วันเวลาปัจจุบัน 16 ก.พ. 2019, 10:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 20:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออนไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3318


 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าหากทุกคนปฏิบัติโดยเคร่งครัด เช่น มีอุเบกขา

ไม่มีความโลภ ทำตนให้มีสันโดษ จนถึงพระอรหันต์

ซึ่งวางเฉยจริง ๆ คล้ายหมดความกระตือรือร้น จะเป็น

เครื่องขัดขวาง ความเจริญของหมู่คณะหรือไม่ โดย

เฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม


ขอให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งจากข้อที่แล้ว คือ ถึงแม้อยากจะทำ

อย่างที่ว่านั้นก็ทำไม่ได้ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนันตา ใครบ้างอยาก

โกรธ ไม่มีใครอยากโกรธ แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้โกรธ ใครอยากโลภ

ก็ไม่มีใครอยากโลภ แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้โลภ เพราะฉะนั้น จึงไม่

ใช่ว่าใครจะไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้า

ทุกคนอบรมเจริญปัญญา ละคลายความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงตาม

ลำดับจนดับกิเลสได้จริง ๆ โลกก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุข และเจริญขึ้น

ด้วย

ผู้ที่ดับกิเลสขั้นที่ ๑ เป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น ยังมีโลภะ โทสะ

โมหะ แต่เบาบางกว่าปุถุชน ทุกคนย่อมปรารถนาที่จะมีโลภะ โทสะ

โมหะ เบาบางขั้นพระโสดาบันบุคคล พระโสดาบันบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะ

ไม่ประกอบกิจการงานอะไรเลย เป็นฆราวาสก็ได้ เป็นบรรพชิตก็ได้ เป็น

นายแพทย์ก็ได้ เป็นพ่อค้าก็ได้ เป็นข้าราชการก็ได้ ใครก็ตามที่ได้สะสม

อบรมมาที่จะประกอบการอาชีพอย่างไร ก็ประกอบอาชีพอย่างนั้น แต่

เมื่อเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ก็ทำให้บุคคลอื่นสุขสบายขึ้นมาก จากการไม่

กระทำทุจริต เพราะโลภ โกรธ หลง น้อยลง จึงไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

กุศลธรรมทุกประการนั้น เมื่อปฏิบัติตามได้จริง ๆ แล้ว จะไม่เป็นภัย

และโลกก็ย่อมจะเจริญขึ้น การที่โลกเจริญน้อยอยู่ในเวลานี้ เพราะอะไร

ถ้าไม่มีโลภะ ไม่มีทุจริตต่าง ๆ ตัดความเห็นแก่ตัวในวงการงานออก วิทยา

ศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมทั้งหลาย ก็ย่อมเจริญกว่านี้หลายเท่า แต่ที่ยัง

ขัดขวางอยู่ ทำให้ไม่เจริญมากกว่านี้ ก็เพราะความโลภ ความโกรธ ความ

หลง การทุจริตเห็นแก่ตัว ไม่ใช่เพราะความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

ส่วนการที่บุคคลใดจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอรหันต์

นั้นก็เป็นที่ควรบูชา เพราะไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย แต่ถึงแม้

ว่าจะยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ เพียงการเป็นพระโสดาบันบุคคล และ

เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็ทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น และในทางที่

ดีด้วย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 21:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ใช้คำไม่รัดกุมเลย...ตะเอง

ต้องใช้คำว่า ผู้ใดถึงธรรม ผู้นั้นบ่อมเจริญ

ผู้ถึงธรรมนั้น แปลว่าย่อมได้ผ่านการปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
รู้จแ้งแก่ตนเอง เห็นแจ้งเห้นจริงในธรรม สันทิฐิโก เอหิปัสสิโกแล้ว เช่นอริยบุคคลเป้นต้น ถึงจะเรียกว่าเจริญ ไม่เสื่อมลงอีก


ศึกษาไปแล้วบ้าๆบอๆแบบคนแถวนี้บางคน เดี๋ยวดีเดี่ยวร้าย
(อย่างตาบ้าที่ใช้รูปเปลวเทียนน้ำอ่ะ หมั่นไส้จิงๆ)


แต่แค่ศึกษา ... ไม่ทำ
มันบ่ได้เรื่องหรอก พระเทวทัตไง ใครว่ารู้น้อย รู้มากจะตาย
แต่หย่อน"ทำ" เลยไม่ถึง "ธรรม" เลยเสื่อมลงไป



อีกคำ ที่ต้องระวังคือคำว่า ถ้าทุกคน
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีทางจริงได้
เพราะฉะนั้นเงื่อนไขแบบนี้ อย่าพยามไปพูดเลย
เหมือนพูดว่า "ถ้าทุกคนเป้นคนดี คงจะดี"
จัดว่าเป้นทิฐิประเภทสุดโต่งพวกหนึ่ง ต้องระวัง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มิ.ย. 2009, 16:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 06:18
โพสต์: 731

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านพุทธทาส... กล่าวไว้ว่า
ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ............
แสดงว่าโลกยุคโลกาภิวัตน์ โลกยุคไร้ซึ่งพรมแดนแม้กระแสวัตถุที่เชี่ยวกราก.....ชาวโลกจะละเลยศีลธรรมไม่ได้เลย
เฉกเช่นเดียวกับ ถ้าทุกคนศึกษาธรรมย่อมเจริญ นัยยะความเจริญย่อมบังเกิดขึ้นกับบุคคลที่ศึกษาธรรมนั่นเอง :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: รสมน และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร