วันเวลาปัจจุบัน 28 ม.ค. 2020, 13:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 63 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 22:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน กับ การออกกำลังกาย

นั้น คงทราบกันดีอยู่แล้ว ขอผ่านไปคร่าวๆเลยแล้วกัน

เพียงแต่ ขอเสนอว่าการออกกำลังกายนั้น ควรเจริญสติ"รู้สึกตัว"ไปด้วย อย่าใจลอย ...มีสติรู้ชัดในการเคลื่อนไหวของร่างกาย การเหยียด ยืด งอ คู้ ส่วนต่างๆของร่างกายไปด้วย จะได้อานิสงส์เป็นการเจริญสติปัฏฐาน-สัมปชัญญะบรรพ ไปในตัว.ได้ทั้งกายและใจ

หรือ จะ เดินสติ เร็วๆหน่อย แบบ ท่าน ติช ก็ดีน่ะ


...............................


เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน กับ ความเครียดทางจิต

เสนออ่าน

http://www.budpage.com/vithan02.shtml

"...นักวิทยาศาสตร์ของสถาบัน HeartMath ของด็อก ชิลเดร ที่กำลังโด่งดังมากในขณะนี้ ที่ชื่อโรลลิน แมคเครที่ได้ทำการวิจัยตรวจวัดค่าโปรตีน IgA ในน้ำลาย ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน พบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมทำการวิจัยโกรธหนึ่งครั้ง จะทำให้เจ้า IgA นี้มีค่าลดลง (นั่นหมายถึงภูมิต้านทานของร่างกายลดลง) ไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งและเมื่อตรวจค่า IgA เมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมง ค่า IgA นี้ก็ยังไม่กลับคืนมาสู่ค่าปกติด้วยซ้ำไป ในทางตรงกันข้ามในงานวิจัยเดียวกันนี้ คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ทำการฝึกเรื่องของการดูแลอารมณ์ที่ถูกต้องโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่าFreeze Frame ซึ่งมีหลักการฝึกง่ายๆ ดังนี้คือ ทุกครั้งที่รู้สึกโกรธหรือหงุดหงิดให้ลองปิดหรือหยุดความคิดที่สมองเสมือนหนึ่งเป็นกล้องวิดีโอที่กดปุ่ม Pause แล้วนำความคิดไปจับที่หัวใจตรงบริเวณทรวงอกด้านซ้ายแทน ให้รู้สึกถึงความรู้สึกอุ่นๆ พร้อมกับจังหวะการเต้นของหัวใจของเรา อะไรประมาณนี้ การทดลองครั้งนี้สถาบันHeartMathพบว่าค่า IgA ในผู้ทำการทดลองมีค่าสูงขึ้นกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัวและอยู่นานถึง 6 ชั่วโมง ในขณะที่บางรายค่า IgA นี้วัดได้สูงถึง 240% ของค่าปกติ

งานวิจัยนี้ชี้ชัดเจนครับว่า แค่โกรธหนึ่งครั้งภูมิต้านทาน (เพียงหนึ่งตัวในหลายร้อยหลายพันตัว) ของคุณเฉพาะที่วัดได้งานวิจัยนี้จะลดลงไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ไม่ต้องนับถึงภูมิต้านทานตัวอื่นๆ ไม่ต้องนับถึงประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ต้องนับถึงอะไรอีกจิปาถะที่เรายังไม่ได้วัด หรือวัดไม่ได้ ฯลฯ..."


นี่ชี้ให้เห็นว่า อกุศลในจิตทั้งหลาย มีผลทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
หรือ จะสังเกตุง่ายๆ เวลา เราเครียด(จากสาเหตุใดก็ตาม) เราจะไม่สบายเป็นหวัดง่าย เพราะเหตุนี้

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกจำนวนมากว่า จิตใจที่ดีช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายดีตามไปด้วย
เช่น ที่สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา พบว่า สมาธิ ช่วยลดความดัน และ อาการหัวใจวายได้
เสนออ่าน

http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/pos ... ORUM_ID=12



ใน ระดับพระสูตร ก็มีการกล่าวถึง การเจริญโพชฌงค์ ช่วยให้ร่างกายฟื้นจากการเจ็บป่วยได้

และ มีพระสูตรที่ตรัสแสดงว่า ผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นย่อมมีใบหน้าที่ผ่องใสอิ่มเอิบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 22:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง พุทธธรรม กับ การเจ็บป่วยนี้

จะไม่สมบูรณ์ ถ้าขาดบทความนี้

โพชฌงค์ : พุทธวิธีเสริมสุขภาพ


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=85988


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 22:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบพระคุณมากค่ะ คุณหมอตรงประเด็น คุณลูกโป่ง และอีกหลายท่าน :b8:
ที่นำความรู้เรื่องนี้มาเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกัน
กำลังอยู่ในกระแสกันอยู่ทีเดียว

เรื่องคาวตอง หรือพลูคาวนั้น
จริงๆ รู้จักสรรพคุณเรื่อง anti-virus มานานพอควรแล้ว

ใบของมันมีลักษณะเหมือนพลูด่าง
เวลาเด็ดแล้วนำมาขยี้ดมดู จะมีกลิ่นคาวมาก
นี่คือสาเหตุที่เรียกว่า "พลูคาว" น่ะค่ะ


รูปภาพ

ตอนนี้ตัวเองก็ทานเป็นอาหารเสริมอีกขนานอยู่เช่นกันค่ะ
เป็นอาหารเสริมที่ผสมเมล็ดองุ่นสกัด

ช่วงนี้ต้องระดมเสริมสุขภาพกันหน่อยน่ะค่ะ
เพื่อนๆทุกท่านโปรดระวังรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

ด้วยความห่วงใย...ทุกท่านค่ะ :b8: :b1: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 23:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบพระคุณ คุณหมอ ตรงประเด็น ด้วยครับ :b8:
ที่นำเรื่องราวโรคไข้หวัด2009 มาบอกเล่า
ข้าพเจ้ารับประทาน ฟ้าทลายโจร แบบแคปซูล มา 2 เดือนแล้วครับ
คือจะรับประทานหลังอาหารครั้งละ 2 แคปซูล
พอได้มาอ่านกระทู้นี้ เพิ่งทราบว่ามันเป็นยาเย็น ต้องทานน้ำขิง ด้วยจึงจะดี
อยากจะถามคุณหมอ ด้วยครับว่า ถ้าข้าพเจ้ารับประทาน ฟ้าทลายโจร ต่อเนื่อง
ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอะไร มันจะมีผลเสีย หรือ
ผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่าครับ :b8:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 03:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 06:18
โพสต์: 731

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอกราบอนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ.......... :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 07:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


อมิตาพุทธ เขียน:
ถ้าข้าพเจ้ารับประทาน ฟ้าทลายโจร ต่อเนื่อง
ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอะไร มันจะมีผลเสีย หรือ
ผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่าครับ :b8:



เท่าที่ทราบมาจากผู้รู้อีกที

การกินฟ้าทะลายโจรในขนาดสูงเพื่อรักษาหวัด(6กรัมต่อวัน) อาจมีผลข้างเคียงได้ ท่านจึงไม่แนะนำ

แต่ ถ้ากินในขนาดต่ำกว่านั้น เช่นชงจิบกินเป็นน้ำชา ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรกันครับ

สังเกตุดูเองก็ได้ครับ
ผลข้างเคียงเด่นๆ ที่ทราบมา คือ อาการเวียนหัว(คนไข้ของผมคนหนึ่งที่แพ้ฟ้าทะลายโจรบอกหน้ามืดเลย :b12: ) และ อาการกล้ามเนื้อเปลี้ยร้า

ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ ก็ไม่น่าจะต้องกังวลอะไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 08:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่อง สมุนไพร นี้ ทางตะวันออกนำหน้าตะวันตกมานานแล้ว


มันก็ตลกดีน่ะครับ ที่ ทางตะวันออกถ้าจะใช้สมุนไพรในการแพทย์ปัจจุบัน ต้องได้รับการรับรองจากทางตะวันตก เสียก่อน

อย่างยา อาร์ทีซูเนต(สกัดจากต้นคิงเกาซู่ หรือ จิงเกา)ที่ใช้รักษามาเลเรีย จีน และไทยเราเองก็ใช้มา15ปีแล้ว รู้ชัดเจนว่ามันปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย และ ประสิทธิภาพสูงกว่า ยาตัวเดิม คือ ควินิน(สกัดจากต้นซิงโกนา)มาก....
แต่ ต้องไปรอให้ทางตะวันตกเขารับรองเสียก่อน.



เร็วๆนี้ ก็มีกรณีที่ถือว่า เป็นการค้นพบทางการแพทย์ปัจจุบัน(แต่ชาวบ้านเขารู้กันมานานแล้ว :b32: ) คือ การใช้ รางจืด รักษาสารพิษจากแมงดาทะเล ที่การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มียาต้านสารพิษจากแมงดาทะเลโดยตรง

http://story.thaimail.com/news/index.ph ... 2&Itemid=0


ก่อนหน้านี้เคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งรับประทานแมงดาพิษเข้าไป ญาติเอาต้นรางจืดซึ่งเป็นพืชสมุนไพรมาตำคั้นเอาน้ำให้ผู้ป่วยดื่มกิน ผลปรากฏว่าแก้พิษได้ และรอดตายในที่สุด เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้เกิดความหวังขึ้นมา โทรศัพท์บอกญาติให้นำต้นรางจืดมาให้ทั้งต้นและราก จากนั้นนำไปตำจนละเอียดคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำซาวข้าวให้พยาบาลฉีดเข้าไปทางหลอดอาหารให้กับนางนงนุชก่อน หลังเวลาผ่านไปประมาณ 5-6 ชม. ปรากฏว่านางนงนุชเริ่มรู้สึกตัว พูดได้ แพทย์เจ้าของไข้จึงอนุญาตให้นำรางจืดไปใช้รักษา ด.ญ.ดารารัตน์ อีกคน เวลาผ่านไปเพียงแค่ 2 ชม. ด.ญ.ดารารัตน์เริ่มรู้สึกตัว สร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์เป็นอย่างมาก เมื่อแพทย์เห็นเช่นนั้นนำรางจืดให้ผู้ป่วยรับประทานทุก 3 ชม. ปริมาณครั้งละ 10 ซีซี กระทั่งในวันเดียวกันนี้ แพทย์วัดความดัน การเต้นของหัวใจของผู้ป่วยยืนยันว่าทั้งคู่ปลอดภัย

แพทย์ เชื่อว่าเหตุที่รอดตายเพราะต้นรางจืดแน่นอน เพราะคนที่รับประทานแมงดาพิษเข้าไปจะไม่มียาใดๆรักษาได้


รางจืด

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_20_4.htm

คือ พิษจากแมงดาทะเลนี้ ทำให้การหายใจล้มเหลว ถ้าถึงขนาดต้องใส่ท่อช่วยหายใจ โอกาสรอดน้อยมาก
การแพทย์ปัจจุบัน จะต้องรอให้ร่างกายขับพิษออกไปเองเท่านั้น จึง มีอัตราตายสูงมาก

มีการมองว่า รางจืด อาจช่วยรักษาพิษจากปลาปักกะเป้า พิษจากเห็ดพิษ พิษจากปลากระเบน ยาฆ่าแมลง และ ๆลๆ ได้อีก

ในขณะนี้ ทาง เภสัชๆมหิดล กำลังทำการวิจัยสมุนไพรตัวนี้อยู่ อย่างจริงจัง
ไทยเราอาจจะเป็นผู้บุกเบิก เรื่อง การรักษาสารพิษ ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้


ปล...

ผมเพียงเล่าเรื่อง รางจืด ให้ฟังน่ะครับ
แต่ รางจืดไม่น่าจะมีประโยชน์ในกรณีไข้หวัดใหญ่น่ะครับ...ย้ำ

รางจืด ปกติ จะมีความสามารถในการทำให้สารต่างๆเป็นกลาง และ อาจจะทำให้ยาตัวอื่นไม่ออกฤทธิ์ได้ด้วย. การใช้ร่วมกับยาอื่นๆ อาจต้องพิจารณาให้รอบครอบด้วย

คุณพ่อตาของผม ท่านเป็นคนชายป่า ท่านมักจะเล่าเรื่องสมุนไพรต่างๆให้ฟังบ่อยๆ(เรียนรู้ จากพ่อตา)

ท่านบอกว่า เวลาเราจะทดสอบว่า รางจืด ต้นนี้ใช้ได้หรือไม่ ท่านให้ลองเคี้ยวลางจืดก่อนสักครู่ แล้วอมน้ำตาลตาม... ถ้า ไม่รู้สึกว่า น้ำตาลหวาน แสดงว่า รางจืด ต้นนี้ใช้ได้แล้ว.(ผมไม่เคยลองเองน่ะครับ)

ท่านบอกว่า พวกนักเลงในอดีต เวลาไปต่างถิ่น เขากลัวโดนยาสั่ง หรือ ยาพิษ เขาจะพกใบรางจืดไปด้วย...เพื่อป้องกันตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 16:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบพระคุณค่ะ คุณหมอตรงประเด็น :b8:

เรื่องรางจืด แก้พิษ นี่ เคยได้ยินอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ
เห็นผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่า
พวกพราน และคนมีวิชา
นิยมพกป้องกันยาสั่งโดยเฉพาะทางภาคใต้
แต่หน้าตาเป็นยังไงกุหลาบสีชาก็ไม่เคยเหมือนกันค่ะ

ภูมิปัญญาไทยของคนโบราณนั้นล้ำเลิศมากอยู่แล้ว
แต่เหตุไฉนคนไทยยุคโลกาภิวัตน์
จึงต้องรอให้ฝาหรั่งมารับรองก่อนจึงจะเชื่อและยอมใช้
น่าสลดใจ...เสียนี่กระไร!!!

คุณหมอตรงประเด็นคะ

รบกวนถามเป็นความรู้ใหม่ ด้วยค่ะ
มีคนบอกว่า มะรุม และมะระขี้นก
ก็ช่วยเรื่องปรับภูมิคุ้มกัน และต้านไวรัสได้เหมือนกัน
จริงเท็จประการใดคะ


ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ :b8: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 20:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


มะรุม และ มะระขี้นก


มะรุม

เท่าที่ทราบ มีคุณสมบัติต้านไวรัส HIV ที่ชัดเจน
โดยเฉพาะในผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อนี้ มีรายงานว่า มะรุมสามารถลดอัตราการเกิดโรคในเด็กที่แม่ติดเชื้อเอดส์ได้ เมื่อใช้คู่กับยาแผนปัจจุบัน.
และ เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า ผู้ป่วยHIVทั่วๆไปที่ใช้มะรุม จะมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น.
มะรุม มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โปแตสเซียม ธาตุเหล็ก สูงมาก... บำรุงสายตา กระดูก กล้ามเนื้อ ประสาท.


มะระขี้นก

เท่าที่ทราบ ผล และ เมล็ด มีคุณสมบัติต้านไวรัส HIV ที่ชัดเจน เช่นกัน
เมื่อไม่นานมานี้ ทางเภสัชมหิดล เคยวิจัยในรูปแบบพ่นจมูก และ สวนเหน็บทวาร. เพราะ สารออกฤทธิ์ต้านไวรัสใน มะระขี้นกนั้น อาจจะถูกทำลายโดยน้ำลายเมื่อเคี้ยวในปาก และ อาจจะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำลายซ้ำอีก จึงต้องเลี่ยงให้เข้าร่างกายทางอื่นเอา. ดังนั้น มะระขี้นกแคปซูลที่ขายตามตลาด อาจจะไม่มีประโยชน์ในการต้านไวรัสที่ชัดเจนนัก แต่ อาจจะมีประโยชน์ช่วยร่างกายด้านการย่อยอาหารมากกว่า.(มะระขี้นก รักษาเบาหวานได้ดีด้วย)



ทั้ง มะรุม และ มะระขี้นก .... ไม่ได้มีบทบาทในกรณีไข้หวัดใหญ่มากนัก

เพราะ สมุนไพรแต่ละชนิด ก็ต้านไวรัสแต่ละประเภทไปครับ.
ไวรัสเอดส์ และ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ก็มีความแตกต่างกัน.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 21:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


แนะนำเว็บนี้ครับ


สมุนไพรกับไข้หวัดใหญ่

สถาบันการแพทย์แผนไทย

http://ittm.dtam.moph.go.th/data_articles/t7.htm



ผมสนใจ กระเทียม

อ้างคำพูด:

1. กระเทียม มีรายงานการวิจัยของญี่ปุ่นว่า กระเทียมในรูปของ aged garlic extract (AGE) ( เตรียมโดยการแช่กระเทียมที่หั่นหรือสับใน 15-20% แอลกอฮอล์ แล้วทิ้งไว้นานมากกว่า 10 เดือน ที่อุณหภูมิห้องก่อนนำมาทำให้เข้มข้น ) มีฤทธิ์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และการทดลองในหนูถีบจักร พบว่าเมื่อให้ AGE ทางปากแก่หนู 10 วันก่อนให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (AO/PR 8 strain) ทางจมูก จะมีประสิทธิผลในการป้องกันหวัดได้ดีเท่าการให้วัคซีน (10)






และ โสม

อ้างคำพูด:

2.โสม มีการวิจัยฤทธิ์ของสารสกัดโสมอเมริกันที่มีการจดสิทธิบัตร CVT-E200 ใน การป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน (acute respiratory illness) ในผู้สูงอายุ ที่อาศัยอยู่ในสถานที่ที่อยู่ร่วมกันหลาย ๆ คน (institutional setting) ระหว่างฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ( ฤดูหนาวปี 2000-2001) พบว่า อุบัติการณ์ของการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ที่มีการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ (laboratory-confirmed influenza illness) ของกลุ่มยาหลอกสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับโสมอย่างมีนัยสำคัญ (7/101 VS 1/97) (11)

นอกจากนี้ เมื่อให้ standardized ginseng extract Ginsana G115 ในขนาด 100 mg หรือยาหลอกแก่อาสาสมัคร นาน 12 สัปดาห์ แล้วให้ anti-influenza polyvalent vaccine ในสัปดาห์ที่ 4 พบว่า มีคนป่วยด้วยโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มที่ได้ยาหลอก (42/113) มากกว่ากลุ่มที่ได้รับโสม (15/114) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ antibody titer ในสัปดาห์ที่ 8 ในกลุ่มที่ได้รับโสมสูงกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ (171 VS 272 units) และ natural killer (NK) activity ในสัปดาห์ที่ 8 และ 12 ในกลุ่มโสมสูงกว่ากลุ่มยาหลอกเกือบ 2 เท่า (12)





ปล...

ตอนนี้ กระเทียม ได้ข่าวว่า เริ่มขาดตลาด.ขนาดที่ใช้ ผมไม่ทราบเหมือนกัน.กระเทียมแคปซูลก็พกพาง่าย

โสม น่าสนใจก็จริงครับ เพราะเป็นงานวิจัยที่ข้อมูลชัดเจนมาก แต่ ราคาค่อนข้างสูงมาก และ เสียดุลย์การค้ากับต่างประเทศ.ขนาด ก็ดังที่ข้อมูลปรากฏ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 21:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

ขอบคุณ คุณหมอตรงประเด็นด้วยครับ

ถ้ามีอะไรจะแนะนำเพิ่มเติมเชิญได้เลยครับ


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 21:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32366

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไปพบข่าวนี้มา=>


รศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ หัวหน้าทีมวิชาการไข้หวัดใหญ่ 2009 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า การใช้วัคซีนจะเป็นคำตอบสุดท้ายในการแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วย เพราะเคยมีการให้วัคซีนกับเด็ก 2 คน

ผลข้างเคียงคือ เด็กคนแรกมีอาการซึมคอตกตลอดเวลา
ส่วนอีกคนเกิดอาการละเมอทั้งคืน เป็นผลข้างเคียงของยา ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือในอนาคตอาจเกิดอาการดื้อยาได้



วันนี้หนังสือพิมพ์ก็ลงว่า ฉีดวัคซีนมีผลข้างเคียง
นี่คือประเทศไทยทุกอย่างวัวหายล้อมคอก ก่อนหน้าประมาท

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 22:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ตรงประเด็น เขียน:
มะรุม และ มะระขี้นก

มะรุม

เท่าที่ทราบ มีคุณสมบัติต้านไวรัส HIV ที่ชัดเจน
โดยเฉพาะในผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อนี้ มีรายงานว่า มะรุมสามารถลดอัตราการเกิดโรคในเด็กที่แม่ติดเชื้อเอดส์ได้ เมื่อใช้คู่กับยาแผนปัจจุบัน.
และ เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า ผู้ป่วยHIVทั่วๆไปที่ใช้มะรุม จะมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น.
มะรุม มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โปแตสเซียม ธาตุเหล็ก สูงมาก... บำรุงสายตา กระดูก กล้ามเนื้อ ประสาท.

มะระขี้นก

เท่าที่ทราบ ผล และ เมล็ด มีคุณสมบัติต้านไวรัส HIV ที่ชัดเจน เช่นกัน
เมื่อไม่นานมานี้ ทางเภสัชมหิดล เคยวิจัยในรูปแบบพ่นจมูก และ สวนเหน็บทวาร. เพราะ สารออกฤทธิ์ต้านไวรัสใน มะระขี้นกนั้น อาจจะถูกทำลายโดยน้ำลายเมื่อเคี้ยวในปาก และ อาจจะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำลายซ้ำอีก จึงต้องเลี่ยงให้เข้าร่างกายทางอื่นเอา. ดังนั้น มะระขี้นกแคปซูลที่ขายตามตลาด อาจจะไม่มีประโยชน์ในการต้านไวรัสที่ชัดเจนนัก แต่ อาจจะมีประโยชน์ช่วยร่างกายด้านการย่อยอาหารมากกว่า.(มะระขี้นก รักษาเบาหวานได้ดีด้วย)

ทั้ง มะรุม และ มะระขี้นก .... ไม่ได้มีบทบาทในกรณีไข้หวัดใหญ่มากนัก

เพราะ สมุนไพรแต่ละชนิด ก็ต้านไวรัสแต่ละประเภทไปครับ.
ไวรัสเอดส์ และ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ก็มีความแตกต่างกัน.


:b43: :b43: :b43:

ขอบพระคุณมากค่ะ คุณหมอตรงประเด็น...
ได้ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์มากมายทีเดียวค่ะ
รออ่านความรู้เรื่องสมุนไพรจากคุณหมอต่ออีกนะคะ :b8: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2009, 23:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


เว็บไหนก็ไม่ดีเท่าเว็บนี้ มีหมอกายหมอใจ
บอร์ดไหนก็ไม่ hi so เท่าบอร์ดนี้ เพราะไม่มี เวชทาน

:b32: :b8: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2009, 00:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ชาติสยาม เขียน:
เว็บไหนก็ไม่ดีเท่าเว็บนี้ มีหมอกายหมอใจ
บอร์ดไหนก็ไม่ hi so เท่าบอร์ดนี้ เพราะไม่มี เวชทาน


:b43: :b43: :b43:

แน่นอนอยู่แล้ว...คุณน้องพระเอก !!!

เขาเรียก "ครบวงจร" ยังไงคะ
จะ low so หรือ hi so
บอร์ดนี้...ไม่มีเกี่ยง :b11: :b13:

เพราะทุกคนล้วนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
(คุ้นมั้ยคะ...ประโยคนี้!!!) :b32: :b16: :b4:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 63 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร