วันเวลาปัจจุบัน 06 ก.ย. 2010, 16:33  


โซนเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


โดย
Bwitch
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)

สารบัญ
- พฤษภาคม 2010
+ เมษายน 2010
+ มีนาคม 2010
+ กุมถาพันธ์ 2010
+ มกราคม 2010
+ ธันวาคม 2009
+ พฤศจิกายน 2009
+ ตุลาคม 2009
+ สิงหาคม 2009
+ กรกฏาคม 2009

ค้นหาบล็อก


 [ 10 replies ] 

 หัวข้อกระทู้: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 26 ก.พ. 2010, 22:29 
รูปภาพ

...Two folks look through same hole,
one sees mud,
one sees star...

...สองคน ยลตามช่อง
คนหนึ่งมอง...เห็นโคลนตม
คนหนึ่ง...ตาแหลมคม
มองเห็นดาวอยู่พราวแพรว...

...บทกวีนี้แต่งขึ้นโดยเช็คสเปียร์ และถูกถอดเป็นภาษาไทยที่สละสลวยโดย ภราดา ฟ. ฮีแรห์



การมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งเดียวกันของคนสองคน ย่อมจะมีความแตกต่างกันไปตามพื้นฐานแห่งนิสัยและการอบรมสั่งสอนมาแต่เดิม ดังนั้น หากคนใดมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าไร้ค่า ไม่คู่ควร ไม่น่านิยมยินดีเป็นเรื่องไร้สาระ ก็มิได้หมายความว่า เราจะต้องคล้อยตามไปโดยปราศจากการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองของตัวเราเองเป็นที่ตั้ง
การคิดไตร่ตรองในสิ่งที่เราพบ เราเห็น จำเป็นจะต้องเปิดใจให้กว้าง หาเหตุผลมาประกอบ มิใช่ใช้ความเคยชิน ความชอบไม่ชอบ หรือความคิดของผู้อื่นมาอ้าง มาหักล้าง เพราะมุมมองของแต่ละคนแม้แต่ตัวเราเอง ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์และสภาวะทางจิตใจในขณะนั้น ๆ เป็นเหตุ การด่วนตัดสินอย่างขาดการไตร่ตรอง อาจก่อให้เกิดการผิดพลาดอย่างมหันต์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ตนเองและผู้อื่น ก็เป็นได้
ระหว่าง " โคลนตม " และ " ดวงดาว " คือการมองสิ่งเดียวกันแต่อยู่บนพื้นฐานของจิตสำนึกที่แตกต่างกัน การมองเป็น " โคลนตม " จะเป็นการทับถม ต่อต้าน เลวร้าย ไร้ค่า กับสิ่งนั้น ในขณะที่ " ดวงดาว " เป็นการมองอย่างเชิดชู ยกย่อง มีคุณค่า
ขึ้นอยู่กับสายตาและความคิดของใครที่จะมองดูก้อนหินก้อนหนึ่งว่าเป็นรัตนชาตินำไปเจียรนัยแล้วคือ เพชรงามหรือไม่ แต่ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมจะมีคุณค่าในตนเองทั้งสิ้น สุดแต่ใครจะรู้จักมองให้รู้ ดูให้เห็น และนำไปทำให้เป็น นั่นเอง
...................................................


มองเห็นคนอื่นล้วน"โคลนตม"

มองตนเองยอดนิยมเช่น "ดวงดาว"

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 


Comments
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 26 ก.พ. 2010, 22:35 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)
....กรอบความคิด....

รูปภาพ


หน้าต่างบานเดียวกัน...แต่คนที่ไปยืนตรงหน้าต่างบานนั้นแต่ละคน เลือกที่จะมองเห็นในสิ่งที่แตกต่างกัน เพราะวัตถุประสงค์ในการมองของแต่ละคน...แตกต่างกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า กรอบของหน้าต่าง ไม่ได้มีผลต่อ 'กรอบความคิด' ของคนเราเลยสักนิด

กรอบความคิด (Paradigm) เป็นการมองโลกภายนอกจากจิตใต้สำนึก ไม่ใช่แง่ของการมองเห็นภาพ อำนาจของกรอบความคิดมีอิทธิพลในการแสดงออก ซึ่งคนแต่ละคนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการมองของเขา และสิ่งที่รับรู้จากการมองก็ย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการมองของทุกคนเช่นกัน

ฉันอ่านหนังสือ "The 7Habits Of Highly EFFECTIVE PeopleS"เมื่อหลายปีก่อน ฉันประทับใจมากในการนำเสนอตัวอย่างเกี่ยวกับกรอบความคิดที่ชัดเจน

คุณเห็นรูปผู้หญิงใช่หรือไม่ ? คุณคิดว่าเธออายุเท่าไร ? เป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่งใช่หรือไม่ ? และเธอคิดว่าเธอสวมใส่อะไรอยู่ ? เธอน่าจะประกอบอาชีพ หรือทำงานอะไรสักอย่าง ?

...ด้วยคำถามชี้นำขนาดนั้น ฉันจึงมองภาพนี้

รูปภาพ


ภาพแรกนี้ฉันมองปุ๊บ ฉันก็พิจารณาไปตามคำถามข้างต้นทีละคำถาม ฉันจึงเห็นเป็นผู้หญิงสาววัยสดใสที่มีสันจมูกโด่ง มีผ้าคลุมผมที่หยิกหยองอยู่ ที่ลำคอมีสายสร้อยไข่มุกคล้องอยู่ แถมมีผ้าขนสัตว์คลุมไหล่อยู่อีกด้วย เธอต้องเป็นหญิงงามที่สูงศักดิ์แน่ ๆ เลย วัน ๆ คงไม่ต้องทำงานอะไรหรอกกระมัง

...ที่ฉันมองเห็นเป็นอย่างนั้ เพราะคำถามที่เข้ามาตีกรอบความคิดให้กับฉัน


และภาพนี้...

รูปภาพ

ภาพที่ผู้เขียนกลับบอกว่าเธอเป็นสาวแก่อายุประมาณ 60-70 ปีได้ เป็นผู้ที่กำลังมีความทุกข์


...และการบอกเล่าในหนังสือทำให้ฉันต้องย้อนกลับมามองใหม่อีกครั้ง มองตามกรอบความคิดที่เขาใส่เข้ามาในหัวสมองฉันอีกครั้ง ฉันก็ได้เห็นเป็นภาพหญิงชราจมูกโตผู้โศกเศร้าจริงอย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้


คำถามชี้นำข้างต้น กลายมาเป็นการตีกรอบความคิดเอาไว้ กรอบที่ต้องการให้คนพุ่งประเด็นไปในทางที่ชี้นำไว้ แต่เมื่อชี้นำไปอีกทางที่ตรงข้ามกัน เราก็พยายามสลัดออกจากกรอบความคิดเดิม แล้วยอมให้กรอบความคิดใหม่ที่เข้ามาแทนที่ หากไม่มีคำถาม หรือคำบอกเล่าใด ๆ ฉันก็อาจมองเห็นเป็นอย่างอื่นที่ผิดแผกไปจากเดิมก็เป็นได้

ภาพเดียวกัน เมื่อพิจารณากันคนละอย่าง มีการชี้นำที่แตกต่างกันสุดขั้ว จึงแสดงให้คนเห็นความแตกต่างที่แสนขัดแย้งกันได้ขนาดนี้ นี่กระมัง ที่กลายมาเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะเราต่างมองเห็นอดีตผู้นำบ้านเราต่างกันราวฟ้ากับเหว


ฉันรู้จักเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ในหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับการพูด เพื่อนคนนั้นพูดไม่ค่อยดีนักในช่วงแรก ๆ ซึ่งฉันก็มองว่า เป็นเรื่องธรรมดา และฉันเองก็เป็น หากพูดเก่งแล้ว คงไม่ต้องมาเรียนให้เสียเวลา

ท่านอาจารย์ที่เป็นวิทยากรในช่วงแรกติติงผู้ชายคนนั้นรุนแรงระดับหนึ่ง และเขาก็มีปฏิกิริยาที่ต่อต้าน ดั่งยิ่งว่า เหมือนยิ่งยุ คือทุกสิ่งที่ท่านอาจารย์บอกให้เขาปรับปรุง กลับยิ่งทำให้มันดูแย่ลง ท่านอาจารย์ยังเปรยกับฉันช่วงเบรคว่า ผู้ชายคนนั้นท่าทางจะเข็นไม่ขึ้น หัวแข็ง คนอย่างนี้เจ้านายไม่รัก ก้าวหน้าช้าเพราะความรั้นของตัวเองนั่นแหละ แต่ท่านกลับลงท้ายต่อว่า แต่อนาคตมันรุ่งนะ ถ้ารู้จักปรับตัวเองให้อ่อนลงบ้าง


แต่กลับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เมื่อช่วงบ่ายอีกวันถัดมา มีวิทยากรท่านใหม่มาแทน ผู้ชายคนนั้นกลับขึ้นพูดด้วยท่าทีที่แปลกไปราวกับคนละคน เรื่องที่พูดมีความชัดเจน การยืนก็ดูเหมาะสม น้ำเสียงก็น่าติดตาม แถมเรื่องราวยังมีสาระน่าฟังอีกด้วย

เมื่อพูดเสร็จ ท่านวิทยากรคนใหม่ก็ปรบมือให้พร้อมคำชมต่าง ๆ นานา จนฉันเกิดคำถามทันทีว่า...
เพียงแค่ชั่วโมงเดียว ทำไมคนจึงเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนั้น?
ฉันเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว จึงเข้าไปถามเค้าด้วยความแปลกใจช่วงทานมื้อค่ำด้วยกันวันนั้น

เขาบอกกับฉันว่า เขาชอบที่จะพิสูจน์ว่า จะทำให้คนมองเห็นเขา ในแบบฉบับที่เขาอยากให้มองเห็น...ได้หรือเปล่า คือหากเขาตั้งใจจะให้ใครมองเขาเป็นแบบไหน ก็จะทำให้เห็นว่าเขาเป็นแบบนั้น มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากสำหรับฉัน ว่าเขาจะทำแบบนั้นไปทำไม และฉันก็ไม่ทนเก็บความสงสัยเอาไว้หรอก จึงถามต่อว่า...ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ?

คำตอบก็คือ เขาอยากเห็นความรู้สึกผิดของคนที่ชอบตัดสินใจเร็วว่าคน ๆ หนึ่งจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ตามกรอบความคิดของตัวเอง เขาไม่ชอบให้ใครเอาประสบการณ์ส่วนใหญ่ของตัวเองมาใช้ตัดสินคนทุกคน

ฉันอึ้งไปในความคิดของเขา แต่กรอบความคิดของฉันก็บอกกับฉันว่า เขาเป็นคนหัวแข็งอย่างที่อาจารย์ หรือวิทยากรท่านนั้นกล่าวไว้จริง ๆ ด้วยสิ (อิอิ) เพราะฉันย้อนถามเขาไปว่า

คุณก็มองว่าอาจารย์เค้าไม่ชอบขี้หน้าคุณตั้งแต่แรกใช่มั้ยล่ะ?
หรือว่าคุณคิดว่า อาจารย์จ้องจับผิดคุณอยู่คนเดียวหรือเปล่า?

เขายอมรับว่า ใช่ คิดอย่างนั้นจริง ๆ ฉันจึงบอกเขาว่า อาจารย์เค้าหวังดีกับคุณต่างหาก และอาจารย์คงเสียใจแย่ ที่ไม่ได้เห็นคุณนำสิ่งที่ท่านสอนมาปรับใช้ แต่กลับเป็นอาจารย์ท่านอื่นที่ได้เห็น

สิ่งที่เราเห็น...อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
สิ่งที่เราคิด...อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เค้าเป็น
สิ่งที่เค้าเป็น...อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการ
สิ่งที่เค้าต้องการ...อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น

ดังนั้น อย่าเอากรอบความคิดของเราไปตัดสินใครเลยจะดีกว่า คุณว่ามั้ยคะ?

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 26 ก.พ. 2010, 22:36 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)
รูปภาพ

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 26 ก.พ. 2010, 22:45 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)
ภาพลวงตา

รูปภาพ
...คุณเห็นอะไรบ้างในภาพที่ 1 และ 2
รูปภาพ

มีม้ากี่ตัว
รูปภาพ

มีเด็กกำลังต่อภาพอยู่กี่คน
รูปภาพ

มีคนจำนวนเท่าไหร่
รูปภาพ

มีกวางกี่ตัวในภาพนี้
รูปภาพ

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 27 ก.พ. 2010, 08:41 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)


มะนาวต่างดุ๊ดผจญควาย...
:b9: หรือต้องหัดกินหญ้าจะได้แข็งแรง
{{เพราะอยากกินแฮมเบอเกอร์แท้ๆ เชียว}} :b32:

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 27 ก.พ. 2010, 10:04 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)


:b46: ประโยชน์จากสิ่งที่บางคนเห็นว่าไร้ประโยชน์ :b46:




_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 27 ก.พ. 2010, 10:18 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)





_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
เอรากอน
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 27 ก.พ. 2010, 19:52 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ภาพประจำตัวสมาชิก

เข้าร่วม: 17 พ.ค. 2009, 09:34
ตอบ: 1338
อายุ: 0
Blog: จำนวนบล็อก (5)
:b1:

เฮ้อ...ภาพหลัง ๆ ยัง โหลดไม่ขึ้นเลย...... :b2: :b2:


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 04 มี.ค. 2010, 12:07 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)
ธรรมจากไอศกรีม - มุมปัญญา

เชื่อว่า ทุกท่านคงเคยได้กิมไอศกรีมกันมาแล้ว
ยิ่งในวัยเด็ก
ไอศกรีมเป็นของหวานที่เด็กไม่เคยปฏิเสธ
เมื่อได้ลิ้มรสครั้งแรก ก็จะติดใจไปอีกนาน

การติดใจ ดูเป็นสิ่งพื้น ๆ ที่ทุกท่านก็ต้องเคยพบ

แต่ท่านเคยฉุกใจคิดไหมว่า
การติดใจนี้
จะทำให้ท่านต้องแสวงหาไอศกรีมอีก

ท่านอาจไม่คิดอะไร เพราะราคาไอศกรีม ไม่ได้แพงมาก
จนสุดเอื้อมจะไขว่คว้า
และการหามาก็ได้ง่าย ๆ ไม่ยากเย็นในยุคปัจจุบัน

เมื่อท่านบ่มเพาะการติดใจ ถึงแม้ดูจะเป็นเรื่องเล็ก
แต่มันก็เป็นเชื้อที่อยู่ในใจท่าน
ท่านยิ่งให้อาหารมัน มันก็จะยิ่งแข็งแรง ไม่ตายง่าย ๆ

ในทางธรรม การติดใจ นี่คือ กิเลสตัณหา นั้นเอง

เมื่อท่านฝึกตน จนสภาวะแห่งจิตรู้ ได้ตื่นขึ้นแล้ว
เมื่อท่านได้ลิ้มรสแห่งไอศกรีม ท่านจงสังเกตรสมันไห้ดี
มันไม่เคยอยู่นิ่ง เมื่อเข้าปาก สักครู่ ก็จะสลายไป
เมื่อท่านกลืนมันเข้าไป
ในลำคอของท่าน

ความเป็น ความอยู่ แห่งสภาวะธรรม
มันเป็นเช่นนี้เองที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ที่ทางธรรมได้บัญญัติคำเรียกว่า ไตรลักษณ์

ของมันพื้น ๆ ที่ท่านอาจไม่เคยสังเกตมัน เพราะการติดใจในรส
มันได้ปิดบังเรื่องนี้เอาไว้

จิตนั้นได้สัมผัสรู้ในรส ได้สัมผัสไตรลักษณ์แห่งรส
นี่คือปัญญาที่มอบให้แก่จิต สักวัน จิตจะฉลาด
เริ่มเข้าใจ ความเป็นมายาที่ตนเองเคยติดใจ
ความไม่มีแก่นสารแห่งการได้สัมผัส สัมผัสแล้วก็เท่านั้น จบก็จบกัน
แล้วความสลัดคลายการยึดติดก็จะกลับคืนมา
พร้อมกับความสว่างแห่งปัญญาในจิตใจในใจท่าน

อย่าดูถูกว่ามันเป็นเพียงไอศกรีม ที่ราคาไม่เท่าใด
มันก็สอนธรรมให้แก่ท่านได้
ถ้าท่านเข้าใจในธรรมชาติของมัน

การรู้ธรรม เข้าใจในรรม ไม่ได้ไปไกลเกินตัวท่านเลย
มันจะวนเวียนอยู่รอบตัวท่านตลอดเวลา
เหมือนอากาศที่อยู่รอบตัวท่าน
แต่ท่านไม่เคยรู้เลยว่า รอบตัวท่านมีอากาศอยู่
เมื่อวันใด ที่ท่านเริ่มหายใจสะดุด ติดขัด
ท่านจึงจะรู้ได้ เข้าใจได้ทันที


:b8: ที่มา..นมสิการ

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 04 มี.ค. 2010, 12:21 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)
อย่าวัดคนแค่ภายนอก

รูปภาพ

สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบๆ กับสามีของเธอในชุดสูทเนื้อผ้าธรรมดาๆ
ก้าวลงจากรถไฟในชานชาลาสถานีเมืองบอสตัน
ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบอยู่หน้าสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เลขานุการสาวดูออกในแว่บเดียวว่าสามีภรรยาซอมซ่อคู่นี้มาจากบ้านนอก
และไม่น่าจะมีธุระอะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้
หล่อนขมวดคิ้ว
" เราต้องการพบท่านอธิการบดี " สามีกล่าวนุ่มนวล
" ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน " เลขาฯ สะบัดเสียงเล็กน้อย
" งั้นเราจะรอ " ภรรยาตอบ
เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ
โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้ และกลับไปเอง
... แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ...
เลขาฯ สาวเริ่มไม่แน่ใจจึงเข้าไปเรียนท่านอธิการบดี
" พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียว แล้วก็จะกลับ " หล่อนอธิบาย
ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วก็พยักหน้าแบบเสียไม่ได้
ความจริงแล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการบดีจะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อย่างไร ?
... แต่ก็เถอะนะ ท่านคิด
... ดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี ้ยนอยู่แถวนี้ให้ใครต่อใครมาเห็น
ท่านเชิดหน้าอย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่
ภรรยากล่าวขึ้น *
" ลูกชายของเราเคยเรียนในฮาร์วาร์ด 1 ปี เขารักฮาร์วาร์ดมาก
และเขาก็มีความสุขที่นี่อย่างยิ่ง
แต่เมื่อปีที่แล้ว เขาได้ประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิต
สามี กับดิฉันจึงอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึกถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมกับคำพูดเหล่านั้นแต่อย่างใด
" คุณผู้หญิง เราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์วาร์ดแล้วตายไปหรอกนะ
ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่ "
" โอ ... ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี " ภรรยารีบอธิบาย
เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น แต่เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก "

ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้าย กับสูทบ้านนอก
" สร้างตึก ! พวกคุณรู้ไหมว่าต้องใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหนึ่ง
คุณรู้ไหม ?... เราใช้เงินไปมากกว่า 7.5 ล้านดอลลาร์ในตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่ "
ภรรยาเงียบ ไปครู่ใหญ่
ท่านอธิการบดีรู้สึกโล่งอก
ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็จะต้องถูกกำจัดให้ไปเสียที
แล้วภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบาๆว่า
" ในการสร้างมหาวิทยาลัย ใช้เงินแค่นี้เองน่ะหรือ ?
แล้วทำไมเราไม่สร้างมหาวิทยาลัยของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ ?"
สามีผงกศีรษะ
สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด !
จากนั้น ...
นาย และนาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด ก็เดินทางไปยัง พาโลอัลโต ในแคลิฟอร์เนีย
ที่ๆ ต่อมา ...
พวกเขาได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบครัว
เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชายที่ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณค่า
...........................................................................

.......
* *
นี่คือ ...
ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย Stanford * ในสหรัฐฯ
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังคู่แข่งของมหาวิทยาลัย Harvard *
จะเห็นได้ว่า
... มันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนที่ชอบตัดสินคนอื่นเพียงแค่
** เปลือกนอก **

...........................
ที่มา : Forward Mail

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 
Bwitch
 หัวข้อกระทู้: RE: :: สองคนยลตามช่อง ::
Permanent Linkตอบ: 07 มี.ค. 2010, 14:53 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 17
สมาชิกระดับ 17
USER_AVATAR

เข้าร่วม: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
ตอบ: 3368
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก
Blog: จำนวนบล็อก (60)

อิ๊คคิวซัง แค่การ์ตูนหรือตำนานที่มีอยู่จริง ?

หนึ่งใน 'การ์ตูนญี่ปุ่น' ที่ผม 'ติด' มานาน ย่อมมี 'อิ๊คคิวซัง' อยู่ด้วย
ชอบทั้ง 'อิ๊คคิวซัง...คับผม' ...จนถึง 'จะรีบไปไหนๆ..'
รวมทั้งชอบ 'ปุจฉา' กับ 'วิสชันา' ที่ 'สอน' อะไรเรามากมาย
อิ๊กคิวซัง' Ikkyu-san มีตัวตนจริงๆครับ
ท่านมีชื่อในวัยเด็กว่า 'เซนงิกามารุ' เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1349 (พ.ศ.1892) เมืองซะกะโน ใกล้เมืองเกียวโต
'อิ๊คคิวซัง' มีพ่อเป็นจักรพรรดิฝ่ายเหนือ ส่วนมารดา ที่การ์ตูนเรียก 'ท่านแม่' ของเณรน้อย เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ฝ่ายใต้ และถูกขับจากวังตั้งแต่อิ๊กคิวซังยังไม่คลอด
สาเหตุที่ 'ท่านแม่' ที่เป็นเจ้าหญิงถูกขับออกจากวัง เพราะถูกฝ่ายตรงข้ามใส่ร้ายป้ายสี
'ท่านแม่'ทรงให้'อิ๊กคิวซัง'บวชที่วัดอังโกะกุจิ เมื่ออายุ 6 ขวบ เพื่อหนีภัยการเมือง
ซึ่งเณรน้อยได้ฉายาตอนนั้นว่า 'ชูเคน'
เมื่อบวชเป็นเณร อิ๊คคิววังตั้งอกตั้งใจศึกษาพระธรรม และฉายแวว 'คนเจ้าปัญญา' มากขึ้นตามอายุ
เมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ อิ๊กคิวซังแต่งกลอนวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุนิกายหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมกอบโกยทรัพย์สิน หลงไหลยศฐาบรรดาศักดิ์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน
กระทั่งอายุได้ 13 ปี 'อิ๊คคิวซัง' จึงมีโอกาสเข้าพบแม่ทัพใหญ่ในยุคนั้น คือ 'อาซิคะงะโยชิมิสึ'
เป็นแม่ทัพคนเดียวกับที่ปรากฎในการ์ตูนคือ'ท่านโชกุน'นั่นเอง
เมื่ออายุได้ 17 ปี 'อิ๊กคิวซัง' ออกจากวัดอังโกะกุจิแล้วไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ 'หลวงพ่อเคนโอ' ที่วัดไซกอนจิ พร้อมได้ฉายา 'โชจุน'
ที่วัดแห่งนี้ หลวงพ่อเคนโอ เน้นการปฏิบัติธรรม โดยพระและเณรในวัด ต้องทำงานหนัก และอยู่กับสิ่งสกปรกเสียส่วนใหญ่
เมื่อหลวงพ่อเคนโอมรณภาพ
'อิ๊กคิวซัง' จึงเดินทางไปวัดอิชิยามา และปฏิบัติธรรมด้วยการอดอาหาร 7 วัน 7 คืน พร้อมสวดมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้อาจารย์ต่อหน้าพระโพธิสัตว์
มีเรื่องเล่ากันว่า การมรณภาพของหลวงพ่อเคนโอ ทำให้อิ๊คคิวซังเสียใจมาก ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย
'อิ๊คคิวซัง' ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการเดินลงไปในแม่น้ำเซตะ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานจิตว่า
'ถ้าพระโพธิสัตว์ต้องการให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ก็ขอให้ข้าพเจ้าฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แต่หากชีวิตข้าพเจ้าไร้ซึ่งคุณค่าเสียแล้ว ข้าพเจ้าขออุทิศสังขารให้เป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำ'
ระหว่างที่ดำดิ่งลงในท้องน้ำ 'อิ๊กคิวซัง' พลันนึกถึงใบหน้า 'ท่านแม่' และรำลึกถึงคำสอนของท่านขึ้นมา
คำสอนนั้นคือ 'เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ย่อท้อ'
'อิ๊กคิวซัง' จึงตะเกียกตะกายกลับขึ้นฝั่ง
เมื่อท่านอายุได้ 23 ปี 'อิ๊คคิวซัง' จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อคะโซ แห่งวัดโคอัน พร้อมได้ฉายาใหม่เป็น 'พระโซจุน'
หลวงพ่อคะโซ เป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ แต่พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอใจในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและหนักหน่วง
ดังนั้น เมื่อมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ อิ๊กคิวซังจึงต้องทำงานทั้งวัน และปฏิบัติธรรมอย่างหนักหน่วง
นอกจากใช้แรงงานในวัดแล้ว อิ๊กคิวซังยังต้องสานรองเท้า เย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาผู้หญิง รวมทั้งออกไปขายแรงงานในหมู่บ้านละแวกนั้น
ที่สำคัญคือ อิ๊คคัวซังโดนพระรุ่นพี่ที่ไม่ชอบหน้ากลั่นแกล้ง ทำร้าย เตะต่อยอยู่เสมอ แต่ท่านก็อดทน
ในที่สุด ความเพียรพยายามที่จะค้นหาสัจธรรมของท่านอิ๊คคิววังก็สำเร็จ
โดยสามารถแก้ปริศนาธรรมที่หลวงพ่อคะโซตั้งไว้ได้ขณะมีวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น
และ 'พระโชจุน' ก็ได้รับฉายาใหม่ว่า 'อิ๊กคิว โซจุน' ซึ่งหมายความว่า 'รู้พ้นจากโลกสมมติตามบัญญัติของลัทธิเซน'
ตำนานญี่ปุ่นระบุว่า 'อิ๊กคิวซัง' น่าจะเป็นพระภิกษุที่บรรลุธรรมเมื่ออายุยังน้อยที่สุดรูปหนึ่งใ นพระพุทธศาสนา
เพราะท่านสามารถบรรลุธรรมในขณะที่นั่งสมาธิบนเรือริมฝั่งทะเลสาบ
'เหตุแห่งความทุกข์และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา'
นี่คือคือแก่นธรรมที่ท่านอิคคิวค้นพบ !!!
ในหนังสือ'ปล่อยวางอย่างเซน' ของคุณ ละเอียด ศิลาน้อย ได้กล่าวถึงการสอนธรรมของท่านอิ๊คคิวซังไว้
โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ท่านนินากาวะจะจากไป (ตาย) ซึ่ง 'อิ๊กคิวซัง' ได้แวะมาเยี่ยมแล้วถาม 'จะให้ผมนำทางให้ไหม?'
นินากาวะตอบ 'ฉันมาที่นี่แต่เพียงลำพังคนเดียว และฉันก็จะไปคนเดียว คุณจะช่วยอะไรฉันได้?'
อิ๊กคิวซังจึงตอบกลับไปว่า 'ถ้าคุณคิดว่าคุณมาและไปจริงๆ แล้วนั่นเป็นโมหะ (ความหลงผิด) ของท่านละ ขอให้ผมได้แสดงทางซึ่งไม่มีการมาและไม่มีการไปให้ท่านดูสักหน่อยเถิด'
ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ 'อิ๊กคิวซัง' ก็ได้ช่วยเปิดเผยเส้นทาง (แห่งธรรม) ให้แก่นินากาวะ ทำให้นินากาวะยิ้มแล้วจากไปอย่างสงบ
ความเรื่อง 'อิ๊กคิวซัง' บรรลุแก่นธรรมทราบถึง 'หลวงพ่อคะโซ' ทำให้ท่านประสงค์จะมอบใบสำเร็จเปรียญธรรม และตำแหน่งเจ้าอาวาสให้อิ๊กคิวซังสืบทอด
แต่'อิ๊กคิวซัง'ปฏิเสธ !!!
ท่านให้เหตุผลว่า 'ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติ'
ท่านจึงออกธุดงค์
กระทั่งอายุ 34 ปี 'อิ๊กคิวซัง' จึงมีโอกาสเข้าเฝ้าท่านพ่อ ซึ่งเป็นองค์จักรพรรดิ
และเป็นช่วงที่ท่านถูกกล่าวถึง และเป็นที่ขยาดหวาดกลัวและเกลียดชังจากภิกษุด้วยกัน
เพราะท่านไม่พอใจกับการ 'ยึดติด' ของบรรดาพระทุกรูป
ครั้งหนึ่ง 'อิ๊กคิวซัง' ไปร่วมงานครอบรอบวันมรณภาพของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งด้วยสภาพมอมแมมสกปรก จีวรหลุดลุ่ย และด่าทอพระที่มือถือสากปากถือศีล
เนื่องเพราะมีพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากที่ทำตัวเคร่งพระวินัย ถึงขนาดบอกว่าผู้หญิงเป็นมารศาสนา
แต่เบื้องหลังกลับลักลอบให้แม่เล้านำโสเภณีมาบำเรอถึงในกุฏิ
ท่านด่าทอพระผู้มีอิทธิพลมีหลายรูป ที่หลอกชาวบ้านว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้หากบริจาคปัจจัยให้พระมากๆ รวมทั้งทำทุกอย่างที่ถือว่าเป็นอาบัติ ทั้งดื่มสุรา เล่นการพนัน ฉันเนื้อสัตว์ ไม่โกนผมและไว้หนวดเครา รวมถึงเดินเข้าออกซ่องโสเภณีอย่างเปิดเผย

โดยส่วนตัว 'อิ๊กคิวซัง' ก็คบหาและปฏิบัติกับโสเภณีอย่างเปิดเผยสุภาพและให้เกียรติ
ท่านเคยแบ่งส้มจากบาตรให้โสเภณีอดอยากทาน
เคยปีนเขาเสี่ยงตายไปหาสมุนไพรมารักษาโสเภณีที่ป่วยหนักแม้ว่าจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
กระทั่งเมื่อท่านอายุได้ 75 พรรษา ระหว่างที่ธุดงค์เร่ร่อนหลบภัยสงครามในประเทศไปอยู่ที่เมืองซึมิโยชิ
ท่านได้พบกับ 'โมริ' ศิลปินขอทานตาบอด และท่านได้รับนางเป็นภรรยา
ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันคืนเดียว 'โมริ' ก็หนีไปเพราะเกิดความอับอายและเกรงว่าตนจะทำให้ท่านอิ๊กคิวซังเสื่อมเสียชื่อเสียง
แต่นางก็กลับมาหาอิ๊กคิวอีกหน เพราะไม่สามารถดำรงชีวิตลำพังได้ในสภาวะสงคราม

เมื่ออายุได้ 85 ปี จักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้ 'อิ๊กคิวซัง' เป็นเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิ ซึ่งเป็นวัดหลวงที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้น เมื่อไม่สามารถขัดพระราชประสงค์ได้ อิ๊กคิวซังจึงยอมรับตำแหน่ง
แต่ท่านรับตำแหน่งเพียงแค่วันเดียวก็ลาออก และกลับไปอยู่วัดเมียวโชจิ ที่ท่านสร้าง
'อิ๊คคิวซัง' มรณภาพหลังจากกลับมาอยู่วัดเมียวโชจิได้เพียง 2 ปี
โดยท่านป่วยเป็นมาลาเรีย และละสังขารในท่านั่งสมาธิในอ้อมกอดของโมริ ภรรยาของท่าน
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1481(พ.ศ.2024)
'อิ๊คคิวซัง' มรณภาพเมื่ออายุ 88 ปี

จาก fwd mail


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเล่า
หากเรารู้จักอ่าน แล้วดึงเอาประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอออกมา
นำมาคิดพิจารณาด้วยปัญญาก็สามารถเข้าถึงธรรมได้
แม้แต่เรื่องของ พวกมือถือสาก ปากถือศีล
เราสามารถดูเป็นเยี่ยง แต่อย่าเอาเป็นอย่าง
เราก็ได้ประโยชน์จากสิ่งที่คิดว่าไร้ประโยชน์ได้เหมือนกัน

....เจริญในธรรม :b45:

_________________
รูปภาพ
Breathing in I know that I am breathing in.
Breathing out I know that I am breathing out.

...................

รูปภาพ


ข้างบน
 ข้อมูลส่วนตัว E-mail  
 

 [ 10 replies ] 

โซนเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ใช้งานขณะนี้ : fang, Google [Bot], MSN [Bot], Yahoo [Bot]


Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ

หน้าแรกธรรมจักร   l   รวมเว็บ   l   รูปภาพ   l   บ้านอารีย์   l   เรือนธรรม   l   วัดป่าดอทคอม   l   ลานธรรมเสวนา   l   ธรรมะดิลิเวอรี่   l   ฟังธรรม.คอม   l   ว.วชิรเมธี   l   ดังตฤณ   l   ยุวพุทธฯ   l   กรรมฐาน   l   84000.org   l   พลังจิต   l   พระอภิธรรม   l   วิปัสสนาไทย   l   พระไพศาล วิสาโล   l   วัดมเหยงคณ์   l   กลุ่มรู้(ทัน)...ชีวิต