
ความทุกข์คลายลง ใจก็จะหวนกลับมาปฎิบัติอีก เป็นอย่างนี้สลับไปสลับมา
การเจริญภาวนาก็เป็นแบบ ก้าวหน้าได้ครึ่งก้าว เดี๋ยวก็ถอยหลังอีกสี่ก้าว
ตอนนี้รู้สึกว่าความทุกข์ทั้งหลายมันเบาบางลงมาก ก็เลยมีความขยันที่จะปฏิบัติ
มากขึ้น ทำมาได้เกือบปีแบบเกือบสม่ำเสมอแล้ว
ตอนนี้เวลาปฏิบัติ เวทนาไม่เกิด แต่ฟุ้งมากๆ กำหนดอย่างไรก็ไม่เป็นผล ฟุ้งมา
เป็นเดือนแล้วค่ะ ถ้าข่มมากๆ ก็จะปวดหัว และกระสับกระส่าย พอปล่อยไม่บังคับ
ก็จะสงบได้แค่ชั่วลมหายใจเข้าออกได้ไม่เกินสามครั้ง ก็จะเป็นอีก ขณะปฏิบัติ
ดิฉันชอบเปิดฟังเสียงสวดมนต์ไปด้วย เพราะมีความรู้สึกว่าจิตจะนิ่ง ง่ายกว่าเงียบๆ
เพราะอย่างหลังจะยิ่งฟุ้งมากๆ ขณะที่ฟุ้งนั้นก็ยังได้ยินเสียงสวดมนต์อยู่ และยังรู้ยุบหนอ
พองหนอบ้าง หายไปบ้าง เป็นอย่างนี้เป็นเดือนแล้วค่ะ ไม่ดีขึันเลย
ดิฉันเคยนิ่งจนรู้ลมหายใจเข้าออก ยุบพอง รู้ว่าสงบมาก เพียงครั้งเดียวในรอบสิบปี
ที่ผ่านมา และก็แว่บเดียว ก่อนที่จะสงบแบบนี้ เกิดเวทนา ปวดขามากๆ ก็กำหนด
ไม่ยอมขยับ จนอาการปวดหาย แล้วก็เกิดอาการอย่างว่า หลังจากครั้งนั้นแล้วก็ฟุ้ง
มาตลอด กำหนดไม่หายสักที อยากได้คำแนะนำค่ะ
ดิฉันรู้ว่าความสงบ มันเป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้ เพราะเมื่อสิบปีที่แล้วได้ไปถือศิล
ที่วัด และตั้งใจปฏิบัติจนกระทั่งนิ่งได้ประมาณลมหายใจเข้าออกสักเกือบสิบครั้ง รู้นิมิต
ต่างๆ เช่นเห็นตัวเองเป็นพระอินทร์บ้าง ซึ่งตอนนั้นยังตามอารมณ์ไม่ทัน คิดว่าตัวเอง
นั่งหลับ พอออกจากอารมณ์ก็รุ้สึกหนักๆ ต้องไปสอบอารมณ์กับอาจารย์ถึงได้รู้ว่าอ๋อ
เป็นสภาวะ ตอนหลังมาได้กลิ่นหอมบ้าง ได้ยินเสียงดนตรีบ้าง ก็กำหนดไป ก็ไม่ได้
ติดใจอะไรทั้งนั้น เพียงแต่รับรู้ว่า การปฏิบัติมีผลก้าวหน้าบ้างเท่านั้นเอง
ซึ่งเรื่องราวต่างๆที่เล่ามา เพียงจะบอกว่าดิฉันเคยก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว และ
เดี๋ยวนี้ถอยหลังลงมาตั้งต้นใหม่ แต่ไม่สมารถข่มความฟุ้งได้เลย นึกไม่ออกว่าคราวก่อน
ข่มได้อย่างไร ขอคำแนะนำจากมิตรลานธรรมจักรทุกท่านด้วยนะค่ะ อยากเจริญในธรรมค่ะ
ขอโมทนาค่ะ :b41: :b41: :b42: :b41: :b41:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 08:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
แหม๋ก็นะ คนที่เขาได้มรรคผลในชาตินี้ไม่ไช่น้อยนะ
ฟังตามที่วิปัสสนาจารย์ที่สอนเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าไม่ยาก
แต่ที่ยากเพราะติดตรงที่ทิฏฐิกันนี่ล่ะ อีกอย่างที่ติดก็คือ
ไม่ทำ ขี่ม้ารอบค่ายกัน มัวแต่สนใจอะไรไม่รู้ ไม่ตีซักที


สวัสดีท่านกามฯตอนสาย ๆ ...ก็ไม่น่าต่างกันหรอก ทิฐิ....ก็เถียงกันอยู่นี่ไง.....เรื่องเถียงแม้ในอดีตพระอรหันต์....ยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง...ถมไป....ยี่หละอะไร...เพื่อให้ได้ความจริงไงหละ...แต่ระดับไหนก็อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน

อ้างคำพูด:
การรักการหวงแหนมันก็ดี รู้จักห่วงใยก็ดี แต่เราต้องเข้าใจ
เมื่อเรือรั่ว บอกให้ช่วยกันอุด ช่วยกันวิด ไม่มีใครช่วย ไม่สนใจ
ผมก็ต้องคว้าห่วงยางเอาตัวรอดก่อนแล้ว กอดคอกันตายแบบไร้เหตุผล
ไม่เอาดีกว่า


การเอาตัวรอดได้มีหลายระดับ ....คือระดับท่านกามฯ ก็น่าจะเอาตัวรอดได้แล้วในระดับหนึ่ง...แต่เห็นผิดเป็นถูกนี่ซิ...พอมีผู้จะช่วยอุดเรือบ้าง...ก็ขวาง.อุ๊ย..ไม่ใช่ขวาง ...ลอยไปตามน้ำ....อีกต่างหาก แปลกแหะ...ประเภทปากว่าตาขยิบหรือเปล่าไม่รู้......หรือจริงๆ แล้ว .."ข้าก็อยากทำ...แต่ทำไม่ได้ สักทีไม่รู้จะทำไงดี .. แบบไม่กล้าออกโรงเองหน่ะ....แต่พอมีผู้กล้ากลับกลัวเขาได้หน้า....ก็เลยกั๊ก ๆ ไว้" ...(อ๋อดิฉันคิดเล่น ๆ เองแบบคนสิ้นคิดนะค่ะ) :b32: ไม่รู้ซิรู้สึกว่าดิฉัน รักเคารพศรัทธานับถือไม่มีสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วถ้าจะตายก็เอาหละ...ดีกว่าแอบ ๆ...อุ๊บอิ๊บ.. :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 10:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


หะๆๆ เข้าใจเปรียบเทียบหลายแง่มุมดีคุณไม่สายเกินไป

ถ้าจะให้ดี บอกให้ญาติโยมเลิกขายยาฆ่าแมลงด้วย (ผิดธรรม ค้าขายยาพิษ)
ขายมีด อาวุธ ค้าขายหมู ไก่ เป็ด ปลา (ข้อนี้ค้าขายชีวิต)
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่มีแค่ศีล ธรรมครอบคลุมมาก

ถ้าคิดดีๆ พระไม่ดีสามแสนกว่ารูป ที่ไม่ตรงพระธรรมวินัยเท่านี้เอง
โยมที่ไม่ตรงพระธรรมวินัยซักหกสิบกว่าล้านมั้ง

อย่าไปข้องใจว่า ก็เขาเป็นพระต้องทำตัวให้ดี
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

คิหิปาโป สมณปาโป ปาโปเยว.

คฤหัสถ์บาป สมณบาป ก็คนบาปเหมือนกัน.

และที่สำคัญ คนบาปจะเลี้ยงดูคนบาปบ้าง ก็ช่าง(หัว)เขา
เราเอาตัวรอดก่อนดีกว่า หลุดพ้น เป็นพยานความจริงในพระธรรมวินัยดีกว่า
ยืนยันได้เต็มปากเต็มคำว่า มรรคผลมีจริง ถ้าไม่หลุด ต่อให้คัมภีร์เขียนดีขนาดไหน
ยืนยันกับใคร ก็ไร้ประโยชน์

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 16:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


taktay เขียน:
[i]คุณกามโภคีค่ะ (หรือผู้รู้ท่านอื่นด้วยค่ะ)
ดิฉันสวดมนต์เกือบทุกวัน และพยายามปฎิบัติทุกวัน ครั้งละประมาณ
ครึ่งชั่วโมง ยังไม่ถึงไหนเลย เพราะทำๆ เลิกๆมาเป็นสิบปีแล้ว


อนุโมทนาครับที่สวดมนต์ทุกวัน วิธีการแก้ปัญหาคงต้องใช้ยา
หลายขนานคู่กันไป ผมไม่ทราบว่าคุณทำอย่างไร หมายถึงปฏิบัติเช่นไร
อย่างไรก็ตาม เรื่องสวดมนต์ ผมข้อให้ลดลงกว่าปกติซักหน่อย
สวดมนต์นั้นดีอยู่แล้วครับ แต่ที่ผมให้ลด อยากให้เอาเวลามาปฏิบัติทางจิต
เพิ่มครับ
การปฏิบัติจะให้ได้ผล ในเบื้องต้นต้องมี...
๑.ความพร้อมที่จะทำได้ต่อเนื่อง ติดต่อ เช่น ไม่มีสิ่งใดรบกวนในเวลาที่เราจะปฏิบัติ เป็นต้น
๒.ต้องทำต่อเนื่องทุกวัน โดยไม่เว้นเลยหากไม่มีความจำเป็นต้องเว้น
๓.ต้องมีกัลยาณมิตร หรือคนมีความรู้เข้าช่วยเหลือเรื่องวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องคำว่าถูกต้องนี้ไม่ใช่หมายถึงถูกตามหลักเกณฑ์อย่างเดียว ต้องถูกกับสภาวะของผู้ปฏิบัติ คือต้องฉลาดหรือ
สามารถฝึกให้คุณได้ในแต่ละสภาวะ ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ปฏิภาณของผู้สอนและความรู้ของผู้สอนด้วย


ข้อนี้เป็นโดยย่อเท่านั้น แต่ถ้าลองตามนี้ ผมว่าจะก้าวหน้าได้อีกหน่อย
รายละเอียดอีกมากครับ สงสัยอะไรก็โพสถามได้

taktay เขียน:
ถ้าตอนไหนมีปัญหามากระทบก็จะหวั่นไหว ท้อแท้ เลิกปฏิบัติ พอปัญหาผ่านไป
ความทุกข์คลายลง ใจก็จะหวนกลับมาปฎิบัติอีก เป็นอย่างนี้สลับไปสลับมา
การเจริญภาวนาก็เป็นแบบ ก้าวหน้าได้ครึ่งก้าว เดี๋ยวก็ถอยหลังอีกสี่ก้าว
ตอนนี้รู้สึกว่าความทุกข์ทั้งหลายมันเบาบางลงมาก ก็เลยมีความขยันที่จะปฏิบัติ
มากขึ้น ทำมาได้เกือบปีแบบเกือบสม่ำเสมอแล้ว


คุณครับ ในเวลาที่เราถูกกระทบโดยสภาวะต่างๆ ที่ทำให้เราหวั่นไหว ตอนนั้นเป็นโอกาสที่เราจะ
ได้รู้ได้เห็นมันนะครับ เอาโอกาสที่เราโดนกระทบตรงนี้มารู้มาเห็นเลย สรุปก็คือ ทุกสภาวะ
นำมาปฏิบัติได้หมดครับ การที่เราปล่อยไห้มันจางไปโดยที่ไม่ได้ทำความรู้จักกับมัน เราเสียโอกาส
หลายอย่าง ยังดีที่ตอนนี้กลับมาทำสม่ำเสมอ อนุโมทนาด้วยครับ

taktay เขียน:
ตอนนี้เวลาปฏิบัติ เวทนาไม่เกิด แต่ฟุ้งมากๆ กำหนดอย่างไรก็ไม่เป็นผล ฟุ้งมา
เป็นเดือนแล้วค่ะ [color=#FF0000]ถ้าข่มมากๆ ก็จะปวดหัว และกระสับกระส่าย พอปล่อยไม่บังคับ
ก็จะสงบได้แค่ชั่วลมหายใจเข้าออกได้ไม่เกินสามครั้ง ก็จะเป็นอีก ขณะปฏิบัติ


แก้เบื้องต้นนะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณสภาวะเป็นอย่างไร และแนวปฏิบัติยังไม่แจ้งแก่ผมพอ
อย่าได้ข่มหรือพยายามทำให้ฟุ้งซ่านหาย เรากำหนดเพื่อรู้ ไม่ไช่กำหนดเพื่อให้หายฟุ้ง วางจิต
เฉยๆก่อนนะครับ แล้วกำหนดรู้ไปจนมันหายฟุ้ง จะนานก็ช่างมัน ในกรณีมีสภาวะอื่นที่ชัดเจนแทรก
เข้ามา เช่นเสียงดังมาก หรือความไม่พอใจในฟุ้งเป็นเหตุอึดอัดใจมาก ไปรู้ตรงที่ชัดก่อน
แล้วลองดูว่าฟุ้งหายหรือยัง กลับมาอีกไหม ถ้ายังมี ดูที่ฟุ้งต่อ ถ้าฟุ้งหายไป กลับไปที่กาย
หรือกำหนดที่สภาวะหลักต่อไป ข้อนี้ลองทำไปก่อน อดทนหน่อยครับ ผมว่าเริ่มจะดีแล้วล่ะ แก้นิดหน่อยก่อน ลดนั่งลง 30 % เพิ่มเดิน 20 %

อนึ่งการข่มด้วยการตั้งใจมากไป หรือการข่มด้วยสภาวะจิตที่บังคับ จะเป็นโทษมากกว่านะครับ


อย่างไรเสีย ลองตอบปัญหาผมหน่อย แล้วผมพอจะรู้ทางได้บ้าง มีคาบเกี่ยวหลายลำดับครับ
ถ้าไม่สามารถตอบทางนี้ได้ ก็เมล์ zero_pl@msn.com ครับ ถ้าแก้ปัญหาได้แล้ว หรือมีผู้แนะนำ
แล้ว ก็จะเว้นไม่ตอบก็ได้ครับ

ในขณะที่คุณปฏิบัติ
๑.จำนวนเวลาที่เดิน นั่ง วิธีเดินกำหนด วิธีนั่งกำหนด
๒.เมื่อได้ยินเสียง คุณกำหนดอย่างไร
๓.อาการเมื่อย ปวด คัน มีมากขนาดไหน กรณีที่มี กำหนดอย่างไร หลังจากกำหนดเวทนา
กี่ครั้งถึงได้หายไป ลักษณะการหายอย่างไร เช่น ซาลง หรือ ขาดไปเลย
๔.จิตมีออกไปนอกการกำหนดบ้างหรือไม่ ถ้ามี กำหนดอย่างไร
๕.เวลาฟุ้งซ่าน ทีละเรื่องหรือเรื่องเก่ายังไม่จบ เรื่องใหม่มา หรือฟุ้งไม่รู้เรื่อง

ในกรณีที่คุณปฏิบัติสายยุบหนอพองหนอ

๖.การเดิน เดินระยะที่เท่าไร กำหนดชัดตลอดระยะแค่ไหน ความรู้สึกที่เท้าเป็นอย่างไร
๗.การนั่ง คุณกำหนดได้ถึงระยะไหน พองยุบเป็นอย่างไร เช่น เบา ค้าง แน่นเป็นต้น และ คุณเห็น
อาการพองยุบชัดเจนขนาดไหน

เวลาเดินนั่ง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ทั้งทางกายและทางใจ


taktay เขียน:
ดิฉันชอบเปิดฟังเสียงสวดมนต์ไปด้วย เพราะมีความรู้สึกว่าจิตจะนิ่ง ง่ายกว่าเงียบๆ
เพราะอย่างหลังจะยิ่งฟุ้งมากๆ ขณะที่ฟุ้งนั้นก็ยังได้ยินเสียงสวดมนต์อยู่ และยังรู้ยุบหนอ
พองหนอบ้าง หายไปบ้าง เป็นอย่างนี้เป็นเดือนแล้วค่ะ ไม่ดีขึันเลย
ดิฉันเคยนิ่งจนรู้ลมหายใจเข้าออก ยุบพอง รู้ว่าสงบมาก เพียงครั้งเดียวในรอบสิบปี
ที่ผ่านมา และก็แว่บเดียว ก่อนที่จะสงบแบบนี้ เกิดเวทนา ปวดขามากๆ ก็กำหนด
ไม่ยอมขยับ จนอาการปวดหาย แล้วก็เกิดอาการอย่างว่า หลังจากครั้งนั้นแล้วก็ฟุ้ง
มาตลอด กำหนดไม่หายสักที อยากได้คำแนะนำค่ะ


ลองปิดเสียงสวดมนต์ก่อน คุณเริ่มจะดีแล้วละ การได้ยินเสียงแล้วกำหนดที่กายด้วย
จิตทำงานสองอารมณ์ อาจเป็นสาเหตุของการฟุ้งซ่านหรือการปวดหัวปวดขมับ ลองปิดเสียงดู
ก่อน แล้วให้อยู่กับกรรมฐานอย่างเดียว

taktay เขียน:
ดิฉันรู้ว่าความสงบ มันเป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้ เพราะเมื่อสิบปีที่แล้วได้ไปถือศิล
ที่วัด และตั้งใจปฏิบัติจนกระทั่งนิ่งได้ประมาณลมหายใจเข้าออกสักเกือบสิบครั้ง รู้นิมิต
ต่างๆ เช่นเห็นตัวเองเป็นพระอินทร์บ้าง ซึ่งตอนนั้นยังตามอารมณ์ไม่ทัน คิดว่าตัวเอง
นั่งหลับ พอออกจากอารมณ์ก็รุ้สึกหนักๆ ต้องไปสอบอารมณ์กับอาจารย์ถึงได้รู้ว่าอ๋อ
เป็นสภาวะ ตอนหลังมาได้กลิ่นหอมบ้าง ได้ยินเสียงดนตรีบ้าง ก็กำหนดไป ก็ไม่ได้
ติดใจอะไรทั้งนั้น เพียงแต่รับรู้ว่า การปฏิบัติมีผลก้าวหน้าบ้างเท่านั้นเอง
ซึ่งเรื่องราวต่างๆที่เล่ามา เพียงจะบอกว่าดิฉันเคยก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว และ
เดี๋ยวนี้ถอยหลังลงมาตั้งต้นใหม่ แต่ไม่สมารถข่มความฟุ้งได้เลย นึกไม่ออกว่าคราวก่อน
ข่มได้อย่างไร ขอคำแนะนำจากมิตรลานธรรมจักรทุกท่านด้วยนะค่ะ อยากเจริญในธรรมค่ะ
ขอโมทนาค่ะ :b41: :b41: :b42: :b41: :b41: [/color]


ดีครับที่มาเริ่มใหม่ ผมก็เริ่มใหม่เมื่อไม่นาน เพราะทิ้งกรรมฐานไป ทั้งที่จริงผมรู้จักสติปัฏฐานตั้งแต่
อายุ ๑๔ ปี ในความเข้าใจผม การที่คุณมาเริ่มใหม่ก็จะใช้เวลาไม่นานหรอกครับ จะกลับมาจุดที่เคย
ถึงได้ ผมนึกถึงแม่ชีท่านหนึ่งที่ จ.ชลบุรีท่านตำหนิผมว่า ไม่น่าทิ้งเลยกรรมฐาน ทั้งที่เขาไม่เคยทิ้งเรา
เราทิ้งเขาทำไม จริงแล้วเราเอาเขาไปใช้ได้ทำได้ทุกที่ ผมงี้สลดเลย สำนึกเลยว่าถ้าเจริญตั้งแต่ที่รู้
จักได้ปฏิบัติมา คงก้าวหน้าไปกว่านี้มาก

อนุโมทนาครับ

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


แก้ไขล่าสุดโดย กามโภคี เมื่อ 22 ก.ค. 2009, 19:35, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 18:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ถ้าจะให้ดี บอกให้ญาติโยมเลิกขายยาฆ่าแมลงด้วย (ผิดธรรม ค้าขายยาพิษ)
ขายมีด อาวุธ ค้าขายหมู ไก่ เป็ด ปลา (ข้อนี้ค้าขายชีวิต)
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่มีแค่ศีล ธรรมครอบคลุมมาก


พระพุทธเจ้าพบโจร สอนโจร ว่าการเป็นโจรที่ดีควรทำอย่างไร....
พระพุทธเจ้าพบโสเภณีก็สอนว่าการเป็นโสเภณี ....ทีดีควรทำอย่างไร...
ฯลฯ....

พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้ผู้ใดมานั่งกล่าวร้องว่าตัวเองมีพระรัตนตรัย มานั่งรับศีล....มานั่งสวดมนต์ มานั่งสมาธินั่งหลับตาภาวนาโชว์ออฟ (ตั้งท่าเก๋ ...ๆ ด้วยนะ) กดข่มอารมณ์ตัวเอง...สักกะหน่อย.....เฮอ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 19:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่สายเกินไป เขียน:
พระพุทธเจ้าพบโจร สอนโจร ว่าการเป็นโจรที่ดีควรทำอย่างไร....
พระพุทธเจ้าพบโสเภณีก็สอนว่าการเป็นโสเภณี ....ทีดีควรทำอย่างไร...
ฯลฯ....


พระองค์สอนซะเลิกเป็นโจรเลย ไม่มีบอกให้เป็นโจรที่ดี

สมัยนั้นอาชีพโสเภณีเป็นที่ยอมรับ พระราชายังจองคิวเลย
ก็แนะได้ว่าเป็นให้ดีเป็นอย่างไร เพราะไม่ขัดสมัยนั้น

ไม่สายเกินไป เขียน:
พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้ผู้ใดมานั่งกล่าวร้องว่าตัวเองมีพระรัตนตรัย มานั่งรับศีล....มานั่งสวดมนต์ มานั่งสมาธินั่งหลับตาภาวนาโชว์ออฟ (ตั้งท่าเก๋ ...ๆ ด้วยนะ) กดข่มอารมณ์ตัวเอง...สักกะหน่อย.....เฮอ...


ติงหน่อย อย่าโกรธเลยครับ ผมหวังดีจริงๆ
คำว่า ภาวนา เป็นคำที่สูงนะครับ พระองค์ใช้เทศนา และส่วนมากนักปราชญ์ทั่วไปใช้
ในการกล่าวถึงการปฏิบัติกรรมฐาน ถ้าให้ดี อย่านำมาใช้ในคำพูดแบบนี้เลย

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2009, 04:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


คุณกามโภคีค่ะ

ในขณะที่คุณปฏิบัติ
๑.จำนวนเวลาที่เดิน นั่ง วิธีเดินกำหนด วิธีนั่งกำหนด
๒.เมื่อได้ยินเสียง คุณกำหนดอย่างไร
๓.อาการเมื่อย ปวด คัน มีมากขนาดไหน กรณีที่มี กำหนดอย่างไร หลังจากกำหนดเวทนา
กี่ครั้งถึงได้หายไป ลักษณะการหายอย่างไร เช่น ซาลง หรือ ขาดไปเลย
๔.จิตมีออกไปนอกการกำหนดบ้างหรือไม่ ถ้ามี กำหนดอย่างไร
๕.เวลาฟุ้งซ่าน ทีละเรื่องหรือเรื่องเก่ายังไม่จบ เรื่องใหม่มา หรือฟุ้งไม่รู้เรื่อง

ในกรณีที่คุณปฏิบัติสายยุบหนอพองหนอ

๖.การเดิน เดินระยะที่เท่าไร กำหนดชัดตลอดระยะแค่ไหน ความรู้สึกที่เท้าเป็นอย่างไร
๗.การนั่ง คุณกำหนดได้ถึงระยะไหน พองยุบเป็นอย่างไร เช่น เบา ค้าง แน่นเป็นต้น และ คุณเห็น
อาการพองยุบชัดเจนขนาดไหน
1.ตอนนี้นั่งอย่างเดียวครั้งละครึ่งชั่วโมงค่ะ แค่วันละครั้ง ไม่ได้กำหนดเดินเลย
2.เมื่อได้ยินเสียง ก็จะกำหนด "เสียงหนอ เสียงหนอ"
3.เมื่อก่อนนี้จะปวดเข่า ปวดขามากๆ ก็จะกำหนดไปที่ปวดว่า"ปวดหนอ ปวดหนอ" จนกว่าจะหาย
แล้วแต่ แต่ละครั้งกว่าจะหายไม่เท่ากันค่ะ บางครั้งก็กำหนดประมาณสี่ห้าครั้งหาย แล้วก็จะกลับ
มาปวดอีก บางครั้งก็เกือบสิบครั้ง แล้วก็กลับมาอีก จนครั้งสุดท้ายนานมากแต่จำไม่ได้ค่ะว่ากีครั่ง
ดิฉันกำหนดจนมันหายไป แล้วหลังจากนั้นเวทนาไม่เกิดอีกเลย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เวลานั่งไม่มีเวทนา
แล้ว ถ้ามีบางทีก็แว่บเดียว ยังไม่ได้กำหนดเลย ก็หายไปเองค่ะ
4.ข้อนี้ไม่ค่อยเข้าใจคำถามค่ะ จิตออกนอก ก็คือแว่บออกไปใช่ไหมค่ะ ถ้าแว่บออกก็จะกำหนดว่า
"ฟุ้งหนอ ฟุ้งหนอ"ค่ะ
5.ฟุ้งที่ละเรื่องค่ะ เรื่องเก่าไปใหม่มา วนเวียนไปเรื่องนั้นบ้างนี่บ้าง กำหนด "ฟุ้งหนอ ฟุ้งหนอ" พอหายก็กลับมายุบหนอพองหนอ แป๊ปเดียวก็กลับไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ใหม่ค่ะ
6.เคยเดินถึงระยะสี่แล้วค่ะ แต่ไม่ได้เดินเลย ไม่สะดวกเรื่องสถานที่ค่ะ
7.นั่งก็กำหนดขั้นเบสิคอยู่ค่ะ คือยังตามลมหายใจไม่ทัน ได้แต่รู้พองหนอ ยุบหนอที่ท้อง จะรู้
แบบสม่ำเสมอคือสักประมาณไม่เกินห้าครั้ง จะชัดค่ะ แล้วจะค่อยๆหายไป เนื่องจากฟุ้ง ที่ว่าชัดคือหมายความว่าลมหายใจเข้าที่จมูกแล้วไปรู้สึกที่ท้องเลย หายใจออกก็มารู้สึกที่ปลายจมูกเลย ระหว่างทางจากปลายจมูกผ่านเข้ามาที่อกแล้วลงไปที่ท้อง ตามไม่ทันค่ะ
เวลาเดินนั่ง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ทั้งทางกายและทางใจ
[i][color=#4000BF]เวลานั่งก็จะเห็นตัวเองในอริยบถที่นั่งอยุ่ ถ้าสามารถกำหนดยุบหนอ พองหนอได้ถึงห้าครั้ง จะมีความรู้สึกว่า "สุข" "สงบ"ค่ะ พอมีรู้ว่า "สุข" "สงบ" ปุ๊ปความรู้สึกจะออกจาก
สมาธิทันทีค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร?


ลองปิดเสียงสวดมนต์ก่อน คุณเริ่มจะดีแล้วละ การได้ยินเสียงแล้วกำหนดที่กายด้วย
จิตทำงานสองอารมณ์ อาจเป็นสาเหตุของการฟุ้งซ่านหรือการปวดหัวปวดขมับ ลองปิดเสียงดู
ก่อน แล้วให้อยู่กับกรรมฐานอย่างเดียว
ดีครับที่มาเริ่มใหม่ ผมก็เริ่มใหม่เมื่อไม่นาน เพราะทิ้งกรรมฐานไป ทั้งที่จริงผมรู้จักสติปัฏฐานตั้งแต่
อายุ ๑๔ ปี ในความเข้าใจผม การที่คุณมาเริ่มใหม่ก็จะใช้เวลาไม่นานหรอกครับ จะกลับมาจุดที่เคย
ถึงได้ ผมนึกถึงแม่ชีท่านหนึ่งที่ จ.ชลบุรีท่านตำหนิผมว่า ไม่น่าทิ้งเลยกรรมฐาน ทั้งที่เขาไม่เคยทิ้งเรา
เราทิ้งเขาทำไม จริงแล้วเราเอาเขาไปใช้ได้ทำได้ทุกที่ ผมงี้สลดเลย สำนึกเลยว่าถ้าเจริญตั้งแต่ที่รู้
จักได้ปฏิบัติมา คงก้าวหน้าไปกว่านี้มาก

ดิฉันจะทำตามคำแนะนำนะค่ะ ได้ผลหรือมีปัญหาอย่างไร? จะขอรบกวนอีกนะค่ะ ขอบคุณค่ะ อนุโมทนา ขอให้เจริญในธรรมค่ะ :b8:

:b41: :b41: :b41: :b43: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร