วันเวลาปัจจุบัน 19 มิ.ย. 2019, 23:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 72 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 09:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
คุณกรัชกาย คิดอย่างไรบ้างค่ะ เมื่อก่อนไม่ได้เรียนพระศาสนาที่แท้จริงก็ว่านับถือไปตามนั้น แต่เรามาเรียนรู้แล้ว ทำไมไม่ออกมาเปิดเผยความเป็นจริงนั้นให้เป็นไปด้วยความเป็นจริงและถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้หละค่ะ ยังจะใช้สิ่งนี้บังพระพุทธองค์หลอกลวงผู้คนที่ด้อยปัญญาให้หลงติดงมงายมากขึ้นไปอีกหรือค่ะ และยึดติดกันจนหลงงายไปจนหมดลมหายใจ แม้แต่ตอนเสียชีวิตมาหลายรุ่นแล้วรุ่นเล่า ยังไม่รู้จัก"พุทธะ"สอนอะไรไว้บ้างที่ดีกว่าที่เขาเห็น ตอบจนขนาดนี้แล้วคุณกรัชกายยังจะหลีกเลี่ยงประเด็นไปอย่างอื่นก็ไม่คุยด้วยแล้วค่ะ เพราะดิฉันนับถือศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคม เลิกนับถือศาสนาพระพุทธรูปแล้วค่ะ เมื่อเรานับถือคนละศาสนาก็ไม่ต้องคุยกันแล้วค่ะเพราะมันไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดค่ะ



เมื่อเรานับถือคนละศาสนาก็ไม่ต้องคุยกันแล้วค่ะเพราะมันไม่รู้เรื่อง ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดค่ะ


ใจน้อยอย่างนั้น แล้วคุณไม่สายเกินไป จะไปเผยแผ่ศาสนาให้คนที่เขานับถือศาสนาอื่นให้หันมาสนใจสิ่ง
ที่คุณต้องการให้เขารู้ๆได้อย่างไรล่ะขอรับ :b16:

ไม่เอาน่าอย่างอแง กรัชกายไม่ให้คุณไป ต้องอยู่สนทนากันต่อ :b32:


คุณตอบคำถามนี้ก่อน
พระไตรปิฎกกับเจ้าชายสิทธัตถะ อย่างไหนหรือใครเกิดก่อนกัน
มนุษย์กับพระไตรปิฎกใครเกิดก่อนกัน


อ้างคำพูด:
ยึดติด


“ยึดติดๆ ” เป็นคำพูดสูงสุดในพระพุทธศาสนาเลยนะขอรับ คุณไม่สายเกินไป :b16:

หากกรัชกายจะว่า คุณยึดติดตัวหนังสือ ยึดติดพระไตรปิฎกล่ะ คุณจะแก้ว่าอย่างไร
แล้วก็ยึดติดเรื่องตื้นๆ คือ ทำชั่วไปนรก ทำดีไปสวรรค์ไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา ไม่ยึดติดหรอน่าหา

คุณมองข้ามประเด็นนี้ไปนะขอรับ :b16:

ก่อนหน้ากรัชกายถังได้ถามคุณไงครับว่า หากคุณเสียชีวิตลง อยากไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน :b14:
พอดีคุณ อภิพลใบสุวิชัยโพธิอนุพุทธ 2009 ชิงตอบตัดหน้าไปสะก่อน เพราะท่านถนัดเรื่องนี้ :b12:

ถามคุณไม่สายเกินไปอีกที ประเด็นค้างเก่า หากคุณเสียชีวิตคุณต้องการไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน ชั้นดุสิต หรือ
ชั้น จาตุม ฯ :b10:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 09:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
...ไม่ได้ ประโยชน์สูงสุดค่ะ


ขอเรียนถาม คุณไม่สายเกินไปที่ว่า "ประโยชน์สูงสุด"
ประโยชน์สูงสุด ของคุณคืออะไร ได้แก่อะไร

อะไร คือ ประโยชน์อันสูงสุดของคุณ :b16:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 09:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ใจน้อยอย่างนั้น แล้วคุณไม่สายเกินไป จะไปเผยแผ่ศาสนาให้คนที่เขานับถือศาสนาอื่นให้หันมาสนใจสิ่ง
ที่คุณต้องการให้เขารู้ๆได้อย่างไรล่ะขอรับ

ไม่เอาน่าอย่างอแง กรัชกายไม่ให้คุณไป ต้องอยู่สนทนากันต่อ


คุณกรัชกายขา........น้อยใจหรือคะ ไม่ใช่อย่างนั้น มันหมายถึงว่าคุณกรัชกายมัวแต่ชวนคุยเรื่อย.....ขี้เกียจคุยแล้วค๊า..

อ้างคำพูด:
ขอเรียนถาม คุณไม่สายเกินไปที่ว่า "ประโยชน์สูงสุด"
ประโยชน์สูงสุด ของคุณคืออะไร ได้แก่อะไร

อะไร คือ ประโยชน์อันสูงสุดของคุณ


...ประโยชน์สูงสุดคือความรู้เฉพาะตัวดิฉันค๋า....บอกใครไม่ได้เปิดเผยให้ใครทราบไม่ได้ และได้เฉพาะคนที่รู้เท่ากันค่า.... ไปบอกให้คนอื่นให้รู้ ถ้าเขารู้มากกว่าเขาก็คง :b32: ไปบอกคนที่ยังไม่รู้....เขาก็คงไม่เชื่อ ........ (คิดได้ประมาณนี้ค่ะ)


อ้างคำพูด:
“ยึดติดๆ ” เป็นคำพูดสูงสุดในพระพุทธศาสนาเลยนะขอรับ คุณไม่สายเกินไป

หากกรัชกายจะว่า คุณยึดติดตัวหนังสือ ยึดติดพระไตรปิฎกล่ะ คุณจะแก้ว่าอย่างไร
แล้วก็ยึดติดเรื่องตื้นๆ คือ ทำชั่วไปนรก ทำดีไปสวรรค์ไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดา ไม่ยึดติดหรอน่าหา

คุณมองข้ามประเด็นนี้ไปนะขอรับ


ปัญหานี้ก็จะบอกว่า.....เอ้อ... พระไตรปิฎก ตัวหนังสืออ่านแล้วได้ประโยชน์คืออ่านแล้วรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ค่ะ ดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร แต่คุณกรัชกายจะบอกว่ารูปปั้นอันนั้นก็ไว้ให้คนปัญญาอ่อนที่เขายังไม่รู้เรื่อง ชื่นชมกัน......ใช่ม๊า...และก็ค่อยรู้ขึ้นนะเหรอค่ะ.. แต่คุณกรัชกายลืมไปแล้วหรือว่าพุทธดำรัสตรัสสั่งไว้อย่างไร......ทำไมสาวกรุ่นหลังจึงสอนผิดเพี้ยนกันไปมากเอาความรู้ของตัวเองมาหลอกล่อ....จนถึงปัจจุบัน.......เมื่อเราเป็นคนรุ่นหลังที่ได้เรียนรู้แล้วทำไมเรายังจะสอนแบบผิดๆ พุทธดำรัสไปอีกหละค่ะ คุณกรัชกายขา......ทำไมเราไม่ช่วยกันเปิดเผยความจริงพุทธดำรัสที่มีอยู่แล้วในพระไตรปิฎกที่เก็บใส่ตู้กันไว้โดยไม่ยอมเปิดออกอ่านจนผุพัง.....ที่ซื้อสร้างกันมาเพื่อบุญกุศลนั้นจะได้มีอานิสงฆ์บ้าง.....เฮ้อ...ไม่คิดว่าคุณกรัชกายจะเป็นผู้ทำลายศาสนาตัวจริง ....เลยนะเนี๋ย...

อ้างคำพูด:
ถามคุณไม่สายเกินไปอีกที ประเด็นค้างเก่า หากคุณเสียชีวิตคุณต้องการไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน ชั้นดุสิต หรือ
ชั้น จาตุม ฯ


เอ้อ...อันนี้ขอตอบว่าคงไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ...เพราะหนาตึ๊บปานนี้ นรก....ค่ะ


อ้างคำพูด:
คุณตอบคำถามนี้ก่อน
พระไตรปิฎกกับเจ้าชายสิทธัตถะ อย่างไหนหรือใครเกิดก่อนกัน
มนุษย์กับพระไตรปิฎกใครเกิดก่อนกัน


เอ...อันนี้ลึกซื้งมากค่ะ...."พุทธะ" นี้เป็นอจินไตย ตอบไม่ได้ ถ้าตอบได้ก็คือคนบ้าค่ะ :b8:

เอาไว้คุยกันอีกนะค่ะ. :b29:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 10:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
คุณกรัชกายขา........น้อยใจหรือคะ ไม่ใช่อย่างนั้น มันหมายถึงว่าคุณกรัชกายมัวแต่ชวนคุยเรื่อย.....ขี้เกียจคุยแล้วค๊า.


เป็นสะงั้น ไม่คุยกันแล้วเราจะรู้เข้าใจกันไงล่ะขอรับ จะให้นั่งมองหน้ากันเฉยๆ ก็ไม่เห็นหน้า :b12:

อ้างคำพูด:
ประโยชน์สูงสุดคือความรู้เฉพาะตัวดิฉันค๋า....บอกใครไม่ได้เปิดเผยให้ใครทราบไม่ได้ และได้เฉพาะคนที่รู้เท่ากันค่า.... ไปบอกให้คนอื่นให้รู้ ถ้าเขารู้มากกว่าเขาก็คง ไปบอกคนที่ยังไม่รู้....เขาก็คงไม่เชื่อ ........ (คิดได้ประมาณนี้ค่ะ)


รู้เฉพาะตนอีกแระ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ก็ความรู้เฉพาะตน ๆๆ แล้วอะไรล่ะความรู้ที่ว่า หรือว่า เหมือนมีไฟฟ้า
วิ่งผ่านไปผ่านมาในร่างกาย หรือรู้ว่าเหมือนมีแสงสว่างโร่ทัวจักรวาล หรือ...ก็บอกได้ไม่ใช่หรือขอรับ
หรือ คุณเหาะได้


อ้างคำพูด:
เอ้อ...อันนี้ขอตอบว่าคงไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ...เพราะหนาตึ๊บปานนี้ นรก....ค่ะ


ไปนรกอีกคนแระ คุณจะไปทำอะไรในนรกขอรับ นรกน่าอยู่หรือไง พิลึกคน :b1:


อ้างคำพูด:
คุณตอบคำถามนี้ก่อน
พระไตรปิฎกกับเจ้าชายสิทธัตถะ อย่างไหนหรือใครเกิดก่อนกัน
มนุษย์กับพระไตรปิฎกใครเกิดก่อนกัน

เอ...อันนี้ลึกซื้งมากค่ะ...."พุทธะ" นี้เป็นอจินไตย ตอบไม่ได้ ถ้าตอบได้ก็คือคนบ้าค่ะ
เอาไว้คุยกันอีกนะค่ะ.


เอ...อันนี้ลึกซื้งมากค่ะ...."พุทธะ" นี้เป็นอจินไตย ตอบไม่ได้ ถ้าตอบได้ก็คือคนบ้าค่ะ

มาลงอจินไตยอีก คิดอะไรเองไม่เป็น ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา :b16:

กรัชกายจะบ้านะขอรับ คนไม่บ้าคัดค้านได้ :b12:

เจ้าชายสิทธัตถะ เกิดก่อนไตรปิฎก
ไตรปิฎก เกิดทีหลัง ไตรปิฎก เปรียบก็เหมือนตะกร้าสามใบ ซึ่งบันทึกคำสอนที่พระพุทธเจ้า
(สิทธัตถะเดิม) เทศนาสอนคนในยุคนั้น ในโอกาสต่างๆ จัดแยกเป็นหมวดเป็นหมู่ ได้สามคือ วินัยปิฎก
สูตตันตปิฎก อภิธรรมปิฏก (ไตร -สาม ปิฎก แปลว่า ตะกร้า...) ก็เท่านี้ เป็นอจินไตยตรงไหน

หากจะมีคำถามต่อไปอีกล่ะว่า แล้วธรรมะที่พระพุทธเจ้ารู้ หรือ ตรัสรู้ มาจากไหน

คำตอบก็คือ ท่านก็รู้กายใจของตัวท่านเองนี่แหละ คือเข้าใจชีวิตจิตใจ เข้าใจธรรมชาติ
คือตนเอง
เมื่อเข้าใจธรรมะหรือธรรมชาติ ก็ไม่มีความคิดนึก ตัวตน เรา เขา ฯลฯ ท่านก็อยู่เหนือธรรมชาติ
ไม่ต้องทุกข์เพราะกายใจ ไม่ทุกข์เพราะการยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป ฯลฯ
นี่ส่วนที่ลึกซั้งถึงภายใน

แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นความประพฤติร่วมกันในสังคม ฯลฯ ที่เรียกว่า จริยธรรม หรือ โลกียธรรม


อ้างคำพูด:
เอาไว้คุยกันอีกนะค่ะ


คุณจะไปไหน ไม่คุยกับคนบ้าแล้วหรอขอรับ :b12:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 13:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: มาแล้วค่ะ ทานอาหารเสร็จแล้วมาสนทนากับคุณกรัชกายได้แล้วค่ะ เฮอ...ดีเหมือนกันคนบ้าคุยกับคนปัญญาอ่อน.....

อ้างคำพูด:
เป็นสะงั้น ไม่คุยกันแล้วเราจะรู้เข้าใจกันไงล่ะขอรับ จะให้นั่งมองหน้ากันเฉยๆ ก็ไม่เห็นหน้า

:b6: คุยต่อก็ได้ค่ะ

อ้างคำพูด:
เฉพาะตนอีกแระ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ก็ความรู้เฉพาะตน ๆๆ แล้วอะไรล่ะความรู้ที่ว่า หรือว่า เหมือนมีไฟฟ้า
วิ่งผ่านไปผ่านมาในร่างกาย หรือรู้ว่าเหมือนมีแสงสว่างโร่ทัวจักรวาล หรือ...ก็บอกได้ไม่ใช่หรือขอรับ
หรือ คุณเหาะได้


อันนี้คือว่าเมื่อตะกี้ดิฉันไปกินข้าวมามันอิ่มแล้ว ถ้าบอกคุณกรัชกายว่าอิ่มแล้ว คำว่า"อิ่ม"ของคุณกรัชกายกับของดิฉันมันจะเหมือนกันไม๊หน๊า.....อิ่มจุก ๆ ท้อง อิ่มแบบพอดี ฯลฯ.... มันเฉพาะตนแบบนี้หรือเปล่าค่ะ อ้างถึงข้างบนน่ะ ทำไม่เป็นและไม่คิดจะทำในชาตินี้ด้วยกลัว........เพราะระดับของตัวดิฉันเองถ้าจะเปรียบสัตว์ ก็ยังเป็นพวกเชื้อโรคอยู่แถบขั่วโลกโน้นค่ะ(คือกิเลสมันเพียบแปล้เลยค่ะ)

อ้างคำพูด:
ไปนรกอีกคนแระ คุณจะไปทำอะไรในนรกขอรับ นรกน่าอยู่หรือไง พิลึกคน


อ้าวก็คนรู้ว่าตัวเองว่าถึงเลวปานนี้ จะให้ไปไหนละค่ะ :b15:


อ้างคำพูด:
เอ...อันนี้ลึกซื้งมากค่ะ...."พุทธะ" นี้เป็นอจินไตย ตอบไม่ได้ ถ้าตอบได้ก็คือคนบ้าค่ะ

มาลงอจินไตยอีก คิดอะไรเองไม่เป็น ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา

กรัชกายจะบ้านะขอรับ คนไม่บ้าคัดค้านได้

เจ้าชายสิทธัตถะ เกิดก่อนไตรปิฎก
ไตรปิฎก เกิดทีหลัง ไตรปิฎก เปรียบก็เหมือนตะกร้าสามใบ ซึ่งบันทึกคำสอนที่พระพุทธเจ้า
(สิทธัตถะเดิม) เทศนาสอนคนในยุคนั้น ในโอกาสต่างๆ จัดแยกเป็นหมวดเป็นหมู่ ได้สามคือ วินัยปิฎก
สูตตันตปิฎก อภิธรรมปิฏก (ไตร -สาม ปิฎก แปลว่า ตะกร้า...) ก็เท่านี้ เป็นอจินไตยตรงไหน

หากจะมีคำถามต่อไปอีกล่ะว่า แล้วธรรมะที่พระพุทธเจ้ารู้ หรือ ตรัสรู้ มาจากไหน

คำตอบก็คือ ท่านก็รู้กายใจของตัวท่านเองนี่แหละ คือเข้าใจชีวิตจิตใจ เข้าใจธรรมชาติ
คือตนเอง
เมื่อเข้าใจธรรมะหรือธรรมชาติ ก็ไม่มีความคิดนึก ตัวตน เรา เขา ฯลฯ ท่านก็อยู่เหนือธรรมชาติ
ไม่ต้องทุกข์เพราะกายใจ ไม่ทุกข์เพราะการยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป ฯลฯ
นี่ส่วนที่ลึกซั้งถึงภายใน

แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นความประพฤติร่วมกันในสังคม ฯลฯ ที่เรียกว่า จริยธรรม หรือ โลกีย


โอ้โฮ .......สมจริงที่เขาว่าจริง ๆ ที่เคยได้ยินว่ามีพวกผู้คนกำลัง.......ทำ"สัทธรรมปฏิรูป" ก็ในพระไตรปิฏกพระพุทธองค์ตรัสไว้แบบนี้ค่ะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 235

๗. อจินติตสูตร
ว่าด้วยอจินไตย ๔
[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด ผู้ที่คิด
ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า อจินไตย ๔ คือ
อะไรบ้าง คือ
๑. พุทธวิสัยแห่งพระพุทธทั้งหลาย เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด
ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า
๒. ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌาน เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะ
พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำปากเปล่า
๓. วิบากแห่งกรรม เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วน
แห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า
๔. โลกจินดา (ความคิดในเรื่องของโลก) เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึง
มีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า.
จบอจินติตสูตรที่ ๗

:b25:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 13:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

สาธุครับ

ผมว่าคำว่า "พุทธ" ที่ท่านกรัชกายถาม

ไม่น่าจะเกี่ยวกันกับ "พุทธวิสัย" ที่เป็นอจินไตยเลยนะครับ


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 13:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


:b44: กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพพยากตา ธัมมา ฯลฯ :b44:
:b7: โปรดแปลด้วยยยย.... :b10:

:b19: แฟนเพลงรออยู่อีกคนค่ะอาจารย์ :b17:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 16:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1180576857.gif
1180576857.gif [ 86.34 KiB | เปิดดู 1657 ครั้ง ]
Bwitch เขียน:
กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพพยากตา ธัมมา ฯลฯ

โปรดแปลด้วยยยย

แฟนเพลงรออยู่อีกคนค่ะอาจารย์



ได้จ้า ตามใจมิตรรักแฟนเพลง ง่าย ๆ ทับศัพท์
ส่วนกุศลจิต มีเท่าไหร่อะไรบ้าง
อกุศลจิต มีเท่าไหร่ อะไรบ้าง
อัพพยากตจิต มีเท่าไหร่ อะไรบ้าง มีเวลาศึกษาอภิธรรมเอาเอง

กุสลา ธัมมา = กุศลธรรม
อกุสลา ธัมมา = อกุศลธรรม
อัพพยากตา ธัมมา = อัพพยากตธรรม คือ ไม่ใช่กุศล หรือ อกุศล เป็นกลางๆ
เรียกว่า อัพพยากตธรรม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 16:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




2643605056711sb9.gif
2643605056711sb9.gif [ 3.96 KiB | เปิดดู 1651 ครั้ง ]
คงต้องเรียนพุทธประวัติกันใหม่ก่อนก้าวไปถึงการสนทนาหัวข้อธรรมที่ลึกไปกว่านั้น :b16:


(คำถามนี้หาข้อมูลใน google หรือ ถามใครๆก็ได้)

เอาภาษาง่ายๆ

ถาม คุณไม่สายเกินไปว่า บิดา มารดา ของเจ้าชายสิทธัตถะ ชื่ออะไร เป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา
ก่อนออกบวชมีภรรยามีลูกมาก่อนไหม :b32:



ไม่ถามชื่อลูกชื่อเมีย เท่านั้นตอบได้ก็พอจะคุยกันรู้เรื่อง ไม่งั้นแล้วเหมือนจะเข้าใจศาสนาพุทธ เกินวิสัย
ที่มนุษย์จะพึงรู้ได้ หรือ เข้าใจคำสอนแบบว่าไม่มีประโยชน์อันใดแก่มนุษย์ ต่อการดำรงชีวิตของคนเลย
เหมือนเป็นศาสนาแห่งการนึกคิดเลื่อนลอยเพ้อฝัน ของคนบางกลุ่มบางคณะไป :b9:

ไม่จำต้องพูดถึงปฏิปทาขั้นกำจัดกิเลสดับทุกข์ ที่เป็นคำสอนขั้นสูงสุดของพระพุทธเจ้าก็ได้ :b16:



(ลิงค์ ผู้มีความคิดแนวทางเดียวกัน นำมามัดรวมกัน เพื่อสะดวกต่อการศึกษาพระพุทธศาสนา) :b32:

viewtopic.php?f=1&t=23709

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 19:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 167

ก็ในคำที่ตรัสไว้ในที่สุดแห่งสูตรทั้งปวงว่า ก็ภิกษุเหล่านั้น
ย่อมยังธรรมนี้ให้อันตธานไปนั้น ชื่อว่า อันตรธานมี ๕ ย่างคือ
อธิคมอันตรธาน อันตรธานเห่งการบรรลุ ๑
ปฏิปัตติอันตรธาน อันตรธานแห่งการปฏิบัติ ๑
ปริยัตติอันตรธาน อันตรธานแห่งปริยัติ ๑
ลิงคอันตรธาน อันตรธานแห่งเพศ ๑
ธาตุอันตรธาน อันตรธานแห่งธาตุ ๑.
ใน ๕ อย่างนั้น มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔
วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ชื่อว่า อธิคม. อธิคมนั้น เมื่อเสื่อมย่อมเสื่อมไป
ตั้งแต่ปฏิสัมภิทา. จริงอยู่ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐๐
ปีเท่านั้น ภิกษุไม่สามารถจะให้ปฏิสัมภิทาบังเกิดได้ ต่อแต่นั้นก็
อภิญญา ๖. แต่นั้นเมื่อไม่สามารถทำอภิญญาให้บังเกิดได้ ย่อมทำ
วิชชา ๓ ให้บังเกิด. ครั้นกาลล่วงไป ๆ เมื่อไม่สามารถจะทำวิชชา
๓ ให้บังเกิด ก็เป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก โดยอุบายนี้เอง ก็เป็น
พระอนาคามี พระสกทาคามี และพระโสดาบัน. เมื่อท่านเหล่านั้น
ยังทรงชีพอยู่ อธิคมชื่อว่ายังไม่เสื่อม อธิคมชื่อว่า ย่อมเสื่อมไป
เพราะความสิ้นไปแห่งชีวิต ของพระอริยบุคคลผู้โสดาบันชั้นต่ำสุด
ดังกล่าวนี้ ชื่อว่าอันตรธานแห่งอธิคม.

ภิกษุไม่สามารถจะให้ฌาน วิปัสสนา มรรค และผล บังเกิด
ได้ รักษาเพียงจาตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่าอันตรธานแห่งข้อปฏิบัติ.
เมื่อกาลล่วงไป ๆ ภิกษุทั้งหลายคิดว่า เราจะรักษาศีลให้บริบูรณ์
และจะประกอบความเพียรเนือง ๆ แต่เราก็ไม่สามารถจะทำให้แจ้ง
มรรคหรือผลได้ บัดนี้ไม่มีการแทงตลอดอริยธรรม จึงท้อใจ มาก
ไปด้วยความเกียจคร้าน ไม่ตักเตือนกันและกัน ไม่รังเกียจกัน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 168

(ในการทำชั่ว) ตั้งแต่นั้นก็พากันย่ำยี สิกขาบทเล็กน้อย. เมื่อกาล
ล่วงไป ๆ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย ต่อแต่นั้นต้องครุกาบัติ.
เพียงอาบัติปาราชิกเท่านั้นยังคงอยู่. เมื่อภิกษุ ๑๐๐ รูปบ้าง ๑๐๐๐
รูปบ้างผู้รักษาอาบัติปาราชิก ยังทรงชีพอยู่ การปฏิบัติชื่อว่ายังไม่
อันตรธาน จะอันตรธานไป เพราะภิกษุรูปสุดท้ายทำลายศีล หรือ
สิ้นชีวิต ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า อันตรายแห่งการปฏิบัติ.
บทว่า ปริยตฺติ ได้แก่ บาลีพร้อมทั้งอรรถกถาในพุทธพจน์
คือ พระไตรปิฎก บาลีนั้นยังคงอยู่เพียงใด ปริยัติก็ชื่อว่ายัง
บริบูรณ์อยู่เพียงนั้น. เมื่อกาลล่วงไป ๆ พระราชาและพระยุพราช
ในกุลียุค ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพระราชาและยุพราชเหล่านั้น ไม่
ตั้งอยู่ในธรรม ราชอมาตย์เป็นต้น ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม แต่นั้นชาว
แคว้นและชาวชนบท ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฝนย่อมไม่ตกต้องตาม
ฤดูกาล เพราะคนเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่ในธรรม. ข้าวกล้าย่อมไม่บริบูรณ์
เมื่อข้าวกล้าเหล่านั้นไม่บริบูรณ์ ทายกผู้ถวายปัจจัย ก็ไม่สามารถ
จะถวายปัจจัยแก่ภิกษุสงฆ์ได้ ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยปัจจัย
ก็ไม่สามารถสงเคราะห์พวกอันเตวาสิก. เมื่อเวลาล่วงไป ๆ ปริยัติ
ย่อมเสื่อม ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะทรงจำอรรถไว้ได้ ทรงจำ
ไว้ได้แต่พระบาลีเท่านั้น. แต่นั้นเมื่อกาลล่วงไป ก็ไม่สามารถจะ
ทรงบาลีไว้ได้ทั้งสิ้น. อภิธรรมปิฎกย่อมเสื่อมก่อน. เมื่อเสื่อม ก็เสื่อม
ตั้งแต่ท้ายมา. จริงอยู่ ปัฏฐานมหาปกรณ์ย่อมเสื่อมก่อนทีเดียว เมื่อ
ปัฏฐานมหาปกรณ์เสื่อม ยมก กถาวัตถุ บุคคลบัญญัติ ธาตุกถา
ธัมมสังคณี ก็เสื่อม เมื่ออภิธรรมปิฎก เสื่อมไปอย่างนี้ สุตตันตปิฎก

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 169

ก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา อังคุตตรนิกายเสื่อมก่อน เมื่ออังคุตตรนิกาย
เสื่อม เอกาทสกนิบาตเสื่อมก่อน ต่อแต่นั้น ทสกนิบาต ฯลฯ ต่อนั้น
เอกนิบาต เมื่ออังคุตตรนิกายเสื่อมไปอย่างนี้ สังยุตตนิกาย ก็เสื่อม
ตั้งแต่ท้ายมา. จริงอยู่มหาวรรค เสื่อมก่อนแต่นั้นสฬายตนวรรค
ขันธกวรรค นิทานวรรค สคาถวรรค เมื่อสังยุตตินิกายเสื่อมไป
อย่างนี้ มัชฌิมนิกายย่อมเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา จริงอยู่ อุปริปัณณาสก์
เสื่อมก่อน ต่อนั้น มัชฌิมปัณณาสก์ ต่อนั้นมูลปัณณาสก์. เมื่อ
มัชฌิมนิกายเสื่อมอย่างนี้ ทีฆนิกายเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา. จริงอยู่
ปาฏิยวรรคเสื่อมก่อน แต่นั้นมหาวรรค แต่นั้นสีลขันธวรรค เมื่อ
ทีฆนิกายเสื่อมอย่างนี้ พระสุตตันตปิฎกชื่อว่าย่อมเสื่อม. ทรงไว้
เฉพาะชาดกกับวินัยปิฎกเท่านั้น. ภิกษุผู้เป็นลัชชีเท่านั้นทรงพระ
วินัยปิฎก. ส่วนภิกษุผู้หวังในลาภ คิดว่า แม้เมื่อกล่าวแต่พระสูตร
ก็ไม่มีผู้จะกำหนดได้ จึงทรงไว้เฉพาะชาดกเท่านั้น. เมื่อเวลาล่วงไป ๆ
แม้แค้ชาดกก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้. ครั้งนั้น บรรดาชาดกเหล่านั้น
เวสสันตรชาดกเสื่อมก่อน ต่อแต่นั้น ปุณณกชาดก มหานารทชาดก
เสื่อมไปโดยย้อนลำดับ ในที่สุดอปัณณกชาดกก็เสื่อม. เมื่อชาดก
เสื่อมไปอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายย่อมทรงไว้เฉพาะพระวินัยปิฎกเท่านั้น.

เมื่อกาลล่วงไป ๆ ก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้แม้แต่พระวินัยปิฎก
แต่นั้นก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา. คัมภีร์บริวารเสื่อมก่อน ต่อแต่นั้น ขันธกะ
ภิกษุณีวิภังค์ ก็เสื่อม แต่นั้น ก็ทรงไว้เพียงอุโปสถขันธกเท่านั้น
ตามลำดับ. แม้ในกาลนั้น ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่เสื่อม ก็คาถา ๔ บาท
ยังหมุนเวียนอยู่ในหมู่มนุษย์เพียงใด ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 170

เพียงนั้น. ในกาลใด พระราชาผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทรงให้ใส่ถุงทรัพย์
หนึ่งแสนลงในผอบทองตั้งบนคอช้างแล้วให้ตีกลองร้องประกาศไป
ในพระนครว่า ชนผู้รู้คาถา ๔ บท ที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว จงถือ
เอาทรัพย์หนึ่งแสนนี้ไป ก็ไม่ได้คนที่จะรับเอาไป แม้ด้วยการให้เที่ยว
ตีกลองประกาศคราวเดียว ย่อมมีผู้ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง จึงให้
เที่ยวตีกลองประกาศไปถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ได้ผู้ที่จะรับเอาไป. ราชบุรุษ
ทั้งหลาย จึงให้ขนถุงทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ นั้น กลับสู่ราชตระกูลตามเดิม.
ในกาลนั้น ปริยัตติ ชื่อว่า ย่อมเสื่อมไป ดังว่านี้ ชื่อว่า การอันตรธาน
แห่งพระปริยัตติ.
เมื่อกาลล่วงไป ๆ การรับจีวร การรับบาตร การคู้ การ
เหยียด การดูแล การเหลียวดู ไม่เป็นที่นำมาซึ่งความเลื่อมใส.
ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้ปลายแขนถือเที่ยวไป เหมือนสมณนิครนถ์
ถือบาตรน้ำเต้าเที่ยวไป. แม้ด้วยอาการเพียงเท่านี้ เพศก็ชื่อว่ายัง
ไม่อันตรธาน. เมื่อกาลล่วงไป ๆ เอาบาตรลงจากปลายแขนหิ้วไป
ด้วยมือหรือด้วยสาแหรกเที่ยวไป แม้จีวรก็ไม่ทำการย้อมให้ถูกต้อง
กระทำให้มีสีแดงใช้. เมื่อกาลล่วงไป การย้อมจีวรก็ดี การตัด
ชายผ้าก็ดี การเจาะรังดุมก็ดี ย่อมไม่มี ทำเพียงเครื่องหมายแล้ว
ใช้สอย ต่อมากลับเลิกรังดุม ไม่ทำเครื่องหมาย ต่อมา ไม่การทำ
ทั้ง ๒ อย่าง ตัดชายผ้าเที่ยวไปเหมือนพวกปริพาชก เมื่อกาลล่วงไป
ก็คิดว่า พวกเราจะต้องการอะไร ด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงผูกผ้า
กาสายะชิ้นเล็ก ๆ เข้าที่มือหรือที่คอ หรือขอดไว้ที่ผม กระทำการ
เลี้ยงภรรยา เที่ยวไถ่หว่านเลี้ยงชีพ. ในกาลนั้น ชนเมื่อให้ทักขิณา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171

ย่อมให้แก่ชนเหล่านั้นอุทิศสงฆ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมาย
เอาข้อนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ในอนาคตกาล จักมีโคตรภูบุคคล
ผู้มีผ้ากาสายพันคอ เป็นผู้ทุศีล เป็นผู้มีธรรมอันลามก ชนทั้งหลาย
ให้ทาน ในคนผู้ทุศีล ผู้มีธรรมอันลามกเหล่านั้น อุทิศสงฆ์ อานนท์
ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ทักษิณาไปแล้วในสงฆ์ มีผลนับไม่ได้
ประมาณไม่ได้. แต่นั้น เมื่อกาลล่วงไป ๆ ชนเหล่านั้นคิดว่า นี้ชื่อว่า
เป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า พวกเราจะต้องการอะไร ด้วยธรรมเครื่อง
เนิ่นช้านี้ จึงทิ้งท่อนผ้าโยนไปเสียในงา. ในกาลนั้น เพศชื่อว่าหายไป.
ได้ยินว่า การห่มผ้าชาวเที่ยวไปเป็นจารีตของคนเหล่านั้น มาแต่
ครั้งพระกัสสปทศพล ดังว่านี้ ชื่อว่า การอันตรธานไปแห่งเพศ.
ชื่อว่า อันตรธานไปแห่งธาตุ พึงทราบอย่างนี้ :- ปรินิพพานมี
๓ คือ
กิเลสปรินิพพาน การปรินิพพานแห่งกิเลส,
ขันธปรินิพพาน การปรินิพพานแห่งขันธ์,
ธาตุปรินิพพาน การปรินิพพานแห่งธาตุ
บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้น กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์.
ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต.
จักมีอย่างไร ? คือครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และ
สัมมานะในที่นั้น ๆ ก็ไปสู่ที่ ๆ มีสักการะ และสัมมานะ ด้วยกำลัง
อธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและ
สัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง. เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุ
ทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกันแล้วไปสู่มหาเจดีย์
จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์. พระธาตุ
ทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 172

จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์
ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่
มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระ
ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน. มหาปุริสลักษณะ ๓๒
อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง ทั้งหมดครบบริบูรณ์
ทีเดียว. แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมก
ปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น.
ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพัน
ว่า วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.
ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาจุ ทำให้พระสรีระนั้น
ถึงความหาบัญญัติมิได้. เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่ง
ขึ้นจนถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยัง
มีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไป
เปลวเพลิงก็จักขายหายไป. พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่
อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะ
ด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น เหมือนในวันที่พระ
พุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคม
แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ จัก
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้วก็กลับไปที่
อยู่ของตน ๆ นี้ ชื่อว่า อันตรธานแต่งพระธาตุ.
การอันตรธานแห่งปริยัตินั่นแล เป็นมูลแห่งอันตรธาน ๕
อย่างนี้ จริงอยู่เมื่อพระปริยัตติอันตรธานไป ปฏิบัติก็ย่อมอันตรธาน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 173

เมื่อปริยัตติคงอยู่ ปฏิบัติก็คงอยู่. เพราะเหตุนั้นแหละ ในคราวมีภัย
ใหญ่ครั้งพระเจ้าจัณฑาลติสสะในทวีปนี้ ท้าวสักกะเทวราช นิรมิต
แพใหญ่แล้วแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภัยใหญ่จักมี ฝนจักไม่ตกต้อง
ตามฤดูกาล ภิกษุทั้งหลายพากันลำบากด้วยปัจจัย ๔ จักไม่สามารถ
เพื่อจะทรงพระปริยัติไว้ได้. ควรที่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปยัง
ฝั่งโน้นรักษาชีวิตไว้ โปรดขึ้นแพใหญ่นี้ไปเถิด เจ้าข้า ที่นั่งบนแพนี้
ไม่เพียงพอแก่ภิกษุเหล่าใด ภิกษุเหล่านั้น จงเกาะขอนไม่ไปเถิด
ภัยจักไม่มีแก่ภิกษุทั้งปวง. ในกาลนั้น ภิกษุ ๖๐ รูปไปถึงฝั่งสมุทร
แล้วกระทำกติกากันไว้ว่า ไม่มีกิจที่พวกเราจะไปในที่นั้น พวกเรา
จักอยู่ในที่นี้แล จักรักษาพระไตรปิฎก ดังนี้แล้ว จึงกลับจากที่นั้น
ไปสู่ทักขิณมลยะชนบท เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยรากเหง้า และใบไม้. เมื่อ
ร่างกายยังเป็นไปอยู่ก็พากันนั่งกระทำการสาธยาย เมื่อร่างกาย
เป็นไปไม่ได้ ย่อมพูนทรายขึ้นล้อมรอบศีรษะไว้ในที่เดียวกันพิจารณา
พระปริยัติ. โดยทำนองนี้ ภิกษุทั้งหลาย ทรงพระไตรปิฎก พร้อม
ทั้งอรรถกถาให้บริบูรณ์อยู่ได้ถึง ๑๒ ปี.

เมื่อภัยสงบ ภิกษุ ๗๐๐ รูป ไม่ทำแม้อักขระตัวหนึ่ง แม้
พยัญชนะตัวหนึ่ง ในพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถาจากสถานที่ ๆ
ในรูปแล้ว ให้เสียหาย มาถึงเกาะนี้แหละ เข้าไปสู่มณฑลาราม
วิหาร ในกัลลคามชนบท. ภิกษุ ๖๐ รูป ผู้ยังเหลืออยู่ในเกาะนี้ ได้
ฟังเรื่องการมาของพระเถระทั้งหลาย คิดว่า จักเยี่ยมพระเถระ
ทั้งหลาย จึงไปสอบทานพระไตรปิฎกกับพระเถระทั้งหลาย ไม่พบ
แม้อักขระตัวหนึ่ง แม้พยัญชนะตัวหนึ่ง ชื่อว่าไม่เหมาะสมกัน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 174

พระเถระทั้งหลายเกิดสนทนากันขึ้นในที่นั้นว่า ปริยัติเป็นมูล
แห่งพระศาสนา หรือปฏิบัติเป็นมูล. พระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็น
วัตร กล่าวว่า ปฏิบัติเป็นมูลแห่งพระศาสนา. ฝ่ายพระธรรมกถึก
ทั้งหลาย กล่าวว่า พระปริยัติเป็นมูล. ลำดับนั้น พระเถระเหล่านั้น
กล่าวว่า เราจะไม่เชื่อโดยเพียงคำของท่านทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ขอ
พวกท่านจงอ้างพระสูตรที่พระชินเจ้าทรงภาษิตไว้. พระเถระ ๒
พวกนั้นกล่าวว่า การนำพระสูตรมาอ้าง ไม่หนักเลย พระเถระ
ฝ่ายผู้ทรงผ้าบังสุกุล จึงอ้างพระสูตรว่า ดูก่อนสุภัททะ. ก็ภิกษุ
ทั้งหลายในพระศาสนานี้ พึงอยู่โดยชอบ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์
ทั้งหลาย. ดูก่อนมหาบพิตร พระศาสนาของพระศาสดา มีปฏิบัติ
เป็นมูล มีการปฏิบัติเป็นสาระ เมื่อทรงอยู่ในการปฏิบัติ ก็ชื่อว่า
ยังคงอยู่. ฝ่ายเหล่าพระธรรมกถึกได้ฟังพระสูตรนั้นแล้ว เพื่อจะ
รับรองวาทะของตน จึงอ้างพระสูตรนี้ว่า

พระสูตรยังดำรงอยู่ตราบใด พระวินัยยังรุ่งเรือง
อยู่ตราบใด ภิกษุทั้งหลายย่อมเห็นแสงสว่าง
เหมือนพระอาทิตย์อุทัย อยู่ตราบนั่น เมื่อพระ
สูตรไม่มีและแม้พระวินัยก็หลงเลือนไป ในโลก
ก็จักมีแต่ความมืด เหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต
เมื่อภิกษุยังรักษาพระสูตรอยู่ ย่อมเป็นอันรักษา
ปฏิบัติไว้ด้วย นักปราชญ์ดำรงอยู่ในการปฏิบัติ
ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ ดังนี้

เมื่อพระธรรมกถึก นำพระสูตรนี้มาอ้าง พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุล

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 175

ทั้งหลายก็นิ่ง. คำของพระเถระผู้เป็นธรรมกถึกนั้นแล เชื่อถือได้.
เหมือนอย่างว่า ในระหว่างโคผู้ ๑๐๐ ตัว หรือ ๑๐๐๐ ตัว เมื่อไม่มี
แม่โคผู้จะรักษาเชื้อสายเลย วงศ์เชื้อสาย ก็ไม่สืบต่อกัน ฉันใด
เมื่อภิกษุเริ่มวิปัสสนา ตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑๐๐๐ รูป มีอยู่ แต่ปริยัติไม่มี
ชื่อว่าการแทงคลอดอริยมรรคก็ไม่มี ฉันนั้นนั่นแล. อนึ่งเมื่อเขาจารึก
อักษรไว้หลังแผ่นหิน เพื่อจะให้รู้ขุมทรัพย์ อักษรยังทรงอยู่เพียงใด
ขุมทรัพย์ทั้งหลาย ชื่อว่ายังไม่เสื่อมหายไปเพียงนั้น ฉันใด เมื่อ
ปริยัติ ยังทรงอยู่ พระศาสนา ก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน ไป ฉันนั้น
เหมือนกันแล.
จบ อรรถกถาวรรคที่ ๑๐


:b8: สรุปแล้วใช่หรือเปล่าค่ะท่านกรัชกาย แต่ขอฝากพระสูตรนี้ไว้ให้อ่านด้วยค่ะ ถ้าจะให้กล่าวอ้างมากกว่านี้ควรนำพระสูตรในพระไตรปิฎกมายกเทียบเคียง ....กันคะ ...หรือว่าคุณกรัชกายจะใช้แต่รูปปั้นที่เคารพรักมากล่าวอ้าง...มันสื่ออะไรไปไม่ได้มากกว่าตัวหนังสือหรอกนะคะ..และได้ร่ำเรียนรู้พระพุทธศาสนาอย่างรู้ดีได้ ก็ด้วยตัวหนังสือจริงหรือเปล่าค่ะ หรือคุณกรัชกายนั่งมองแต่รูปปั้นแล้วรู้เรื่องทั้งหมด.......ดิฉันก็พอจะเข้าใจแนวการศึกษาของคุณกรัชกายอยู่หรอกมาจากผู้ใด? ....มันอันตรายมากถ้า......คนไม่ศึกษาพระศาสนาให้มั่นคงด้วยการมีพระรัตนตรัยที่ถูกต้องและรู้เรื่องราวอย่างดี....ดิฉันก็พอรู้ได้บ้างว่า คุณกรัชกายกล่าวถึงอะไรอย่างไร...ในชีวิตที่นี่ เดี่ยวนี้ .....แต่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า"ใบไม้ในกำมือเดียว".......และใบไม้ทั้งหมดป่าหละ....สนใจบ้างนิดหน่อยก็ได้ค่ะแต่ต้องเป็นอย่างถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยเป็นเกณฑ์ค่ะ.....ไม่ใช่นอกแนว นอกทางที่กล่าวอ้างไว้ในพระไตรปิฎกค่ะ...เอาเพียงลัดสั้นเกินไป ....ยอดเขามันสูงเกินไปสำหรับดิฉัน.....ขอเดินเลาะๆ อยู่ตีนภูเขาพอค่ะ....แต่จะไม่ล่วงเกินพุทธดำรัสค่ะ..และดูถูกดูหมิ่นท่านผู้รู้ที่ได้รจนา เรียบเรียงกลั่นกรองตัวอักษรนี้มาให้อ่านค่ะ...แม้ว่าพระไตรปิฎกจะมีมาแม้ภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน ดิฉันก็ให้ความเคารพศรัทธาในเรื่องราวเหล่านั้นที่ท่านผู้รู้ในยุคก่อนเล่าให้ได้รับทราบ.....ค่ะ..แต่อยากตามคุณกรัชกายข้อหนึ่ง..ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้นะคะ ..ถ้ามีผู้เลี้ยงดูคุณกรัชกายตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วให้เรียกว่าพ่อ....แต่คุณกรัชกายเติบโตเป็นหนุ่มแล้วและมาทราบตอนหลังว่า"พ่อ"นี้ไม่ใช่พ่อที่แท้จริง....และก็เป็นผู้ที่ฆ่าพ่อที่แท้จริงของคุณกรัชกายตายด้วยการฆ่าแบบทารุณมาก ๆ ...คุณกรัชกายจะคิดอย่างไร ทำอย่างไรดีค่ะ....แต่กระทู้ที่ยกมาเรื่องภิกษุปัจจุบันเป็นต้นเหตุของความเดือนร้อน? แต่ทำไมมันมาลงท้ายอย่างนี้....ไม่ทราบ... :b32:

จริง ๆ แล้วอยากถามอะไรอีกหลายอย่าง...แต่ดูเหมือนคุณกรัชกายจะ :b33: ซะแล้ว..หละค่ะ
:b15:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 20:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5921

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่สายเกินไป เขียน:



มันอันตรายมากคนไม่ศึกษาพระศาสนาให้มั่นคงด้วยการมีพระรัตนตรัยที่ถูกต้อง




แบบว่าสงสัยจัง ที่เห็นชอบพูดกันจังมีอยู่กลุ่มหนึ่ง จะชอบพูดแบบนี้ว่า มีพระรัตนตรัยที่ถูกต้อง

ถูกนี่เป็นยังไงหรือ แล้วผิดนี่เป็นยังไงหรือคะ? :b14:

เอ... แล้วพระพุทธรูปนี่จัดอยู่ในอุเทสิกะเจดีย์ไม่ใช่หรือคะ ? :b10:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 20:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ถาม คุณไม่สายเกินไปว่า บิดา มารดา ของเจ้าชายสิทธัตถะ ชื่ออะไร เป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา
ก่อนออกบวชมีภรรยามีลูกมาก่อนไหมขอรับ


คุณไม่สายเกินไป ตอบคำถามนั่นก่อนสิขอรับ

ถามย้ำอีกที บิดา มารดา ของเจ้าสิทธัตถะ เป็นมนุษย์หรือเป๋ยเทวดา
ก่อนออกบวช มีภรรยามีลูกมาก่อนหน้านั้นไหม :b16:

กรุณาตอบให้นายกรัชกายชื่นใจหน่อยเถอะนะขอรับ :b12:
ไปค้นจากไหนมาก็ได้ หรือ ถามอาจารย์ที่สอนให้คุณอ่านพระสูตรนั้นก็ได้ ประเด็นนี้ถามได้เลย
เพื่อที่เราจะได้สนทนาธรรมกันต่อไปอย่างหนุกหนานบรรเทิงรื่นเริงใจ แบบสบายๆสไตล์เบิร์ดๆ ขอรับ :b32:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 20:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
กระทู้ที่ยกมาเรื่องภิกษุปัจจุบันเป็นต้นเหตุของความเดือนร้อน? แต่ทำไมมันมาลงท้ายอย่างนี้....ไม่ทราบ...

จริง ๆ แล้วอยากถามอะไรอีกหลายอย่าง...แต่ดูเหมือนคุณกรัชกายจะ ซะแล้ว..หละค่ะ


กระทู้ที่ยกมาเรื่องภิกษุปัจจุบันเป็นต้นเหตุของความเดือนร้อน? แต่ทำไมมันมาลงท้ายอย่างนี้....ไม่ทราบ...

ไม่พึงหวนถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไหนๆ เราก็คุยกันมาถึงป่านนี้แล้ว ถอยไม่ได้แล้วครับ เลยตามเลยเถอะ
จงก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงตามอุดมคติของตน


อ้างคำพูด:
อยากถามอะไรอีกหลายอย่าง...แต่ดูเหมือนคุณกรัชกายจะ :b33: ซะแล้ว..หละค่ะ


อย่าห่วงกรัชกายจะ :b33: เลยขอรับ ได้สนทนากับคุณแล้วกรัชกายมีแต่ :b9: และ :b32: ขอรับ
แล้วก็ :b12: แล้วก็ :b1: :b16:

ต้องการถามอะไรก็ถามสิขอรับ ตอบได้ก็จะตอบ ตอบไม่ได้ก็บอกตอบไม่ได้ ขอไปถามผู้รู้ก่อนก็เท่านี้เองครับ
ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด


ตอบสิขอรับ

บิดา มารดา ของเจ้าสิทธัตถะ เป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา
ก่อนออกบวช มีภรรยามีลูกมาก่อนหน้านั้นไหม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 16 ก.ค. 2009, 20:55, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 20:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


แย่งตั๋วลงนรกกันใหญ่
อย่างกะของแจกฟรีซะงั้น

...นะ...ท่านทั้งหลาย :b22:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 20:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30703

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
แย่งตั๋วลงนรกกันใหญ่
อย่างกะของแจกฟรีซะงั้น

...นะ...ท่านทั้งหลาย :b22:


ลงไงครับท่านชาติสยาม เรียนพุทธประวัติลงนรกเลยหรือขอรับ
แบบนี้สำนักเรียนปริยัติธรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศคนเรียนมิตกนรกกันหมดหรอ :b16:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 72 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร