วันเวลาปัจจุบัน 11 ธ.ค. 2019, 15:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2019, 21:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
คุณว่า ขันนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ไหม

รูปภาพ


ผมเข้าใจครับว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของธรรม
ผมพิจารณาว่า ... ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์นี้ไม่ได้ผิด ... แต่เห็นไตรลักษณ์ก็อาจเป็นมิจฉา
ทิฏฐิได้ ... เพราะอโยนิโสมนสิการ ... จึงไม่เห็นโทษภัยในวัฏสงสาร ... ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยความไม่มี
สัมมาทิฏฐิดังนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ... จะกล่าวไปใยถึงอริยมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ

อ้างคำพูด:
Love J.
โจทย์ผิด ผลลัพธ์ผิด นั้นก็เป็นความคิดเห็นตามเหตุตามผลของคุณกรัชกาย
สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นทางพ้นทุกข์ ไม่เห็นทางพ้นทุกข์ผมจึงว่า มิจฉาทิฏฐิ


คุณกรัชกายอาจพูดถูกก็ได้ โจทย์และผลลัพธ์ที่ผมคิดอาจผิดก็ได้
แต่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบตามจริงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิงใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งใดเป็นความดับทุกข์ สิ่งใดเป็นทางดับทุกข์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการนี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2019, 23:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1735


 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
Love J. เขียน:
ความไม่ยึดมั่นถือมั่น กับ ความไม่มีหลักมีเกณฑ์

พระอรหันต์ทั้งหลายไม่ยึดมั่นถือมั่นใด ๆ ในโลก คงมองเห็นตนเองเป็นแต่เพียงภาระที่ต้องรับผิดชอบดูแล
ไม่ทำสิ่งอันเป็นโทษ ทำสิ่งอันประโยชน์แก่โลกด้วยความเมตตาสงสารเพราะได้เห็นทุกข์ในตนมาแล้วจึง
เห็นทุกข์ในผู้อื่น

บางคนก็ชอบบอกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไม่สำรวมระวัง ความคิด คำพูด การกระทำ ไม่คำนึงถึงความเป็นประโยชน์ ความเป็นโทษ ตั้งอยู่บนความประมาททำตนอย่างคนไม่มีหลักมีเกณฑ์ใครตักใครเตือนก็ไม่ได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ฟัง

[*]ที่ผมยกพระอรหันต์มาเปรียบเทียบนี้เพื่อแสดงให้เห็นผู้สิ้นความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ แล้วต่างกันกับ
ผู้ไม่มีหลักมีเกณฑ์อย่างไร

..........................................................................................

สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ

ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้แล้วทำให้เราไม่สำรวมระวังกรรม ไม่มีหิริ โอตัปปะ
ไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งอยู่บนความประมาทแล้วยึดมั่นถือมั่นความเห็นนั้นเชื่อมั่นว่าตนพ้นทุกข์ หลงระเริงว่าตนมีความสุข ความเห็นนั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร วิมุตินั้นก็เป็นมิจฉาวิมุติ ไม่เป็นส่วนแห่งวิชชา

แต่ถ้าหากเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วทำให้เราปล่อยวางจางคลางทางโลก จิตใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อ
กับตัว บาปอกุศลกรรมรำงับ มีสติเห็นกายเห็นใจตนเองเป็นอัตโนมัติแม้ไม่ต้องเฝ้าดู อย่างนี้ย่อมเป็นส่วน
แห่งวิชชา ทำให้เกิดปัญญาเห็นอริยสัจ ๔ ความเห็นนั้นจึงเป็นสัมมาทิฏฐิ วิมุตินั้นก็เป็นสัมมาวิมุติ

..............................................................................................

ผมเห็นว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิด้ายเหตุดังนี้

ไม่เห็นทุกข์ตามเป็นจริง
ไม่เห็นเหตุแห่งทุกข์ตามเป็นจริง
ไม่เห็นความดับทุกข์ตามเป็นจริง
ไม่เห็นทางดับทุกข์ตามเป็นจริง
ไม่หยั่งลงสู่กุศลธรรมทั้งหลาย
ไมใช่ทางสายกลาง มชฌิมาปฏิปทา ด้วยเหตุว่าไม่หยั่งลงสู่กุศลธรรมทั้งหลาย

[*] ทำไมจึงไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามจริง เพราะอโยนิโสมนสิการ ทำไว้ใจใจโดยไม่แยบคาย เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งทั้งหลายเกิดดับเองไม่มีผู้ใดกระทำสิ่งใดให้เกิด ไม่มีผู้ใดกระทำสิ่งใดให้ดับ

เมื่อทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายอย่างนี้ ก็มีความเห็นสิ่งทั้งหลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันแต่เห็นว่าไม่มีอัตตาการ ไม่มีผู้ใดละอะไร ผู้ทำความเพียรไม่มี พระอริยสาวกไม่มี พระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสไม่มี

ความเห็นนี้ย่อมไม่ทำความเพียรเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ตามจริง เหตุแห่งทุกข์ที่ต้องละ ความดับทุกข์ที่ต้องทำให้แจ้ง ทางดำเนินสู่ความดับทุกข์ที่ต้องเจริญ




ปล . ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นความเข้าใจของผมเอง ซึ่งอยากให้ลองพิจารณา ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ



คุณ love j ที่เรียกว่าบุคคลนั้นคือบัญญัติ บุคคลบัญญัติ

ความจริงนั้นทุกข์เท่านั้นที่เกิด ทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดใด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2019, 23:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1735


 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
กรัชกาย เขียน:
คุณว่า ขันนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ไหม

รูปภาพ


ผมเข้าใจครับว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของธรรม
ผมพิจารณาว่า ... ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์นี้ไม่ได้ผิด ... แต่เห็นไตรลักษณ์ก็อาจเป็นมิจฉา
ทิฏฐิได้ ... เพราะอโยนิโสมนสิการ ... จึงไม่เห็นโทษภัยในวัฏสงสาร ... ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยความไม่มี
สัมมาทิฏฐิดังนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ... จะกล่าวไปใยถึงอริยมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ

อ้างคำพูด:
Love J.
โจทย์ผิด ผลลัพธ์ผิด นั้นก็เป็นความคิดเห็นตามเหตุตามผลของคุณกรัชกาย
สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นทางพ้นทุกข์ ไม่เห็นทางพ้นทุกข์ผมจึงว่า มิจฉาทิฏฐิ


คุณกรัชกายอาจพูดถูกก็ได้ โจทย์และผลลัพธ์ที่ผมคิดอาจผิดก็ได้
แต่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบตามจริงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิงใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งใดเป็นความดับทุกข์ สิ่งใดเป็นทางดับทุกข์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการนี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ



ทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ ซึ่งมีความแปรปรวน อาศัยปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เกิด ดับ

คุณ love j ทราบหรือไม่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไวพจน์ ของขันธ์ 5

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดใด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2019, 23:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
กรัชกาย เขียน:
คุณว่า ขันนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ไหม

รูปภาพ


ผมเข้าใจครับว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของธรรม
ผมพิจารณาว่า ... ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์นี้ไม่ได้ผิด ... แต่เห็นไตรลักษณ์ก็อาจเป็นมิจฉา
ทิฏฐิได้ ... เพราะอโยนิโสมนสิการ ... จึงไม่เห็นโทษภัยในวัฏสงสาร ... ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยความไม่มี
สัมมาทิฏฐิดังนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ... จะกล่าวไปใยถึงอริยมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ

อ้างคำพูด:
Love J.
โจทย์ผิด ผลลัพธ์ผิด นั้นก็เป็นความคิดเห็นตามเหตุตามผลของคุณกรัชกาย
สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นทางพ้นทุกข์ ไม่เห็นทางพ้นทุกข์ผมจึงว่า มิจฉาทิฏฐิ


คุณกรัชกายอาจพูดถูกก็ได้ โจทย์และผลลัพธ์ที่ผมคิดอาจผิดก็ได้
แต่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบตามจริงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิงใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งใดเป็นความดับทุกข์ สิ่งใดเป็นทางดับทุกข์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการนี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ


คุณ love j ที่เรียกว่าบุคคลนั้นคือบัญญัติ บุคคลบัญญัติ

ความจริงนั้นทุกข์เท่านั้นที่เกิด ทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ ซึ่งมีความแปรปรวน อาศัยปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เกิด ดับ

คุณ love j ทราบหรือไม่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไวพจน์ ของขันธ์ 5


....................................................................

ผมเคยได้ยินได้ฟัง ได้ตรึกตรองพิจารณาแล้วทุกข้อครับ คุณปฤษฎีเห็นไม่ตรงกับผมข้อไหนลอง
บอกให้ผมฟัง เพื่อผมได้เก็บไปพิจารณา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2019, 00:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1735


 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
กรัชกาย เขียน:
คุณว่า ขันนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ไหม

รูปภาพ


ผมเข้าใจครับว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของธรรม
ผมพิจารณาว่า ... ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์นี้ไม่ได้ผิด ... แต่เห็นไตรลักษณ์ก็อาจเป็นมิจฉา
ทิฏฐิได้ ... เพราะอโยนิโสมนสิการ ... จึงไม่เห็นโทษภัยในวัฏสงสาร ... ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยความไม่มี
สัมมาทิฏฐิดังนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ... จะกล่าวไปใยถึงอริยมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ

อ้างคำพูด:
Love J.
โจทย์ผิด ผลลัพธ์ผิด นั้นก็เป็นความคิดเห็นตามเหตุตามผลของคุณกรัชกาย
สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นทางพ้นทุกข์ ไม่เห็นทางพ้นทุกข์ผมจึงว่า มิจฉาทิฏฐิ


คุณกรัชกายอาจพูดถูกก็ได้ โจทย์และผลลัพธ์ที่ผมคิดอาจผิดก็ได้
แต่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบตามจริงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิงใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งใดเป็นความดับทุกข์ สิ่งใดเป็นทางดับทุกข์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการนี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ


คุณ love j ที่เรียกว่าบุคคลนั้นคือบัญญัติ บุคคลบัญญัติ

ความจริงนั้นทุกข์เท่านั้นที่เกิด ทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ ซึ่งมีความแปรปรวน อาศัยปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เกิด ดับ

คุณ love j ทราบหรือไม่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไวพจน์ ของขันธ์ 5


....................................................................

ผมเคยได้ยินได้ฟัง ได้ตรึกตรองพิจารณาแล้วทุกข้อครับ คุณปฤษฎีเห็นไม่ตรงกับผมข้อไหนลอง
บอกให้ผมฟัง เพื่อผมได้เก็บไปพิจารณา



ผมพอจะเข้าใจ ความหมายที่คุณ love j หมายถึง แต่เพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยปัญญาจริงๆ ความเห็นนั้นจึงผิด อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ขาดโยนิโสมนสิการ เมื่อฟังว้าสังขารไม่ใช่ตัวตน จึงคิดเข้าข้างตัว ว่ากรรมที่ทำไม่มีผล เมื่อความเห็นผิด การคิด การพูด การกระทำก็ผิดตามไปด้วย การเห็นพระไตรลักษณ์จึงเป็นเรื่องของปัญญาที่เห็นลักษณะของขันธ์

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดใด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2019, 00:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1735


 ข้อมูลส่วนตัว


สัสสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ เป็นความสุดโต่ง ซึ่งไม่ใช่ความเห็นที่ถูก
ทำให้วัฏฏทุกข์ยืดยาวออกไป

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดใด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2019, 00:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
กรัชกาย เขียน:
คุณว่า ขันนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ไหม

รูปภาพ


ผมเข้าใจครับว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของธรรม
ผมพิจารณาว่า ... ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์นี้ไม่ได้ผิด ... แต่เห็นไตรลักษณ์ก็อาจเป็นมิจฉา
ทิฏฐิได้ ... เพราะอโยนิโสมนสิการ ... จึงไม่เห็นโทษภัยในวัฏสงสาร ... ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยความไม่มี
สัมมาทิฏฐิดังนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ... จะกล่าวไปใยถึงอริยมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ

อ้างคำพูด:
Love J.
โจทย์ผิด ผลลัพธ์ผิด นั้นก็เป็นความคิดเห็นตามเหตุตามผลของคุณกรัชกาย
สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นทางพ้นทุกข์ ไม่เห็นทางพ้นทุกข์ผมจึงว่า มิจฉาทิฏฐิ


คุณกรัชกายอาจพูดถูกก็ได้ โจทย์และผลลัพธ์ที่ผมคิดอาจผิดก็ได้
แต่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบตามจริงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิงใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งใดเป็นความดับทุกข์ สิ่งใดเป็นทางดับทุกข์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการนี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ


คุณ love j ที่เรียกว่าบุคคลนั้นคือบัญญัติ บุคคลบัญญัติ

ความจริงนั้นทุกข์เท่านั้นที่เกิด ทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ ซึ่งมีความแปรปรวน อาศัยปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เกิด ดับ

คุณ love j ทราบหรือไม่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไวพจน์ ของขันธ์ 5


....................................................................

ผมเคยได้ยินได้ฟัง ได้ตรึกตรองพิจารณาแล้วทุกข้อครับ คุณปฤษฎีเห็นไม่ตรงกับผมข้อไหนลอง
บอกให้ผมฟัง เพื่อผมได้เก็บไปพิจารณา



ผมพอจะเข้าใจ ความหมายที่คุณ love j หมายถึง แต่เพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยปัญญาจริงๆ ความเห็นนั้นจึงผิด อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ขาดโยนิโสมนสิการ เมื่อฟังว้าสังขารไม่ใช่ตัวตน จึงคิดเข้าข้างตัว ว่ากรรมที่ทำไม่มีผล เมื่อความเห็นผิด การคิด การพูด การกระทำก็ผิดตามไปด้วย การเห็นพระไตรลักษณ์จึงเป็นเรื่องของปัญญาที่เห็นลักษณะของขันธ์


สาธุครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2019, 08:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6431

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Love J. เขียน:
ความไม่ยึดมั่นถือมั่น กับ ความไม่มีหลักมีเกณฑ์

พระอรหันต์ทั้งหลายไม่ยึดมั่นถือมั่นใด ๆ ในโลก คงมองเห็นตนเองเป็นแต่เพียงภาระที่ต้องรับผิดชอบดูแล
ไม่ทำสิ่งอันเป็นโทษ ทำสิ่งอันประโยชน์แก่โลกด้วยความเมตตาสงสารเพราะได้เห็นทุกข์ในตนมาแล้วจึง
เห็นทุกข์ในผู้อื่น

บางคนก็ชอบบอกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไม่สำรวมระวัง ความคิด คำพูด การกระทำ ไม่คำนึงถึงความเป็นประโยชน์ ความเป็นโทษ ตั้งอยู่บนความประมาททำตนอย่างคนไม่มีหลักมีเกณฑ์ใครตักใครเตือนก็ไม่ได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ฟัง
..........................................................................................

สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ

ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้แล้วทำให้เราไม่สำรวมระวังกรรม ไม่มีหิริ โอตัปปะ
ไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งอยู่บนความประมาทแล้วยึดมั่นถือมั่นความเห็นนั้นเชื่อมั่นว่าตนพ้นทุกข์ หลงระเริงว่าตนมีความสุข ความเห็นนั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร วิมุตินั้นก็เป็นมิจฉาวิมุติ ไม่เป็นส่วนแห่งวิชชา

แต่ถ้าหากเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วทำให้เราปล่อยวางจางคลางทางโลก จิตใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อ
กับตัว บาปอกุศลกรรมรำงับ มีสติเห็นกายเห็นใจตนเองเป็นอัตโนมัติแม้ไม่ต้องเฝ้าดู อย่างนี้ย่อมเป็นส่วน
แห่งวิชชา ทำให้เกิดปัญญาเห็นอริยสัจ ๔ ความเห็นนั้นจึงเป็นสัมมาทิฏฐิ วิมุตินั้นก็เป็นสัมมาวิมุติ

ปล . ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นความเข้าใจของผมเอง ซึ่งอยากให้ลองพิจารณา ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ

ในพระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นการแสดงความจริงให้เข้าใจถูกตามการตรัสรู้
ไม่ใช่การคิดนึกด้นเดาโดยขาดการไตร่ตรองตามคำสอน
มิจฉาทิฏฐิเป็นธัมมะชนิดที่ตรงกันข้ามกับสัมมาทิฏฐิที่เป็นความคิดถูกตามคำสอน
มิจฉาทิฏฐิคือความคิดเห็นผิดไม่ตรงตามคำสอนเป็นความหลงผิดจำผิดว่ามีตัวเราเต็มๆ
สัมมาทิฏฐิคือความคิดเห็นถูกตรงตามคำสอนทีละคำตรงความจริงที่กายใจตนเองกำลังมี
คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสามัญลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นปกติธรรมดา
ไม่มีใครคิดใครทำใครสร้างความเป็นจริงที่กำลังมีกำลังเกิดดับเป็นไปเพราะทุกอย่างเกิดแล้วดับแล้วทันที
มีแต่ต้องอาศัยการฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเป็นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมดหนึ่งเดียวในจักรวาลนี้และทรงแสดงความเกิดดับที่กำลังเป็นไปเดี๋ยวนี้ตามปกติ
onion onion onion

ความคิดเห็นไม่ใช่สัจจะเพราะสัจจะกำลังเกิดดับหมดไปแล้ว...
ธัมมะทุกอย่างกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้เองค่ะ...คิดไปเองตามที่อ่าน...
ไม่ปรุงแต่งตามการฟังเพื่อเข้าใจถูกตามก็คือปรุงตามกิเลสตัวเอง...
จนกว่าจะเริ่มฟังสังขารขันธ์จึงจะเริ่มคิดปรุงแต่งจิตทันทีตามคำสอนได้...
รู้จักไหมว่าเดี๋ยวนี้กำลังคิดอะไรก็ไม่ขาดสังขารขันธ์คือชั่ว7ทีดี7หนแค่1ขณะ...
ความจริงที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้มีถึงแสนโกฏิขณะขาดการฟังก็ไม่ปรุงตามคำสอน...
แปลว่าขาดการปรุงแต่งจิตตามคำสอนขณะนั้นเองก็ปรุงไปตามคิดเห็นผิดมีแล้วอวิชชา ขาดฟังอยู่(ปัญญา)
www.dhammahome.com
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2019, 09:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6431

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
Love J. เขียน:
ความไม่ยึดมั่นถือมั่น กับ ความไม่มีหลักมีเกณฑ์

พระอรหันต์ทั้งหลายไม่ยึดมั่นถือมั่นใด ๆ ในโลก คงมองเห็นตนเองเป็นแต่เพียงภาระที่ต้องรับผิดชอบดูแล
ไม่ทำสิ่งอันเป็นโทษ ทำสิ่งอันประโยชน์แก่โลกด้วยความเมตตาสงสารเพราะได้เห็นทุกข์ในตนมาแล้วจึง
เห็นทุกข์ในผู้อื่น

บางคนก็ชอบบอกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไม่สำรวมระวัง ความคิด คำพูด การกระทำ ไม่คำนึงถึงความเป็นประโยชน์ ความเป็นโทษ ตั้งอยู่บนความประมาททำตนอย่างคนไม่มีหลักมีเกณฑ์ใครตักใครเตือนก็ไม่ได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ฟัง
..........................................................................................

สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ

ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้แล้วทำให้เราไม่สำรวมระวังกรรม ไม่มีหิริ โอตัปปะ
ไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งอยู่บนความประมาทแล้วยึดมั่นถือมั่นความเห็นนั้นเชื่อมั่นว่าตนพ้นทุกข์ หลงระเริงว่าตนมีความสุข ความเห็นนั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร วิมุตินั้นก็เป็นมิจฉาวิมุติ ไม่เป็นส่วนแห่งวิชชา

แต่ถ้าหากเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วทำให้เราปล่อยวางจางคลางทางโลก จิตใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อ
กับตัว บาปอกุศลกรรมรำงับ มีสติเห็นกายเห็นใจตนเองเป็นอัตโนมัติแม้ไม่ต้องเฝ้าดู อย่างนี้ย่อมเป็นส่วน
แห่งวิชชา ทำให้เกิดปัญญาเห็นอริยสัจ ๔ ความเห็นนั้นจึงเป็นสัมมาทิฏฐิ วิมุตินั้นก็เป็นสัมมาวิมุติ

ปล . ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นความเข้าใจของผมเอง ซึ่งอยากให้ลองพิจารณา ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ

ในพระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นการแสดงความจริงให้เข้าใจถูกตามการตรัสรู้
ไม่ใช่การคิดนึกด้นเดาโดยขาดการไตร่ตรองตามคำสอน
มิจฉาทิฏฐิเป็นธัมมะชนิดที่ตรงกันข้ามกับสัมมาทิฏฐิที่เป็นความคิดถูกตามคำสอน
มิจฉาทิฏฐิคือความคิดเห็นผิดไม่ตรงตามคำสอนเป็นความหลงผิดจำผิดว่ามีตัวเราเต็มๆ
สัมมาทิฏฐิคือความคิดเห็นถูกตรงตามคำสอนทีละคำตรงความจริงที่กายใจตนเองกำลังมี
คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสามัญลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นปกติธรรมดา
ไม่มีใครคิดใครทำใครสร้างความเป็นจริงที่กำลังมีกำลังเกิดดับเป็นไปเพราะทุกอย่างเกิดแล้วดับแล้วทันที
มีแต่ต้องอาศัยการฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเป็นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมดหนึ่งเดียวในจักรวาลนี้และทรงแสดงความเกิดดับที่กำลังเป็นไปเดี๋ยวนี้ตามปกติ
onion onion onion

ความคิดเห็นไม่ใช่สัจจะเพราะสัจจะกำลังเกิดดับหมดไปแล้ว...
ธัมมะทุกอย่างกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้เองค่ะ...คิดไปเองตามที่อ่าน...
ไม่ปรุงแต่งตามการฟังเพื่อเข้าใจถูกตามก็คือปรุงตามกิเลสตัวเอง...
จนกว่าจะเริ่มฟังสังขารขันธ์จึงจะเริ่มคิดปรุงแต่งจิตทันทีตามคำสอนได้...
รู้จักไหมว่าเดี๋ยวนี้กำลังคิดอะไรก็ไม่ขาดสังขารขันธ์คือชั่ว7ทีดี7หนแค่1ขณะ...
ความจริงที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้มีถึงแสนโกฏิขณะขาดการฟังก็ไม่ปรุงตามคำสอน...
แปลว่าขาดการปรุงแต่งจิตตามคำสอนขณะนั้นเองก็ปรุงไปตามคิดเห็นผิดมีแล้วอวิชชา ขาดฟังอยู่(ปัญญา)
http://www.dhammahome.com
:b12:
:b4: :b4:

ถามจริงๆเถอะค่ะทุกอย่างมีแล้วตรงกับทุกคำในพระไตรปิฎก
ขาดอย่างเดียวคือไม่ฟังคำสอนเพื่อดับความเห็นผิดแปลว่า
เลือกทำทุกอย่างที่คิดแต่ลืมว่าขาดปัญญาจากการฟัง
จะไปทำอะไรก็ทำผิดเพราะปรุงแต่งแสนโกฏิขณะ
ไม่ฟังคำสอนเพื่อให้ปรุงถูกตรงตามทีละ1ทาง
เอาอะไรไปคิดเพราะมีแต่กิเลสอยากรู้อยากทำลืมสุตมยปัญญาอยู่น๊า
:b20:
:b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2019, 01:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
ธัมมะทั้งหลายเป็นอนัตตา
อนัตตา แปลว่า บังคับไม่ได้

บังคับบัญญาไม่ได้ มีเหตุให้เกิดก็เกิด ต้องละเหตุให้เกิด จึงไม่เกิด

Rosarin เขียน:
มันดับไปแล้วนับไม่ถ้วนเนี่ย
แปลว่าละชั่วไม่ได้แล้ว
ดับเนี่ยหายไปเลย
ในมโนทวารวิถี
ถอนออกตอนไหน
กระพริบตาคือแสนโกฏิขณะใหม่หมดไปตลอด

ถ้ามีทิฏฐิ วาทะ ว่าละชั่วไม่ได้ธรรมทั้งหลายเกิดเองดับเองไม่มีผู้ใดกระทำ ก็เท่ากับว่าผู้ทำความเพียรไม่มี ผู้เจริญอริยมรรคไม่มีพระอรหันต์สิ้นกิเลสไม่มี อย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไปไม่ได้

ในพระสูตรแสดงคำสอนเกี่ยวกับผู้มีวาทะอย่างนี้ทิฏฐิอย่างนี้ไว้อยู่ ลองเปิดใจเปิดอ่านแล้วลองพิจารณา
ตามดีกว่าครับ ว่าทิฏฐินั้นเป็นกุศล อกุศล ควรรักษาหรือควรละ

Rosarin เขียน:
ความคิดเห็นไม่ใช่สัจจะเพราะสัจจะกำลังเกิดดับหมดไปแล้ว...
ธัมมะทุกอย่างกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้เองค่ะ...คิดไปเองตามที่อ่าน...
ไม่ปรุงแต่งตามการฟังเพื่อเข้าใจถูกตามก็คือปรุงตามกิเลสตัวเอง...
จนกว่าจะเริ่มฟังสังขารขันธ์จึงจะเริ่มคิดปรุงแต่งจิตทันทีตามคำสอนได้...
รู้จักไหมว่าเดี๋ยวนี้กำลังคิดอะไรก็ไม่ขาดสังขารขันธ์คือชั่ว7ทีดี7หนแค่1ขณะ...
ความจริงที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้มีถึงแสนโกฏิขณะขาดการฟังก็ไม่ปรุงตามคำสอน...
แปลว่าขาดการปรุงแต่งจิตตามคำสอนขณะนั้นเองก็ปรุงไปตามคิดเห็นผิดมีแล้วอวิชชา ขาดฟังอยู่(ปัญญา)


ความเห็นไม่ใช่สัจจะแต่ความเห็นผิดทำให้ไม่ทำความเพียรเพื่อกำหนดรู้อริยสัจธรรม คือ อริยสัจ ๔
จะเห็นว่ามันเกิดดับกี่แสนล้านครั้ง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรหากไม่ได้กำหนดทุกข์ที่ควรรู้ สมุทัยที่ควรละ
นิโรธที่ควรทำให้แจ้ง อริยมรรคที่ควรทำให้เจริญ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2019, 04:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1780

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


s006 เอ่?
คุณยายโรสค๊ะ

พระอภิธรรม มี จิต เจตสิก รูป นิพพาน
เหตุใด จึงปล่อยจิตให้ทำงานปกติสามัญ อยู่ไต้อำนาจเจตสิก ร่ำไป
การตามรู้อารมณ์ เป็นธรรมชาติเดิมปกติ ของจิต
เพียงแค่หันไปชำเลืองมองจิต
เจตสิกและรูปที่กำลังปฎิบัติ จะอ่อนกำลังลงทันที
คุณยายจะพลิกจิต ขึ้นมีอำนาจเหนือเจตสิกได้ทันที
ก้าวพ้นธรรมชาติเดิมของจิต ที่มีสภาพเดิมๆตามรู้อารมณ์
จะเห็นนิพพานได้โดยประจักษ์
มองให้ดีน๊ะค๊ะ
พระอภิธรรม มีเพียงจิต เจตสิก รูป และนิพพาน
ปรมัตถ์ธรรม สี่อย่างอะไรที่ควรมอง ควรเห็น ค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2019, 05:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6431

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
Rosarin เขียน:
ธัมมะทั้งหลายเป็นอนัตตา
อนัตตา แปลว่า บังคับไม่ได้

บังคับบัญญาไม่ได้ มีเหตุให้เกิดก็เกิด ต้องละเหตุให้เกิด จึงไม่เกิด

Rosarin เขียน:
มันดับไปแล้วนับไม่ถ้วนเนี่ย
แปลว่าละชั่วไม่ได้แล้ว
ดับเนี่ยหายไปเลย
ในมโนทวารวิถี
ถอนออกตอนไหน
กระพริบตาคือแสนโกฏิขณะใหม่หมดไปตลอด

ถ้ามีทิฏฐิ วาทะ ว่าละชั่วไม่ได้ธรรมทั้งหลายเกิดเองดับเองไม่มีผู้ใดกระทำ ก็เท่ากับว่าผู้ทำความเพียรไม่มี ผู้เจริญอริยมรรคไม่มีพระอรหันต์สิ้นกิเลสไม่มี อย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไปไม่ได้

ในพระสูตรแสดงคำสอนเกี่ยวกับผู้มีวาทะอย่างนี้ทิฏฐิอย่างนี้ไว้อยู่ ลองเปิดใจเปิดอ่านแล้วลองพิจารณา
ตามดีกว่าครับ ว่าทิฏฐินั้นเป็นกุศล อกุศล ควรรักษาหรือควรละ

Rosarin เขียน:
ความคิดเห็นไม่ใช่สัจจะเพราะสัจจะกำลังเกิดดับหมดไปแล้ว...
ธัมมะทุกอย่างกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้เองค่ะ...คิดไปเองตามที่อ่าน...
ไม่ปรุงแต่งตามการฟังเพื่อเข้าใจถูกตามก็คือปรุงตามกิเลสตัวเอง...
จนกว่าจะเริ่มฟังสังขารขันธ์จึงจะเริ่มคิดปรุงแต่งจิตทันทีตามคำสอนได้...
รู้จักไหมว่าเดี๋ยวนี้กำลังคิดอะไรก็ไม่ขาดสังขารขันธ์คือชั่ว7ทีดี7หนแค่1ขณะ...
ความจริงที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้มีถึงแสนโกฏิขณะขาดการฟังก็ไม่ปรุงตามคำสอน...
แปลว่าขาดการปรุงแต่งจิตตามคำสอนขณะนั้นเองก็ปรุงไปตามคิดเห็นผิดมีแล้วอวิชชา ขาดฟังอยู่(ปัญญา)


ความเห็นไม่ใช่สัจจะแต่ความเห็นผิดทำให้ไม่ทำความเพียรเพื่อกำหนดรู้อริยสัจธรรม คือ อริยสัจ ๔
จะเห็นว่ามันเกิดดับกี่แสนล้านครั้ง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรหากไม่ได้กำหนดทุกข์ที่ควรรู้ สมุทัยที่ควรละ
นิโรธที่ควรทำให้แจ้ง อริยมรรคที่ควรทำให้เจริญ

:b12:
ละไม่รู้ที่เหตุ
เหตุคือไม่ฟัง
จึงไม่คิดตาม
คำสอนคิดถูกตามได้เท่านั้น
การคิดตามเห็นผิดที่อ่านเนี่ยไม่ตรงสัจจะ
สัจจะต้องกำลังฟังคิดตามเสียงคำใหม่ไม่มีคำมาวางให้เห็นล่วงหน้า
เพราะการฟังตรงปัจจุบันขณะฟังไปปรุงอคติไปนั่นคือทิฏฐิอวิชชาของตัวเองเกิดเพิ่ม
ฟังนั้นต้องตั้งจิตไว้ชอบเพราะรู้ตามคำสอนตรงสัจจะตัวเองคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าตรงสัจจะหรือยัง
ถ้าฟังไปคิดเรื่องอื่นไปโดยไม่เข้าใจสิ่งที่กายใจตนเองกำลังเป็นไปตรงกับคำไหนตามคำสอนเลยคือไม่ละชั่ว
:b11: :b11:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2019, 13:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1780

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Love J. เขียน:
Rosarin เขียน:
ธัมมะทั้งหลายเป็นอนัตตา
อนัตตา แปลว่า บังคับไม่ได้

บังคับบัญญาไม่ได้ มีเหตุให้เกิดก็เกิด ต้องละเหตุให้เกิด จึงไม่เกิด

Rosarin เขียน:
มันดับไปแล้วนับไม่ถ้วนเนี่ย
แปลว่าละชั่วไม่ได้แล้ว
ดับเนี่ยหายไปเลย
ในมโนทวารวิถี
ถอนออกตอนไหน
กระพริบตาคือแสนโกฏิขณะใหม่หมดไปตลอด

ถ้ามีทิฏฐิ วาทะ ว่าละชั่วไม่ได้ธรรมทั้งหลายเกิดเองดับเองไม่มีผู้ใดกระทำ ก็เท่ากับว่าผู้ทำความเพียรไม่มี ผู้เจริญอริยมรรคไม่มีพระอรหันต์สิ้นกิเลสไม่มี อย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไปไม่ได้

ในพระสูตรแสดงคำสอนเกี่ยวกับผู้มีวาทะอย่างนี้ทิฏฐิอย่างนี้ไว้อยู่ ลองเปิดใจเปิดอ่านแล้วลองพิจารณา
ตามดีกว่าครับ ว่าทิฏฐินั้นเป็นกุศล อกุศล ควรรักษาหรือควรละ

Rosarin เขียน:
ความคิดเห็นไม่ใช่สัจจะเพราะสัจจะกำลังเกิดดับหมดไปแล้ว...
ธัมมะทุกอย่างกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้เองค่ะ...คิดไปเองตามที่อ่าน...
ไม่ปรุงแต่งตามการฟังเพื่อเข้าใจถูกตามก็คือปรุงตามกิเลสตัวเอง...
จนกว่าจะเริ่มฟังสังขารขันธ์จึงจะเริ่มคิดปรุงแต่งจิตทันทีตามคำสอนได้...
รู้จักไหมว่าเดี๋ยวนี้กำลังคิดอะไรก็ไม่ขาดสังขารขันธ์คือชั่ว7ทีดี7หนแค่1ขณะ...
ความจริงที่กำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้มีถึงแสนโกฏิขณะขาดการฟังก็ไม่ปรุงตามคำสอน...
แปลว่าขาดการปรุงแต่งจิตตามคำสอนขณะนั้นเองก็ปรุงไปตามคิดเห็นผิดมีแล้วอวิชชา ขาดฟังอยู่(ปัญญา)


ความเห็นไม่ใช่สัจจะแต่ความเห็นผิดทำให้ไม่ทำความเพียรเพื่อกำหนดรู้อริยสัจธรรม คือ อริยสัจ ๔
จะเห็นว่ามันเกิดดับกี่แสนล้านครั้ง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรหากไม่ได้กำหนดทุกข์ที่ควรรู้ สมุทัยที่ควรละ
นิโรธที่ควรทำให้แจ้ง อริยมรรคที่ควรทำให้เจริญ

:b12:
ละไม่รู้ที่เหตุ
เหตุคือไม่ฟัง
จึงไม่คิดตาม
คำสอนคิดถูกตามได้เท่านั้น
การคิดตามเห็นผิดที่อ่านเนี่ยไม่ตรงสัจจะ
สัจจะต้องกำลังฟังคิดตามเสียงคำใหม่ไม่มีคำมาวางให้เห็นล่วงหน้า
เพราะการฟังตรงปัจจุบันขณะฟังไปปรุงอคติไปนั่นคือทิฏฐิอวิชชาของตัวเองเกิดเพิ่ม
ฟังนั้นต้องตั้งจิตไว้ชอบเพราะรู้ตามคำสอนตรงสัจจะตัวเองคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าตรงสัจจะหรือยัง
ถ้าฟังไปคิดเรื่องอื่นไปโดยไม่เข้าใจสิ่งที่กายใจตนเองกำลังเป็นไปตรงกับคำไหนตามคำสอนเลยคือไม่ละชั่ว
:b11: :b11:


s006

เอ่?

ก็ดูดีขึ้นหน่อย ถ้ารู้จักการตั้งจิตไว้โดยชอบ
แต่เป็นโดนชอบตามปกติวิสัยของจิต
ที่เกิดได้เพราะทำหน้าที่ตามรู้อารมณ์จากเจตสิก
เจตสิกเรยเป็น นาย จิตที่อยู่กะคุณยายเรยเป็น บ่าว
ถ้าดีขึ้นอีกนิด คือ

รู้ไปตรงๆ โดยไม่อาศัยความคิดตามใดๆ น๊ะค๊ะ
จะสวยสด ฉลาดและมีอานุภาพ พลนุภาพ เนอะค๊ะ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2019, 15:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32000

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
กรัชกาย เขียน:
คุณว่า ขันนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ไหม

รูปภาพ


ผมเข้าใจครับว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของธรรม
ผมพิจารณาว่า ... ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์นี้ไม่ได้ผิด ... แต่เห็นไตรลักษณ์ก็อาจเป็นมิจฉา
ทิฏฐิได้ ... เพราะอโยนิโสมนสิการ ... จึงไม่เห็นโทษภัยในวัฏสงสาร ... ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยความไม่มี
สัมมาทิฏฐิดังนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ... จะกล่าวไปใยถึงอริยมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ

อ้างคำพูด:
Love J.
โจทย์ผิด ผลลัพธ์ผิด นั้นก็เป็นความคิดเห็นตามเหตุตามผลของคุณกรัชกาย
สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นทางพ้นทุกข์ ไม่เห็นทางพ้นทุกข์ผมจึงว่า มิจฉาทิฏฐิ


คุณกรัชกายอาจพูดถูกก็ได้ โจทย์และผลลัพธ์ที่ผมคิดอาจผิดก็ได้
แต่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบตามจริงว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิงใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งใดเป็นความดับทุกข์ สิ่งใดเป็นทางดับทุกข์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ประการนี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ


เอาตามที่สบายใจนะขอรับ อยากมีอยากเป็นอะไรก็เอา อยากเห็นนั่นไม่อยากเห็นนี่ เป็นมิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิอะไรก็เอาเข้าไป คิดแล้วสบายใจก็คิดไป :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2019, 12:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32000

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จขกท.หายไปไหน :b10:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร