วันเวลาปัจจุบัน 26 มิ.ย. 2019, 09:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 27 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 17:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 17:25
โพสต์: 281

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตรวจสอบธรรมะสำหรับผู้รู้ ผมปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเหมือนหลายๆท่านพิจารณาลมหายใจด้วยมีความเข้าใจในความเป็นอนิจจังอยู่เสมอ แต่เมื่อเรานั้งนานๆก็รู้สึกเจ็บความเจ็บนั้นก็ไม่เคยหายสักทีก็ขัดแย้งในใจอยู่เสมอว่ามันไม่เที่ยงเจ็บก็น่าจะหายนั้งอยู่เกือบปีก็ไม่หายแต่ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ก็ไม่ย้อท้อ เจ็บมากแต่ไม่ยอมถอยตั้งใจว่าถ้าไม่หายก็ขอตายมันเลยจะไม่ขอเจ็บแบบนี้อีกแล้ว นั่งจนกระทั้งจะตายจริงๆก็ว่าได้แต่แล้วความจริงก็ปรากฎสภาวะแห่งกายและจิตแยกอกจากกันสิ้นเชิงร่างกายขาดออกจากกันเห็นสภาวะธรรมที่ไม่เป็นตัวตนชัดเจนมั่นใจในคำสอนอย่างมั่นคงไม่มีความลังเลสงสัยอีกต่อไปเกียวกับคำสอน ผมฟังธรรมะทุกวันตามปกติก็จะนอนฟังบ้างนั่งฟังบ้างคืนต่อมาดึกแล้วประมาณสี่ทุ่มครึ่งฟังธรรมะอยู่ด้วยใจสงบทำสมาธิติดตามคำสอนตลอดเพื่อความเข้าใจ ความสว่างเจิดจรัสอย่างที่ในชีวิตไม่เคยเห็นมันสว่างมากจบจักรวาลเลยก็ว่าได้มันสว่างอยู่ในสมองในขณะนั้นเรารู้ตัวเพราะมีสติก็เอามืออื้มไปบิดสวิทซ์เพื่อลดเสียงธรรมบรรยายในขณะอื้มมือนั้นความสว่างยังปรากฎอยู่นานพอสมควรประมาณนับหนึ่งถึงสิบได้ ร่างกายเกรงจนกระทั้งความสว่างนั้นดับไป จากนั้นมักจะเจออะไรแปลกๆกับตัวเองเสมอเช่นนั่งอยู่เฉยๆก็จะมีสภาวะเหมือนกระแสไฟเข้ามาในตัวแรงมากถึงสองครั้งส่วนการใช่ชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นมากจริงๆ ขอผู้รู้จริงตอบนะครับ ผมเองพอจะทราบเหมือนกันว่าอะไรเกิดกับตัวเองแต่ขอผู้สนับสนุนที่มีความรู้จริง

.....................................................
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thai.dhamma.org


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 18:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


dhama เขียน:
จากนั้นมักจะเจออะไรแปลกๆกับตัวเองเสมอเช่นนั่งอยู่เฉยๆก็จะมีสภาวะเหมือนกระแสไฟเข้ามาในตัวแรงมากถึงสองครั้งส่วนการใช่ชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นมากจริงๆ ขอผู้รู้จริงตอบนะครับ ผมเองพอจะทราบเหมือนกันว่าอะไรเกิดกับตัวเองแต่ขอผู้สนับสนุนที่มีความรู้จริง


นั่นสิ่คุณ เข้าใจตั้งคำถามนะคะ
มีบ้างนะคะ รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่ชอบวิ่งหลงทางมาหาเราน่ะค่ะ
แต่ไม่แรงค่ะ
และเป็นคนที่โดนไฟดูดบ่อยค่ะ
ได้ร้อง...จ๊าก...อยู่เรื่อย ๆ :b14: :b14: :b14:
ประมาณเมื่อไรจะต้องยุ่งกับปลั๊กไฟ ต้องใช้ผ้าจับตลอดค่ะ
ถ้ามือเปล่า ๆ ยังไงก็เสียวค่ะ เพราะเจอมันวิ่งเข้าหาบ่อยมาก

คุณเข้าใจว่าไงคะ ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนมาตอบ
ก็ช่วยตอบเราทีเถอะค่ะ
:b1: :b1: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 20:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5939

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


dhama เขียน:
ตรวจสอบธรรมะสำหรับผู้รู้ ขอผู้รู้จริงตอบนะครับ ผมเองพอจะทราบเหมือนกันว่าอะไรเกิดกับตัวเองแต่ขอผู้สนับสนุนที่มีความรู้จริง



:b6:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 20:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมแนะผู้รู้จริงๆให้้ก็แล้วกันนะครับ
มีหลังสือหลายเล่มที่คุณอ่านแล้วจะเข้าใจเอง ลองอ่านดูนะคับ
เล่มอริยสัจ เล่มธรรมคู่รู้ธรรมหนึ่ง
http://wimutti.net/pramote/
ไปดูแผนที่ซิว่าที่สิ่งต่างๆที่คุณผ่านมานั้น ผ่านมานั้นมันคืออะไร


อีกอย่างหนึ่งนะ ผมจะแนะนำอย่างยิ่ง คือให้คุณหมั่นไปพบครูบาอาจารย์
ออกเสาะแสวงหาเถิด ชอบยังไงก็สุดแต่ จะได้มีที่พึ่งเวลาช่วยตัวเองไม่ได้

มาถามเอาทางกับคนที่ไม่เคยไป ถามได้ก็ตอบแบบกางแผนที่โม้ไปอย่างนั้น ไม่เคยไปกันจริงๆ
ถามไปก็ไม่ได้อะไรนอกจากพาหลงทาง

และผมคิดว่าคุณควรเริ่มศึกษาพระไตรปิฏกได้แล้ว
อ่านแล้วจะเข้าใจได้อย่างแท้จริงเหนือคนธรรมดา

อนุโมทนาด้วยนะครับ
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 21:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2009, 19:25
โพสต์: 579

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นจิตแยกจากกาย แล้วเห็นว่าไม่มีเราอยู่ในจิตรึเปล่าหละ

คุณรู้เหรอว่าจักรวาล มีขอบเขตกว้างขนาดไหน
แค่จิตเกิดโอภาส เกิดความสว่างจากปีติ จ้าสว่างอยู่เฉพาะตนในมโนภาพของใจ
แล้วคุณรู้ได้ยังไง ว่ามันสว่างไปทั่วทั้งจักรวาล จบทั้งจักรวาล
ถ้อยคำกล่าวของคุณผสมการเติมสีเติมรส ให้สภาวะธรรมดาดูอลังการเกินธรรมดา
เพราะจิตตรงนั้นแค่อุปจารสมาธิเท่านั้นเอง

อย่างแรกสุดสมาธิของคุณ ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นฌาณ
เพราะคุณยังต้องอาศัยการนั่งข่ม ความเจ็บปวดจากการนั่งนาน

การนั่งข่มนั่งทน นั่งดู ความปวดเจ็บ นานเข้าจิตมันจะเริ่มหดตัวอ่อนลง
เบาลง เบาจนเหมือนเกิดสภาพการแยกส่วน ของร่างกาย
ของความรู้สึกปวดเจ็บ และสติที่กำลังดูอยู่

มันจะเกิดสภาพการดูความเจ็บปวดของกาย ที่ไม่เจือปนกับจิต
เหมือนจิตมันลอยตัวแยกออก จากความเจ็บปวด แต่ก็ยังรู้อยู่ถึงความเจ็บปวด
ที่จิตไม่เสวยความรู้สึกเจ็บปวดนั้นเข้ามาเจือปนกับมัน

เมื่อคุณได้เห็นการแยกออกของจิต ที่ไม่เสวยเวทนาทางกาย
เพราะตอนนั้นจิตมันหดตัวอ่อนตัว จนเกิดเป็นความเฉย หยุด
เนื่องจากผ่านการข่มกลั้นมาเป็นเวลานาน

จิตคุณเข้าใจว่านั่นเป็นสภาวะสูงส่ง มันจึงเกิดปีติขึ้นมา


คุณหากไม่หลอกตัวเอง คุณก็จะพบว่า ยังไม่มีกิเลสตัวไหนลดลงเลย
และหลังจากเกิดปีติครั้งเดียวนั้น ความสว่างอะไรมันก็ไม่เกิดอีก
และจนปัจจุบันนี้ คุณก็ยังทำฌาณไม่ได้

ผมเดาเอามั่วๆว่าคุณเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็ขออภัย


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 21:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2009, 20:48
โพสต์: 745


 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
ผมแนะผู้รู้จริงๆใฟ้ก็แล้วกันนะครับ
มีหลังสือหลายเล่มที่คุณอ่านแล้วจะเข้าใจเอง ลองอ่านดูนะคับ
เล่มอริยสัจ เล่มธรรมคู่รู้ธรรมหนึ่ง
http://wimutti.net/pramote/
ไปดูแผนที่ซิว่าที่สิ่งต่างๆที่คุณผ่านมานั้น ผ่านมานั้นมันคืออะไร


อีกอย่างหนึ่งนะ ผมจะแนะนำอย่างยิ่ง คือให้คุณหมั่นไปพบครูบาร์อาจารย์
ออกเสาะแสวงหาเถิด ชอบยังไงก็สุดแต่ จะได้มีที่พึ่งเวลาช่วยตัวเองไม่ได้

มาถามเอาทางกับคนที่ไม่เคยไป ถามได้ก็ตอบแบบกางแผนที่โม้ไปอย่างนั้น ไม่เคยไปกันจริงๆ
ถามไปก็ไม่ได้อะไรนอกจากพาหลงทาง

และผมคิดว่าคุณควรเริ่มศึกษาพระไตรปิฏกได้แล้ว
อ่านแล้วจะเข้าใจได้อย่างแท้จริงเหนือคนธรรมดา

อนุโมทนาด้วยนะครับ
:b8:



สาธุงับ หลวงพ่อปราโมทย์ ท่านสอนให้เข้าใจง่ายดีนะงับ

.....................................................
“เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น”

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อสันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 21:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2009, 20:48
โพสต์: 745


 ข้อมูลส่วนตัว


dhama เขียน:
ตรวจสอบธรรมะสำหรับผู้รู้ ผมปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเหมือนหลายๆท่านพิจารณาลมหายใจด้วยมีความเข้าใจในความเป็นอนิจจังอยู่เสมอ แต่เมื่อเรานั้งนานๆก็รู้สึกเจ็บความเจ็บนั้นก็ไม่เคยหายสักทีก็ขัดแย้งในใจอยู่เสมอว่ามันไม่เที่ยงเจ็บก็น่าจะหายนั้งอยู่เกือบปีก็ไม่หายแต่ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ก็ไม่ย้อท้อ เจ็บมากแต่ไม่ยอมถอยตั้งใจว่าถ้าไม่หายก็ขอตายมันเลยจะไม่ขอเจ็บแบบนี้อีกแล้ว นั่งจนกระทั้งจะตายจริงๆก็ว่าได้แต่แล้วความจริงก็ปรากฎสภาวะแห่งกายและจิตแยกอกจากกันสิ้นเชิงร่างกายขาดออกจากกันเห็นสภาวะธรรมที่ไม่เป็นตัวตนชัดเจนมั่นใจในคำสอนอย่างมั่นคงไม่มีความลังเลสงสัยอีกต่อไปเกียวกับคำสอน ผมฟังธรรมะทุกวันตามปกติก็จะนอนฟังบ้างนั่งฟังบ้างคืนต่อมาดึกแล้วประมาณสี่ทุ่มครึ่งฟังธรรมะอยู่ด้วยใจสงบทำสมาธิติดตามคำสอนตลอดเพื่อความเข้าใจ ความสว่างเจิดจรัสอย่างที่ในชีวิตไม่เคยเห็นมันสว่างมากจบจักรวาลเลยก็ว่าได้มันสว่างอยู่ในสมองในขณะนั้นเรารู้ตัวเพราะมีสติก็เอามืออื้มไปบิดสวิทซ์เพื่อลดเสียงธรรมบรรยายในขณะอื้มมือนั้นความสว่างยังปรากฎอยู่นานพอสมควรประมาณนับหนึ่งถึงสิบได้ ร่างกายเกรงจนกระทั้งความสว่างนั้นดับไป จากนั้นมักจะเจออะไรแปลกๆกับตัวเองเสมอเช่นนั่งอยู่เฉยๆก็จะมีสภาวะเหมือนกระแสไฟเข้ามาในตัวแรงมากถึงสองครั้งส่วนการใช่ชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นมากจริงๆ ขอผู้รู้จริงตอบนะครับ ผมเองพอจะทราบเหมือนกันว่าอะไรเกิดกับตัวเองแต่ขอผู้สนับสนุนที่มีความรู้จริง



อ้างคำพูด:
ผมปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเหมือนหลายๆท่านพิจารณาลมหายใจด้วยมีความเข้าใจในความเป็นอนิจจังอยู่เสมอ แต่เมื่อเรานั้งนานๆก็รู้สึกเจ็บความเจ็บนั้นก็ไม่เคยหายสักทีก็ขัดแย้งในใจอยู่เสมอว่ามันไม่เที่ยงเจ็บก็น่าจะหายนั้งอยู่เกือบปีก็ไม่หายแต่ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ก็ไม่ย้อท้อ เจ็บมากแต่ไม่ยอมถอยตั้งใจว่าถ้าไม่หายก็ขอตายมันเลยจะไม่ขอเจ็บแบบนี้อีกแล้ว นั่งจนกระทั้งจะตายจริงๆก็ว่าได้แต่แล้วความจริงก็ปรากฎสภาวะแห่งกายและจิตแยกอกจากกันสิ้นเชิงร่างกายขาดออกจากกันเห็นสภาวะธรรมที่ไม่เป็นตัวตนชัดเจนมั่นใจในคำสอนอย่างมั่นคงไม่มีความลังเลสงสัยอีกต่อไปเกียวกับคำสอน


ตรงนี้พูดเหมือนจะเป็นพระโสดาบันนะงับ นั่งจนกระทั้งจะตายจริงๆก็ว่าได้แต่แล้วความจริงก็ปรากฎสภาวะแห่งกายและจิตแยกอกจากกันสิ้นเชิงร่างกายขาดออกจากกันเห็นสภาวะธรรมที่ไม่เป็นตัวตนชัดเจนมั่นใจในคำสอนอย่างมั่นคงไม่มีความลังเลสงสัยอีกต่อไปเกียวกับคำสอน

แต่ที่พิจารณาดูแล้ว ยังห่างไกลนะงับ อย่าอ่านหนังสือหรือตำราแล้วไปสร้างสภาวะให้จิตนะงับ

ค่อยๆทำไปเรื่อยๆนะงับ ถ้าหางจิ้งจอกโพล่ แสดงว่าไม่ใช่นะงับ


อ้างคำพูด:
ผมฟังธรรมะทุกวันตามปกติก็จะนอนฟังบ้างนั่งฟังบ้างคืนต่อมาดึกแล้วประมาณสี่ทุ่มครึ่งฟังธรรมะอยู่ด้วยใจสงบทำสมาธิติดตามคำสอนตลอดเพื่อความเข้าใจ ความสว่างเจิดจรัสอย่างที่ในชีวิตไม่เคยเห็นมันสว่างมากจบจักรวาลเลยก็ว่าได้มันสว่างอยู่ในสมองในขณะนั้นเรารู้ตัวเพราะมีสติก็เอามืออื้มไปบิดสวิทซ์เพื่อลดเสียงธรรมบรรยายในขณะอื้มมือนั้นความสว่างยังปรากฎอยู่นานพอสมควรประมาณนับหนึ่งถึงสิบได้ ร่างกายเกรงจนกระทั้งความสว่างนั้นดับไป จากนั้นมักจะเจออะไรแปลกๆกับตัวเองเสมอเช่นนั่งอยู่เฉยๆก็จะมีสภาวะเหมือนกระแสไฟเข้ามาในตัวแรงมากถึงสองครั้งส่วนการใช่ชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นมากจริงๆ ขอผู้รู้จริงตอบนะครับ ผมเองพอจะทราบเหมือนกันว่าอะไรเกิดกับตัวเองแต่ขอผู้สนับสนุนที่มีความรู้จริง


ตรงนี้รู้สึกว่าจะ เริ่มติดโอภาสนะงับ และ นิมิตในลักษณะต่างๆนะงับ ไม่ใช่พระโสดาบันนะงับ นี่ละหางจิ้งจอกนะงับ

ใช้ชีวิตเปลี่ยนยังไงละงับ ช่วยอธิบายด้วยนะงับ

.....................................................
“เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น”

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อสันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 21:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2009, 20:48
โพสต์: 745


 ข้อมูลส่วนตัว


บัวศกล เขียน:
เห็นจิตแยกจากกาย แล้วเห็นว่าไม่มีเราอยู่ในจิตรึเปล่าหละ

คุณรู้เหรอว่าจักรวาล มีขอบเขตกว้างขนาดไหน
แค่จิตเกิดโอภาส เกิดความสว่างจากปีติ จ้าสว่างอยู่เฉพาะตนในมโนภาพของใจ
แล้วคุณรู้ได้ยังไง ว่ามันสว่างไปทั่วทั้งจักรวาล จบทั้งจักรวาล
ถ้อยคำกล่าวของคุณผสมการเติมสีเติมรส ให้สภาวะธรรมดาดูอลังการเกินธรรมดา
เพราะจิตตรงนั้นแค่อุปจารสมาธิเท่านั้นเอง

อย่างแรกสุดสมาธิของคุณ ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นฌาณ
เพราะคุณยังต้องอาศัยการนั่งข่ม ความเจ็บปวดจากการนั่งนาน

การนั่งข่มนั่งทน นั่งดู ความปวดเจ็บ นานเข้าจิตมันจะเริ่มหดตัวอ่อนลง
เบาลง เบาจนเหมือนเกิดสภาพการแยกส่วน ของร่างกาย
ของความรู้สึกปวดเจ็บ และสติที่กำลังดูอยู่

มันจะเกิดสภาพการดูความเจ็บปวดของกาย ที่ไม่เจือปนกับจิต
เหมือนจิตมันลอยตัวแยกออก จากความเจ็บปวด แต่ก็ยังรู้อยู่ถึงความเจ็บปวด
ที่จิตไม่เสวยความรู้สึกเจ็บปวดนั้นเข้ามาเจือปนกับมัน

เมื่อคุณได้เห็นการแยกออกของจิต ที่ไม่เสวยเวทนาทางกาย
เพราะตอนนั้นจิตมันหดตัวอ่อนตัว จนเกิดเป็นความเฉย หยุด
เนื่องจากผ่านการข่มกลั้นมาเป็นเวลานาน

จิตคุณเข้าใจว่านั่นเป็นสภาวะสูงส่ง มันจึงเกิดปีติขึ้นมา


คุณหากไม่หลอกตัวเอง คุณก็จะพบว่า ยังไม่มีกิเลสตัวไหนลดลงเลย
และหลังจากเกิดปีติครั้งเดียวนั้น ความสว่างอะไรมันก็ไม่เกิดอีก
และจนปัจจุบันนี้ คุณก็ยังทำฌาณไม่ได้

ผมเดาเอามั่วๆว่าคุณเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็ขออภัย


:b8: :b8: :b8:


สาธุงับ ตอบได้ตรงมาก ตามลักษณะอาการนะงับ

.....................................................
“เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น”

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อสันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 02:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5939

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:
บัวศกล เขียน:
เห็นจิตแยกจากกาย แล้วเห็นว่าไม่มีเราอยู่ในจิตรึเปล่าหละ

คุณรู้เหรอว่าจักรวาล มีขอบเขตกว้างขนาดไหน
แค่จิตเกิดโอภาส เกิดความสว่างจากปีติ จ้าสว่างอยู่เฉพาะตนในมโนภาพของใจ
แล้วคุณรู้ได้ยังไง ว่ามันสว่างไปทั่วทั้งจักรวาล จบทั้งจักรวาล
ถ้อยคำกล่าวของคุณผสมการเติมสีเติมรส ให้สภาวะธรรมดาดูอลังการเกินธรรมดา
เพราะจิตตรงนั้นแค่อุปจารสมาธิเท่านั้นเอง

อย่างแรกสุดสมาธิของคุณ ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นฌาณ
เพราะคุณยังต้องอาศัยการนั่งข่ม ความเจ็บปวดจากการนั่งนาน

การนั่งข่มนั่งทน นั่งดู ความปวดเจ็บ นานเข้าจิตมันจะเริ่มหดตัวอ่อนลง
เบาลง เบาจนเหมือนเกิดสภาพการแยกส่วน ของร่างกาย
ของความรู้สึกปวดเจ็บ และสติที่กำลังดูอยู่

มันจะเกิดสภาพการดูความเจ็บปวดของกาย ที่ไม่เจือปนกับจิต
เหมือนจิตมันลอยตัวแยกออก จากความเจ็บปวด แต่ก็ยังรู้อยู่ถึงความเจ็บปวด
ที่จิตไม่เสวยความรู้สึกเจ็บปวดนั้นเข้ามาเจือปนกับมัน

เมื่อคุณได้เห็นการแยกออกของจิต ที่ไม่เสวยเวทนาทางกาย
เพราะตอนนั้นจิตมันหดตัวอ่อนตัว จนเกิดเป็นความเฉย หยุด
เนื่องจากผ่านการข่มกลั้นมาเป็นเวลานาน

จิตคุณเข้าใจว่านั่นเป็นสภาวะสูงส่ง มันจึงเกิดปีติขึ้นมา


คุณหากไม่หลอกตัวเอง คุณก็จะพบว่า ยังไม่มีกิเลสตัวไหนลดลงเลย
และหลังจากเกิดปีติครั้งเดียวนั้น ความสว่างอะไรมันก็ไม่เกิดอีก
และจนปัจจุบันนี้ คุณก็ยังทำฌาณไม่ได้

ผมเดาเอามั่วๆว่าคุณเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็ขออภัย


:b8: :b8: :b8:


สาธุงับ ตอบได้ตรงมาก ตามลักษณะอาการนะงับ





คุณขงเบ้งงับ :b1:

ควรรักษามารยาทด้วยนะงับ ..

คุณบัวศกลไม่ใช่ลูกศิษย์คุณนะงับ ...

คุณจะสาธุกับคุณบัวศกลก็ไม่เป็นไรหรอกงับ ...

แต่ไม่ควรทำแบบนี้นะงับ ... ขออภัยด้วยนะงับที่มาสะกิดค่ะ :b8:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 02:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5939

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
dhama เขียน:
จากนั้นมักจะเจออะไรแปลกๆกับตัวเองเสมอเช่นนั่งอยู่เฉยๆก็จะมีสภาวะเหมือนกระแสไฟเข้ามาในตัวแรงมากถึงสองครั้งส่วนการใช่ชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นมากจริงๆ ขอผู้รู้จริงตอบนะครับ ผมเองพอจะทราบเหมือนกันว่าอะไรเกิดกับตัวเองแต่ขอผู้สนับสนุนที่มีความรู้จริง


นั่นสิ่คุณ เข้าใจตั้งคำถามนะคะ
มีบ้างนะคะ รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่ชอบวิ่งหลงทางมาหาเราน่ะค่ะ
แต่ไม่แรงค่ะ
และเป็นคนที่โดนไฟดูดบ่อยค่ะ
ได้ร้อง...จ๊าก...อยู่เรื่อย ๆ :b14: :b14: :b14:
ประมาณเมื่อไรจะต้องยุ่งกับปลั๊กไฟ ต้องใช้ผ้าจับตลอดค่ะ
ถ้ามือเปล่า ๆ ยังไงก็เสียวค่ะ เพราะเจอมันวิ่งเข้าหาบ่อยมาก

คุณเข้าใจว่าไงคะ ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนมาตอบ
ก็ช่วยตอบเราทีเถอะค่ะ
:b1: :b1: :b1:




เป็นเหมือนกันเลยค่ะ :b32:

ขนาดหน้าจอคอมฯแท้ๆ .. โดนแค่นิดเดียว .. จ๊ากเหมือนกันค่ะ ...

เป็นคนที่ถูกกระแสไฟเอ็นดูเป็นพิเศษเหมือนกันเลยเนอะ :b5:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 02:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12212


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอโทษ..นะ..ทำไม่ผมไม่รู้สึกคล้อยตามอย่างที่คุณพยายามจะสื่อออกมา..เลยนะ..รู้สึกมันไร้น้ำหนักยังงัยพิกล..(แค่ความรู้สึกหนา..อย่างไปซีเรียด)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 08:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:


เป็นเหมือนกันเลยค่ะ :b32:

ขนาดหน้าจอคอมฯแท้ๆ .. โดนแค่นิดเดียว .. จ๊ากเหมือนกันค่ะ ...

เป็นคนที่ถูกกระแสไฟเอ็นดูเป็นพิเศษเหมือนกันเลยเนอะ :b5:


ไอ้หน้าจอคอม ฯ มันปกติค่ะ

สำหรับฉัน เรื่องพื้น ๆ ค่ะ และเรื่องทั่ว ๆ ไป
เรื่องพื้น ๆ คือพื้นดินค่ะ
รู้สึกได้ว่าพื้นดินบางทีก็มีการปล่อยพลังงานในลักษณะที่เป็นคลื่นไฟฟ้าออกมาค่ะ
มันจะมีแรงสั่นสะเทือนวิ่งไหลขึ้นมาจากพื้นดินเข้าสู่ฝ่าเท้า และวิ่งมาหยุดบริเวณช่องท้องค่ะ

เรื่องทั่ว ๆ ไป คือวัสดุที่มีธาตุเหล็ก ทองแดงเป็นองค์ประกอบค่ะ
รถตัวเอง ประตูเหล็กหน้าบ้าน จะสังเกตได้ชัดที่สุดตอนช่วงฤดูหนาว
ถ้าตัวเฉียดไปโดน จะผงะออกทันที แค่ไฟฟ้าสถิตย์เบา ๆ ไม่แรงค่ะ
ประมาณว่าที่ใดที่อุดมไปด้วยไฟฟ้าสถิตย์ตามธรรมชาติ ก็โดนค่ะ

เคยถือมีด จะไปแคะกรอบไม้ที่ผุให้หลุด
กระแสไฟวิ่งออกมาจากกำแพง พุ่งเข้ามีด และระเบิดจนมีดกระเด็นหลุดมือ
มีดเป็นรูค่ะ เพื่อนก็นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ก็มองหน้ากัน :b14: :b14: :b14:
เพื่อนก็อุตสาห์เอาเครืองตรวจสอบไฟฟ้ารั่วมาเช็คบริเวณนั้น แต่ก็ไม่มีอะไร
อันนี้ แลกเปลี่ยนพลังงานที่รุนแรงสู่กันแบบไม่ค๊วน ไม่ควร
เห็นผลที่เกิดแล้ว มันตื่นเต้น และเสียว ๆ ค่ะ
ok รักกันแบบนี้ ก็ไม่น่าไว้วางใจค่ะ
บังเอิญที่ด้ามจับมันเป็นไม้ มันจึงจบที่ใบมีดค่ะ...
หลังจากนั้น การจะแซะอะไรในบ้าน ต้องใช้วัสดุที่เป็นไม้ตลอดค่ะ

ก็เลยเป็นคนที่ค่อนข้างระวังในเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้ามาก ๆ ...

:b16: :b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 17:25
โพสต์: 281

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณมากครับสำหรับความคิดเห็นทั้งหลายที่แนะนำ ผมจะอธิบายต่อนะครับว่าเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับตัวผมนั้นจะเป็นอะไรไม่สำคัญเท่าไร่เพราะผมคิดว่าความคิดก็เป็นไปตามผู้คิดได้เท่านั้นครับ แต่สิ่งที่ผมเปลี่ยนแปลงชีวิตมันสำคัญกว่าเพราะเสพยาเสพติดเกือบทุกชนิด เสพกามหมายความว่าผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยามากมายตลอด เล่นการพนันตลอดชีวิต เลวเสียยิ่งกว่าท่านทั้งหลายจะคิดถึงได้กว่า20ปี แต่เมื่อผมมารู้จักพระธรรมได้ปฎิบัติตอนนี้หกปีแล้วผมไม่เคย ทำอะไรผิดศิลธรรมเลย ไม่มีเพศสัมพันธ์ ทานอาหารมื้อเดียวไม่เที่ยวเตร่ที่ไหน รัษาศิลห้าบริสุทธิ์ ผมคิดว่ามันน่าจะเพียงพอสำหรับชาตินี้แล้วที่เกิดมาพบพระธรรม แสงสว่างที่บอกว่าจบจักวาลนั้นหมายความว่าผมเกิดมาเป็นมนุษย์ก็พึงเคยเห็นครั้งแรกเท่านั้นเองครับ

.....................................................
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thai.dhamma.org


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 20:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2009, 19:25
โพสต์: 579

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมคงต้องขออภัยท่านเจ้าของกระทู้ด้วย
หากใช้ถ้อยคำที่ดูหนักไปบ้าง

ผมคิดว่าผมก็ทราบดีว่าคุณเป็นผู้ประพฤติดี ปฏิิบัติชอบแน่นอน
สิ่งที่ผมกล่าวไป คือสิ่งที่ผมก็เคยเจอมาแล้ว ผมเคยนั่งสมาธิ
ด้วยการอธิษฐานยอมตายมาแล้วเหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้
มีกำลังสมาธิอะไร แต่อยากลอง ก็เลยอธิฐานนั่งในอิริยาบทเดียว
ไม่ยอมขยับหรือกระดิกส่วนไหนทั้งสิ้น ตั้งแต่เช้า จนถึงเย็น

ยามที่เวทนาทางกายมันรบกวน มันก็เหมือนถูกไฟเผา
ผมก็ได้แต่ไม่สนใจ พยายามปรับใจไม่ให้เข้าไปกำหนด
พยายามพิจารณาหาอุบายธรรมปลดเปลื้อง ด้วยการพิจารณาปล่อยวางต่างๆ

จนถึงที่สุดแม้แต่การ ทำในใจท้าทายกับมัน ว่าหนักกว่านี้มีอีกไหม
แค่นี้ไม่ตายหรอก แน่จริงก็มาอีก มาให้หนักๆ และที่สุดของการทำในใจ
จิตมันก็จะแยกออกจากเวทนา ซึ่งตลอดการนั่งอันยาวนาน
ความปวดก็มีหนักบ้างเบาบ้าง เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็มาอีกอยู่อย่างนี้
จนสิ้นสุดการนั่ง ปีติก็เกิดกับผมอย่างรุนแรง มันเป็นปีติที่เกิดเพราะผม
แค่เอาชนะมันได้

ซึ่งการกระทำความเพียรอย่างนั้น ผมรู้ดีด้วยตนเองว่า ไม่สามารถทำให้อาสวะสิ้นไป
และไม่ใช่วิธีทำให้เกิดฌาณ ไม่ได้ทำให้เกิดญาณที่แท้จริง

ผมหวังแค่ว่าได้ท้วงติงคุณ ในฐานะผู้ใฝ่ธรรมด้วยกัน
เพราะผมคิดว่าคนที่มีใจแน่วแน่อย่างคุณ มีศรัทธาเต็มเปี่ยมอย่างคุณ
ต้องก้าวไปได้ไกลกว่าที่คุณเป็นอยู่นี้แน่

ขอให้รุ่งเรืองในธรรมครับ

:b8: :b8: :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย บัวศกล เมื่อ 15 ก.ค. 2009, 20:06, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 20:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5939

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:




ตรงนี้พูดเหมือนจะเป็นพระโสดาบันนะงับ นั่งจนกระทั้งจะตายจริงๆก็ว่าได้แต่แล้วความจริงก็ปรากฎสภาวะแห่งกายและจิตแยกอกจากกันสิ้นเชิงร่างกายขาดออกจากกันเห็นสภาวะธรรมที่ไม่เป็นตัวตนชัดเจนมั่นใจในคำสอนอย่างมั่นคงไม่มีความลังเลสงสัยอีกต่อไปเกียวกับคำสอน

แต่ที่พิจารณาดูแล้ว ยังห่างไกลนะงับ อย่าอ่านหนังสือหรือตำราแล้วไปสร้างสภาวะให้จิตนะงับ

ค่อยๆทำไปเรื่อยๆนะงับ ถ้าหางจิ้งจอกโพล่ แสดงว่าไม่ใช่นะงับ




ตรงนี้รู้สึกว่าจะ เริ่มติดโอภาสนะงับ และ นิมิตในลักษณะต่างๆนะงับ ไม่ใช่พระโสดาบันนะงับ นี่ละหางจิ้งจอกนะงับ

ใช้ชีวิตเปลี่ยนยังไงละงับ ช่วยอธิบายด้วยนะงับ



คุณขงเบ้ง ..

เอาอะไรมาวัดว่าใช่หรือไม่ใช่ .. แล้วที่ว่าห่างไกลนั้นห่างไกลอย่างไรคะ ..

ก็เห็นกางตำรากันแทบทั้งนั้น .. แล้วทำไมถึงไปเปรียบเทียบนิมิตว่าหางจิ้งจอก .. ไม่เข้าใจ ..

ถามจริงๆเถอะค่ะ เห็นคุณชอบเอ่ยอ้างเรื่องโสดาบันหลายครั้งละ

โสดาบันนี่ตกลงเขารู้อะไรเหรอ? ... แล้ววัดกันตรงไหน? ว่าใช่หรือไม่ใช่?

หรือวัดตรงที่มาแพร่มๆกันว่า ศรัทธาพระรัตนตรัยกันมากมาย แต่ขาดเมตตาต่อผู้อื่นน่ะ

แบบนั้นเรียกว่า โสดาด้วยหรือเปล่า .. ถ้าเป็นโสดาแต่ขาดเมตตา อย่าเป็นมันเลย

เป็นโดยสมมุติมันแย่นะ เพราะมันก็แค่สมมุติแล้วไปน้อมเอาคิดเอาเองว่าเป็นกัน

เป็นมันต้องเป็นโดยจิต ต้องมีเมตตาต่อผู้อื่น ทั้งคำพูดที่สื่อออกมาด้วย

ไม่ใช่ปากเอาแต่แพร่มๆไปวันๆว่า ศิลบริบูรณ์ ศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง


.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 15 ก.ค. 2009, 21:12, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 27 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร