หนังสือธรรมะ
book_supawangreen
ลดข้อผิดพลาดของการใช้ความคิด (บทความ)
|
|
|
| ศุภวรรณ กรีน | |
|
ลดข้อผิดพลาดของการใช้ความคิด
ดิฉันเชื่อว่า หลังจากที่หนังสือ “วงกลมข้ามโคตร” ออกมาแล้ว และผ่านขั้นตอนของการรับศึกสุนามิของโลกธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งในสังคมทั้งโคตรปุถุชนและโคตรอริยะในระดับต่าง ๆ ที่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ดิฉันนำเสนอในหนังสือเล่มนี้ เมื่อวันเวลาผ่านไป การพูดเรื่องความปรารถนาพระนิพพานอาจจะมีมากขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนกลุ่มนั้นของสังคม และจำนวน “คนท้องถิ่นของภูกระดึง” ย่อมต้องมีมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคมพุทธของไทยเรา แต่คงไม่เท่าปรากฏการณ์ของเมืองปาฏลีบุตรแน่นอน เพราะนี่เป็นรุ่งอรุณของยุคมิคสัญญีแล้ว แต่หากเราสามารถทำให้มันเกิดได้ละก็ ต้องนับว่าเป็นบุญบารมีของประเทศชาติโดยแน่แท้ อันเป็นผลจาการมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติบ้านเมืองนั่นเอง ดิฉันจึงรู้สึกรับผิดชอบมากต่อปรากฏการณ์ใหม่ที่ตนเองกำลังสร้างอยู่ และเห็นว่าควรรีบพูดในสิ่งที่จำเป็นต้องพูดไว้ก่อนโดยจะดึงคำถามหนึ่งของผู้อ่านท่านหนึ่งมาตอบไว้ และถือโอกาสพูดเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันไปด้วย ดิฉันอยากได้ความเห็นเรื่องพระอรหันต์ยังต้องเจริญอานาปานสติต่ออีก อย่างที่เคยพูดเรื่องนี้ในอีเมล์ครั้งก่อน ว่า การเริ่มปฏิบัติธรรม เราจำต้องเริ่มฝึกที่กายก่อนเพื่อเป็นการเจริญสติและสมาธิ หลังจากที่สติและสมาธิตั้งมั่นได้แล้ว เราก็ยกสติมาพิจารณาใจ ความคิดตามความเป็นจริง เมื่อเสร็จกิจทางใจอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็จำต้องเอาสติมาจับกายหรือสมมตินี้ไว้ต่อ เพื่อให้เราได้ใช้สมมติเป็น ไม่งั้นชีวิตของสมมติก็เละเทะ ซึ่งเหมือนที่หลวงพ่อท่านหนึ่งสอน ดิฉันจึงนำมาเป็นเหตุผลว่าทำไมพระอรหันต์จึงต้องเจริญอานาปานสติต่อ มีข้อสังเกตอีกนิดหนึ่งว่า การที่บางคนออกมาแบบเจโตวิมุติ สภาวะมันจึงไม่ถาวร มันยังคงต้องหายไปอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากออกมาแบบปัญญาวิมุติแล้ว มันจะถาวรอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งสังขารนี้แตกดับไป เมื่อสังขารนี้แตกดับไปมันก็กลับไปสู่ความบริสุทธิ์ ขอความเห็นอาจารย์หน่อยนะคะ เรื่องพระอรหันต์ยังต้องเจริญอานาปานสติต่อไปนั้น ในความหมายของดิฉันแล้ว ไม่ได้หมายถึงการใช้สมมุติ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้สภาวะ “หลุดพ้น” หายไป เนื่องจากดิฉันได้ผ่านประสบการณ์ที่สภาวะหลุดพ้นหายไปอย่างสิ้นเชิงจนเหมือนกลับมาเป็นปุถุชนอีก จึงเข้าใจว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงยังคงเน้นให้สาวกที่เป็นพระอรหันต์ของท่านทำอานาปานสติต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้สภาวะหลุดพ้นหายไปได้
แต่ในปีหลัง ๆ นี้ ก็เข้าใจความลึกซึ้งของธรรมข้อนี้มากขึ้นไปอีก เรื่องการสนับสนุนให้พระอรหันต์ยังคงทำอานาปานสติต่อไป นั้นอาจจะมีส่วนช่วยป้องกันให้การใช้ความคิดของอเสขะบุคคลมีความผิดพลาดน้อยที่สุดด้วย ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ที่ดิฉันต้องการพูดในครั้งนี้
เส้นเปรียบเทียบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน จะสมมุติให้มีเส้นเปรียบเทียบโดยมีเลข ๐ เป็นพระนิพพาน หรือ สภาวะของผัสสะบริสุทธิ์ที่ความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ เลข ๑ บนเส้นเปรียบเทียบนี้ คือ ความคิด ซึ่งเป็นเครื่องมือชิ้นแรกหรือเครื่องมือพื้นฐานของมนุษย์ เลข ๒ คือ การใช้ความคิด หรือการใช้เครื่องมือพื้นฐาน เพื่อการสร้างสรรอารยธรรมหรือไม่ก็หายนธรรม อันเป็นผลที่อยู่ปลายสุดของเส้นเปรียบเทียบอันคือเลข ๑๐ บนเส้นเปรียบเทียบ ฉะนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะสร้างอารยธรรมหรือหายนธรรมก็ตาม ล้วนต้องย้อนกลับมาดูที่เครื่องมือพื้นฐานและการใช้เครื่องมือพื้นฐานอันคือ ความคิด (เลข ๑) และการใช้ความคิด (เลข ๒) เสียก่อนเสมอ ต้องให้แน่ใจว่า เครื่องมือพื้นฐานของเราไม่ได้ชำรุดหรือบิดเบี้ยว เพราะถ้าเลข ๑ เลข ๒ หรือเครื่องมือพื้นฐานชำรุดบิดเบี้ยวแล้ว เลขต่อ ๆ มาก็ต้องบิดเบี้ยวตามกันไปหมด จากที่ควรเป็นอารยธรรม ก็จะกลายเป็นหายนธรรมไปอย่างน่าเสียดาย
อเสขะบุคคลต้องระวังการใช้ความคิด
วันนี้จึงอยากพูดเรื่องความคิดและการใช้ความคิดโดยเฉพาะของอเสขะบุคคล แม้การใช้ความคิดของผู้หลุดพ้นแล้ว ก็ยังต้องระวังมาก ยิ่งต้องระวังมากกว่าการใช้ความคิดของเสขะบุคคลด้วยซ้ำไป อย่างน้อย เสขะบุคคลมีข้อแก้ตัวว่า ยังเป็นผู้เรียนรู้อยู่ ยังเรียนไม่จบปริญญาของมนุษย์ จึงยังคิดผิดพลาดได้ แต่กับอเสขะบุคคลแล้ว คนส่วนมากมักคิดว่า เป็นผู้รู้ทุกอย่างหมด จึงคิดผิดพลาดไม่ได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิดมาก เพราะนอกจากเลข ๐ ซึ่งเป็นตัวแทนพระนิพพาน เป็นนิจจัง เป็นอสังขตะธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เลข ๑ – ๑๐ ล้วนเป็นเรื่องที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของสนิมอนิจจังทั้งสิ้น จุดนี้แหละที่แม้อเสขะบุคคลก็ยังต้องระมัดระวังมาก เมื่อต้องพูด ต้องเขียน เพราะเมื่อความคิดหลุดออกมาเป็นภาษาแล้ว มันกลายเป็นเรื่องของโลกสมมุติที่มีขั้วบวกลบดีชั่วทันที สนิมอนิจจังกัดเซาะทันทีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นี่เป็นเหตุผลที่แม้อเสขะบุคคลโดยเฉพาะผู้เป็นครูบาอาจารย์สอนคน ที่จำเป็นต้องใช้ความคิดและคำพูดมากมาย ก็ยังสามารถพูดหรือเขียนในสิ่งที่ผิดพลาดได้เช่นกัน
จากปุยเมฆที่นำไปสู่อารยธรรมหรือหายนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เลข ๑ หรือ ความคิดนั้น เป็นเหมือนลม เหมือนปุยเมฆที่จับต้องไม่ได้ และเป็นมายาอย่างร้ายกาจ มันรวนเร แปรปรวนมากในตัวมันเอง ยิ่งแปรออกมาเป็นคำพูด (เลข ๓) คำเขียน (เลข ๔) ที่มีคนฟัง คนอ่านด้วยแล้วละก็ ยิ่งต้องระวังมากขึ้น ความแปรปรวนนั้น ยังขึ้นกับการทำความเข้าใจ และการตีความของคนฟัง คนอ่าน ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของผู้คิดดั้งเดิม จึงประมาทกับเรื่องการใช้ความคิดไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่เลข ๕ ถึงเลข ๑๐ นั้น จะเป็นส่วนผลของความคิดที่ได้กลายมาเป็นการกระทำ กลายเป็นวิถีชีวิตของคนหมู่มากอันมีทั้งสุขและทุกข์ ดีและชั่ว ฉะนั้น สังคมไหนจะมีอารยธรรมหรือหายนธรรมล้วนเป็นผลของความคิดอันคือเลข ๑ ทั้งสิ้น สังคมไหนที่มีคนรู้จักเลข ๐ มากละก็ การใช้เลข ๑ ก็จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง อารยธรรมที่แท้จริงอาจจะเกิดได้ แต่หากสังคมไหนที่ไม่มีใครรู้จักเลข ๐ หรือพระนิพพานเลย การใช้เครื่องมือพื้นฐานอันคือความคิดหรือเลข ๑ จะกลายเป็นดาบสองคมและมักลงเอยด้วยการสร้างหายนธรรมมากกว่าอารยธรรม
อานาปานสติเป็นเครื่องมือจัดสรรความคิด
ตรงนี้แหละ ดิฉันเริ่มเข้าใจชัดขึ้นแล้วว่า เรื่องที่พระบรมศาสดายังเน้นให้อเสขะบุคคลทำอานาปานสติต่อไปนั้น นอกจากเป็นการป้องกันไม่ให้สภาวะหลุดพ้นหายไปแล้ว ท่านยังต้องการช่วยให้อเสขะบุคคลสามารถใช้ความคิดของตนเองได้อย่างมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดด้วย (ไม่ใช่หมายความว่าไม่ผิดเลย) จะช่วยให้อเสขะบุคคลสามารถจัดสรรความคิดที่เหมือนปุยเมฆให้เป็นระบบ เปิดโอกาสให้เจอรี่ในฝ่ายของปัญญาทำงานได้เต็มที่ เหมือนพยายามทำให้เครื่องมือพื้นฐานอันคือเลข ๑ และ ๒ มีความบิดเบี้ยวน้อยที่สุด เพื่อว่าเลข ๓ ถึงเลข ๑๐ จะได้มีความเที่ยงตรง ถูกต้องมากขึ้น เป็นอารยธรรมมากกว่าหายนธรรม การจัดสรรความคิดของตนเองว่าจะพูดจะเขียนอย่างไรดีนั้น ก็ยังเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ รุ่นน้องที่เพิ่งเดินทางมาถึงภูกระดึงใหม่ ๆ ยังต้องฟังรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ของการอยู่เมืองใหม่มากกว่า จากประสบการณ์ของดิฉันที่ได้ใช้ความคิดของตนเองมาอย่างโชกโชน ได้ถูกเจอรี่หลอกมานับครั้งไม่ถ้วน ลองถูกลองผิด ถูกตำหนิ ถูกสรรเสริญ ถูกท้าทาย ถูกเทวดาดลใจมาก็ไม่น้อย[1] จึงมีประสบการณ์ที่จะใช้เครื่องมือพื้นฐานนี้มากขึ้น จึงอยากรีบพูดทิ้งไว้ก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดอันเนื่องจากการใช้ความคิด โดยเฉพาะของกลุ่มคนที่ทำงานในระดับผู้นำ
การคิดของปุถุชน
ขอพูดเรื่องการใช้เครื่องมือพื้นฐาน (๑-๒) ของปุถุชนก่อน คนที่ไม่ได้รักษาศีล ไม่ได้ทำสมาธิวิปัสสนา และยังไม่รู้เรื่องการไปพระนิพพานแล้วไซร้ ต้องจัดคนกลุ่มนี้เป็นปุถุชนเต็มขั้น จัดเป็นคนบ้าระดับสามัญ การใช้ความคิดของคนกลุ่มนี้จะไม่ปลอดภัยและวางใจไม่ได้ เพราะจิตกับใจยังไม่หลุดพ้นออกจากกัน ยังไม่รู้เรื่องเลข ๐ หรือพระนิพพาน จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึง “ตัวตน” เป็นหลัก การคิดของเขาจึงไม่สามารถหลุดจากอำนาจของความหลง ไม่พ้นจากการถูกเจอรี่หลอกเอา จึงอันตรายมาก การสามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ที่เรียกว่าการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่นักการศึกษาบูชา รวมทั้งการเปิดใจยอมรับฟังเหตุผลหรือความเห็นของผู้อื่น จะสามารถลดความผิดพลาดของการใช้ความคิดที่รวนเรและเป็นมายาได้ส่วนหนึ่ง แต่หากเป็นปุถุชนเต็มขั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าของความคิดจะสามารถใช้หลักการของเหตุผลมากเท่าใดก็ตาม เมื่อ “จิตใจ” ยังพันกันอยู่เหมือนวงหนังยางที่บิดเข้าหากันแล้ว เหตุผลที่ใช้ ก็มักเป็นเหตุผลที่เข้าข้างตัวเองเสมอ และมักเป็นเหตุผลของเจอรี่ฝ่ายดำอยู่นั่นเอง กิเลสที่ร้ายกาจที่สุดของคนกลุ่มนี้คือ ความหลง การคิดของคนกลุ่มนี้จะคิดแบบหลงทิศ เพราะยังหา “ตัวเอง” ไม่พบ เมื่อไม่รู้ว่ามี “ตัวใจ” และไม่รู้ว่าต้องพาตัวใจกลับบ้านอย่างไร จึงใช้ความคิดแบบหลงทิศสุดกู่ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ แม้ใช้เหตุผล ก็ยังเป็นเหตุผลที่อยู่ในมุมมืดของอวิชชา
ความรู้ที่เป็นกลาง ๆ ก็ถูกปุถุชนใช้อย่างผิด ๆ
แม้ความคิดที่เป็นกลาง ๆ ที่เนื่องกับความรู้ทางโลก หากตกไปอยู่ในมือของคนที่หลงทิศชีวิตหรือคนบ้าระดับสามัญแล้ว ความรู้ที่เป็นกลาง ๆ นั้นก็อาจจะถูกใช้ไปในทางที่ผิดศีลธรรมได้ เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มักมาจบที่การสร้างอาวุธเพื่อทำร้ายซึ่งกันและกัน (เลข ๘-๑๐) ทรัพยากรธรรมชาติที่ควรเป็นของชาวโลกทั้งหมด กลับถูกจัดสรรไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนกลุ่มน้อยของโลก ซึ่งผิดตั้งแต่ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่สอนให้พ่อค้าทำต้นทุนให้ต่ำและทำกำไรให้สูงแล้ว (เลข ๒) จึงก่อให้เกิดระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา และทำให้คนกลุ่มใหญ่ของโลกกลายเป็นคนจนโดยไม่จำเป็น สร้างวิถีชีวิตที่เป็นหายนธรรม
กีฬา
กีฬาควรเป็นเรื่องกลาง ๆ ที่เล่นเพื่อความสนุก คลายเครียด และเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่เพราะความคิดที่เป็นมายาของคนอีกนั่นแหละที่บิดให้ของที่เป็นกลาง ๆ เช่น ลูกบอลกลม ๆ ลูกเดียวกลายเป็นเรื่องธุรกิจที่ทำเงินมากมายมหาศาลและเป็นบ่อเกิดของการพนันที่ทำลายคนมากมาย ป่วยการพูดถึงความปั่นป่วนของจิตใจตั้งแต่ตัวนักกีฬาและผู้อยู่ในวงการที่ถูกเจอรี่เล่นงานเพราะเรื่องได้เรื่องเสีย ไม่นานมานี้ มีชายคนหนึ่งถูกตัดสินลงโทษเพราะถูกจับได้ว่า แอบใส่ยาเสพติดเข้าไปในเครื่องดื่มของนักเทนนิสที่เป็นคู่แข่งกับลูกชายของตน ทำให้นักเทนนีสนั้นหมดสติในขณะขับรถจนเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต เมื่อถูกสัมภาษณ์ ชายผู้เป็นพ่อบอกว่า ทุกครั้งที่ลูกชายแข่งขันเทนนิส เขาจะเครียดมาก และจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายชนะการแข่งขันเทนนิสให้ได้ กีฬาโอลิมปิคควรเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันอันดีของเพื่อนร่วมโลกอันนำไปสู่สันติภาพ แต่ลองมองเข้าไปในจิตใจของนักกีฬาที่เตรียมตัวเพื่อแข่งขันกีฬาโอลิมปิคสิ คิดแล้ว ผวาแทนทุกที เพราะนักกีฬาเหล่านี้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการได้ครอบครองเหรียญทองโอลิมปิคทั้งสิ้น ปีนี้ไม่ได้ ก็จะใช้เวลาอีก ๔ ปีฝึกฝนเพื่อเอาให้ได้ในครั้งต่อไป แล้วเหรียญทองมีให้ทุกคนได้ที่ไหน ได้เคยอ่านเรื่องราวของเด็กผู้หญิงจีนที่เขาเอามาฝึกฝนยิมนาสติคตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศจีนไปแข่งขันโอลิมปิค อ่านแล้วก็ใจหายด้วยความเศร้าสลด เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องกระดูกเมื่อโตขึ้น อาจถึงขั้นพิการได้ ทารุณกับเด็กมาก เพียงเพราะต้องการให้ประเทศชาติได้หน้าเมื่อนักกีฬาของตนได้เหรียญทอง หากคิดอย่างมีเป้าหมายเพื่อนิพพานแล้วละก็ ควรเอาเรื่องการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายออกไปจากการเล่นกีฬาทุกชนิด ถ้าต้องแข่งขัน ควรให้การยกย่องผู้ชนะที่ไม่หลงตัวเอง และผู้แพ้ที่ยอมรับความพ่ายแพ้ของตนอย่างองอาจ ไม่พาล ไม่เสียใจ และยินดีกับผู้ชนะอย่างแท้จริง
คนเคียดแค้นไม่เข้าใจเหตุผล
มีชาวตะวันตกหลายคนที่ไปอิรัคเพื่อต้องการช่วยเหลือชาวอิรัค ซึ่งส่วนมากเป็นนักสันติภาพ pacifist และนักการศาสนา แต่หลายคนก็ถูกชาวอิรัคจับไปเป็นตัวประกัน บางคนก็ถูกฆ่าตายอย่างทารุณ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ญาติ ๆ ของตัวประกันมักออกโทรทัศน์พยายามพูดให้ผู้ลักพาเข้าใจเหตุผลง่าย ๆ ว่า คนเหล่านี้เข้าไปในอิรัคเพราะต้องการช่วยเหลือชาวอิรัค และขอร้องให้ปล่อยตัวญาติของเขาออกมา ซึ่งเป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่คนบ้าระดับสามัญโดยทั่วไปเข้าใจได้ แต่คนที่อยู่ในประเทศที่มีสงครามและมีความเคียดแค้นมากนั้น คนเหล่านี้ไม่ได้บ้าระดับสามัญแล้ว บ้ามากขึ้นกว่าระดับสามัญมาก จึงฟังเหตุผลง่าย ๆ เช่นนี้แล้ว ไม่เข้าใจ กลับเอาคนดี ๆ ไปทรมาน ไปตัดหัวเขาทิ้ง ไปยิงทิ้ง ในขณะที่เขียนอยู่นี้ รัฐบาลอังกฤษได้ใช้หน่วยปฏิบัติการลับเข้าไปลักพาตัวประกันชาวอังกฤษอายุ ๗๔ ปีกับชาวคานาดาอีก ๒ คนกลับคืนมาจากการถูกคุมขัง หลังจากที่ชาวอิรัคได้ฆ่าตัวประกันชาวอเมริกันไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เห็นข่าวบอกว่าการปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เวลา ๓ เดือนและใช้เงินภาษีของชาวอังกฤษร่วมร้อยล้านปอนด์ ซึ่งเป็นเงินที่น่าจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางอื่นมากกว่า หากพูด เจรจา กันรู้เรื่องด้วยเหตุผล แต่ก็อย่างว่าแหละ นี่เป็นเรื่องกงกรรมกงเกวียนของคนบ้าทั้งหลายที่อยู่ในสังสารวัฏ จะไปแหวกมันได้ก็เริ่มจากการคิดที่ถูกต้องซึ่งจำเป็นต้องสาวขึ้นไปสู่เลข ๐ หรือพระนิพพานก่อน พูดแล้วก็วน ยิ่งเจ้าของความคิดที่หลงทิศชีวิตมีอำนาจทางการเมือง เป็นผู้นำประเทศด้วยแล้ว การใช้เหตุผลของเขาจะยิ่งอันตรายมาก จะทำให้คนหมู่มากเป็นทุกข์มาก เช่น ฮิตเลอร์ พอลพต เมาเซตุง สตาลิน ได้ทำให้คนอยู่และตายอย่างทรมานร่วมร้อยล้านคน ซึ่งเป็นความทุกข์อันเป็นผลจากปุยเมฆของความคิดของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เป็นความทุกข์ที่ไม่จำเป็นเลยหากรู้จักเลข ๐ หรือพระนิพพาน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีผู้นำที่บ้าอำนาจอยู่อย่างเกลื่อนกลาดในสังคมโลก อันเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ตระเตรียมให้โลกมนุษย์เดินทางเข้าสู่ยุคมิคสัญญี
ประชาธิปไตยเป็นเพียงระบบการเมืองที่เลวน้อยที่สุดเท่านั้น
ฉะนั้น ในสังคมที่มีปุถุชนเป็นคนหมู่มากแล้ว ประชาธิปไตยยังคงเป็นระบบความคิดทางการเมืองที่มีความเลวน้อยที่สุด เพราะอำนาจในการปกครองรัฐกระจายไปให้กับประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศทั้งหมด และใช้ระบบของการฟังเสียงข้างมากของคนในสังคม ซึ่งมีความเลวน้อยกว่าการให้อำนาจตกไปอยู่ในมือของผู้นำเพียงคนเดียว แต่เสียงข้างมากของผู้ที่ยังเป็นคนบ้าระดับสามัญที่ยังไม่รู้เป้าหมายปลายทางของชีวิตเลยนั้น ก็ยังอันตรายอยู่ ยังไม่จัดว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง พระเยซู คริสต์ถูกตรึงกางเขนก็เพราะผลของเสียงข้างมาก ชาวยิวในยุคนั้นที่นำโดยพระของศาสนายิวยอมรับคำอ้างของพระคริสต์ไม่ได้ ว่าเป็น “บุตรของพระเจ้า” (The Son of God) และหากพ่อค้าร่ำรวยเข้ามาเป็นนักการเมือง มีเงินมากเพียงพอที่จะซื้อเสียงของประชาชนได้แล้ว เสียงข้างมากนั้นก็ไม่ได้เป็นเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง และต้องอย่าลืมว่า คนที่เขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นก็คือ มนุษย์ที่เป็นปุถุชนคนบ้าระดับสามัญนั่นเอง จะให้กฎหมายรัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์ อยู่ยงคงกระพันเหมือนพระธรรมคัมภีร์ที่พูดเรื่องสัจธรรมอันสูงสุดย่อมไม่ได้
นักการเมืองต้องได้รับการอบรมธรรม
หากต้องการหลีกเลี่ยงหายนธรรมที่สร้างความทุกข์มหันต์ในหมู่มนุษย์แล้ว ควรต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองรวมทั้งผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาได้นั้น จะต้องผ่านการอบรมธรรม ต้องรู้วิธีการปฏบัติสติปัฏฐานสี่หรือพาตัวใจกลับบ้านเป็นเสียก่อน ใครจะเล่นการเมือง จำเป็นต้องรู้เรื่องเป้าหมายชีวิต รักษาศีล ฝึกวิปัสสนา สมัยที่ดิฉันเป็นนักศึกษานั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสจะมีการอบรมธรรมให้กับผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาและอัยการเสมอ สมัยนี้ไม่มีแล้ว เมื่อมีผู้นำทางการเมืองที่รู้เรื่องและเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเป้าหมายชีวิตคือพระนิพพานแล้วละก็ ผู้นำนั้นก็จะสามารถนำเรื่องสติปัฏฐานสี่แจกจ่ายให้แก่คนหมู่มากของสังคมได้อย่างทั่วถึง ปรัชญาการศึกษาจะมีเป้าหมายอยู่ที่การกวาดต้อนคนหมู่มากที่ยังหลงทิศชีวิตอยู่ ให้มารวมตัวกันที่สระบุรีเพื่อเดินทางเข้าโคราช ปากทางไปภูกระดึง มิใช่การเตรียมคนให้ออกมาหาเงินอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ วัฒนธรรมสติปัฏฐานจะค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เพราะประชาชนมีเป้าหมายชีวิตร่วมที่ชัดเจน หากทำได้เช่นนี้ ประเทศชาตินั้นจึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้ ซึ่งจะทำได้ ก็ต้องเริ่มจากมีผู้รู้จริงเรื่องนิพพานเสียก่อน และผู้รู้นั้นกล้าออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า ฉะนั้น งานของดิฉันในขณะนี้ จึงอยู่ในจุดที่พยายามจะสร้างคลื่นใต้น้ำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม กลุ่มคนกลุ่มแรกที่ควรเอาให้อยู่คือ ปัญญาชนทั้งหลาย ถ้าปัญญาชนยอมรับฟังเรื่องนิพพานอย่างเปิดใจแล้ว การสร้างวัฒนธรรมสติปัฏฐานในสังคมไทยยังเป็นไปได้อยู่มาก แต่หากทำไม่ได้ในช่วงชีวิตของดิฉัน อย่างน้อย ก็ช่วยคนกลุ่มหนึ่งได้รู้เรื่องนิพพาน ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย
การใช้ความคิดของเสขะบุคคล
คนที่เลือกเข้ามาเป็นประชากรของโคตรอริยะหรือโคตรธรรมดานั้นจะเริ่มรักษาศีล เริ่มฝึกฝนเรื่องการพาตัวใจกลับบ้าน เริ่มเรียนรู้หาหนทางไปนิพพาน แต่ยังไปไม่ถึงนิพพาน ยังไม่ได้หลุดพ้น หรือยังไม่ได้เป็น “คนท้องถิ่นของภูกระดึง” อย่างถาวร จึงเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า เสขะบุคคล คือ ผู้ยังต้องเรียนรู้อยู่ การใช้ความคิดของคนกลุ่มนี้จะปลอดภัยมากกว่ากลุ่มที่เป็นปุถุชนเต็มขั้นหรือคนบ้าระดับสามัญ เพราะอย่างน้อยคนกลุ่มนี้มีศีลธรรมคุ้มครองจิตใจของตนเองแล้ว การคิดของเขาจึงเน้นที่การเห็นแก่ตัวเองน้อยที่สุด และเห็นแก่คนอื่นมากขึ้น เพื่อต้องการสร้างบารมีไปนิพพาน จึงเป็นความคิดที่พอวางใจได้ แต่ก็ยังมีข้อบกพร่อง ยังไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว เพราะยังไม่ได้หมดปัญหาในตัวเอง การคิดของคนกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่ที่ว่า เจ้าของความคิดได้เดินทางมาถึงจุดไหนของ “ทางสายเปลี่ยว” นี้ ใครที่เดินเข้าใกล้ภูกระดึงได้มากเท่าไร ตัวตนของเขาก็จะเล็กลงมากเท่านั้น การใช้ความคิดของเขาก็จะปลอดภัยมากตามไปด้วย เพราะมักเป็นความคิดที่คิดถึงผู้อื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง จึงปลอดภัยด้วยเหตุผลนี้
ปัญหาอยู่ที่วิปัสนู
เสขะบุคคลคือกลุ่มคนที่เริ่มจากการทำลายตัวตนชนิดหยาบ สามารถทำลายกิเลสประเภทโลภ และโกรธได้ในระดับต่าง ๆ แต่ยังมีปัญหาเรื่องการติดในตัวตนที่ละเอียด โดยเฉพาะคนที่รู้ปริยัติมาก และอ่อนในเรื่องการปฏิบัติ หรือ ถึงแม้ปฏิบัติก็ตาม ก็ยังถูกกิเลสย่อย ๆ ที่ละเอียดอ่อนมากตามรังควานอยู่ และมักจะไม่รู้ตัว กิเลสที่ดูเหมือนใส ๆ ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรนั้น คือ วิปัสสนู ซึ่งเป็นกลุ่มความคิดที่ดูเหมือนปัญญาทั้งหมด แต่ก็ยังต้องละหากต้องการถึงฝั่งพระนิพพาน เสขะบุคลที่ติดความคิดกลุ่มวิปัสนูนี้จะมีลักษณะนิสัยชอบสอนคน สามารถพูดได้เป็นวรรคเป็นเวร บางครั้งก็ไม่รู้ว่ากำลังสอนคนที่รู้มากกว่าตนเองเสียด้วยซ้ำ อาจจะสามารถช่วยให้คนอื่นเดินหน้าได้เร็วกว่าตนเอง แต่กลับทำให้ตนเองล่าช้าต่อพระนิพพาน เพราะไปติดอยู่กับกลุ่มความคิดที่เป็นวิปัสสนูนี้ เสขะบุคคลจึงต้องรู้ตัว ตราบใดที่ยังไม่ได้หมดกิจส่วนตัวแล้ว ก็ต้องระวังความคิดกลุ่มวิปัสสนูนี้ให้มาก นี่คือ เมฆหมอกก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่งที่ทำให้ตนเองล่าช้าต่อการเดินทางถึงภูกระดึง ใช้หลักของการพูดน้อย และหลับหูหลับตาพาตัวใจกลับบ้านมากขึ้น หากอยู่ในหมู่กลุ่ม ก็ควรชักชวนหมู่กลุ่มให้พาตัวใจกลับบ้านด้วยกัน จะดีกว่า หากต้องพูดสอนธรรมะให้ใครฟังละก็ ต้องให้แน่ใจว่าคนที่เราสอน เขารู้น้อยกว่าเราจริง ๆ และจะต้องตรวจสอบเสมอว่า เป็นการพูดสอนที่ต้องการทำให้ตัวตนของเราเด่นขึ้นหรือไม่ ใช้หลักการถ่อมเนื้อถ่อมตนได้ จะปลอดภัยเสมอ จำไว้เสมอว่า เจอรี่มีกลลวงที่แพรวพราว และวิปัสสนูเหมือนแก้วใสที่ครอบตัวใจเราอยู่ ดูยากมาก เสขะบุคคลจะติดอยู่กับวิปัสสนูนี้เป็นเวลาสั้นหรือยาวแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า จะรู้ตัวเร็วแค่ไหน ซึ่งข้อเขียนนี้จะช่วยเตือนสติของเสขะบุคคลที่กำลังติดวิปัสสนูได้
เสขะบุคคลมีคุณสมบัติที่พึ่งพาได้
เมื่อได้อ่านวงกลมข้ามโคตรแล้ว จะรู้ว่าในสังคมชาวพุทธย่อมมีคนไม่น้อยที่ได้เข้ามาอยู่ในโคตรอริยะแล้วโดยเฉพาะในระดับต้น ๆ แต่ตนเองยังไม่รู้ การต่อยอดทางธรรมเพื่อไปให้ถึงนิพพานย่อมมีต่อไป ฉะนั้น เสขะบุคคลเหล่านี้จะคิดถึงผู้อื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง จะมีเมตตากรุณามาก มีความอดทนสูง และมักไม่กลัวตาย เป็นคุณสมบัติที่เหมาะจะเป็นนักการเมืองมาก อุดมคติของนักการเมืองควรอยู่ที่ต้องการช่วยเหลือคนหมู่มาก ซึ่งเป็นอุดมคติเดียวกับนักการศาสนา สภาผู้แทนราษฎรใดมีเสขะบุคคลผู้ร่อนกิเลสได้ในระดับหนึ่งเป็นจำนวนมากแล้ว กฏหมายที่ออกมาก็จะเข้าใกล้ความยุติธรรมมากเช่นกัน หากเสขะบุคคลใดได้เป็นผู้นำประเทศแล้ว ประชาชนจะพึ่งพาได้แน่นอน แต่มักมีอันตรายมาสู่คนเหล่านี้ เพราะมักต้องต่อสู้กับอธรรมอย่างมโหฬาร ต้องอดทนมากเพื่อต่อสู้กับกิเลสของนักการเมืองปุถุชนที่บ้าอำนาจ เสขะบุคคลที่ได้เข้ามาเป็นนักการเมืองเพื่อช่วยชาวมนุษย์คือ ท่านมหาตมะ คานธี ท่านเนรูห์ ท่านด๊อกเตอร์เอมเบคก้า ผู้เกิดในตระกูลจัณฑาล เป็นผู้นำชาวพุทธในอินเดียเพราะไม่เห็นด้วยกับระบบชนชั้น จึงนำชนชั้นจัณฑาลเข้ามาเป็นชาวพุทธ นักการเมืองเสขะบุคคลที่มีชื่อเสียงและยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้คงจะเป็นท่านอองซานซูยี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของพม่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสันติภาพ (ใครที่คิดว่ามีนักการเมืองเสขะบุคคลอีก ขอให้ข้อมูลด้วยค่ะ)
การใช้ความคิดของอเสขะบุคคล
ข้อความในบทมหาสิตปัฏฐานสูตร ตอนหนึ่งบันทึกไว้ว่า “คนที่ยังไม่หลุดพ้นก็ต้องรู้ว่าตนเองยังไม่หลุดพ้น คนที่หลุดพ้นแล้วก็ต้องรู้ว่าตนเองหลุดพ้นแล้ว” ถ้าถึงนิพพานจริง จะมีญาณรู้มาบอกว่าหมดปัญหา อเสขะบุคคลคือ ผู้ที่หมดหน้าที่ต่อตนเองแล้ว สามารถรับประกันและให้ปริญญาแก่ตัวเองได้ จะอยู่ในสังคมแห่งธรรมได้อย่างตลอดรอดฝั่งก็เพราะหลุดพ้นจริง หมดปัญหาจริง ถึงพระนิพพานจริง ๆ คนหลอกลวงจะอยู่ไม่ได้นาน และอาจจะบ้าเสียก่อน ฉะนั้น ถ้าใครไม่แน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์แล้ว อย่าอวดอุตริเป็นอันขาด อันตรายมาก อย่างไรก็ตาม การใช้ความคิดของอเสขะบุคคลจะปลอดภัยมากขึ้นในแง่ที่ว่า อย่างน้อย จิตกับใจหลุดแยกออกจากกันแล้ว การใช้ความคิดจึงไม่ได้เป็นไปตามอำนาจของเจอรี่กลุ่มกิเลส การใช้ความคิดเพื่อเลียหรือปกป้องอัตตาตัวตนจึงไม่มี นอกจากนั้น อเสขะบุคคลคือผู้ที่รู้เห็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตแล้ว จึงสามารถใช้ความคิดหรือเจอรี่กลุ่มปัญญา ซึ่งเป็นเหมือนพาหนะหรือเรือที่จะช่วยคนให้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานได้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่คนท้องถิ่นยังต้องไม่ลืมคือ โดยธรรมชาติของความคิดแล้ว มันเป็นมายาและยังตกอยู่ในกฏแห่งอนิจจังเสมอ แม้ควาคิดในกลุ่มปัญญาก็ยังเปลี่ยนแปลงแปรปรวนได้ การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มจากตัวของเราเองที่คิดว่า การคิดเช่นนี้ พูดเช่นนี้ถูกต้องแล้ว ดีแล้ว คนฟัง คนอ่านต้องเห็นด้วยแน่นอน แม้เป็นการพูดที่หลั่งไหลออกมาจากหัวใจ ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งมากมายแต่อย่างใดก็ตาม แต่เมื่อออกมาแล้ว จะถูกสนิมอนิจจังกัดเซาะทันที เมื่อวันเวลาผ่านไป เหตุปัจจัยเปลี่ยน เราเองกลับไม่เห็นว่าความคิดเหล่านี้ดีและถูกต้องเหมือนที่เคยคิด หลายต่อหลายครั้งที่ดิฉันได้พูดกับตัวเองอย่างโล่งอกว่า ดีนะที่เราไม่ได้เขียนไปเช่นนั้น แต่ก็มีหลายครั้งที่เขียนไปแล้ว ขึ้นเว็บไซต์แล้ว พิมพ์แล้ว กลับมาอ่านทีหลัง รู้สึกเปลี่ยนใจ ไม่ชอบสิ่งที่ได้เขียนไป ได้ผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ที่ทำงานใช้ความคิดเพื่อทำงานเขียนมา ซึ่งทำให้การตัดสินใจบางอย่างบางเรื่องเป็นไปอย่างผิดพลาดในอดีต และคงไม่ใช่เป็นความผิดพลาดครั้งสุดท้ายแน่นอน หลังตายโน่น ความผิดพลาดจึงจะสิ้นสุด
พระบรมศาสดาสอนการเดินสายความคิดให้พระอรหันต์
พระบรมศาสดาต้องทรงทราบเรื่องความยากของการใช้ความคิด โดยเฉพาะหลังจากที่จิตกับใจหลุดออกจากกันแล้ว จึงทรงวางหลักการสอนให้กับสาวกที่เป็นพระอรหันต์ของท่าน ในคืนจาตุรงคสันนิบาติที่มีพระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธองค์โดยมิได้นัดหมายนั้น ท่านทรงเทศน์เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนาให้สาวกที่ได้บรรลุธรรมแล้ว ซึ่งที่จริงไม่จำเป็น เพราะสาวกกลุ่มนั้นล้วนหมดปัญหาชีวิตกันแล้ว แต่ท่านก็ยังทรงเทศน์เรื่องที่ง่าย ๆ พื้น ๆ มากที่สุด คือ สอนให้ละความชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สาวกอริยะกลุ่มนั้นมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ไม่ต้องทำอีกแล้ว จึงอยากเข้าใจว่า พระบรมศาสดาต้องการสร้างครรลองความคิด เพื่อให้สาวกที่เป็นอเสขะบุคคลใช้เป็นหลักการในการสอนเสขะบุคคลต่อไป เพราะไม่ใช่ทุกท่านจะสอนได้เสมอไป ฉะนั้น เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนาจึงเหมือนเป็นสูตรสำเร็จของการใช้ความคิดเพื่อสอนคนให้ไปนิพพาน อเสขะบุคคลที่ไม่ถนัดเรื่องการใช้ความคิดและเหตุผลนั้น จะสามารถเดินไปตามร่องของความคิดกลุ่มนี้ ซึ่งการสอนเช่นนี้ได้กลายเป็นประเพณีการสอนพระพุทธศาสนา สืบทอดกันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
คำแนะนำของรุ่นพี่
จึงอยากให้คำแนะนำว่า
๑. อเสขะบุคคลที่จะพูดหรือเขียนอะไรออกมาก็ตาม ต้องตรวจสอบเสมอว่า สิ่งที่เราคิด พูด หรือ เขียนออกไปนั้น เป็นไปเพื่อทำให้ตนเองดูดี ดูเด่นขึ้นหรือไม่ แม้ลูกมะม่วงจะหล่นจากต้นแล้ว หากเป็นลูกใหม่ ๆ มันก็ยังไม่ลืมต้นเสียสนิท ต้องกลั่นกรองเสมอเมื่อจะใช้เจอรี่ ต้องตรวจสอบเสมอว่า การใช้ความคิดของเรามีเป้าหมายเพื่อชี้ทางและพาคนฟังและคนอ่านไปนิพพานหรือไม่ นิพพานต้องเป็นเป้าหมายอันสูงสุดเสมอ จึงยังต้องเกาะหลักการเดินสายความคิดของพระพุทธเจ้าไว้เสมอ คือ พูดให้คนละชั่ว ทำดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์เพื่อเขาจะได้ไปนิพพาน
๒. อย่าหลงคิดว่าสิ่งที่เราพูดออกไป เขียนออกไปนั้น ทุกคนจะต้องยอมรับเราทันทีเพียงเพราะเราได้เป็นคนท้องถิ่นของภูกระดึงแล้ว คำว่า “หลงคิด” ยังใช้กับอเสขะบุคคลได้ เพราะความคิดเป็นความหลงในตัวมันเอง แต่เราจำเป็นต้องใช้มัน เพราะความคิดเป็นพาหนะแรกที่จะพาคนไปนิพพานได้ อย่าเอาสภาวะของนิพพานกับการสอนคนไปนิพพานมาปนเปกัน ต้องแยกให้ออกว่าเป็นคนละเรื่องกัน จะสอนคนให้ไปนิพพานโดยไม่คิด ไม่พูด ไม่เขียนเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ อเสขะบุคคลได้เปรียบกว่าผู้อื่นในการใช้ความคิด เพราะสามารถหลุดจากความคิดได้เร็ว ไม่เกาะเกี่ยวเพราะไม่มียางเหนียวระหว่างจิตกับใจแล้ว แต่หากใช้ความคิดเมื่อไร ต้องรู้ว่า ก็ยังถูกความคิดหลอกได้เช่นกัน เพราะความเป็นมายาและความแปรปรวนของมัน
๓. ในทางกลับกัน คนฟังและคนอ่านอาจจะไม่กล้าหรือไม่อยากเถียงคำพูด คำเขียนของอเสขะบุคคลทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงใจบ้าง กลัวบาปบ้าง นี่ยิ่งเป็นเหตุผลใหญ่ที่อเสขะบุคคลต้องระวังความคิด คำพูด คำเขียนของตนเองมากเป็นพิเศษ นี่เป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงมาก ยิ่งถ้าคำพูด คำเขียนของเราจะต้องกลายเป็นแบบอย่างที่คนลอกเลียนมาใช้เพื่อสอนคนอื่นต่อด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องระมัดระวังความคิด คำพูด คำเขียนของตัวเองมากยิ่งขึ้นอีกหลายสิบหลายร้อยเท่าตัว ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่หลายปี ในช่วงปีต้น ๆ ที่ซักซ้อม ท้าทาย และพิสูจน์สภาวะที่เป็นคนท้องถิ่นของตัวเอง ถามตัวเองทุกวันว่า “ถ้าเราผิดล่ะ ถ้าสภาวะผัสสะบริสุทธิ์นี้ไม่ใช่พระนิพพานอย่างที่เราคิดล่ะ เราต้องตกนรกนะ ที่ไปสอนคนเขาผิด ๆ” ฉะนั้น กว่าจะสามารถออกมาสอนและยืนยันกับคนได้ ไม่ใช่เพียงแค่มีญาณเกิดกับเราเท่านั้น ยังต้องสู้รบปรบมือกับเจอรี่กลุ่มมารอีกมากมายนับครั้งไม่ถ้วนซึ่งบางครั้งเปรียบเหมือนคลื่นสุนามิ จึงจะได้ความรู้ที่สรุปเบ็ดเสร็จออกมาเพียงไม่กี่คำเช่นนี้ว่า “พระนิพพานคือผัสสะบริสุทธิ์” “วิปัสสนาคือการพาตัวใจกลับบ้าน” เป็นต้น ดิฉันจึงพูดเสมอว่า ยิ่งอายุมากขึ้น ความลึกซึ้งในธรรมก็จะมีมากตามไปด้วยเช่นกัน
๔. การแก้ปัญหาเรื่องคนฟังไม่กล้าเถียงเพราะเกรงใจ และให้ความเคารพในความเป็นโคตรธรรมดาของเรานั้น ตรงนี้อเสขะบุคคลต้องนำระบบประชาธิปไตยเข้ามาช่วย เพราะความคิดเป็นอนิจจัง แม้เหตุผลของอเสขะบุคคลก็ยังผิดพลาดได้ จึงยังต้องใช้หลักการ “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” บางครั้ง เราคิดว่าเหตุผลของเราดีแล้ว แต่เมื่อฟังเหตุผลของคนอื่นแล้ว เราจะรู้สึกว่า เออ...ของเขาฟังเข้าท่ากว่านะ นี่คือผลดีของระบบประชาธิปไตย ป้องกันความผิดพลาดของการคิดของคนเพียงคนเดียว และยังมีเรื่องของข้อมูลที่ถูกต้องด้วย อเสขะบุคคลอาจรู้เรื่องการไปนิพพานจริง แต่ไม่ใช่ว่าจะรู้เรื่องอื่นหมดทุกอย่าง ยังต้องพึ่งพาความรู้รอบข้างที่เสขะบุคคลบางท่านจะรู้มากกว่า เพราะเป็นความชำนาญเฉพาะด้านของเขา อย่างเรื่องกฎหมาย การแพทย์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ก็ยังต้องฟังต้องอ่านความรู้ของผู้เชี่ยวชาญก่อนทั้งสิ้น ฉะนั้น เสขะบุคคลต้องมีความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็นของตนเองด้วย หากรู้ว่าความคิดของคนท้องถิ่นยังมีข้อผิดพลาดหรือมีช่องโหว่อยู่ เพราะท่านมีข้อมูลไม่เพียงพอ ก็ต้องพูด ในการประชุมแต่ละครั้ง จึงต้องเปิดโอกาสให้มีการระดมความคิดเห็นและปัญญาของทุกฝ่าย
๕. แต่ถ้าหากมีหลายความคิด หลายความเห็น หลายเหตุผล แล้วทำให้ยุ่ง สับสนมากขึ้น ตกลงกันไม่ได้แล้วละก็ ตรงนี้อเสขะบุคคลจะต้องเป็นคนตัดสินโดยเอาหลักการว่า ความคิดที่จะก่อให้เกิดการกระทำเช่นนี้ ๆ จะพาคนไปนิพพานได้ช้า เร็ว ยาก ง่าย อย่างไร ซึ่งคนท้องถิ่นจะสามารถมองได้ชัดเจนกว่าคนที่ยังมาไม่ถึงเมืองใหม่ เพราะมีปัญญาในเรื่องนิพพาน เรื่องสัจธรรมแล้ว
๖. ต้องรู้ว่า การคิดในภาคทฤษฎีกับการนำมาทำในภาคปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน ทฤษฎีมักสวยหรู แต่พอนำมาปฏิบัติจริง ๆ มักไม่สวยเหมือนคิด และเริ่มเห็นช่องโหว่มากมาย ตอนก่อนแต่งงาน คิดว่าแต่งแล้ว ทำงาน กลับมาเยี่ยมแม่ได้เสมอ แต่พอแต่งงานจริง ๆ แล้ว กลับไม่มีอะไรเหมือนที่เคยคิดเลยสักนิด ในภาคทฤษฎี ไม่ได้คิดถึงตัวแปรเรื่องลูกที่สามารถทำให้ชีวิตเราต้องกลับหัวกลับหางเลย เรื่องความแตกต่างกันของภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัตินี่ย้ำความเป็นมายา และอนิจจังของความคิดได้ดีมาก ย้ำให้รู้ว่า จะเชื่อความคิดเต็มที่ไม่ได้ ต้องมีที่ไว้เผื่อความผิดพลาดบ้าง ฝรั่งว่า ต้องมี reservation ไว้บ้าง หนุ่มสาวที่มีประสบการณ์ชีวิตน้อยจึงมักถูกความคิดที่สวยหรูหลอกเอาเสมอ เมื่อมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น รู้เห็นมามาก จึงค่อย ๆ ฉลาดขึ้น อเสขะบุคคลก็ยังคิดเรื่องทฤษฎีผิดพลาดได้ ดิฉันจึงไม่อยากคิดอะไรที่มันใหญ่โตสวยหรูมากจนเกินไป ยังถนัดคิดแต่เรื่องที่ตนเองสามารถทำได้จริง ๆ เท่านั้น และทำเล็ก ๆ ไปก่อนได้ก็จะดีกว่าเสมอ
๗. ปุถุชนและเสขะบุคคลมักคิดว่า อเสขะบุคคลอยู่เหนือความชอบและไม่ชอบแล้ว จึงมักคิดว่า จะให้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ให้กินอะไรก็ได้ ไม่ควรมีปัญหา นี่เป็นขีดจำกัดของการใช้ความคิดและภาษาซึ่งทำให้คนเข้าใจผิด อเสขะบุคลยังมีความชอบและไม่ชอบอยู่ ความเป็นคนท้องถิ่นที่ธรรมดานั้นคือ ความสามารถพิเศษที่ใช้ชีวิตเคลื่อนไปพร้อมกับที่นี่ เดี๋ยวนี้ เหมือนเข็มวินาทีที่เคลื่อนอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นทักษะของการใช้ชีวิตอมตะ ขอให้นึกภาพคน ๆ หนึ่งกำลังเดินขนานกับเส้นเวลา time scale ไปโดยไม่มีการหยุดยั้ง ในขณะที่เดินไปนั้น บางครั้งก็ผ่านทุ่งโล่งที่มีแต่ธรรมชาติที่สวยงามเท่านั้น แต่บางครั้งก็ต้องเดินผ่านผู้คน เหตุการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับโลกธรรม ๘ ทั้งหลาย บางเหตุการณ์ก็ดี สวยงาม บางเหตุการณ์ก็น่าเกลียด โหดร้าย เน่าเหม็นเหมือนเดินผ่านกองขยะ ความชอบและไม่ชอบจึงยังมีอยู่ในขณะที่เดินผ่านเหตุการณ์บวกลบเหล่านั้น แต่แตกต่างจากเสขะบุคคลในแง่ที่ว่า คนท้องถิ่นเดินขนานกับเส้นเวลาโดยไม่หยุดเลย ไม่หยุดนิ่งอยู่กับเหตุการณ์ใด ๆ ไม่ว่าจะสวยงามหรือน่าเกลียด ทำได้ ก็เพราะไม่มียางเหนียวระหว่างจิตกับใจเหลืออยู่ จึงปล่อยทุกเรื่องได้อย่างไม่มีเงื่อนไข จึงหมดปัญหาในลักษณะเช่นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า อเสขะบุคคลจะไม่มีอารมณ์ชอบไม่ชอบเลย
๘. ฉะนั้น หากอเสขะบุคคลกำลังเดินผ่านสวนกุหลาบที่ส่งกลิ่นหอม ก็ต้องบอกว่าชอบ ถ้าเดินผ่านกองขยะและส่งกลิ่นเหม็น ก็ต้องบอกว่าไม่ชอบ ต้องบอกว่าไม่อยากอยู่ที่เช่นนี้ ซึ่งแตกต่างจากปุถุชนมาก คนบ้าระดับสามัญนั้น เมื่อเดินผ่านเหตุการณ์ใดแล้ว หากชอบ ก็มักหยุดเดินและอยากอยู่ติดกับที่ หากไม่ชอบเหตุการณ์ไหนแล้ว ค่อยอยากเดินผ่านไปเร็ว ๆ จึงไม่ได้สร้าง “นิสัยแห่งใจ” ที่ถูกต้องต่อการเดินไปนิพพาน เสขะบุคคลคือ ผู้ที่มาฝึกนิสัยแห่งใจที่ดี มาหัดเดินขนานกับเส้นเวลาไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อจิตกับใจยังไม่หลุดจากกันอย่างสิ้นเชิง จึงยังมีการหยุดเดินและติดกับเหตุการณ์บวกลบบางอย่างอยู่
๙. เหตุผลเบื้องต้นทำให้เข้าใจว่า ทำไมพระบรมศาสดาจึงใช้เวลาอยู่ที่วัดเชตวันในเมืองสาวัตถีมากกว่าที่อื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าท่านก็ยังรู้สึกชอบที่จะอยู่ใกล้ชิดโยมอุปฐาก อย่างท่านอานาถปิณฑิกะเศรษฐีและนางวิสาขา ดิฉันบอกได้เลยว่า ไม่อยากอยู่เมืองไทยในเดือนเมษาและไม่เลือกอยู่เพศบรรพชิตเพราะเป็นคนขี้ร้อน ยังชอบใส่เสื้อผ้าที่สบาย ๆ ถ้าเอาอาหารฝรั่งกับอาหารไทยมาวางข้างหน้า ก็ขอเลือกทานอาหารไทย ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า อาหารการกิน สังคมที่อยู่รอบข้าง อเสขะบุคคลสามารถเดินขนานกับเส้นเวลาไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เหมือนรถไฟสองขบวนวิ่งขนานกันก่อให้เกิดจุดนิ่งอันคือสภาวะพระนิพพาน ผู้ที่สามารถอิงสัจธรรมหรือพระนิพพานได้เสมอ จึงต้องเป็นผู้ที่สามารถเดินเคียงข้างขนานกับเส้นเวลาได้อย่างไม่หยุดยั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความชอบและไม่ชอบ ไม่ใช่ว่าต้องไปกินหญ้าเพื่อพิสูจน์ความหมดปัญหาของตนเอง ไม่ว่าจะเดินผ่านเหตุการณ์บวกหรือลบที่ทำให้ชอบหรือไม่ชอบ จะเดินผ่านเลยเสมอ แล้วก็แล้วกันไปเลย ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าดีหรือร้ายจะกลายเป็นอดีตที่เหมือนฝุ่นผงทันที
๑๐. เมื่อเข้าใจเรื่องการเดินขนานกับเส้นเวลาอย่างไม่หยุดยั้งแล้ว แม้คนท้องถิ่นก็ต้องอย่าหลงคิดว่า ทุกอย่าง (ความคิด ความรู้สึก) จะเหมือนเดิมเช่นนี้ตลอดไปเพียง เพราะขณะนี้เรากำลังเดินผ่านทุ่งโล่งที่มีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม หากเป็นนักบวชที่ปลีกตัวอยู่ป่าเลย ก็คงทำได้อยู่ ดิฉันเคยมีสภาวะที่เกิดปีติอย่างท่วมท้นติดต่อกันทุกวันอยู่ ๓ เดือน ส่วนมากเกิดตอนเย็น แม้ในขณะที่ยุ่งทำกับข้าวอยู่ ก็ยังมีปีติล้นหลาม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปีติก็หายเข้ากลีบเมฆ เดี๋ยวนี้ไม่โผล่มาให้เห็นเลย แม้นั่งหลับตาทำสมาธิ ก็ยังไม่ค่อยมีปีติ และมีช่วงเวลา ๒ หรือ ๓ ปีที่พูด “อย่าลูก” ออกมาไม่กี่ครั้งเท่านั้น พูดน้อยมากจนคิดว่าคงไม่ต้องพูดอีกแล้ว ได้เขียนไว้ในเรื่องอวดอุตริฯด้วย แต่ปีที่ผ่านมามีการพูด “อย่าลูก” กับตัวเองบ่อยขึ้น บางวันหลายครั้งทีเดียว เหมือนช่วงก่อนเกิดอาสวัขยญาณญาณ ต่างกันเพียงว่า การพูด “อย่าลูก” ครั้งนี้เหมือนปัดปุยเมฆที่น่ารำคาญอยู่เบื้องหน้า ที่ไม่มีผลต่อตัวใจอีกแล้ว ฉะนั้น วันไหนเดินผ่านเมฆหมอกเยอะแล้วละก็ การตั้งใจทำอานาปานสติจะช่วยเดินออกจากเมฆหมอกเร็วขึ้น อเสขะบุคคลจึงต้องไม่คิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิมเช่นนี้เสมอไป เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้นแหละ จึงจะรู้ได้
๑๑. การเดินขนานกับเส้นเวลานี้คือ การเดินเคียงคู่กับความเป็นอนิจจังนั่นเอง จะเดินไปเจออะไรข้างหน้าก็ไม่รู้ได้หมด ยิ่งถ้าคนท้องถิ่นต้องการออกมาช่วยเหลือกวาดต้อนเพื่อนมนุษย์ให้กลายเป็นคนธรรมดาแล้ว ยิ่งต้องเดินขนานไปกับเมฆหมอกของโลกธรรมเสมอ ยังมีสภาวะที่เดินอยู่ในเมืองหมอกที่มองไม่เห็นทางเช่นกัน แต่เพราะเดินไปเรื่อย ๆ ได้เก่งและรู้ทางเดินไปนิพพานแล้ว จึงเกิดความชำนาญในการเดินกลับบ้านแม้ต้องเดินผ่านเมฆหมอกก็ตาม ไม่หยุดอยู่กับที่หรือติดในความคิดอันคือสภาวะหลงทางเหมือนเสขะบุคคลและปุถุชน จึงออกจากเมืองหมอกได้เร็ว ฉะนั้น ปัญหาของอเสขะบุคคลจึงยังมีอยู่ในลักษณะเช่นนี้ มีอย่างไม่มี เหมือนดิฉันกำลังใช้ชีวิตดูแลครอบครัวตัวเอง ปัญหาจุกจิกอันเป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัวในโลกมนุษย์มักมีเข้ามาไม่ขาดสาย ซึ่งไม่พ้นเรื่องลูกและเรื่องทำมาหารับประทาน ถ้าคุยกับคนบ้าระดับสามัญ ก็ยังคุยปัญหาของลูกเหมือนคนเป็นแม่ทั่วไป ยังต้องพูดว่าเป็นห่วงลูกเสมอ ซึ่งคนที่อยู่นอกเมืองก็ต้องคิดว่าเรามีปัญหา แต่ที่จริงเราไม่มีปัญหา มีไม่ได้ เพราะตัวปัญหาอยู่ที่จิตกับใจติดกัน หมดปัญหาเพราะใจไม่ติดกับความคิดที่นำปัญหามาให้แล้ว เรากำลังเดินขนานกับเส้นเวลาของอนิจจังอยู่ เดินไปเรื่อย ๆ ได้แล้ว อเสขะบุคคลจึงยังต้องไม่ประมาท เพราะอาจจะเดินผ่านเข้าไปในเมืองที่มีเมฆหมอกเมื่อไรก็ได้
๑๒. อเสขะบุคคลต้องอย่าลืมว่า สภาวะหลุดพ้นหายไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่หลุดพ้นด้วยพลังสมาธิหรือเจโตวิมุติ เมื่อสมาธิอ่อนตัวลงแล้ว จิตกับใจสามารถกลับมาติดกันได้อีกเหมือนที่ได้เกิดกับดิฉัน ตรงนี้แหละ จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่พระบรมศาสดายังคงย้ำให้พระอรหันต์ของท่านทำอานาปานสติต่อไป และหากต้องเดินผ่านเมืองที่มีหมอกหนาทึบ หรือมีมรสุมของโลกธรรมที่มาแรงละก็ การทำอานาปานสติจะเหมือนเป็นอาหารเสริมที่มีวิตามินสูง จะสามารถช่วยสร้างพลังงานจำนวนมากขึ้น และแผ่เป็นรัศมีรอบตัวปกคลุมคุ้มครองให้อเสขะบุคคล สามารถเดินผ่านหมอกหนาทึบนั้นได้อย่างเบาสบายมากขึ้น
๑๓. การหลุดพ้นด้วยปัญญาวิมุตินั้น สภาวะจะหายไปได้หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะหายไปหรือไม่ในอนาคต ถ้าจะพูดให้ปลอดภัยก็ยังต้องบอกว่า ไม่ควรประมาทอยู่ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น ต่อเมื่อสังขารนี้ดับอย่างสิ้นเชิงหรือปรินิพพานนั่นแหละ จึงจะหมดปัญหาอย่างแท้จริง
๑๔. การสอนของอเสขะบุคคลแต่ละคนจะต้องมีกลุ่มเป้าหมาย target group ของตนเสมอ จะสอนทุกคนให้เสมอเหมือนกันไม่ได้ เช่น วิธีการสอนของดิฉันจะเหมาะกับปัญญาชนมากกว่าชาวบ้าน ตอนไปสอนที่วังม่วง คุณป้าคนหนึ่งยืนขึ้นมาพูดว่า สิ่งที่ดิฉันพูดนั้น พวกคุณยายฟังไม่รู้เรื่อง ต้องใช้ภาษาง่ายกว่านั้น แม้สอนที่จุฬา ก็มีคนฟังไม่รู้เรื่องเช่นกัน แม้พระพุทธเจ้าเอง บางครั้งท่านเดินทางไปไกลมากเพียงเพื่อต้องการโปรดคนเพียงคนเดียว เช่น เมื่อครั้งที่เดินทางไปเมืองอาฬวี เป้าหมายคือท่านต้องการโปรดกุมาริกา ธิดานายช่างหูกเพียงคนเดียว เมื่อกุมาริกายังมาไม่ถึง ท่านก็ไม่ทรงเทศน์ ทรงนั่งเฉย คอยจนกุมาริกามา ท่านจึงเริ่มสอน ฉะนั้น หากมีกลุ่มเป้าหมายที่เราถนัดสอน จะทำให้การสอนง่ายขึ้นและได้ผล ผู้ให้และผู้รับต้อง compatible เหมือนเกลียวที่สวมเข้ากันได้พอดี
๑๕. การพูดกับการเขียนเป็นศิลปะคนละอย่างที่ทดแทนกันไม่ได้ บางเรื่องพูด จะทำได้ชัดเจนกว่าเขียน แต่บางเรื่องเขียนจะทำได้ดีกว่าพูด ทั้งคำพูดและคำเขียนเป็นผลผลิตของความคิดทั้งสิ้น เพราะความคิดเป็นอนิจจังและเป็นมายา การพูดอะไรที่สด ๆ ต่อหน้าสาธารณชน จึงต้องระวังมากกว่าการเขียน จะต้องเป็นการพูดที่ได้รับการขัดเกลาและผ่านประสบการณ์มามากแล้ว จึงจะปลอดภัย อย่างการสอนในงานอบรมของดิฉันนั้น เหมือนทำได้ง่าย ๆ เพราะนั่นเป็นผลรวมของประสบการณ์สอนมา ๑๘ ปีแล้ว การพูดอะไรสด ๆ ในเรื่องที่ไม่เคยพูดมาก่อนนั้น ต้องระวังมากที่สุด เพราะพูดอะไรผิดแล้ว แก้ไขไม่ได้ คำพูดหลุดไปแล้ว นอกจากรู้ทันว่าผิดพลาด พูดแก้ไปเล | |