วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2019, 18:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2009, 10:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
4.เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับสลายไป (กฏ 3 ข้อนี้ ) แม้พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ยังมีอยู่เป็นอมตะตลอดกาลใช่หรือไม่


หลักธรรมทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจจ์สี่ ๆลๆ เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่แล้ว ตลอดมา และ ตลอดไป (อกาลิโก)

ไม่ใช่ มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนมาสร้างหรอกครับ
มันเป็นสัจจธรรมความจริงที่เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ทราบอย่างชัดเจนเป็นท่านแรกในยุคพระศาสนานี้ และ เมตตาสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามท่านได้(ทรงตรัสรู้ดี-ตรัสรู้ชอบ และ ทรงสั่งสอนให้เวไนยสัตว์รู้ตามได้) ด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2009, 12:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2009, 01:40
โพสต์: 83

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตรงประเด็น เขียน:
อ้างคำพูด:
4.เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับสลายไป (กฏ 3 ข้อนี้ ) แม้พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ยังมีอยู่เป็นอมตะตลอดกาลใช่หรือไม่


หลักธรรมทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจจ์สี่ ๆลๆ เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่แล้ว ตลอดมา และ ตลอดไป (อกาลิโก)

ไม่ใช่ มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนมาสร้างหรอกครับ
มันเป็นสัจจธรรมความจริงที่เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ทราบอย่างชัดเจนเป็นท่านแรกในยุคพระศาสนานี้ และ เมตตาสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามท่านได้(ทรงตรัสรู้ดี-ตรัสรู้ชอบ และ ทรงสั่งสอนให้เวไนยสัตว์รู้ตามได้) ด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ

ถูกต้อง.. ตรงประเด็นสมชื่อ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2009, 21:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 17:37
โพสต์: 123


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ"totey" ครับ


เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขี้น แล้วได้ตรัสรู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วประกาศศาสนา
ดังนั้น พระรัตนตรัยจึงสมบูรณ์ คือ มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ตอบ....แต่เดิมมนุษย์รู้จักแต่พระพุทธ ในชื่อเรียกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขี้น พระองค์เป็นพระธรรม สามารถสอนให้คนเข้าถึงอรหันต์ คือพระสงฆ์ และสอนให้คนรู้จักพระพุทธที่ถูกต้องในนาม อาทิพุทธ หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า หรือพระสยัมภูพุทธเจ้า

พระพุทธ = อาทิพุทธ หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า หรือพระสยัมภูพุทธเจ้า
พระธรรม = พระพุทธเจ้าในกัปนั้น
พระสงฆ์ = พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าในแต่ละพระองค์


บ้างก็ว่าพระพุทธเจ้ามี 28 พระองค์
บ้างก็ว่ามี 5 พระองค์
และพระพุทธเจ้ามีเคยมาตรัสรู้แล้วมากมายคณานัป

ตอบ....
1.พระพุทธเจ้าที่เกิดมามีมากมายคณานับ หมายถึงพระพุทธเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์รวมกับพระพุทธเจ้าที่ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
2. พระพุทธเจ้ามี 28 พระองค์ หมายถึงพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกที่เกิดมาเป็นมนุษย์ จนถึงปัจจุบัน ไมนับพระพุทธเจ้าที่เกิดมาเป็นเทพ เช่น พระอมิตาภพุทธเจ้า
3. พระพุทธเจ้ามี 5 พระองค์ หมายถึงพระพุทธเจ้า ที่ตรัสรู้ในภัทรกัปปัจจุบันนี้



คำถามมีอยู่ว่า
1.พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แต่ละพระองค์ มีหลักธรรมคำสั่งสอนเหมือนกันหรือไม่

ตอบ....แกนหลักของคำสอนเหมือนกัน แต่องค์ประกอบในคำสอนขึ้นอยู่กับยุคสมัย ยุคพระศรีอารย์ที่พระองค์จะมาถึงในอีก 5500 ปีข้างหน้า และปรินิพพานในปี 84000 โลกจะเจริญมาก ถ้าเอาคำสอนแบบในยุคโคตมะพุทธเจ้า ชาวโลกคงไม่ยอมรับ

2.เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วไปประทับอยู่ที่ใด

ตอบ....หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

"พระนิพพานมีอยู่ไม่เสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพานนั้นแล ถ้าเราเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันเมื่อไร เมื่อนั้นแหละจึงจะเห็นจะรู้ที่อยู่พระพุทธเจ้า ที่อยู่ของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย"


3.จะต้องมีพระพุทธเจ้าหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาตรัสรู้เป็นอย่างนี้เรื่อยๆไปใช่หรือไม่

ตอบ.....ตราบใดที่พวกเรามนุษย์ เทวดา สัตว์เดรัจฉาน พรหม เปรต ฯลฯ ยังเข้านิพพานกันไม่หมด ตราบนั้นก็จะต้องมีพระพุทธเจ้าหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาตรัสรู้เป็นตถาคต สอนธรรมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

4.เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับสลายไป (กฏ 3 ข้อนี้ ) แม้พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ยังมีอยู่เป็นอมตะตลอดกาลใช่หรือไม่

ตอบ.....ไม่ใช่ครับ กฎเกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับสลายไปใช้ได้เมื่อสังสารวัฏฏ์ยังมีอยู่ ถ้าสังสารวัฏฏ์ไม่อยู่แล้ว กฎนี้ก็ใช้ไม่ได้

พูดอีกนัยหนึ่ง กฎเกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับสลายไปใช้ได้ชั่วกาลปาวสาน แต่กาลปาวสานน้อยกว่าตลอดกาลหรือนิรันดร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2009, 07:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


นานหลายปีมาแล้ว เคยฝันเห็นแดนแดนหนึ่ง
มีพระยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เป็นทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งแดน
แล้วก็รำพึงว่า "นี่เหรอแดนนิพพาน" ก่อนฝันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
เพียงแต่ระยะนั้นชอบสวดมนต์และมีใจฝักใฝ่ในการทำสมาธิมากๆ
ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีบุญ หรือเป็นผู้วิเศษอะไร? คิดแต่ว่าต้องเป็น
นิมิตรหมาย หรือการเตือนอะไรสักอย่างหนึ่ง พยายามคิดว่าไม่
มีประโยชน์ที่จะไปยึดติดกับความฝัน แต่ก็สงสัย(เล็กๆ)มาตลอด
ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนัก อยากขอความกระจ่างจากท่าน
ผู้รู้ค่ะ ขอโมทนาค่ะ :b8: :b20: :b8: :b20:
:b41: :b41: :b42: :b41: :b41:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2009, 12:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขี้น แล้วได้ตรัสรู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วประกาศศาสนา
ดังนั้น พระรัตนตรัยจึงสมบูรณ์ คือ มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

บ้างก็ว่าพระพุทธเจ้ามี 28 พระองค์
บ้างก็ว่ามี 5 พระองค์
และพระพุทธเจ้ามีเคยมาตรัสรู้แล้วมากมายคณานัป

คำถามมีอยู่ว่า
1.พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แต่ละพระองค์ มีหลักธรรมคำสั่งสอนเหมือนกันหรือไม่
2.เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วไปประทับอยู่ที่ใด
3.จะต้องมีพระพุทธเจ้าหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาตรัสรู้เป็นอย่างนี้เรื่อยๆไปใช่หรือไม่
4.เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับสลายไป (กฏ 3 ข้อนี้ ) แม้พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ยังมีอยู่เป็นอมตะตลอดกาลใช่หรือไม่

......ชีวิตยังมืดมน รอแสงสว่างส่องทางให้เจิดจ้า........


แสดงว่าคุณผู้ตั้งกระทู้ขี้เกียจอ่านหนังสือ ในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้ชัดเจนใน

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 1ชื่อว่า มหาปทานสูตรเป็นต้นไป หาอ่านเองละกันค่ะ "ต้องอ่าน" เท่านั้นเพราะเป็นพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจในพุทธศาสนา และที่เขาถาม ๆ ตอบๆกันและก็เหมือนทะเลาะกันในเวปนี้ ก็มีในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น และมีมากกว่าที่เขาเถียง ๆกันอยู่อีก และก็มีม๊าก ๆ มาก ๆ กว่าที่เรานับถือพุทธศาสนตามบรรพบุรุษ ตามครูบาฯอาจารย์ ตามประเพณี ตามพิธีกรรม ความเชื่อที่ผิด ๆ และไม่ถูกต้องตามหลักพระธรรม วินัย ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้มากมาย เชื่อกันแบบงมงาย โดยไม่รู้ว่านั้นคือประสบบาปมิใช่บุญ ก็มีมากจนหมดลมหายใจไปจากโลกนี้โดยได้นับถือพระศาสนาฟรี ๆ ........ :b29:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2009, 14:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


taktay เขียน:
นานหลายปีมาแล้ว เคยฝันเห็นแดนแดนหนึ่ง
มีพระยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เป็นทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งแดน
แล้วก็รำพึงว่า "นี่เหรอแดนนิพพาน" ก่อนฝันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
เพียงแต่ระยะนั้นชอบสวดมนต์และมีใจฝักใฝ่ในการทำสมาธิมากๆ
ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีบุญ หรือเป็นผู้วิเศษอะไร? คิดแต่ว่าต้องเป็น
นิมิตรหมาย หรือการเตือนอะไรสักอย่างหนึ่ง พยายามคิดว่าไม่
มีประโยชน์ที่จะไปยึดติดกับความฝัน แต่ก็สงสัย(เล็กๆ)มาตลอด
ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนัก อยากขอความกระจ่างจากท่าน
ผู้รู้ค่ะ ขอโมทนาค่ะ :b8: :b20: :b8: :b20:
:b41: :b41: :b42: :b41: :b41:



ไม่ใช่ผู้รู้...แต่ ตอบเท่าที่รู้


นั่นคือ ความฝัน หรือ ถ้าบังเกิดในขณะภาวนา จะเรียกว่า นิมิต(คนล่ะความหมายกับ นิมิต ในระดับพระสูตร)
ไม่ใช่การประจักษ์พระนิพพานจริงๆ(อายตนะนั้นมีอยู่) แต่ อย่างใด

เพราะ บุคคลที่จะประจักษ์พระนิพพานได้อย่างแท้จริง ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น...

อย่าว่าแต่ปุถุชนเลย แม้นพระเสขะบุคคลทั้งหมดก็ยังไม่สามารถประจักษ์พระนิพพานอย่างแท้จริง เพียงแต่ท่านเหล่านั้นกำลังบ่ายหน้าอย่างแน่วแน่สู่พระนิพพาน.....ซึ่ง ยอมปรากฏกระแสของความเย็นแห่งพระนิพพาน(ดับเย็น)ให้แก่ท่านเหล่านั้นรับทราบ


จะอย่างไรก็ตาม
ความฝันของคุณนั้น เป็นสุดยอดของฝันดี :b8:
ฝันถึงพระนิพพาน(ตามที่จิตคุณเข้าใจ) ฝันถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ย่อมเป็นมหามงคลอย่างหาสมมุติใดๆเทียบไม่ได้เลย

ขออนุโมทนาครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2009, 14:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 17:37
โพสต์: 123


 ข้อมูลส่วนตัว


taktay เขียน:
นานหลายปีมาแล้ว เคยฝันเห็นแดนแดนหนึ่ง
มีพระยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เป็นทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งแดน
แล้วก็รำพึงว่า "นี่เหรอแดนนิพพาน" ก่อนฝันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
เพียงแต่ระยะนั้นชอบสวดมนต์และมีใจฝักใฝ่ในการทำสมาธิมากๆ
ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีบุญ หรือเป็นผู้วิเศษอะไร? คิดแต่ว่าต้องเป็น
นิมิตรหมาย หรือการเตือนอะไรสักอย่างหนึ่ง พยายามคิดว่าไม่
มีประโยชน์ที่จะไปยึดติดกับความฝัน แต่ก็สงสัย(เล็กๆ)มาตลอด
ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนัก อยากขอความกระจ่างจากท่าน
ผู้รู้ค่ะ ขอโมทนาค่ะ :b8: :b20: :b8: :b20:
:b41: :b41: :b42: :b41: :b41:


สิ่งที่เป็นวิมุตติ ผู้ที่อยู่ในนิพพานแสดงให้คุณดูไม่ได้ ท่านจึงแสดงสิ่งที่เป็นสมมุติทางโลกให้คุณเห็นและรับรู้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2009, 15:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2009, 20:48
โพสต์: 745


 ข้อมูลส่วนตัว


taktay เขียน:
นานหลายปีมาแล้ว เคยฝันเห็นแดนแดนหนึ่ง
มีพระยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เป็นทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งแดน
แล้วก็รำพึงว่า "นี่เหรอแดนนิพพาน" ก่อนฝันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
เพียงแต่ระยะนั้นชอบสวดมนต์และมีใจฝักใฝ่ในการทำสมาธิมากๆ
ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีบุญ หรือเป็นผู้วิเศษอะไร? คิดแต่ว่าต้องเป็น
นิมิตรหมาย หรือการเตือนอะไรสักอย่างหนึ่ง พยายามคิดว่าไม่
มีประโยชน์ที่จะไปยึดติดกับความฝัน แต่ก็สงสัย(เล็กๆ)มาตลอด
ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนัก อยากขอความกระจ่างจากท่าน
ผู้รู้ค่ะ ขอโมทนาค่ะ :b8: :b20: :b8: :b20:
:b41: :b41: :b42: :b41: :b41:


นั้นไม่ใช่พระนิพานงับ พระนิพพานไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน


สมาธิทำให้หลงได้นะงับ แก้สภาวะไปเรื่อยๆงับ เจออะไรอย่ายึดทำตัวเป็นกลาง


ตามรู้กายใจไป สุดท้ายก็ถึงเองงับ

.....................................................
“เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น”

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อสันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 00:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 17:37
โพสต์: 123


 ข้อมูลส่วนตัว


ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:
taktay เขียน:


นั้นไม่ใช่พระนิพานงับ พระนิพพานไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน


สมาธิทำให้หลงได้นะงับ แก้สภาวะไปเรื่อยๆงับ เจออะไรอย่ายึดทำตัวเป็นกลาง


ตามรู้กายใจไป สุดท้ายก็ถึงเองงับ


สอนเหมือนมารเลยว่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อายตนะนิพพานมีอยู่ มารสอนว่านิพพานไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน

[color=#BF00FF]เราจะบอกเธอนะมาร.....เธอจะเอาสิ่งในโลกที่เป็นสังขตะธาตุ ไปเปรียบเทียบกับพระนิพพาน ซึ่งเป็นอสังขตธาตุไม่ได้เลย

พระพุทธองค์ตรัสแก่ เกวัฏฏคหบดีบุตร ณ ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา ปรากฏเป็นหลักฐานใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี สี.ที. ๙/๒๗๗ - ๒๘๓/๓๔๓ -๓๕๐) ว่า อายตนะนิพพาน ตือ:

" คือ อายตนะ หนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่มีทางปฏิบัติ เข้ามาถึงได้โดยรอบ นั้นมีอยู่ใน อายตนะ นั้นแหละ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่อาจหยั่งลงได้

ใน อายตนะ นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่อาจหยั่งลงได้

ใน อายตนะ นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ นามรูปดับสนิทใน อายตนะ นี้ เพราะความดับสนิทของวิญญาณ ดังนี้"


จากพุทธวจนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงไม่ต้องถกเถียง กันต่อไปว่า อายตนะนิพพาน นั้นมีอยู่จริง แม้พระพุทธองค์ ก็ยังไม่สามารถ จะบรรยายลักษณะ ของนิพพาน โดยเปรียบเทียบ กับสิ่งที่เป็น สภาวธรรม (สังขตธรรม) ได้ เพราะนิพพานไม่ใช่สภาวธรรม (อสังขตธรรม) แต่พุทธองค์ ก็ทรงยืนยันว่า มีอยู่จริง สิ่งนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ถึงคำว่า อายตนะนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 00:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2009, 20:48
โพสต์: 745


 ข้อมูลส่วนตัว


suwichai เขียน:
ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:
taktay เขียน:


นั้นไม่ใช่พระนิพานงับ พระนิพพานไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน


สมาธิทำให้หลงได้นะงับ แก้สภาวะไปเรื่อยๆงับ เจออะไรอย่ายึดทำตัวเป็นกลาง


ตามรู้กายใจไป สุดท้ายก็ถึงเองงับ


สอนเหมือนมารเลยว่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อายตนะนิพพานมีอยู่ มารสอนว่านิพพานไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน

[color=#BF00FF]เราจะบอกเธอนะมาร.....เธอจะเอาสิ่งในโลกที่เป็นสังขตะธาตุ ไปเปรียบเทียบกับพระนิพพาน ซึ่งเป็นอสังขตธาตุไม่ได้เลย

พระพุทธองค์ตรัสแก่ เกวัฏฏคหบดีบุตร ณ ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา ปรากฏเป็นหลักฐานใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี สี.ที. ๙/๒๗๗ - ๒๘๓/๓๔๓ -๓๕๐) ว่า อายตนะนิพพาน ตือ:

" คือ อายตนะ หนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่มีทางปฏิบัติ เข้ามาถึงได้โดยรอบ นั้นมีอยู่ใน อายตนะ นั้นแหละ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่อาจหยั่งลงได้

ใน อายตนะ นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่อาจหยั่งลงได้

ใน อายตนะ นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ นามรูปดับสนิทใน อายตนะ นี้ เพราะความดับสนิทของวิญญาณ ดังนี้"


จากพุทธวจนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงไม่ต้องถกเถียง กันต่อไปว่า อายตนะนิพพาน นั้นมีอยู่จริง แม้พระพุทธองค์ ก็ยังไม่สามารถ จะบรรยายลักษณะ ของนิพพาน โดยเปรียบเทียบ กับสิ่งที่เป็น สภาวธรรม (สังขตธรรม) ได้ เพราะนิพพานไม่ใช่สภาวธรรม (อสังขตธรรม) แต่พุทธองค์ ก็ทรงยืนยันว่า มีอยู่จริง สิ่งนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ถึงคำว่า อายตนะนิพพาน






ขี้เกียจพูดเรื่องพระนิพพานแล้วว


พวกเห็ฯว่านิพพานมี นิพพานสูญก็เป็นทิฎฐิอย่างหนึ่ง


แต่ที่แท้จริงแล้ว นิพพาน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง และไม่ใช่ตัวตน

พูดกับคนเฝ้านมวัว ไม่มีประโยชน์ คนที่ดื่มน้ำนมวัวจึงจะรู้

นี่ละ ไม่ถึง แล้วก็ได้แต่จินตนาการ ทางความคิด

ผู้ถึง แล้ว ก็ สูญญัง ไป

พวกสอนผิดๆก็นรกไป

จบเท่านี้ละ

.....................................................
“เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น”

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อสันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 06:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธพจน์

ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด
ในนิพพานธาตุนั้น ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง ความมืดย่อมไม่มี

ก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ ๔) รู้แล้วด้วยตน
เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูปและอรูปจากสุขและทุกข์ ฯ



http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... 607&Z=1698


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 06:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า???

โยม : ท่านเป็นพระอรหันต์หรือเปล่าค่ะ???

หลวงปู่ชา : ต้นไม้ผลิดอกออกผล……มีนกมาเกาะกิ่งไม้แล้วจิกกินผลไม้นั้น จะหวานหรือเปรี้ยวเป็นเรื่องของนกที่จะรู้ได้ แต่ต้นไม้ไม่รู้อะไรเลย……

อย่าเป็นพระพุทธเจ้า อย่าเป็นพระอรหันต์ อย่าเป็นพระโพธิสัตว์……อย่าเป็นอะไรเลย การ "เป็นอะไร" ก็มีแต่ความทุกข์เท่านั้นแหละ เราไม่มีความจำเป็นต้องเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง……

(จากอุปลมณี น.551)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 06:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


พระอรหันต์ตายแล้วไปไหน

ในวาระสุดท้ายของชีวิตถ้าหลวงพ่อพูดได้ท่านคงจะเอ่ยอ้างพระสูตรที่ท่านชอบมากที่สุดตอนหนึ่ง…..คือ คำตอบของพระยมกะตอบคำถามของพระสารีบุตร ว่า

พระสารีบุตร : "ถ้ามีใครถามว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปไหน? ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไร…."

พระยมกะ : "ข้าพเจ้าจะตอบว่า รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเกิดขึ้นแล้วดับไป"

ซึ่งในสมัยก่อนเมื่อหลวงปู่ชาอ้างคำนี้ท่านจะหัวเราะเบาๆ ด้วยความพอใจทุกครั้ง……

(จาก.อุปลมณี น.581)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 09:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2009, 15:26
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มาให้ข้อคิดเสนอแนะ

ทุกคำตอบล้วนลึกซึ้ง
ข้าพเจ้าหายสงสัยในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์จะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตเร่ง
ปฏิบัติตามรอยของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อให้บรรลุถึงพระนิพพานในเร็ววันเทอญ
ข้าพเจ้าขอนอบน้อม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 21:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ปัญหา...ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษ(หลุดพ้น)แล้ว จะเกิดในที่ไหน?


จาก http://www.84000.org/tipitaka/read/v.ph ... 316&Z=4440

ปัญหาว่าด้วยผู้หลุดพ้น

[๒๔๘] ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน?
ดูกรวัจฉะ คำว่าจะเกิดดังนี้ ไม่ควรเลย.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น จะไม่เกิดขึ้นหรือ?
ดูกรวัจฉะ คำว่า ไม่เกิดดังนี้ ก็ไม่ควร.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น เกิดก็มี ไม่เกิดก็มีหรือ?
ดูกรวัจฉะ คำว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ดังนี้ ก็ไม่ควร.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่หรือ?
ดูกรวัจฉะ คำว่าเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ ก็ไม่ควร.
[๒๔๙] พระองค์อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้ว
อย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน ก็ตรัสตอบว่า ดูกรวัจฉะ คำว่าจะเกิด ดังนี้ ไม่ควร. ฯลฯ พระองค์
อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้นเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่หรือ ก็ตรัสตอบว่า
ดูกรวัจฉะ คำว่า เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ ก็ไม่ควร. ข้าแต่ท่านพระโคดม ในข้อนี้
ข้าพเจ้าถึงความไม่รู้ ถึงความหลงแล้ว แม้เพียงความเลื่อมใสของข้าพเจ้าที่ได้มีแล้ว เพราะ
พระวาจาที่ตรัสไว้ในเบื้องแรกของท่านพระโคดม บัดนี้ได้หายไปเสียแล้ว.
[๒๕๐] ดูกรวัจฉะ ควรแล้วที่ท่านจะไม่รู้ ควรแล้วที่ท่านจะหลง เพราะว่าธรรมนี้
เป็นธรรมลุ่มลึก ยากที่จะเห็น ยากที่จะรู้ สงบระงับ ประณีต ไม่ใช่ธรรมที่จะหยั่งถึงได้ด้วย
ความตรึก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ธรรมนั้นอันท่านผู้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีความพอใจ
เป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความเพียรในทางอื่น อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น
รู้ได้โดยยาก

ดูกรวัจฉะ ถ้าเช่นนั้น เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านเห็นควรอย่างใด ก็พึงพยากรณ์อย่างนั้น ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าไฟลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านจะพึงรู้หรือว่า ไฟนี้ลุกโพลงต่อหน้าเรา.
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าไฟลุกโพลงต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพึงรู้ว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่
ต่อหน้าเรา.
ดูกรวัจฉะ ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านนี้ อาศัยอะไร
จึงลุกโพลง ท่านถูกถามอย่างนี้แล้วจะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าใครๆ ถามข้าพเจ้าอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงต่อหน้าท่านนี้ อาศัย
อะไรจึงลุกโพลง ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรานี้
อาศัยเชื้อ คือหญ้าและไม้จึงลุกโพลงอยู่.
ดูกรวัจฉะ ถ้าไฟนั้นพึงดับไปต่อหน้าท่าน ท่านพึงรู้หรือว่า ไฟนี้ดับไปต่อหน้าเราแล้ว?
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าไฟนั้นดับไปต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพึงรู้ว่าไฟนี้ดับไปต่อหน้า
เราแล้ว.
ดูกรวัจฉะ ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ดับไปแล้วต่อหน้าท่านนั้น ไปยังทิศ
ไหนจากทิศนี้ คือทิศบูรพา ทิศปัจจิม ทิศอุดร หรือทิศทักษิณ ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะ
พึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อ คือหญ้าและไม้จึงลุก
แต่เพราะเชื้อนั้นสิ้นไป และเพราะไม่มีของอื่นเป็นเชื้อ ไฟนั้นจึงถึงความนับว่าไม่มีเชื้อ ดับ
ไปแล้ว.

การละขันธ์ ๕

[๒๕๑] ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะ
รูปใด รูปนั้นตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูปมีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณ
ไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะ
กล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิด
ก็หามิได้.
บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะเวทนาใด ...
เพราะสัญญาใด ...
เพราะสังขารเหล่าใด ...
เพราะวิญญาณใด ... วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว
ทำให้ดุจเป็นตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการ
นับว่าวิญญาณ มีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือน
มหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิด
ก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้.





แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร