วันเวลาปัจจุบัน 21 พ.ย. 2019, 10:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 84 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ค. 2009, 22:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่สายเกินไป เขียน:
:b6: เห็นการตอบของแต่ละท่านในกระทู้นี้แล้ว น่าสงสารครอบครัวที่ได้รับความทุกข์แบบนี้จังเลยค่ะ การตอบเห็นทีจะตอบไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือไม่ตรงประเด็นที่เขาได้ความทุกข์นั้นอยู่ และแต่ละคำตอบนั้นดิฉันเห็นว่าน่าจะรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก เขาจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธีและเป็นไปตามธรรมชาติทีเกิดขึ้น เพราะทุกคำตอบจะปฏิเสธเรื่องของโลกทิพย์ ประมาณจะพูดว่า สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่มีจริง เป็นสิ่งไม่มีจริง หรือมีจริงแต่ไม่ใช่ของจริง อะไรประมาณที่เข้าใจกัน แต่เคยอ่านพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่าว่าพระพุทธองค์ตรัสเรื่องโลกทิพย์ว่าอย่างไร จะขอยกตัวอย่างในข้อความจากพระไตรปิฎก มาให้อ่านกันสักหน่อย (อย่าหาว่าติดตำราเลยเพราะพระไตรปิฎกเป็นสิ่งที่บอกได้ชัดเจนว่าอะไรผิดอะไรถูกและต้องนำเทียบเคียงกับการตอบธรรมะด้วยค่ะ ถ้าไม่ลงตัวในการตอบพระไตรปิฎกจะเป็นสิ่งที่ตัดสินได้ว่าผิดหรือถูก)

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 243

ก็ไม่ควรจะให้บวช. กุลบุตรผู้นั้นเป็นโรคฝีนั้น แม้เมื่อให้เยียวยาแล้วจะให้บวช

ต่อทำร่างกายให้มีผิวเรียบแล้วจึงควรให้บวช. ที่มีชื่อว่าติ่ง คล้ายนมโคหรือ

คล้ายนิ้วมือ ห้อยอยู่ในที่นั้น ๆ ก็มี แม้ติ่งเหล่านี้ก็จัดเป็นฝีเหมือนกัน เมื่อติ่ง

เหล่านั้นมี ไม่ควรจะให้บวช. หัวหูด มีในเวลาเป็นเด็ก ที่มีหัวสิว มีที่หน้า

ในเวลาเป็นหนุ่ม ในเวลาแก่หายหมดไป หัวหูดและหัวสิวเหล่านั้นไม่นับเป็น

ฝี เมื่อหัวเหล่านั้นมีจะให้บวชก็ควร. ส่วนเม็ดชนิดอื่น ที่ชื่อเม็ดผด มีตาม

ตัว ชนิดอื่นอีกที่ชื่อเกสรบัวก็มี ชนิดอื่นที่ชื่อเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีขนาดเท่า

เมล็ดผักกาด ผื่นไปทั่วตัว. เมล็ดเหล่านั้นทั้งหมด เป็นชาติโรคเรื้อนเหมือน

กัน เมื่อเมล็ดเหล่านั้นมี ไม่ควรให้บวช. โรคเรื้อนมีสีคล้ายโบบัวแดงและบัว

ขาว ไม่แตก ไม่เยิ้ม ชื่อโรคกลาก ร่างกายเป็นอวัยวะลายพร้อยเหมือนกระ

แห่งโคด้วยโรคเรื้อนชนิดใด. พึงทราบวินิจฉัยในโรคกลากนั้น โดยนัยที่กล่าว

แล้วในโรคเรื้อนชนิดนั้นแล.

ไข้มองคร่อ ชื่อโสสะ. เมื่อไข้มองคร่อนั้นมี ไม่ควรให้บวช.

โรคบ้าเพราะดี หรือโรคบ้าด้วยถูกผีสิง ชื่อโรคลมบ้าหมู. ในโรค

ลมบ้าหมู ๒ ชนิด บุคคลผู้ถูกอมนุษย์ซึ่งเคยเป็นคู่เวรกันสิงแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่

เยียวยาได้ยาก. และเมื่อโรคลมบ้าหมูนั้นมีแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่ควรให้บวช.


ที่ตัวแดงนั้นหมายถึงอะไร ขอท่านผู้รู้ที่พยายามจะบอกว่า มีจริงแต่ไม่ใช่ของจริง และพระสูตรนี้ขอให้ท่านผู้รู้ได้อ่านที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว อย่าพยามไปสวดเป็นภาษาบาลี เพราะจะได้ความเข้าใจอย่างที่ท่านทั้งหลายได้ตอบมา การใช้พระสูตรอาฏานาฏิยรักษ์ คือวิธีสุดท้าย ตามเวปลิงค์นี้

http://www.samyaek.com/board2/index.php ... 76#msg2376

แต่มีวิธีอื่นอีกมากมายค่ะที่จะทำให้ผู้คนที่โดนชาวโลกทิพย์ส่งสัญญานเข้าหาแล้วเป็นอย่างที่ครอบครัวผู้ตั้งกระทู้นี้ได้รับความทุกข์ ชาวพุทธคนไทยไม่พยายามทำความรู้จักธรรมชาติที่มีอยู่ แต่พยายามเอาตัวเองไปให้พ้นจากพวกเขาชาวโลกทิพย์โดยที่ไม่สนใจใยดีกับพวกเขา ทั้งที่ดวงจิตนี้ได้เคยเกี่ยวข้องกันมาหลายภพหลายชาติ หรือคิดว่าตัวเองที่เกิดมาชาตินี้ก็จบแค่ชาตินี้ มันต้องใช้หนี้กันก่อนจึงจะผ่านไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค ลองอ่านพระสูตรนี้อีกที

ทุติยวรรคที่ ๒

๑. ทุคตสูตร

ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เหมือนทุคตบุรุษ

[๔๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มี
อวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอทั้งหลายเห็นทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่
สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์
เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบทุคตสูตรที่ ๑

ทุติยวรรคที่ ๒

อรรถกถาทุคตสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในทุคตสูตรที่ ๑ แห่งทุติยวรรค ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุคฺคตํ ได้แก่คนขัดสน คือ คนกำพร้า. บทว่า ทุรูเปตํ
ความว่า ทุคตบุรุษมีมือและเท้าไม่สมประกอบ.
จบอรรถกถาทุคตสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 525

๒. สุขิตสูตร

ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เหมือนบุคคลผู้มีความสุข

[๔๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มี
อวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ. . . เธอทั้งหลายเห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วย
ความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้ง-
หลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯล ฯ พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้.
จบสุขิตสูตรที่ ๒

อรรถกถาสุขิตสูตรที่ ๒

พึงทราบวินิจฉัยในสุขิตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุขิตํ ความว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข คือมีทรัพย์มาก
มีโภคะมาก. บทว่า สุสชฺชิตํ ความว่า ประดับตกแต่งขึ้นคอช้าง คือ
มีบริวารมาก.
จบอรรถกถาสุขิตสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 529

๔. มาตุสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนผู้ไม่เคยเป็นมารดา
[๔๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯล ฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
มารดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น
ดังนี้.
จบมาตุสูตรที่ ๔
[สูตรทั้งปวงก็มีเปยยาลอย่างเดียวกันนี้]
อรรถกถามาตุสูตรที่ ๔
พึงทราบเนื้อความในมาตุสูตรที่ ๔ เป็นต้น โดยกำหนดเพศและ
โดยกำหนดจักรวาล. ในข้อนี้มีกำหนดเพศอย่างนี้ว่า เวลาบุรุษเป็น
มาตุคามและเวลามาตุคามเป็นบุรุษ. สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวจากจักรวาลนี้
ไปยังจักรวาลอื่น และจากจักรวาลอื่นมายังจักรวาลนี้. บรรดากำหนด ๒
อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงหญิงที่เป็นมารดาเวลาเป็น
มาตุคามในจักรวาลนี้ จึงตรัสว่า โย น มาตาภูตปุพฺโพ. แม้ในบท
เป็นต้นว่า โย น ปิตาภูตปุพฺโพ เป็นต้น ก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถามาตุสูตรที่ ๔ เป็นต้น

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 530

๕. ปิตุสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนผู้ไม่เคยเป็นบิดา
[๔๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
บิดาโดยกาลนาน มิใช่หาได้ง่ายเลย ดังนี้.
จบปิตุสูตรที่ ๕
ตั้งแต่สูตรที่ ๕ ถึง สูตรที่ ๙ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย

๖. ภาตุสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย
[๔๕๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ฯล สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
พี่ชายน้องชายโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย. ดังนี้.
จบภาตุสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 531

๗. ภคินีสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ที่ไม่เคยเป็นพี่หญิงน้องหญิง
[๔๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
พี่หญิงน้องหญิงโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย ดังนี้.
จบภคินีสูตรที่ ๗

๘. ปุตตสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ที่ไม่เคยเป็นบุตร
[๔๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
บุตรโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย.
จบปุตตสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 532

๙. ธีตุสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ที่ไม่เคยเป็นธิดา
[๔๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็น
ที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้อง
ต้นย่อมไม่ปรากฏ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นธิดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย
ไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ
ไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็น
ป่าช้าตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว
เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้.
จบธีตุสูตรที่ ๙

เมื่อเป็นเช่นนี้การเกิดมาชาตินี้อะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเราไม่ว่า "สุขหรือทุกข์" เมื่อได้รับแล้วคือเหตุที่เราเคยทำไว้แล้วมาก่อนทั้งสิ้น และเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ต้องได้รับการแก้ไขด้วยธรรมชาติ แพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นเพียงตัวช่วยทางหนึ่งเท่านั้น และผู้ที่เรียนแพทย์ ก็พึงรู้ด้วยว่าได้ไปเกี่ยวข้องกับบ่วงกรรมของคนผู้นั้นกับนายเวรของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่ก็มีวิธีที่ดีที่สุดทีจะทำการแก้ไขได้คือการรักษาพยาบาลให้ผู้คนนั้นได้บุญแล้วอุทิศให้นายเวรของผู้ป่วยคนนั้นตามสถานการณ์ อันนี้คือธรรมชาติอย่างหนึ่งที่จะเวียนว่ายวกวนซ้ำซากไปมากับดวงจิตที่ยังหนาด้วย "อวิชชา " ถ้าวันหนึ่งวันใด ที่พยายามขัดเกลา ทำความสะอาดดวงจิตนี้ไปจนเรียกว่าสะอาดดีพอแล้วนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องมาบ้า ๆ ตอบๆ โต้ ๆ กวนความรู้สึกอยู่กันอย่างนี้ :b23: :b30: :b41: เพราะเคยเกี่ยวข้องกันมาแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ :b8:


ขอขอบคุณ คุณไม่สายเกินไปที่กรุณาให้ข้อมูลและแนะนำทางแก้ไขให้กับปัญหาของดิฉันและครอบครัว
ตามที่ คุณได้แนะนำมาทางคุณแม่ก็ได้กระทำอยู่บางในบางส่วน อาจไม่ครบถ้วนตามที่คุณแนะนำ แต่อย่างน้อย ก็ ส่วนมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายซึ่งตามความคิดเห็นดิฉัน ก็ช่วยได้บางไม่น้อย เพราะเขาไม่ยอมกินยา ดิฉันขอขอบคุณในคำแนะนำและความปราถนาดีของคุณไม่สายเกินไปนะค่ะ ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ค. 2009, 23:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


จะถึงวันพระอาสาฬหบูชา แล้ว อย่าลืมไปทำบุญกับแม่ที่วัดนะ หากไปกับแม่ไม่ได้ก้ไปคนเดียว
หรือไปกับเพื่อนหรือพี่น้องคนอื่นก้ได้ ความทุกข์ในชีวิต เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ ควรศึกษาไว้
เมื่อเราเข้าใจสภาพมัน พร้อมวิธีรับมือกับมัน ย่อมจะไม่ทุรนทุรายกับทุกข์มากเกินไป
จริงๆน้องยังไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หากพูดไปก้ยืดยาว คงจะเข้าใจได้ยาก พี่ขอพูดเท่านี้ก่อน
โรคที่เป็นอยู่มันเกิดขึ้นได้ มันก้รักษาได้อย่าเพิ่งไปคิดมากกับมันนัก เพราะพี่เคยเจอคนลักษณะประเภท
นี้รักษาให้หายมาแล้ว การกินยาก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง ส่วนการทำบุญ ทำมหากุศล บอกได้เลยว่าช่วยได้ถึง
2-3 ส่วน น้องค่อยๆทำไป ในกท. นี้จะมีรู้มาแนะนำต่างๆนาๆ แต่จะมีสามวิธีเท่านั้นที่พี่สรุปได้
1. ให้รักษาทางการแพทย์ ให้หมอผู้เชียวชาญวินิจฉัยและบำบัดทางจิตพร้อมให้ยา

2. ให้ทำบุญให้มากที่สุด พร้อมรักษาศีล และสวดมนต์บทสำคัญอุทิศเน้นให้กับพี่สาวและเจ้ากรรมนายเวร ทำให้มากพอจนพี่สาวและคนในบ้านกลับมาสู่สภาพที่อบอุ่นปกติเหมือนเดิม

3. ให้มีสติอยู่กับความทุกข์ที่เกิดเมื่อพี่สาวสร้างปัญหา หรืออาละวาด หรือเถียงกันกับคนในครอบครัว
ต้องเข้าใจว่าต้องรับมือกับสิ่งนี่ตลอดเวลา และเข้าใจว่า นี่คือวิบากกรรมผลกรรมที่พี่สาวเราต้องรับ
ต้องชดใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4. อย่าไปสนใจกับปัญหานี้มาก ให้พยายามไม่คิด เพราะเราไม่ได้อยู่กับพี่สาวตลอดเวลาเหมือนกับแม่
แต่รับรู้ได้เพราะแม่โทรมาเล่าให้ฟัง...

ในบรรดา 4 ข้อนี้ ขอให้เทอเน้นข้อ 2 กับ ข้อ 3 ให้มากๆเลย เพราะนี่คือวิธีแก้ไขและรับมือกับพี่น้อง
ที่มีอาการเป็นโรคนี้โรคที่น่ารำคาญที่สุดและเหนื่อยใจสุด แต่พี่อ่านก้ไม่เหนื่อยใจเท่าไรหรอกนะ เพราะพี่ไม่ใช่เรา แต่พี่เข้าใจเราดี เข้าใจถึงคนเป็นโรคนี้ดีที่สุด พยายามรับฟังเราและไม่ยินดียินร้าย ซึ่งพี่ทำตามที่บอกไว้ในข้อ 4 เราไม่จำเป็นต้องคิดแทนพี่และแม่ตลอดเวลา หากเวลาเราเรียนไม่ได้อยู่บ้านก็ให้ทำตัวปกติ ให้วางปัญหานี้ ด้วยอุเบกขา ด้วยความปล่อยวาง แต่ปล่อยวางเป็นเป็นนะ ไม่ได้ทิ้งปัญหาหรือนิ่งดูดายเพียงแต่ มามีสมาธิกับการเรียนที่มหาลัยแทน นี่แหละถึงจะเรียกได้ว่าแก้ปัญหาถูกทาง แก้ที่ปัจจุบัน
อะไรที่เกิดแล้วนั่นคือบทเรียน อะไรยังไม่เกิดเป็นอนาคต อย่างเพิ่งไปกังวลกับมันนะ นี่เป็นคำพูดของหลวงพ่อจรัญ แต่พี่ฟังแล้วเอามาบอกต่อ หวังว่าจะเข้าใจและเอาไปใช้จนได้ผลดีนะ

ขออนุโมทนากับความเหน็ดเหนื่อยทั้งเรากับแม่เรา แต่พี่ว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง เพราะทุกวันนี้พี่ภาวนาพี่ก้นึกถึงเรากับพี่สาวกับแม่เรา ขอให้สู้ต่อไปจนกว่าพี่จะหายดีแล้วกันนะ :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39: :b39:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 08:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีเนื่องในวันเข้าพรรษาและอาสาฬหบูชา ค่ะคุณพี่อินทรีย์5
ในวันหยุดที่ผ่านมา ดิฉันก็ได้ไปทำบุญกับคุณแม่ พี่สาว แล้วก็ น้องชายค่ะ ไปกันหมดค่ะ นั่งรถจากที่บ้านไปกรุงเทพแล้วน้องชายก็มารับ และด้วยการกลับบ้านครั้งนี้ ดิฉันมีเรื่อง ดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับดิฉันและครอบครัวมาเล่าให้คุณอินทรีย์ 5 ฟังนะค่ะ
การกลับบ้านครั้งนี้ ทำให้ดิฉัน รู้ว่าพี่ของดิฉัน อาการดีขึ้น เขายิ้มและหัวเราะ (แม้นว่าจะนั่งหัวเราะคนเดียวก็ตามเหอะ)ได้มากขึ้น ปกติแล้วจะหวาดระแวง และ ออกมายืนด่าสิ่งที่ไม่มีตัวตน นอกจากนี้ เขายังคุยกับดิฉันได้ดีกว่าเมื่อก่อน กล้าที่จะสัมผัสตัวผู้อื่น (ทุกที รังเกียจ กลัวเชื้อโรค) อาการด่า ยังมีบ้าง แต่เบาลงเยอะ สำคัญที่สุดตอนที่เขาเข้ามากอดแม่แล้วบอกว่ารักแม่ แล้วก็คิดถึงคุณพ่อที่เสียไป (เล่นเอาดิฉันกับแม่น้ำตาร่วงเลย) ดิฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาดีขึ้นได้ขนาดนี้ แม้นยังไม่เต็มร้อย แต่อย่างน้อย ก็ทำให้คุณแม่สบายใจได้มากขึ้น เหนื่อยใจได้น้อยลง อาการเขาดีขึ้นโดยที่ไม่ได้กินยา ไม่ได้พบหมอ เขาอยู่กับแม่ แม่สวดมนต์ทำบุญไหว้พระ ขอ พร กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ภวนากับพระที่บ้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านนึกได้ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น ท่านก็ทำได้เท่านั้น
ตลอดระยะเวลาที่แม่อยู่กับพี่แม่คงใช้ความเป็นแม่ อย่างที่สุดอดทดอย่างที่สุด ดิฉันเห็นทุกครั้งที่เขากอดแม่ แม่ยิ้มแม่มีความสุข สิ่งนี้ทำให้ดิฉันสบายใจได้มากขึ้น เยอะ แล้ว อย่างไรก็ตามดิฉันก็ยังระลึกถึงคำแนะนำของทุกท่านรวมถึงคุณอินทรีย์ 5 ด้วยนะค่ะ ที่ให้กำลังใจ และขอแนะนำที่ช่วยเหลือดิฉันและครอบครัวได้มาก ขอบคุณสำหรับคำสวดมนต์ภวนาให้ครอบครัวดิฉันและคุณพี่สิ่งนี้คงเป็นส่วนหนึ่งให้ครอบครัวดิฉันดีขึ้น ดิฉันก็ภวนาขอให้กุศลผลบุญครั้งนี้ส่งผลให้คุณอินทรีย์ 5 และทุกท่านประสบแต่สิ่งที่สบายใจสบายกาย นะค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและกำลังใจค่ะ ขอบคุณค่ะ

ลูกหวาย

ปล. ต้องขออภัยที่ ใช้คำแทนตัวว่าดิฉัน ดูเป็นทางการไปสักนิดจะพยายามแทนตัวด้วยชื่อ หวายแล้วกันค่ะ หากมีโอกาศ คงได้คุยกับคุณพี่ในหัวข้อธรรมะอื่นบ้างนะค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.ค. 2009, 16:10
โพสต์: 298

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอให้ ทุกชีวิต เพื่อนร่วมโลก
พ้นทุกข์โศก เวียนวน จนสงสาร
สู่ พระธรรม มรรค ผล และนิพพาน
ทุกดวงจิต วิญญาณ ถ้วนทั่วเทอญ
:b8: :b8: :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 12:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ การแนะนำหรือช่วยปัญหาคนที่ประสบทุกข์ ถือว่าเป็นหน้าที่ชาวพุทธอยู่แล้วนะ
ด้วยความยินดี และขออนุโมนาบุญให้ผู้รู้ และผู้อ่านทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านพบแต่สิ่งดีๆ อย่างที่ k ลูกหวายได้อธิษฐานอวยพรด้วยแล้วกันนะ รู้สึกตื้นตันใจและยินดีแทน อาจจะเทียบไม่ได้เลยกับครึ่งหนึ่งที่เทอได้ประสบมากับตัวเอง แต่ขอให้ทำหน้าที่น้องสาวและลูกสาวที่ดีต่อไปแล้วกันนะ

เอาละพี่มีเรื่องดีๆ มาให้ลูกหวายและทุกๆคนได้อ่านกัน ถือว่าให้ซาบซึ้งถึงอานุภาพบุญจากการให้ทานด้วยและกัน เรื่องมีอยู่ว่า :b40:

อานิสงส์ของกฐินนั้นมันมีมาก คนที่ได้ทำอานิสงส์ในสมัยพุทธกาลในสมัยเก่าก่อน :b39:

ท่านกล่าวถึง ทินบาล ที่ทำกฐินกับมหาเศรษฐีได้อานิสงส์ปัจจุบัน ก็น่ามีอานิสงส์อย่างนั้น เพราะเขาทำกันจริงจัง มหาเศรษฐีทำบุญจองกฐินจะทอดกฐิน ในบ้านมหาเศรษฐีก็มีคนจำนวนมาก ทินบาล คนนี้ไม่มีความรู้อะไรไปอาศัยอยู่กับเศรษฐี เศรษฐีจะให้ทำการทำงานหน้าที่อะไร เขาก็ไม่มีความรู้ ทินบาล หมายถึง บุรุษที่รักษาสวนหญ้า ดายหญ้าให้มหาเศรษฐี แต่ละวันเศรษฐีก็ให้ข้าวพอได้อยู่ได้กินเป็นวัน ๆ ไปเท่านั้น ไม่มีเงินเดือนเงินดาวอะไร เพราะเขายากจนเข็ญใจ ได้กินวัน ๆ ก็เป็นพอของเขา โดยอาศัยอยู่กับมหาเศรษฐี :b44:

ถึงกาลถึงเวลากฐินเข้า เศรษฐีจัดการงานใหญ่โต เขาก็สงสัยว่าท่านเศรษฐีทำอะไรกันแบบนี้ แต่ก่อนเก่าไม่เห็นเคยทำ จะทำบุญสุนทานอะไร เศรษฐีก็ว่าจะทอดกฐิน เอ๊ะ กฐิน นี่...มันมีอานิสงส์อย่างไรเขาก็สนใจถาม เศรษฐีว่ามีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ ทำมหากฐิน

เขาก็ยินดีเต็มใจมีศรัทธา แต่ไม่มีอะไรที่จะอนุโมทนากับเศรษฐี เงินทองข้าวของก็ไม่มี มีผ้าผืนเดียวที่นุ่งอยู่เท่านั้น เราจะทำอย่างไร เราเกิดมาอดอยากยากจนไร้ทรัพย์อับปัญญา เพราะชาติเก่าก่อนเราไม่เคยทำบุญสุนทานอะไรมา เราจึงทุกข์ยากอนาถาอย่างนี้ จิตใจมันคิดวกไปอย่างนั้น อยากจะทำบุญทำกุศลร่วมกับมหาเศรษฐีเป็นอย่างยิ่ง แต่คิดหาอะไรไม่มีที่จะทำ ก็เห็นแต่ผ้าที่ตัวนุ่งอยู่ผืนเดียวเท่านั้น :b41:

เลยเปลื้องผ้าที่นุ่งออก หาใบไม้มาตัดนุ่งแทนผ้า นำไปซักฟอกแล้วนำไปขายที่ตลาด ได้เงินบาทเดียว เอามาอนุโมทนากับมหาเศรษฐีก็ พอดีข้าวของบริขารทุกอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง แต่ไปขาดอยู่ที่ด้ายเย็บผ้าไม่มีลืมซื้อมา เงินบาทนั้นเขาก็ไปซื้อด้ายมา เป็นด้ายเย็บผ้า พอเสียสละไปกับมหาเศรษฐีเท่านั้น เทวดาในหมื่นโลกธาตุแซ่ซ้องสรรเสริญเสียงเอิกเกริกโกลาหลซึ่งไม่เคยมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เสียงอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นเนื้อเห็นตัวอะไร แต่เสียงนั้นดังลั่นขึ้น เสียงสาธุการจากการให้ทานเงินบาทเดียว ที่ทินบาลทำไป ดังจนลั่นเข้าไปในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดิน :b42:

พระเจ้าแผ่นดินตกพระทัยว่าเกิดเรื่องอะไรใหญ่โตขึ้น เพราะไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน ก็เลยถามเรื่องต่าง ๆ ก็สาวกันไป จนทราบเรื่องว่า เป็นเสียงเทวดาอนุโมทนากฐินจากทินบาล ที่ได้เสียสละผ้านุ่งของตัว เอาใบไม้มาตัดนุ่งแทนผ้า อนุโมทนาร่วมกับมหาเศรษฐี พระเจ้าแผ่นดินได้ยินอย่างนั้น ก็ยินดีอยากจะพบหน้าทินบาล ส่งราชบุรุษในพระราชวังไปเชิญให้เข้ามาหา จะพระราชทานสิ่งของให้ แต่ทินบาลก็ไม่กล้าที่จะเข้ามา เพราะไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม จะเข้ามาในพระราชวังมาหาพระเจ้าอยู่หัวก็กลัวละอาย เขาไม่มา สั่งเสียมาว่า เขาไม่มีผ้าที่จะนุ่งเข้าไป พระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทานผ้าที่สวยงามมาให้แก่เขา เขาจึงเข้ามาในพระราชวัง :b39:

พระเจ้าแผ่นดินขอซื้อบุญกุศลจากทินบาล ทินบาลไม่ยอมขายจะซื้อเท่าไร ให้เท่าไรไม่ขาย บุญกุศลที่ตัวทำไป พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่มีข้อบังคับบัญชาที่จะให้เขาขายให้ ทินบาลไม่ขาย แต่ถ้าจะอนุโมทนาด้วย เขาให้อนุโมทนาด้วย พระเจ้าแผ่นดินอนุโมทนาแล้วจัดสิ่งของต่าง ๆ นา ๆ ให้จนทินบาลได้เป็นเศรษฐีในชาติปัจจุบัน นี่...อานิสงส์ปัจจุบันที่เขาทำกันอย่างจริงใจ นอกจากนั้น เมื่อหมดอายสังขารตายไปจากชาติมนุษย์ เขาก็ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสรวงสวรรค์ นี่...พูดถึงตำรับตำรา อานิสงส์ของกฐิน
ทินบาลผู้นี้หากหมดบุญอายุจากการเป็นเทพในสวรรค์แล้ว จะมาเกิดเป็นพระราชโอรสเมืองๆหนึ่งในยุคพระศรีอาริย์ฯ มีชื่อว่า เจ้าชายทินบาล แล้วได้ออกบวชเป็นเอหิภิกขุแล้วได้บรรลุอรหันตพร้อมด้วยเป็นพระอสีติ(เหล่าพระอรหันต์ผู้เป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่ง)ของพระพุทธเจ้าพระศรีอาริย์ และมีชื่อต่อมาภายหลังว่า "พระทินบาลเถระ"
:b40: :b39: :b40: :b39: :b42:

พวกเรา ท่านก็ไม่ทราบว่าสวรรค์อยู่ที่ไหน จะเป็นจริงหรือไม่ ก็อาจมีความสงสัยกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อเราได้ทำไปด้วยความศรัทธาความเลื่อมใส ทำไปด้วยความยินดีเต็มใจ นั้นแหละ...สวรรค์ คือใจของพวกเราท่าน มันสุข มันสบายเยือกเย็นภายใน ท่านจึงว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่เหมือนไฟไหม้ ไม่เหมือนโจรลักไป เพราะเราทำด้วยความเชื่อความเลื่อมใส ทำด้วยความยินดี เต็มใจ เป็นสวรรค์ ระลึกขึ้นเมื่อใด ที่เราทำไป ใจผ่องใส ใจเยือกเย็น ใจเป็นสุขนี่...สวรรค์ที่เราท่านจะทราบกัน :b39:

เมื่อใจเป็นสุขใจสบาย ใจเยือกเย็นอย่างนี้ ครั้นเราจากโลกไปเพราะความดีความเด่น ความเยือกเย็นความสุขในใจ เราก็ไปสู่สุคติ ถึงเราไม่เคยรู้เคยเห็นว่าสุคติอยู่ที่ไหน ความดีที่เราสะสม
:b40:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ค. 2009, 19:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณนะค่ะสำหรับเรื่องเล่า ดี ๆ ขอบคุณสำหรับกำลังใจและความปราถนาดี นะค่ะ
เรื่องที่เล่าให้ฟังเป็นประโยชน์มากค่ะ ให้ขอคิดและสติ มาก ดีใจจังค่ะที่ชาตินี้ได้เกิดเป็นคนไทย ได้นับถือศาสนาพุทธ
และที่สำคัญ ขอบคุณทุกท่านในเว็บบอรด์นี้นะค่ะ ถ้าไม่ได้เว็บบอรด์นี้ ดิฉันคงเครียด อีกนาน

ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ค. 2009, 22:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ขอบคุณนะค่ะสำหรับเรื่องเล่า ดี ๆ ขอบคุณสำหรับกำลังใจและความปราถนาดี นะค่ะ
เรื่องที่เล่าให้ฟังเป็นประโยชน์มากค่ะ ให้ขอคิดและสติ มาก ดีใจจังค่ะที่ชาตินี้ได้เกิดเป็นคนไทย ได้นับถือศาสนาพุทธ
และที่สำคัญ ขอบคุณทุกท่านในเว็บบอรด์นี้นะค่ะ ถ้าไม่ได้เว็บบอรด์นี้ ดิฉันคงเครียด อีกนาน

ขอบคุณค่ะ
ช่ายแล้วครับ คิดได้ถูกต้องมากๆแล้ว ต้องขอบพระคุณ ในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายของชาวพุทธเราทั้งหลายด้วย :b40: :b39: :b40:

รู้ไหมว่าทรัพย์ภายในมีอะไรบ้าง ทรัพย์ที่ว่าก็คืออริยทรัพย์ ซึ่งได้แก่
1. เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
2. มีหิริ ละอายต่อบาป
3. มีโอตตัปปะ สะดุ้งหวาดกลัวต่อบาป
4. เป็นพาหุสัจจะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังอะไรๆมามาก
5. จาคะ เป็นผู้เสียสละ เสียสละหรือแบ่งปันแก่ผู้ทุกข์ยากหรือด้อยโอกาสกว่าเราได้
6. เป็นผู้มีปัญญา รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งไม่เป็นประโยชน์
ที่เหลือนึกไม่ออก จำได้แค่นี้ เลยโพสท์เท่านี้ก่อนนะ :b16: :b39:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ค. 2009, 10:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


อินทรีย์5 เขียน:
อ้างคำพูด:
รู้ไหมว่าทรัพย์ภายในมีอะไรบ้าง ทรัพย์ที่ว่าก็คืออริยทรัพย์ ซึ่งได้แก่
1. เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
2. มีหิริ ละอายต่อบาป
3. มีโอตตัปปะ สะดุ้งหวาดกลัวต่อบาป
4. เป็นพาหุสัจจะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังอะไรๆมามาก
5. จาคะ เป็นผู้เสียสละ เสียสละหรือแบ่งปันแก่ผู้ทุกข์ยากหรือด้อยโอกาสกว่าเราได้
6. เป็นผู้มีปัญญา รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งไม่เป็นประโยชน์
ที่เหลือนึกไม่ออก จำได้แค่นี้ เลยโพสท์เท่านี้ก่อนนะ :b16: :b39:


ตอนแรกคิดว่าทรัพย์ภายนอกก็สะสมอยากอยู่แล้ว ดู ท่า ทรัพย์ภายใน ก็ คงยากเหมือนกัน แต่คงไม่เกินความพยายาม คงจะต้องใช้สติและปัญญาให้มาก ๆ แต่หวายจะสะสมทั้งทรัพย์ภายใน และ ภายนอกค่ะ ฮิๆ (ภายนอกนี้ก็สำคัญนะค่ะไม่มี คงลำบาก 555 +++)
สาธุ ค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ค. 2009, 14:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1051

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: Bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


:b1: สวัสดีค่ะ lookwhy อ่านแล้วก็มีความสุขใจด้วยคนนะคะ :b16:
เวลาทุกข์เราก็ทุกข์กับเค้า แต่พี่ว่าเวลาสุข (เห็นเค้ามีความสุข) เราจะมีความสุขยิ่งกว่าเค้านะคะ
มองอะไรมันก็สดใสไปหมดนะ :b52: :b53:

.....................................................
    มีสิ่งใด น่าโกรธ อย่าโทษเขา.... ต้องโทษเรา ที่ใจ ไม่เข้มแข็ง
    เรื่องน่าโกรธ แม้ว่า จะมาแรง ....ถ้าใจแข็ง เหนือกว่า ชนะมัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ค. 2009, 17:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


O.wan เขียน:
:b1: สวัสดีค่ะ lookwhy อ่านแล้วก็มีความสุขใจด้วยคนนะคะ :b16:
เวลาทุกข์เราก็ทุกข์กับเค้า แต่พี่ว่าเวลาสุข (เห็นเค้ามีความสุข) เราจะมีความสุขยิ่งกว่าเค้านะคะ
มองอะไรมันก็สดใสไปหมดนะ :b52: :b53:

ถูกต้องค่ะ
การให้ เป็นสิ่งที่ดี ค่ะ ทำให้ทุกคนมีความสุข ต้องรู้จักให้ก่อนที่จะรับ ค่ะ สาธุ หวังว่าทุกท่านสบายดีนะค่ะ ช่วงนี้หวัดระบาด ก็รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ

ลูกหวาย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2009, 13:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


ทรัพย์ภายในตัวสุดท้ายที่พี่ลืม นึกไม่ออกน่ะก็คือ

ศีล.... รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย .... โดยอาศัยสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวเองตลอดเวลา
(สติ คือรู้ตัวว่าขณะนั้นเรากำลังจะทำอะไร
สัมปชัญญะคือรู้ตัวในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตลอดเวลา)
รวมกันก็คือ "สติ" คำเดียว นี่แหละ :b40: :b40:
ซึ่งทรัพย์ภายใน ยังมีอีกเยอะแต่ยกมาเท่านี้แหละ

แวะผ่านมาเลยโพสท์ให้น้องลูกหวายมาอ่าน คงสบายดีเหมือนเดิมนะ วันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว
จะทำอะไรก้วางแผนตัดสินใจให้ดีนะ :b40: :b39: :b39: :b39:

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2009, 14:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีค่ะ คุณอินทรีย์ 5
ขอบคุณสำหรับความรู้ด้าน ธรรมมะ นะค่ะแหม ๆ ต้องขอบคุณมากค่ะที่เตือนสติ แต่ก็จริง ถ้าคุณพี่ไม่บอกว่าวันนี้วันศุกร์ หวาย ก็ยังคงนึกว่าเป็นวันพฤหัสบดี อยู่ จริง นะ ค่ะ 555 +++ แสดงว่าไม่มีสติตอนนี้ หวายกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ ได้มาจากพี่ที่รู้จักของ ท่าน ว.วชิรเมธี เรื่องรักแท้คือกรุณา มีเรื่องเกี่ยวกับ พรหมวิหาร 4 ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่เคยผ่านหูผ่านตา ตอนเรียน พระพุทธศาสนาที่เป็นวิชาบังคับเลือกสมัยมัธยม นะค่ะ ตอนนั้นเรียนไปแต่เหมือนไม่ได้คิดตาม พอได้อ่านหนังสือเล่มเนี้ย อ่านไปก็คิดตาม อ่านเรื่อย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้เข้าใจ แล้ว เข้าถึง เริ่ม จะจำได้บางแล้วค่ะ ไม่ใช่จำอย่างเดียวนะค่ะ เข้าใจด้วยค่ะ พระอาจารย์ท่านว่า "ผู้ที่จะปฏิบัติพรหมวิหารธรรมในใจได้นั้นต้องมี พุทธภาวะ คื่อมีปัญญา มีวิสุทธิภาวะ คือมีจิตที่หลุดพ้นจาก อวิชชา และมีกรุณาภาวะ คือรักแท้ที่เป็นเรือนใจจึงจะสามารถปฏิบัติพรหมวิหารธรรมได้อย่างสมบูรณ์" เหมือนจะมีไม่กี่ข้อ แต่คิดดูแล้วทำอยากนะค่ะ 555 +++ เนื้อหาในเล่ม ก็นำเสนอเกี่ยวกับ ความรักในแบบต่าง ๆความรักทางโลกและทางธรรม ที่เป็นรักที่แท้จริง หวายยังอ่านไม่จบ หรอกค่ะ แต่ก็ได้รับเนื้อหา พอสมควร
แต่พอคุณพี่ พูดเรื่องทรัพย์ภายใน ก็ทำให้นึกถึงเวลาไปวัด พระท่านเทศน์ให้ฟัง อยู่เรื่อง ทรัพย์ภายในและภายนอก เคยผ่านหู ไปบาง แต่ก็ไม่เยอะเท่า พี่พูดมาค่ะ
อย่างหนึ่งในการเกิดเป็นคนพุทธ ตอนจำความได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าหลักของศาสนาเป็นอย่างไร โตมาเป็นวัยรุ่น ก็ ยังไม่ค่อยสนใจเท่าไร ดีว่าได้เพื่อนดี (เป็นโชคค่ะ ที่เกิดมาชาตินี้ พบพานแต่คนดี ๆ)เขาก็สนใจเรื่องธรรมะ ก็พอได้อ่านได้ศึกษากับเขาบ้าง เรื่องสติที่พี่ว่าก็สำคัญความจริงก็ขาดสติเป็นพัก แต่ จะพยายาม ทำให้ได้อย่างพี่แนะนำนะค่ะขอบคุณค่ะ ช่วงนี้ฝนตกดูแลสุขภาพด้วยนะค่ะ ตอนนี้มีคนกลัวเป็นหวัดซะส่วนใหญ่ ส่วนหวายเอง ไม่กลัวค่ะ ตากฝนอยู่ สองสามวัน ก็ ไอ ยังไม่หาย ไข้ไม่มีแล้ว ไม่เป็นไร มาก คิดว่า ถ้าชิงเป็นก่อนช่วงนี้ได้ภูมิต้านทานแน่นอน จะไม่กลับมาเป็นอีก สำคัญต้องร่างกายแข็งแรง รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ

ลูกหวาย

อินทรีย์5 เขียน:
ทรัพย์ภายในตัวสุดท้ายที่พี่ลืม นึกไม่ออกน่ะก็คือ

ศีล.... รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย .... โดยอาศัยสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวเองตลอดเวลา
(สติ คือรู้ตัวว่าขณะนั้นเรากำลังจะทำอะไร
สัมปชัญญะคือรู้ตัวในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตลอดเวลา)
รวมกันก็คือ "สติ" คำเดียว นี่แหละ :b40: :b40:
ซึ่งทรัพย์ภายใน ยังมีอีกเยอะแต่ยกมาเท่านี้แหละ

แวะผ่านมาเลยโพสท์ให้น้องลูกหวายมาอ่าน คงสบายดีเหมือนเดิมนะ วันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว
จะทำอะไรก้วางแผนตัดสินใจให้ดีนะ :b40: :b39: :b39: :b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2009, 19:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุเคราะห์กันด้วยธรรม ดูแล้วละมุนละไมอุ่นใจดีจริงๆครับ
สาธุๆๆ

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2009, 21:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 00:13
โพสต์: 36


 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
อนุเคราะห์กันด้วยธรรม ดูแล้วละมุนละไมอุ่นใจดีจริงๆครับ
สาธุๆๆ


ถ้าคุณชาติสยาม มีข้อหรือบทความทางธรรมะมาแนะนำ ลูกหวายก็ยินดี รับไว้นะค่ะ การเข้ามาที่เว็บบอดรด์นี้ ก็ เป็นเรื่องที่ดีของหวายแล้วค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ส.ค. 2009, 19:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


วันนี้มีเวลามาโพทส์คุยกะลูกหวาย จะบอกว่า
ถ้ามี สติและสัมปชัญญะแล้วจะทำให้เกิดทาน 3 อย่าง
เป็นทาน 3 อย่างที่ได้จากการเจริญกรรมฐาน
ดูได้ตามนี้ :b39: :b39: :b40: :b40: :b44: :b44: เผื่ออ่านแล้วจะได้ใช้ :b48:

http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=172736#post172736

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 84 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร