วันเวลาปัจจุบัน 17 พ.ย. 2019, 19:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 175 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 12  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 04:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สำหรับท่านผู้ใหม่ ประเด็นที่กรัชกายกับคุณพลศักดิ์กำลังถกกันอยู่นี้ พวกเรากำลังเรียนรู้ขีวิต(รูปนาม)
ตามสภาวะอยู่นะครับ มิใช่โดยสมมุติหรือบัญญัติ เข้าใจอย่างนี้ก่อน :b42:

ถึงคุณพลศักดิ์ :b1: อย่าเพิ่งไปไกลคุณค้นหา อัตตา ให้ได้ก่อน กรัชกายจะยกเอาศัพท์บาลีล้วนๆมาให้คุณค้นหา อัตตา แล้วระบุลงไปว่าข้อไหน "อัตตา" ดูครับ

1.รูป
2.เวทนา
3.สัญญา
4.สังขาร
5.วิญญาณ

ไหนครับอัตตา :b38: ข้อ 1 หรือ ข้อ 2 ฯลฯ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 15:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
สำหรับท่านผู้ใหม่ ประเด็นที่กรัชกายกับคุณพลศักดิ์กำลังถกกันอยู่นี้ พวกเรากำลังเรียนรู้ขีวิต(รูปนาม)
ตามสภาวะอยู่นะครับ มิใช่โดยสมมุติหรือบัญญัติ เข้าใจอย่างนี้ก่อน :b42:

ถึงคุณพลศักดิ์ :b1: อย่าเพิ่งไปไกลคุณค้นหา อัตตา ให้ได้ก่อน กรัชกายจะยกเอาศัพท์บาลีล้วนๆมาให้คุณค้นหา อัตตา แล้วระบุลงไปว่าข้อไหน "อัตตา" ดูครับ

1.รูป
2.เวทนา
3.สัญญา
4.สังขาร
5.วิญญาณ

ไหนครับอัตตา :b38: ข้อ 1 หรือ ข้อ 2 ฯลฯ



อัตตาของเรามันซ่อนอยูในอนัตตา หรือ อัตตาทิฏฐิ หรือ อัตตาอุปทาน

ทั้ง 5 ตัวนั่นแหละมีอัตตาซ่อนอยู่

อัตตา นี้ก็คือ พุทธะ หรืออสังขตธาตุ หรือ ธรรม=ธรรมกาย

หรือก็คือ อสังขตธาตุ พุทธะ หรือ ธรรม=ธรรมกาย ซ่อนอยู่ในสังขตธาตุ นั่นเอง


พระพุทธเจ้าของเราตอนที่ยังเป็นมนุษย์(สังขตธาตุ)อยู่ สิ่งที่เป็นพระพุทธเจ้าคือ
พุทธะ หรือธรรมกาย ที่อยู่ในร่างของท่าน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 15:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
อัตตาของเรามันซ่อนอยูในอนัตตา หรือ อัตตาทิฏฐิ หรือ อัตตาอุปทาน
ทั้ง 5 ตัวนั่นแหละมีอัตตาซ่อนอยู่


:b5: คุณพลศักดิ์กล่าวว่า -(อัตตา ของเรามันซ่อนอยูใน อนัตตา หรือ อัตตาทิฏฐิ หรือ อัตตาอุปทาน)

ถามอีกนิดว่า อัตตาทิฏฐิ กับอัตตาอุปทาน อะไรของคุณ แปลว่าอะไรครับ ถึงเป็นไวพจน์ของอนัตตา
อัตตาทิฏฐิ หรือ อัตตาอุปทาน แปลว่า อะไร หมายถึงอะไร

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 16:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 09:55
โพสต์: 405


 ข้อมูลส่วนตัว


ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลของกันและกัน...

นิพพานเป็นอย่างไร? ผู้ใดเข้าถึงแล้วเท่านั้นจะรู้ได้

หากยังไม่เข้าถึง ความรู้ความเห็นต่างๆ ของเขานั้นยังจัดว่าเป็นระดับของ "สุตตะ" หรือจำเขามาเท่านั้น

ผู้ที่เข้าถึงแล้ว คือ อย่างน้อยโสดาบันเป็นต้นไป ที่ต้องมีศีล 5 สมบูรณ์เป็นอย่างน้อย, มีสมาธิปานกลาง คือ ระดับละนิวรณ์ห้าได้, และมีปัญญาปานกลาง ตัดสังโยชน์ 3 ประการแรกได้ นี่แหละจะรู้จริงๆ ว่าสภาวะนิพพานเป็นอย่างไร แต่จะกล่าวไปใย กับผู้ยึดติดอยู่ในสัสสตทิฐิ หรืออุจเฉจทิฐิ พระพุทธเจ้ายังทรงไม่ตรัสเลย ยิ่งหากเป็นทิฐิขนาดระดับเจ้าลัทธิยิ่งเปล่าประโยชน์ จะมีผลเสียมากกว่าผลดีนะ ยกเว้นผู้นั้นเขาอยากรู้จริงๆ ก็ตรัสไป หรือถ้าเป็นในปัจจุบันหากเขามาเผยแผ่สิ่งที่เราเห็นว่าผิดคำสอน เราก็เพียงแต่บอกสิ่งที่คิดว่าถูกไปเท่าที่จะทำได้ก็เท่านั้น

ดังนั้น เสนอทฤษฏีหรือความรู้อะไร ก็เพียงเอากันให้เข้าใจว่าต่างฝ่ายคิดเห็นอย่างไร แต่อย่าให้ถึงขั้นจะบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อตามคำในอีกฝ่ายหนึ่งเลยจะดี

"อย่าให้ถึงขั้นเอาสิ่งที่จำมาชนะกัน อย่าเอาสุตตะมาเถียงกัน"

"เรามีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจะทำกรรมอันใดไว้ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จะต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น โดยแท้จริงแล้ว ไม่ใช่เราเท่านั้นที่เป็นอย่างนี้ สัตว์ที่มีการมา การไป การอุบัติ การจุติ ย่อมจะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นอย่างนี้ไปได้"

แนะนำไปแล้วสอนไปแล้ว ใครเขาจะเชื่อหรือไม่? ช่างเขาเถอะ เราทำดีที่สุดแล้ว แสดงเหตุผลให้บุคคลต่างๆ เห็นในแง่มุมที่หลากหลายแล้ว ต่อไปสุดแต่กรรมของเขาแล้วล่ะ ปล่อยวางได้ก็จะไม่ทุกข์ ค้นพ้นสุขแท้นั้นคือนิพพาน

ขอให้เจริญในธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 16:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณศิรัสพลล่ะครับ มีความเห็นอย่างไร ต่อประเด็นที่ว่า ในรูป..ในเวทนา...ในสัญญา...ในสังขาร...ในวิญญาณมีอัตตาซ่อนอยู่

หรือเราปฏิบัติธรรมหรือทำกรรมฐานเพื่อแสวงหาอัตตาในรูป...ในเวทนา..ในสัญญา...ในสังขาร..หรือในวิญญาณ :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 17:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณกรัชกายครับ



อย่าไปพูดเรื่องอัตตาต่อเลยครับ ผมอุตส่าห์ถอดรหัสอัตตาที่พระพุทธเจ้าตรัสมาลง ยังลงไม่ได้เลย
เว็บนี้เขาต้องการให้คุณรู้ไม่จริงมั้ง เพื่อปกป้องสัทธรรมปฏิรูป ที่สอนผิดๆถูกๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 17:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เราพูดต่อให้จบๆไปก็ได้ เรื่องนี้จบก็ยกเรื่องใหม่ขึ้นสนทนากันอีก จนกว่าเว็บจะปิดตัวเองไป :b1: กรัชกายว่าสำคัญนะ คำว่า อัตตา และความหมายอัตตา เมื่อเข้าใจผิดมีผลกระทบถึงการตรึกข้อธรรม และการปฏิบัติกรรมฐานด้วย เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้วก็ไม่ต้องไปแสวงหาอัตตาให้เสียเวลาเป็นปปัญจนีกธรรม

เราไม่ได้ทะเลาะหรือโต้เถียงกันอย่างไร้สาระมิใช่รึ แต่ต้องการรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายนำเสนอมีที่มาอย่างไร ฯลฯ ตรวจสอบแล้วลงกันตรงกันกับคัมภีร์ที่มาก็หยุดอยู่แค่นั้น

เอามุมมองแต่ละคนๆพร้อมหลักฐานมาวางแบให้พิจารณาด้วย บางทีนะเราอ่านตำราพระสูตรแล้วตีความแต่เพียงผู้เดียวอาจตีความสำนวนภาษาผิดก็เป็นได้

ให้คิดสะว่าเรามาชำระทิฏฐิกันไม่มีอะไรเสียหาย ผู้แสวงความรู้ก็มีก็ได้มุมมองสองมุมให้เทียบ เหมือนมีสูงมีต่ำเทียบ จึงรู้ว่าอันนี้สูงกว่าอันนี้อันนี้ต่ำกว่า มีขาวมีดำเทียบ ก็รู้ว่าสิ่งนี้ดำสิ่งนี้ขาว ฯลฯ
พูดให้เข้าหลักก็ว่า เราจะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นกุศลก็ต้องมีอกุศลเข้าเทียบ เราจะรู้ว่ากุศลควรเจริญ อกุศลควรละ ก็
ต้องเห็นคุณของกุศลและเห็นโทษของอกุศล ดังนี้เป็นต้น :b1: :b12:
...

ศึกษาความหมายกว้างๆเกี่ยวกับขันธ์ 5 และอัตตา ฯลฯ ที่

viewtopic.php?f=2&t=18843

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 20:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณกรัชกายครับ



ผมอุตส่าห์ใช้เวลาเขียมเกือบชั่วโมง กระทู้โดนลบไปแล้ว ผมก็ขี้เกียจเขียนใหม่
เอาเป็นว่าบุญบารมีคุณยังไม่พอจะรู้ความจริงเรื่องนี้ สักวันคุณจะรู้เองว่า

อัตตา=ธรรม=ธรรมกาย=อสังขตธาตุ=พุทธะ=พระเจ้า = ธรรมขันธ์(ธาตุ)=อายตนนิพพาน
สิ่งนี้เที่ยง ไม่เป็นทุกข์ ไม่แปรปรวน = นิจจัง สุขขัง อัตตา

อนัตตา=อัตตาของโลก=อัตตาทิฏฐิ=อัตตาอุปทาน =เบญจขันธ์= อายตนะภายในและภายนอก
สิ่งนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวน = อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่อปฏิบัติได้อย่างท่องแท้ จนเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นอนัตตา ก็จะได้ธรรมขันธ์

วันหลังผมเขียนเรื่องนี้ ผมจะรีบsave และรีบส่งไปอีก 3 เว็บ ถ้าโดนลบอีกจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเขียนใหม่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2008, 21:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หากเป็นอย่างนั้นก็ขอความรู้ตัวใหม่
ถามว่า “อายตนนิพพาน” ที่คุณว่า สถิตอยู่ส่วนใดของโลกใบนี้ คืออยู่ทางทิศไหน หรืออยู่ที่สุดขอบจักรวาลครับ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 13:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 09:55
โพสต์: 405


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอตอบท่านกรัชกายดังต่อไปนี้

สำหรับการปฏิบัติธรรมแล้ว หากเราฝึกจิตให้ถูกทาง คือฝึกจิตให้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ โดยการเจริญโยนิโสมนสิการ หรือเจริญวิปัสสนา เพื่อให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา หรือเราไม่เป็นขันธ์ห้า หรือขันธห้าไม่เป็นเรา ขันธ์ห้าไม่เป็นของเรา หรือให้เห็นว่าเราไม่มีอยู่นอกเหนือจากขันธ์ห้าอยู่เนื่องๆ อย่างนี้ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น

เป็นธรรมชาติของจิตทีเดียวที่เมื่อฝึกดีแล้ว บังเกิดผลบ้างแล้วจะเกิดความรู้ควบคลุมไปยังสิ่งอื่นๆ ด้วยโดยอัตโนมัติว่า แม้ขันธ์ห้านี้ยังไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา หรือเราไม่เป็นขันธ์ห้า หรือขันธห้าไม่เป็นเรา ขันธ์ห้าไม่เป็นของเราอย่างนี้แล้ว สิ่งต่างๆ แม้อย่างอื่นที่มีอยู่ ปรากฏอยู่ ย่อมจะต้องไม่เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเราไปด้วย จิตจะไม่สามารถไปยึดเอาอะไร สิ่งใดๆ มาเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเราได้

เพราะว่าจิตได้เห็นแจ้งแล้ว จิตจึงดำเนินไปแล้ว สู่ความปล่อยวางแล้ว แล้วจึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ แล้ว สิ่งต่างๆ แม้อย่างอื่น เป็นอันที่จิตจะไม่สามารถไปจับยึดถือมั่นเอามาเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเราได้ จิตจะเพียงสักว่ารู้ แต่ไม่เข้าไปยึดใดๆ เลย

แม้แต่ความรู้นั้น ความเห็นนั้น สภาวะปล่อยวาง ไม่ปรุงแต่งที่ปรากฏ สภาวะนิพพานนั้น เหล่านี้จิตย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเราไปด้วยแต่อย่างใด จิตจะปล่อยออกไม่จับยึดมั่นถือมั่นเอาไว้

อุปมาเหมือนผู้หมั่นพิจารณาเห็นกายในกายภายใน คือ ร่างกายของเรา อวัยวะของเรานี่แหละ ว่าไม่เป็นเรา ไม่เป็นของเรา ไม่เป็นตัวตนของเราแล้ว จิตย่อมจะเห็นกายในกายภายนอก คือ ร่างกายของคนอื่น บุคคลอื่น ว่าก็หาใช่เรา หาใช่ของเรา หาใช่ตัวตนของเรา หรือหาใช่เขา หาใช่ของเขา หาใช่ตัวตนของเขาไม่ไปด้วย นี้เป็นผลของการปฏิบัติที่ปรากฏขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้หมั่นพิจารณาร่างกาย เพื่อไม่ให้ไปยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย แต่ใช่ว่าจิตเมื่อฝึกดีไม่ยึดมั่นในร่างกายได้แล้ว จิตจะไปเหลือความยึดมั่นถือมั่นหาเอาอย่างอื่นมายึดไว้แทนได้ หากเป็นอย่างนี้ ชื่อว่า ปฏิบัติยังไม่บรรลุผล ยังไม่สามารถละความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ได้หมดสิ้น เพราะหลักดังกล่าว แท้จริงเป็นธรรมน้อยคล้อยไปในธรรมใหญ่ ปล่อยวางกายได้ ย่อมปล่อยวางแม้ขันธ์ห้าทั้งหมดได้ ปล่อยวางขันธ์ห้าทั้งหมดได้ ย่อมปล่อยวางแม้ในนิพพานได้ จึงเป็นอันครบหมดทั้งสังขตธรรม อสังขตธรรม คือ ธรรมทั้งปวง

ผมตอบท่านเพียงเท่านี้ หวังว่าท่านกรัชกายอ่านแล้วคงจะได้คำตอบจากคำถามของผมนะครับ

"พูดมากย่อมตกจากรู้ จริงแล้วเป็นอย่างไร กิเลสลดลงหรือเปล่า หากลดลงใช้ได้ เท็จแล้วเป็นอย่างไร กิเลสลดลงหรือเปล่า? ประโยชน์แท้จริงอยู่ที่ใด?"

ขอให้เจริญในธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 14:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
หากเป็นอย่างนั้นก็ขอความรู้ตัวใหม่
ถามว่า “อายตนนิพพาน” ที่คุณว่า สถิตอยู่ส่วนใดของโลกใบนี้ คืออยู่ทางทิศไหน หรืออยู่ที่สุดขอบจักรวาลครับ



อ่านในคิริมานนทสูตร ( อุบายรักษาโรค ) : เมืองพระนิพพาน เอาเองครับ

ผมยกมาท่อนเดียวนะครับ นอกนั้นต้องไปอ่านเอง

"ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายถึงที่สุดโลก ออกจากโลกได้แล้ว จึงชื่อว่าถึงพระนิพพาน
และรู้ตนว่าเป็นผู้พ้นทุกข์แล้ว และอยู่สุขสำราญบานใจทุกเมื่อ หาความเร่าร้อนโศกเศร้าเสียใจมิได้
ถ้าผู้ใดยังไม่ถึงที่สุดโลก ยังออกจากโลกไม่ได้ตราบใด ก็ชื่อว่ายังไม่ถึงพระนิพพาน จะต้องทนทุกข์
น้อยใหญ่ทั้งหลาย เกิดๆ ตายๆ กลับไปกลับมาหาที่สุดมิได้อยู่ตราบนั้น"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 14:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
หากเป็นอย่างนั้นก็ขอความรู้ตัวใหม่
ถามว่า “อายตนนิพพาน” ที่คุณว่า สถิตอยู่ส่วนใดของโลกใบนี้ คืออยู่ทางทิศไหน หรืออยู่ที่สุดขอบจักรวาลครับ



อานนฺท ดูกรอานนท์ นิพฺพานํ นครํ นาม อันชื่อว่าเมืองพระนิพพาน ย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก
โลกมีที่สุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดนั้น พระนิพพาน เป็นพระมหานครอันใหญ่ เป็นที่บรมสุข
หาที่เปรียบมิได้


พระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ์ สิริจนฺโท จันทร์

"พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ อย่าเข้าใจว่า
จะไปนิพพานด้วยกำลังกาย"



หลวงปู่ขาว อนาลโย

" อย่าไปยึดถือมัน ก็จิตนั่นแหละมันถือว่าตัวกู อยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี เราถือว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิง
ก็แม่นจิตนั้นแหละ เป็นผู้ว่า มันไม่มีตนมีตัวดอก แล้วพระพุทธเจ้าว่าให้วาง
เสียให้ดับวิญญาณเสีย ครั้นดับวิญญาณแล้ว ไม่ไปก่อภพก่อชาติอีก ก็นั่นแหละพระนิพพาน
"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 15:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว



นิพพานที่คุณพลศักดิ์ว่า หลุดเข้าไปโดยบังเอิญ เป็นอายตนิพพานหรือเป็นนิพพานแบบไม่มีอายตนะครับ
เข้าไปแล้วเป็นไงบ้างครับ ได้พบเห็นหลวงปู่หลวงพ่อที่เป็นพระอรหันต์อยู่ที่นั่นบ้างไหม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 19:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31754

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
บุคคลทั้งหลายถึงที่สุดโลก ออกจากโลกได้แล้ว จึงชื่อว่าถึงพระนิพพาน


ผู้อ่านตำราทางศาสนา ควรมีผู้รู้ให้คำแนะนำ โดยเฉพาะศัพท์บาลีหรือแม้ที่ท่านผู้รู้แปลออกจากบาลีนั้นแล้ว เช่นในที่นี้คำว่า "โลก" คุณพลศักดิ์อาจตีความเอาว่าหมายถึง โลก ที่เราอาศัยอยู่หรือจักรวาลนี้
ไม่ใช่ครับ หากเข้าใจอย่างนั้นผิด คำว่า “โลก” ในที่นี้ หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

มีพระพุทธพจน์ว่า ในอริยวินัย เรียกกามคุณ 5 ว่าโลก หรือว่าโลกก็คือกามคุณ 5 นั่นเอง
ผู้ยังติดอยู่ในกามสุข ก็คือติดข้องยอยู่ในโลก ผู้ใดเข้าถึงฌาน จะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม
ท่านเรียกผู้นั้นว่าได้มาถึงที่สุดของโลกแล้ว และอยู่ ณ ที่สุดแห่งโลก แต่ก็ยังเป็นผู้เนื่องอยู่ในโลก ยังสลัด
ตัวไม่พ้นจากโลก
ส่วนผู้ใดก้าวล่วงอรูปฌานขั้นสุดท้ายไปได้แล้วเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ และเป็นผู้หมดอาสวะ เพราะเห็น (สัจธรรม) ด้วยปัญญา ผู้นี้จึงจะเรียกได้ว่า ได้มาถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว อยู่ ณ ที่สุดแห่งโลก และทั้งได้ข้ามพ้นโยงใยที่เหนี่ยวพันให้ติดอยู่* (ตัณหาเครื่องข้อง) ในโลกไปได้แล้ว
(องฺ.นวก.23/242/448) นี้คือการมาถึงความสุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ อันเป็นสุขขั้น
ที่ 10 ในบรรดาสุข 10 ขั้น

(ลิงค์ที่อธิบายสุข 10 ขั้น)

viewtopic.php?f=2&t=18652

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2008, 11:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:

นิพพานที่คุณพลศักดิ์ว่า หลุดเข้าไปโดยบังเอิญ เป็นอายตนิพพานหรือเป็นนิพพานแบบไม่มีอายตนะครับ
เข้าไปแล้วเป็นไงบ้างครับ ได้พบเห็นหลวงปู่หลวงพ่อที่เป็นพระอรหันต์อยู่ที่นั่นบ้างไหม


นิพพานคือจิต เป็นความสุขอันบริสุทธิ์ อายตนะนิพพานคือ ธรรมกาย หรือธรรมขันธ์ มันเป็นแค่รูปครับ
ตอนนั้นผมยังปฏิบัติไม่ถึงระดับ ผมจึงไม่มีอภิญญาตาทิพย์ที่จะไปเห็นพระอรหันต์ต่างๆได้ หลังจากนั้น4 ขั่วโมง ผมก็ไปนอน ธรรมกายของพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาหาผม และพระองค์ก็มาหาผม และสอน
ธรรมให้ผมเรื่อยมา เพราะท่านรู้ว่า ผมเข้าไปในนิพพานโดยบังเอิญเท่านั้น คือ ละผลบุญออกทั้งหมดให้
สรรพวิญญาณต่างๆโดยจริงใจ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 175 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 12  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร