วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ย. 2019, 03:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 35 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ค. 2009, 18:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ sanooktouครับ


ขออภัยด้วยน่ะครับ ถ้าหากผมถามมากไป :b8:

ที่ผมถามคุณในประเด็น เจริญวิปัสสนาล้วน นั้น

เพราะ วิปัสสนาจารย์ท่านหนึ่ง คือ พระครูศรีโชติญาน ท่าน เห็นว่า เจริญวิปัสสนาล้วนนั้น คือ แนวทาง เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า(แนวทางที่2) ครับ

ลองอ่าน

http://www.budpage.com/forum/view.php?id=4949

อ้างคำพูด:
@ กลุ่มที่สอง มีความเห็นว่า ท่านเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหันต์แล้ว แม้นในขณะที่บรรลุอรหันต์แล้ว ฌานก็ยังไม่บังเกิดขึ้น ..... คือ **ฌาน ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการเจริญวิปัสสนา.....บรรลุอรหันต์แล้ว พระอรหันต์ท่านนั้นท่าน“ต้องการที่จะได้ฌาน” จึง มาเจริญฌานเอา ภายหลังจากบรรลุอรหัตตผลแล้ว**

ดังปรากฏ ตามที่ พระครูศรีโชติญาณ ท่านแสดงไว้ดังนี้

“.....ส่วนคำของอรรถกถาท่านหมายความง่ายๆ ว่า ได้วิปัสสนาแล้วแต่อยากได้ฌานก็ทำฌานให้เกิดขึ้นเท่านั้น เราก็พอจะถือเอาความได้ว่า พระอริยะผู้ที่เป็นวิปัสสนาลาภี คือ ผู้ที่ได้วิปัสสนาจนเป็นพระโสดา - สกทาคามี -อนาคามี และ **พระอรหันต์แล้ว แต่ ต้องการที่จะได้ฌาน ก็มาทำฌาน คือ สมาธิ หรือสมถะให้เกิดขึ้นในภายหลัง** จนกระทั่งได้สมาบัติ ๘ อย่าง นี้เรียกว่า ทำสมถะที่มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นฯ….”





เห็นคุณ sanooktou เน้นอักษรสีแดง ตรง ธัมมุทธัจจวิคคหิตมานัส แนวทางที่4???

เหมือนคุณจะเห็นว่า แนวทางนี้ เป็นวิปัสสนาล้วน ???

อ้างคำพูด:
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้
สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่
มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อ
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย
ย่อมสิ้นไป ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์
อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรค
หนึ่ง ฯ


ปล... คำว่า "จิตตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่" นี่ กำลังบรรยาย สมถะ ครับ

แนวทางนี้ ก็ยังไม่ปราศจากสมถะอยู่ดีครับ



จาก หนังสือพุทธธรรม

เกี่ยวกับ แนวทางที่๔ มีคำแปล ที่ถอดออกมาจากพระสูตร ในหน้า 327 ดังนี้

“อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจถูกชักให้เขวไปด้วยธรรมุธัจจ์ , (แต่ครั้น)ถึงคราวเหมาะที่ จิตตั้งแน่วแน่สงบสนิทลงได้ภายใน เด่นชัดเป็นสมาธิ มรรคก็เกิดขึ้นแก่เธอ, เธอเสพคุ้น เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น, เมื่อเธอเสพคุ้น เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น สังโยชน์ทั้งหลายย่อมถูกละได้ อนุสัยทั้งหลายย่อมสิ้นไป)...”

และ ในหน้า329

"ข้อที่๔ ทางออกหรือวิธีปฏิบัติเมื่อจิตเขวเพราะธรรมุธัจจ์ คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ อธิบายความหมายว่า เมื่อผู้ปฏิบัติกำลังมนสิการขันธ์ ๕ อย่างหนึ่งอย่างใดอยู่โดยไตรลักษณ์ เกิดมีโอกาส (แสงสว่าง) ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น) สุข อธิโมกข์ (ความปลงใจหรือศรัทธาแก่กล้า) ปัคคาหะ (ความเพียรที่พอดี) อุปัฏฐาน (สติชัดหรือสติกำกับอยู่) อุเบกขา (จิตเรียบเสมอเป็นกลาง) หรือนิกันตี (ความติดใจ) ขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ปฏิบัตินึกถึงโอภาสเป็นต้นนั้นว่าเป็นธรรม (คือ เข้าใจว่าเป็นมรรค ผล หรือนิพพาน) เพราะการนึกไปเช่นนั้น ก็จะเกิดความฟุ้งซ่าน เป็นอุทธัจจะ ผู้ปฏิบัติมีใจถูกชักให้เขวไปด้วยอุทธัจจะแล้ว ก็จะไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งสภาพที่ปรากฏอยู่ โดยภาวะเป็นของไม่เที่ยง โดยภาวะที่เป็นทุกข์ โดยภาวะที่เป็นอนัตตา ดังนั้นจึงเรียกว่ามีจิตถูกชักให้เขวไปด้วยธรรมุธัจจ์ แต่ครั้นมีเวลาเหมาะที่จิตตั้งแน่วสงบสนิทลงได้ในภายใน เด่นชัด เป็นสมาธิ มรรคก็เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัตินั้นได้ วิธีปฏิบัติที่จะให้จิตสงบเป็นสมาธิได้ ก็คือกำหนดด้วยปัญญา รู้เท่าทันฐานะทั้ง ๑๐ มีโอภาสเป็นต้นซึ่งเป็นเหตุให้จิตกวัดแกว่งหวั่นไหวเหล่านี้ เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็จะเป็นผู้ฉลาดในธรรมุธัจจ์ จะไม่ลุ่มหลงคล้อยไป จิตก็จะไม่หวั่นไหว จะบริสุทธิ์ ไม่หมองมัว จิตภาวนาก็จะไม่คลาด ไม่เสื่อมเสีย..."



ดึกๆจะแวะมาคุยด้วยใหม่

ขอบคุณครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ค. 2009, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


มาต่อเรื่อง อริยสัมมาสมาธิ กันครับ


จาก หนังสือพุทธธรรม หน้า 885


5) ความพร้อมเพรียงขององค์มรรค

ดังได้กล่าวแล้วว่า ความมุ่งหมายของสัมมาสมาธิ ก็เพื่อให้เป็นสนามปฏิบัติการของปัญญา หรือ พูดให้กว้างว่า เพื่อทำให้จิตเป็นสถานที่เหมาะสมดีที่สุดที่องค์ธรรมทั้งหลายจะมาทำงานร่วมกันให้บรรลุวัตถุประสงค์คือ การรู้แจ้งสัจจธรรม กำจัดกิเลส ถึงภาวะสิ้นปัญหาไร้ทุกข์

และ ก็ได้กล่าวแล้วเช่นเดียวกันว่า องค์มรรคทั้ง8ประการทำงานประสานสอดคล้องส่งเสริมกัน โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้านำทางไป จึงเป็นอันได้ความในตอนนี้ว่า องค์มรรคอื่นทั้ง7ข้อ เป็นเครื่องเกื้อหนุนให้กำลังแก่สมาธิ ช่วยให้สมาธิเกิดขึ้นได้ ดำรงอยู่ได้ดี เป็นสัมมาสมาธิ คือ สมาธิที่ถูกต้อง ซึ่งจะใช้งานได้ผลตามต้องการ ส่งผลคืบหน้าต่อไปอีกจนถึงจุดหมาย โดยช่วยให้เกิดองค์ธรรมเพิ่มขึ้นอีกสองอย่างในขั้นสุดท้าย เรียกว่า สัมมาญาณ(หยั่งรู้ชอบ) และ สัมมาวิมุติ(หลุดพ้นชอบ).

เมื่อมองในแง่นี้ ท่านเรียกองค์มรรคอื่นทั้ง7ข้อว่าเป็นสมาธิบริขาร แปลว่าบริขารของสมาธิ หมายความว่า เป็นเครื่องประกอบ เครื่องแวดล้อม เครื่องหนุนเสริม หรือ เครื่องปรุงของสมาธิ

สมาธิที่ประกอบด้วยบริขารนี้แล้ว เรียกว่าเป็น อริยสัมมาสมาธิ นำไปสู่จุดหมายได้..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 21:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


เสนออ่าน พระสูตรหนึ่ง ที่บางท่านอาจจะยังไม่เคยศึกษากัน

พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงธรรม แก่ พระภิกษุวัจฉโคตรที่ ในขณะนั้นท่านบรรลุอนาคามีแล้ว ดังนี้


http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php ... 441&Z=4660

สมถวิปัสสนา

[๒๖๐] ก็ท่านวัจฉโคตรอุปสมบทแล้วไม่นาน คือ อุปสมบทได้กึ่งเดือน เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว.
กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลสามเบื้องต่ำที่กำหนดไว้เท่าใด ที่บุคคล
พึงบรรลุด้วยญาณของพระเสขะ ด้วยวิชชาของพระเสขะ ผลนั้นทั้งหมดข้าพระองค์บรรลุแล้ว

ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่ยิ่งขึ้นไปแก่ข้าพระองค์เถิด.

ดูกรวัจฉะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเจริญธรรมทั้งสอง คือสมถะและวิปัสสนาให้ยิ่งขึ้นไปเถิด
ดูกรวัจฉะ ธรรมทั้งสอง คือสมถะและวิปัสสนานี้ เธอเจริญให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว จักเป็นไปเพื่อแทง
ตลอดธาตุหลายประการ.


พระพุทธองค์ทรงตรัสให้เจริญ สมถะและวิปัสสนา ให้ยิ่งขึ้นไปแก่พระอนาคามี!!!

คำว่า"สมถะ"ที่ตรัสนี้....เป็นไปได้ไหม ที่พระองค์จะทรงสอนให้พระอนาคามีไปเจริญสมถะแบบของพระฤาษี???


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 23:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 16:10
โพสต์: 298

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อเราหลับ มีคนปลุก รีบลุกเถิด
เมือเราเปิด มีคนปิด อย่าคิดหยาม
เมื่อเราหลง มีคนบอก รีบเดินตาม
เมื่อเราทราม มีคนสอน อย่านอนใจ
:b53: :b53: :b53: :b53:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ค. 2009, 00:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 21:52
โพสต์: 13

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุ สาธุ

ท่านมองสิ่งใดก้อตาม
ขอจงมอง 2 ด้านเสมอ
มองสิ่งใดให้ท่านมองในสิ่งที่ตรงกันข้าม
กับที่ท่านคิดทุกครั้ง นั้นแหละ

คือ สัจธรรม

สิ่งนั้นเกิด จึงทำให้สิ่งนี้เกิด


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 35 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร