วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ย. 2020, 10:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 01:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 00:21
โพสต์: 1


 ข้อมูลส่วนตัว


ผมเป็นสมาชิกใหม่คับ...เพราะว่ามีเรื่องขึ้นผมเป็นทุกข์ใจมากๆๆ
เข้าเรื่องเลยละกัน
ผมได้ไปมีอะไรกับคนที่มีครอบครัวแล้ว...ผมรู้สึกผิดบาปมากเลยคับและไม่สบายใจมาก..ทั้งที่สงสารแฟนของคนที่ผมมีอะไรด้วย...แล้วคนที่ผมมีอะไรด้วยเขาบอกว่ามันไม่มีอะไรหรอก..แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี...ผมเป็นคนที่เชื่อเรื่องบาปพอสมควร....ผมควรทำอย่างไรดีคับที่จะผ่านตรงจุดนี้ไปได้ช่วยแนะนำผมที..คือว่ามันเป็นทุกข์ใจมากๆ เลยคับ จะขอบคุณมากเลยคับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 01:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 พ.ค. 2004, 12:30
โพสต์: 147


 ข้อมูลส่วนตัว www


กรรมที่เกิดไปแล้ว เมื่อรู้ได้เองแล้วว่าไม่ควร ก็ควรเลี่ยงออกห่างเรื่องที่จะทำให้ผิดเสียซ้ำเก่า หากว่าทำอะไรซักอย่าง เพื่อแก้ด้วยความสำนึกได้ ก็พึงตั้งตนให้ถูก เมื่อตั้งได้ดีแล้ว ก็พึ่งนำพาให้ผู้อื่นที่เห็นผิดได้ มีความเห็นที่ถูก ... ที่ผิดแล้ว รู้สึกผิดชอบชั่วดี ยอมรับว่าได้ทำผิด มีการนำมาบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้ทำผิด ก็เรียกว่า สิ่งที่ทำได้ ที่ควรทำได้ทำดำเนินมาถูก มาดี ... แล้วนะ

ส่วนที่ว่าสงสาร ก็สงสารตนที่ได้ทำ สงสารหญิงเจ้าดีกว่า ได้ทำไม่ดีไว้ อันมาจากกิเลส ก็ย่อมก่อกรรม และวิบาก

เมื่อวิบากส่งมา ก็พึ่งอดทน เมื่อระลึกดีๆ อยู่เสมอ วิบากเท่าไร ใช้ให้หมด ยังไงก็หมด ไม่ทำไม่ดีเพิ่ม ยังไงก็แก้ไขได้ ... เป็นกำลังใจให้เดินอยู่ในเส้นทางที่ดีๆเสมอๆ สม่ำๆแต่นี้ และต่อๆไป ขอรับ

** กรรมที่เกิดไปแล้วไม่มีอะไรน่าพูด (ความวุ่นไม่มีอะไรดี ภาวนาเอาความสงบไปนะ) ^ ^


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 01:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2004, 09:18
โพสต์: 280


 ข้อมูลส่วนตัว


สำนึกผิดก็ดีแล้วครับ เอาไว้เตือนใจเป็นอุทาหรณ์ว่า ต่อไปเราจะไม่ทำอย่างนี้อีก
อะไรที่พลั้งพลาดไปแล้ว มันก็คงจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

แต่ก็ใช่ว่า เราจะต้องทนเสียใจสำนึกผิดแบบนี้อยู่ร่ำไป

เริ่มต้นใหม่ก็ได้ครับ อดีตผ่านไปแล้ว ปล่อยมันไป
ต่อแต่นี้ เราจะเป็นคนใหม่ เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีก
เริ่มต้นด้วยการ ถือศีล ๕ จากนี้ไปอันไหนที่มันผิดศีล ๕ นี้เราจะไม่ทำอีก

หันหน้ามาสู่ทางธรรมดีแล้วครับ อนุโมทนาด้วย


:b43: :b39: <-- ดูซิครับ ตะวันสดใส ชีวิตใหม่รออยู่ ต่อไปนี้เราจะเป็นมนุษย์ผู้มีศีล ๕

.....................................................
ผมเลือก อานาปานสติครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 12:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ม.ค. 2009, 13:25
โพสต์: 6


 ข้อมูลส่วนตัว


:b29: คุณอาจมีวาสนาต่อกัน จึงได้มาเจอกัน...
คุณรู้สึกตัวว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นบาป..แสดงว่าคุณยังเป็นคนที่มีจิตใจดีอยู่
คุณสองคนอาจจะเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมาก่อน..จึงได้มาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ทางออกที่ดีที่สุดของคุณ คือต้องบริหารจิตใจ บริหารความทุกข์..
ให้ดี..(ซึ่งมันอาจจะทำยากซักหน่อย) และต้องใช้เวลาแล้วมันจะดีขึ้นเอง
มันมีเกิดขึ้น..คงอยู่ และดับไป.. :b29:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 13:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


อ้างคำพูด:
ผมควรทำอย่างไรดีคับที่จะผ่านตรงจุดนี้ไปได้ช่วยแนะนำผมที..คือว่ามันเป็นทุกข์ใจมากๆ เลยคับ


อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้น จะมีตลอดไป... อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไข... หนทางที่เร็วที่สุดคือ เปลี่ยนอารมณ์... ท่านใดมีทุกข์ ขอให้มันผ่านไปโดยไวครับ.....


เมื่อเราเกิดมาย่อมได้รับ ทั้งสุขและทุกข์ ปะปนกันไปอยู่แล้ว แต่เมื่อทุกข์ที่สุดเราควรจะทำอย่างไร

เมื่อความทุกข์ที่สุดมาถึง สิ่งที่ควรระลึกถึงมีสองสามอย่างคือ


หนึ่ง อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้นจะมีตลอดไป เพราะมันจะไม่คงอยู่ตลอดไป เดี๋ยวมันก็จางไป

สอง อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะจะมีทางแก้ไขเสมอ เพียงแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออกเท่านั้น

สาม อย่านึกว่าต่อไปนี้เราจะไม่ได้รับสิ่งดีๆ อีก เพราะเมื่อทุกข์ผ่านไป เราจะยังมีความสุข สนุกสนาน ได้อย่างเดิมแน่นอน

และสุดท้ายคือ ให้นึกถึงคนข้างหลัง ที่เขาจะต้องเศร้า ได้รับการกระทบกระเทือน จากการกระทำด้วยอารมณ์ของเรา

เมื่อทุกข์ที่สุดมาถึงสิ่งที่เราต้องทำทันที ในขณะที่ยังตั้งตัวปรับใจไม่ทันก็คือ
รีบหาทางเปลี่ยนอารมณ์

เมื่อเราไปเจอคนอื่นทุกข์สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือช่วยเปลี่ยนอารมณ์เขาก่อน จากนั้นสติจึงจะตามมา

ความทุกข์ที่มากสุดจะแก้ได้เร็วและง่ายที่สุด ด้วยการเปลี่ยนอารมณ์

ดึงอารมณ์ออกจากสถานการณ์นั้นก่อน อาจง่ายๆ เพียงแค่ทำอะไรที่ชอบ ฟังเพลง ดูหนัง หาของอร่อยกิน ชวนเพื่อนไปเที่ยว ชวนคุยเรื่องอื่น ลืมเรื่องทุกข์ไปชั่วคราวก่อน บางทีก็เบาบางได้เอง ที่สำคัญถ้ามีเพื่อนดี จะเบาบางไปได้มากที่สุด ที่ไม่ควรทำคือดื่มสุรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ควรหันไปดื่มเหล้าเบียร์ เพราะการกินเหล้าก็ดับทุกข์ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีข้อเสียกว่าคือ จะยิ่งโกรธง่าย น้อยใจง่ายและโมโหง่ายกว่าเดิม และไม่มีสติยับยั้งความโกรธ หรืออารมณ์ที่รุนแรงเหล่านั้น เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ได้ ใจจะเข็มแข็งมากพอที่จะแก้ในขั้นต่อไป


ขั้นต่อไป

คือพยายามตั้งใจใช้สติคิดว่าจะแก้ได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล สายไปแค่ไหนแล้วและแก้ได้หรือไม่ ทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้ ขั้นสุดท้ายคือ ทำให้ใจของเรายอมรับสิ่งนั้นให้ ได้ ใจของเราจะยอมรับได้ คิดได้ ปลงตกได้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ

ท่านพุทธทาสภิกขุ

สอนว่า
โดยสรุปรวมในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาจสรุปเป็นแบบหนึ่งได้ว่า

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายย่อมไม่ได้ดั่งใจเรา มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาด้วยเหตุและปัจจัย จึงไม่สมควรที่จะไปหลงยึดมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา สิ่งทั้งหลายไม่ได้ดั่งใจทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร รวยเพียงใด อำนาจล้นฟ้าขนาดไหน ต่างก็มีความทุกข์ประจำตัวประจำอยู่ทุกคนทั้งสิ้น



เมื่อคนคนหนึ่งประสพอุบัติเหตุขาขาดสองข้าง เขาจะรู้สึกอยากตายไม่อยากอยู่ จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แต่ผ่านไปสักสองปี ไปดูอีกทีกำลังหัวเราะอยู่เพราะดูละคร ส่วนเรื่องขาขาดก็นั่งรถเข็นเอา และก็ชินเสียแล้ว ไม่เสียใจมากเหมือนตอนขาขาดใหม่ๆ บางคนแฟนตายไปเสียใจแทบตายตาม ผ่านไป 3 ปี มีแฟนใหม่แล้ว มีความสุขดีมากเลย ความทุกข์จึงเป็นของไม่เที่ยงเสมอ เช่นเดียวกับความสุข เพียงแต่ว่าตอนทุกข์ ให้ผ่านวันเวลาไปได้ ไม่ด่วนตายไปเสียก่อน เมื่อทุกข์ผ่านไป จะมีสิ่งดีๆ ตามมาได้แน่นอน


และเมื่อมองย้อนไป ความทุกข์เหล่านั้นมันก็เท่านั้นเอง เมื่อเราอ่านมาถึงตอนนี้ ก็ขอให้ลองใช้เวลานี้ นึกถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์และสุขของเราดู อดีตนั่นแหละที่จะสอนตัวเราในความจริงแห่งธรรมะ ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่สอนว่าเมื่อเราพิจารณาได้เอง ว่านี้เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีแก่จิตใจจึงค่อยเชื่อ การจะพิจารณาได้อย่างนั้น จะต้องมีประสบการณ์ในความรู้สึก แบบนั้นในอดีตมาก่อน อดีตจึงเป็นธรรมะที่สอนใจได้เป็นอย่างดี

ทุกข์ที่สุดจะเกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่สุด

สิ่งใดที่เรารักมากยึดมากว่าเป็นตัวเราหรือของเรา สิ่งนั้นถ้าขาดหายไปจะทำให้ทุกข์ถึงที่สุด ถ้าเรารักความสวยงาม เมื่อเสียโฉมจะทุกข์ที่สุด ถ้าเรารักสามีหรือภรรยา เมื่อเขานอกใจ หรือเสียเขาไปจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักลูก ลูกหายหรือพิการหรือตายจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักยศถาบรรดาศักดิ์เมื่อสูญเสียจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักตนเอง เมื่อทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ หรือโรคที่รักษาไม่หายก็จะทุกข์ที่สุด

แต่ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้นเลย ก็ไม่มีอะไรจะทุกข์กับสิ่งนั้น ไม่มีลูกก็ไม่ทุกข์กับลูก ไม่มีแฟนก็ไม่มีทุกข์จากแฟน ไม่มีทรัพย์สิน ก็ไม่ทุกข์กับทรัพย์สิน หรือถ้าเรามีแต่ทำใจไว้เสมือนไม่มี หรือทำใจไว้ว่าของที่มีมันไม่เที่ยงย่อมแปรปรวนไป ก็จะทุกข์น้อยลง ยิ่งยึดมั่นได้น้อยลงเท่าไรก็ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเป็นสัดส่วนไป เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่ทุกข์เลย หมายความว่าไม่มีอะไรทำให้ทุกข์ใจได้อีกเลย แต่ความเจ็บปวดยังมีตราบเท่าที่มีสังขารร่างกายอยู่ เพียงแต่ความทุกข์กายอันนั้น จะไม่สามารถมากินใจให้ทุกข์ใจได้เลย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น มักเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคิดจะทำความดี

เพราะธรรมชาติของเราจะหลงลืมและเพลินในสุข ซึ่งความสุขส่วนมากที่เราชอบ มักจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงทั้งสิ้น พระพุทธองค์เห็นข้อนี้จึงสละทุกสิ่งออกบวชแสวงหาธรรมะ แต่อย่างเราๆ มักจะไม่คิดเรื่องนี้จนกว่าจะทุกข์ เสียก่อน เราจึงพบว่าคนจำนวนมาก ได้ประพฤติธรรมะ ได้ทำสิ่งดีๆ แก่ตนและผู้อื่นเพราะประสพกับความทุกข์มาแล้ว ดังนั้นเมื่อมีทุกข์นั่นคือเราได้อยู่ใกล้ธรรมะแล้ว ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็มักจะมีสิ่งดีโอกาสดี และเราเองก็จะดำรงอยู่ในความดีมากขึ้น ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่โลกเช่นนี้มาตลอด


เมื่อเราทุกข์หรือพบคนที่ทุกข์ อย่าลืมเปลี่ยนอารมณ์ ตั้งสติหาทางแก้ไข ใช้ความดีเอาชนะสิ่งไม่ดี

ทุกข์ย่อมไม่เที่ยง ย่อมผ่านไป เป็นธรรมดา
และเราก็มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดี ได้ปรับปรุงตนเป็นคนดีเสมอ




ลองอ่านในนี้ครับ
http://www.dhammajak.net/dhamma/1.html



ทำผิดแล้วรู้ตัวว่าผิด แก้ตัวใหม่ทำในสิ่งที่ดีที่พึงกระทำ

เพราะการทำความดีไม่ใช่สิ่งน่าอาย….เริ่มต้นเสียแต่วันนี้ก่อนที่จะสาย

ก่อนที่จะไม่มีกายสังขารให้เริ่มต้น

มนุษย์มีกายสังขารจึงสามารถปฏิบัติและบำเพ็ญธรรมได

แล้วท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าชาติหน้า

ท่านจะได้เกิดมาในร่างของมนุษย์อีก


:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 23:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


cosmo1234 เขียน:
ผมควรทำอย่างไรดีคับที่จะผ่านตรงจุดนี้ไปได้ช่วยแนะนำผมที..คือว่ามันเป็นทุกข์ใจมากๆ เลยคับ จะขอบคุณมากเลยคับ

ไม่ต้องทำอะไรครับ...โดยเฉพาะทำเหมือนเดิมอีก อันนี้ต้องเลิกเด็ดขาด... :b13:
หรือหากอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้สึกว่าได้ชดใช้กรรมที่ทำไป กระผมขอแนะนำให้ลองลงโทษตัวเองด้วยการไม่ทำให้อสุจิเคลื่อนสัก 6 เดือน เป็นไงครับ :b13: :b13:

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 23:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ม.ค. 2009, 22:30
โพสต์: 61


 ข้อมูลส่วนตัว


ทำใจยอมรับ สิ่งที่ได้ทำไปแล้ว

และมองให้เห็นว่า การผิดศีลข้อ 3 มีโทษ ต่อตัวเอง และ ผู้อื่น

ผลแห่งกรรม เกิดขึ้นที่ใจ มีความทุกข์ หวนนึกถึงก็ทุกข์

นำความทุกข์นั้น มาสอนใจ

คิดอยู่เสมอว่า เราจะไม่ผิดศีลแบบนี้อีก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร