wit
|
เชื่อว่ามติมหาเถระไม่เคยรับรองโพธิรักษ์และสันติอโศกเป็นนานาสังวาสถูกตามแบบพุทธทางการไทยแน่นอนเหมือนที่โพธิรักษ์อ้างเอาข้างเดียว |
ผู้มาเยือน
|
ตอบคำถามเรื่องสมาธิ เพียงเล็กน้อย
พระพุทธพจน์ที่เรียกว่าพระธรรมวินัยมี 2 ส่วน
พระวินัยมี 21,000 พระธรรมขันธ์
พระธรรมมี 63,000 พระธรรมขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลหรือวิบากหรืออัพยากตะ มีถึง 21,000 พระธรรมขันธ์ อีกส่วนหนึ่งเป็นเหตุล้วนๆ ที่เรียกว่า พระอภิธรรม 42,000 พระธรรมขันธ์
ผลกับเหตุหรือเหตุกับผล ใกล้เคียงกัน บางครั้งก็แยกกันไม่ออก เช่น คำว่า สมาธินี้เป็นผลของฌาน (รูปฌาน 5 อรูปฌาน 4) พูดถึงปฐมฌานหรือสมาธิ หรือวิปัสสนานี่ ก่อนที่จะถึงสมาธินี้จะต้องมีปฐมฌานเป็นเหตุเครื่องกั้น สมาธิเป็นผลของปฐมฌาน
การที่จะได้ปฐมฌาน (ยังมีทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน) เบื้องต้นของการได้ฌานที่เรียกว่า ปฐม หรืออุปสรรคเบื้องต้นของการได้ปฐมฌาน ก็คือ นิวรณ์ (นิวรณ์คือเครื่องขัดขวางเครื่องกั้น ไม่ให้ได้กุศล ไม่ให้ได้ฌาน สมาธิ วิปัสสนา มหาสติปัฏฐาน รูปนาม มรรค ผล อภิญญา สมาบัติ) ต้องกำจัดนิวรณ์ให้ได้ก่อนจึงจะได้ ปฐมฌาน
องค์คุณของปฐมฌานประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
วิตกกำจัดถีนมิทธะ ถีนมิทธะ ไม่ได้แปลว่า ง่วงเหงาหาวนอนอย่างที่เรารู้ แต่พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องของถีนมิทธะนิวรณ์ก็คือ
ถีนมิทธะนิวรณ์ที่เกิดจากความเดือดร้อนเรื่องของญาติพี่น้อง บริวาร บุคคลที่เกี่ยวข้อง
ถีนมิทธะนิวรณ์ที่เกิดจากความเดือดร้อนจากการแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ที่อยู่อาศัย ทำมาหากิน
ถีนมิทธะนิวรณ์ที่เกิดจากความเดือดร้อนที่เกิดจากโรค (แบ่งออกเป็น 2 คือ 1.โรคทางจิต (โรคจิต) คือ ความโลภ กับความโกรธ 2. โรคพยาธิที่เกิดจากทางกาย คือเจ็บไข้ได้ป่วยทางกาย)
ถีนมิทธะนิวรณ์ที่เกิดจากความเดือดร้อนจากการเลื่อมใสในสิ่งที่เข้าใจผิด รู้ผิด
ถีนมิทธะนิวรณ์ที่เกิดจากความเดือดร้อนในความเห็นที่ผิด เรียกว่า ทิฏฐิ กลายเป็นความกังวล เซื่องซึมในความคิดอันเป็นผลจากความฟุ้งซ่าน
อย่างนี้เขาเรียกว่า มีปัญหาของคำว่าถีนมิทธะนิวรณ์
ต่อไปวิจาระ อุปสรรคของวิจาระก่อนที่จะได้ฌาน ก็คือว่า ทำอย่างไร จะต้องรู้เรื่องนิวรณ์ ที่เรียกว่าวิจิกิจฉานิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ไม่ได้แปลว่าสงสัย วิจิกิจฉานิวรณ์เป็นอุปสรรคของการได้ฌานอย่างยิ่งใหญ่ เพราะจะต้องรู้ว่าองค์ประกอบของวิจิกิจฉานิวรณ์มี 8 ประการ คือ
1. วิจิกิจฉานิวรณ์ในเรื่องไม่รู้ความเป็นมาของพระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ 20 อสงไขยกำไรแสนกัปป์ พระพุทธเจ้าสัทธาธิกะ 40 อสงไขยกำไรแสนกัปป์ พระพุทธเจ้าวิริยาธิกะ 80 อสงไขยกำไรแสนกัปป์ วิจิกิจฉานิวรณ์จะต้องหาความรู้ความเข้าใจจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องรู้วิสัยของพระโพธิสัตว์ตั้งแต่ต้นจนตรัสรู้ ต้องฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ให้รู้ว่าพระพุทธองค์นั้นเป็นมาอย่างไร
2. วิจิกิจฉานิวรณ์ในเรื่องไม่รู้พระธรรม ต้องรู้พระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ ต้องรู้ทั้งเหตุและผล ก่อนมีพระพุทธเจ้ามีแต่ผลไม่ทราบเหตุ เมื่อมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วจึงจะรู้ว่า ผลนั้นมาจากเหตุใด
3. วิจิกิจฉานิวรณ์ ไม่รู้จักบุคคลมี 4 ประเภท ไม่รู้ความแตกต่างของบุคคล 4 ประเภท บุคคล 4 ประเภท
ประเภทที่ 1 ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล อริยสงฆ์สาวก
ประเภทที่ 4 ฟังอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องแต่คิดว่ารู้เรื่อง อย่างเราท่านทั้งหลาย ไม่รู้เลยว่าบรรลุธรรมกันง่ายๆ ได้อย่างไร เช่น พระอุปติสสะฟัง “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุนั้นและความดับของเหตุนั้น” พระอุปติสสะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ส่วนเราฟังอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง ฟังอย่างไรก็ไม่บรรลุธรรม เพราะเราเป็นประเภทที่ 4
4. วิจิกิจฉานิวรณ์ ไม่รู้สิกขา 3 ศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร บุคคลกลุ่มที่ 4 พอพูดถึงศีลก็นึกถึง ศีล 5 ศีล 10 สมาธิก็นึกถึงจิตตั้งมั่น ปัญญาก็นึกถึงรอบรู้ในกองสังขาร
5. วิจิกิจฉานิวรณ์ ไม่รู้ในอายตนะ ไม่รู้จักขันธ์ว่าคืออะไร ไม่รู้จักว่าธาตุคืออะไร ในส่วนที่เป็นอดีตภพภูมิชาติที่แล้ว ว่ามีจริงหรือไม่มีจริง ถ้ามีจริงก็ไม่รู้ว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ คืออะไร ไม่รู้ก็จัดว่าเป็น อเหตุกทิฏฐิ
6. วิจิกิจฉานิวรณ์ ไม่รู้เรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เราทำในปัจจุบันแล้วจะส่งไปในอนาคตจะส่งผลไปข้างหน้าหรือไม่ ที่เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ
7. วิจิกิจฉานิวรณ์ ไม่รู้ เรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ ชาติที่ผ่านมาแล้วชาติที่จะไปในอนาคต เชื่อแต่ปัจจุบัน เรียกคนอย่างนี้ว่า อกิริยทิฏฐิ
8. วิจิกิจฉานิวรณ์ ในเรื่อง ไม่รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเหตุต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต ส่งผลมาปัจจุบัน และส่งผลไปในอนาคต เช่น ความโกรธ ไม่ต้องมีการสอน ติดตัวมาอย่างไร ความโกรธเป็นผล ไม่มีใครรู้ว่ามาจากเหตุอะไร โกรธ น้อยใจ เสียใจ หิวกระหาย การเดิน นั่ง ยืน นอน เคลื่อนไหว ซึ่งเป็นผล มาจากเหตุอะไร เราก็เลยมักง่ายบอกว่าเป็นธรรมชาติ อะไรก็ธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือผล เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่ามันติดตัวมาอย่างไร เรียกว่า อัตตทิฏฐิ
พยาบาทนิวรณ์ เป็นอุปสรรคของการได้ฌาน คุณสมบัติของการจะได้ก็คือ ต้องรู้จักว่าปีติควบคุมพยาบาทนิวรณ์อย่างไร ไม่รู้ว่าต้นเหตุมาจากไหน เราหงุดหงิดง่าย เสียใจง่ายมาจากไหน มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิ ทำสติวิปัสสนาแล้วจะหาย ไปแผ่เมตตาแล้วจะแก้ได้อย่างไร เราไม่รู้จักว่าพยาบาทนิวรณ์มาจากไหน องค์ประกอบของพยาบาทนิวรณ์มี 10 ประการ องค์ประกอบของ 10 ประการเราก็ไม่รู้ พยาบาทนิวรณ์เป็นผล เราไปนั่งจะรู้ได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้สิกขาธรรม (คนนั่งสมาธิจึงหงุดหงิด จิตตก จิตหล่น ฟุ้งซ่าน คิดหลายเรื่อง คิดไม่หยุด)
สุขที่เป็นองค์ประกอบของฌานจะควบคุมอุทธัจจะกุกกุจจะนิวรณ์ได้อย่างไร
เอกัคคตา กำจัดกามฉันทะนิวรณ์ได้อย่างไร ซึ่งเราจะต้องรู้อีกมากมาย
ถ้ากำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 นี้ได้ ถ้าท่านทำได้ก็ได้ปฐมฌานกุศล และจากปฐมฌานกุศลแล้วถึงจะไปทำสมถ 26 ที่เรียกว่า กสิณ 10 อสุภ 10 ฯ หรือวิปัสสนาภูมิ วิปัสสนาธรรมต่อไป ทุกคนต้องเริ่มจากกำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 ก่อน
เบื้องต้นของการได้ฌานต้องกำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสให้ไปนั่งสมาธิ ตรัสให้ไปกำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 นี้ให้ได้ก่อน พระพุทธองค์จะสอนเรื่องสมาธิต่อไป สมาธิเป็นผลจากการเก็บนิวรณ์แล้ว เช่นเดียวกันกับวิปัสสนา
เมื่อเก็บนิวรณ์ทั้ง 5 แล้ว สมาธิ สติ วิปัสสนา มหาสติปัฏฐานจึงจะทำได้ หลังจากเก็บนิวรณ์ได้แล้วจึงจะทำสมถสมาธิต่อไป
ที่เราบอกว่านั่งสมาธิ นั่งแล้วได้อะไร ก็ได้ความปวด ความเมื่อย ความคิดฟุ้งซ่านไม่สงบ ก็เพราะว่าทำไม่ถูกต้อง ข้ามขั้นตอนไปทำสมาธิโดยไม่ได้กำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 นี้ก่อน ไม่รู้ว่าสมาธิอยู่ตรงไหน ก็ต้องรู้ว่าสมาธิอยู่ที่ไหน เป็นความโชคร้ายของคนที่ไม่ได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในวิจิกิจฉานิวรณ์ข้อ 1 และ 2 ไม่รู้ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องวิจิกิจฉานิวรณ์นี้แก้ได้อย่างไร
คนนั่งสมาธิแล้ว มันไม่ได้พัฒนาถึงไหน เดี๋ยวก็ฟุ้ง เดี๋ยวก็หลงลืมสติ ก็พูดกันอยู่อย่างนี้ นั่งไปนั่งมาเดี๋ยวก็หลงว่าได้ฌานได้เป็นพระอรหันต์ พอออกจากสมาธิก็วุ่นวายเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม มีโลภะโทสะมากกว่าเดิม มีตัวอย่างให้เห็นทั่วไป ไม่รู้คุณสมบัติของฌาน มัวแต่ไปแปลฌานว่าเพ่ง โดยไม่รู้ว่าฌานของพระพุทธองค์คืออะไร ฌานแปลว่าเพ่งเป็นของโยคี ฤาษี
พระพุทธองค์ต้องมาแก้ไขให้ว่า จะเป็นสมาธิที่ได้ฌาน ต้องกำจัดนิวรณ์ก่อน พอกำจัดนิวรณ์ได้ จึงเรียกว่าติเหตุกบุคคล (ติเหตุกบุคคล คือ บุคคลนั้นมีเหตุ 3 อย่างที่ทำงานภายในจิต ก็คือ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ โดยไม่มีอกุศลเหตุ คือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ โมหะเหตุเลย จึงบรรลุธรรมได้ง่าย) จึงจะทำสมถสมาธิ หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน มหาสติปัฏฐาน รูปนามต่อได้
ส่วนทวิเหตุกบุคคล ไม่สามารถทำให้ได้ฌานสมาธิหรือวิปัสสนาได้ ก็คือ บุคคลที่มีโลภะเหตุทำงานร่วมกับโมหะเหตุ โทสะเหตุทำงานร่วมกับโมหะเหตุ อโลภะเหตุทำงานร่วมกับอโทสะเหตุ
คณาจารย์ทั้งหลายหลงประเด็น เพราะไปแปลฌานคือเพ่ง เลยเพ่งนิมิตกันใหญ่ แล้วก็ไม่รู้จักคำว่านิมิตอีกต่างหาก
แล้วก็ให้ไปศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า จะทราบความจริงต่อไป หากไม่ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นกรรมของสัตว์ก็แล้วกัน
|