|
๐ การวางตนให้งดงามตามฐานะ “การรู้จักตน” เป็นความสำคัญประการหนึ่งในสัปปุริสธรรม ที่พระพุทธองศ์ทรงแสดง และการรู้จักตนอย่างถูกต้องนั้น ก็มิใช่ว่าเป็นร่างกาย การประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ไม่งดงาม ทั้งหลายส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้จักตนให้ถูกต้อง อันความเป็นตนตามสมมติสัจจะนั้น จำเป็นต้องรู้จักและจำเป็นต้องรักษาให้ถูกให้ควร ฐานะของตนเป็นอย่างไร หน้าที่ของตนมีอย่างไร ต้องรู้ จึงจะเป็นการรู้จักตน และเมื่อรู้แล้วก็ต้องทำให้ถูกตามฐานะและหน้าที่ นี้ไม่ได้หมายความว่าถ้ามีฐานะสูงตามสมมติสัจจะ จะต้องยึดถือตัวดูถูกดูหมิ่นผู้มีฐานะไม่ทัดเทียมการทำตนให้ถูกตามฐานะ หมายถึงการวางตนให้งดงาม สมตามฐานะ เรื่องของสมมตินั้นจำเป็นต้องรักษาในภายนอก ภายในจิตใจไม่เกี่ยวข้อง จิตใจเป็นคนละเรื่อง เป็นเรื่องตรงกันข้าม ไม่ต้องกังวลที่จะทำใจให้รู้จักตนเองอย่างมีมานะ คือเห็นว่าตนสูงกว่าเขา ต่ำว่าเขา หรือเสมอกับเขา มานะเช่นนั้นเป็นคนละเรื่องกับความรู้จักตน อันความรู้จักตนจะทำให้สามารถรักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีไว้ได้ ในขณะที่ความไม่รู้จักตนจะทำลายให้สิ้นไปทีละน้อย โดยเฉพาะขนบธรรมเนียมไทยนั้น งดงาม ประณีต จึงต้องการความประณีตในการรักษาให้ดำรงอยู่ตลอดไปด้วย ฐานะผู้ใหญ่ ก็ต้องปฏิบัติอย่างผู้ใหญ่ ฐานะผู้น้อยก็ต้องปฏิบัติเป็นผู้น้อย ไม่ลดต่ำผิดฐานะ ไม่ก้ำเกินผิดฐานะ เช่นนี้จึงจะงดงาม หน้าที่ของตนสำคัญ ต้องทำหน้าที่เต็มสติปัญญาความสามารถ ไม่อ่อนแอพ่ายแพ้ด้วยอำนาจความรัก ความโกรธ ความหลง ความกลัว ๐ ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่ควรรู้จักทั้งปวง ก็เหมือนไม่รู้จักตนนั่นเอง ทุกยุคทุกสมัย “สัปปุริสธรรม” เป็นธรรมสำคัญ การอบรมสัปปุริสธรรมไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย ทุกคนสามารถอบรมตนให้มีสัปปุริสธรรมได้ เพิ่มความประณีตละเอียดลออในการใช้ปัญญาพบเห็นอะไรหมั่นใคร่ครวญให้จงดี ได้ยินได้ฟังอะไร มองให้เห็นต้นตอของเรื่องที่ได้ยินได้ฟังนั้น รู้ประมาณในการเชื่อ รู้จักกาล เวลาควรพูดควรทำหรือไม่ควรอย่างไร ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่ควรรู้จักทั้งปวง คือไม่รู้จักเหตุ ไม่รู้จักผล ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักกาลเวลา ไม่รู้จักประชุมชน ไม่รู้จักบุคคลก็เหมือนไม่รู้ตนนั่นเอง ไม่รู้ว่าตนมีหน้าที่สำคัญคือการอบรมตนให้เป็นคนดีมีปัญญา ให้สามารถช่วยตนเองได้ และช่วยส่วนรวมได้ด้วย และที่สำคัญยิ่งนักก็คือ ต้องมีสัมมาทิฐิ...ความเห็นชอบประกอบกับปัญญา ในการคิด การพูด การดู การฟังทั้งปวง อย่าสักแต่ว่าหลงตามกันไป แม้ส่วนมากคิด การพูด การดู การฟัง ให้ปัญญาเป็นเครื่องวินิฉัย โดยอาศัยสัปปุริสธรรมประกอบด้วยทุกประการ ๐ จิตเศร้าหมอง คือจิตที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยกิเลส จิตเศร้าหมอง มิได้หมายความเพียงว่าเป็นจิตที่หดหู่ด้วยความเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น แต่จิตเศร้าหมองหมายถึงจิตที่ไม่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คือเศร้าหมองด้วยกิเลส จิตมีกิเลสมากก็เศร้าหมองมาก จิตมีกิเลสน้อย ก็เศร้าหมองน้อย คนหลงตนเป็นคนมีโมหะ มีความรู้สึกที่ไม่ถูกไม่ชอบไม่ควรในตนเอง คนหลงตนจะมีความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ที่มีความดี ความสามารถ ความวิเศษเหนือใครทั้งหลายเกินความจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกในตนที่ไม่ถูกไม่ชอบไม่ควร เมื่อมีความรู้สึกนี้อันเป็นโมหะความหลง โลภะและโทสะก็จักเกิดตามมาได้โดยไม่ยาก เมื่อหลงตนว่าวิเศษเหนือคนทั้งหลายความโลภเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอันควรแก่ความดีวิเศษของตนย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ความโกรธด้วยไม่ต้องการให้ความดี ความวิเศษนั้นถูกเปรียบหรือถูกลบล้างย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ๐ เมื่อมีความรู้สึกหลงคน โมหะ โลภะ และโทสะ จะเกิดตามมาโดยไม่ยาก คนหลงคนเป็นคนมีโมหะ มีความรู้สึกที่ไม่ชอบไม่ควรในคนทั้งหลาย คนหลงคนจะมีความรู้สึกกว่าคนนั้นคนนี้ที่ตนหลง มีความสำคัญมีความดีความวิเศษเหนือคนอื่นเกินความจริง เป็นความรู้สึกในคนคนนั้นที่ไม่ถูกไม่ชอบไม่ควร เมื่อมีความรู้สึกนี้ อันเป็นโมหะ โลภะ และโทสะ ก็จักเกิดตามมาได้โดยไม่ยาก เมื่อหลงคนใดคนหนึ่งว่ามีความสำคัญความดีความวิเศษเหนือคนอื่น ความรู้สึกมุ่งหวังเกี่ยวกับคนใดคนหนึ่งนั้นเป็นโลภะ และเมื่อมีความหวังก็ต้องมีได้ทั้งความหวังความผิดหวังเป็นธรรมดา ความรู้สึกผิดหวังนั้นเป็นโทสะ ๐ เมื่อหลงอำนาจของตนว่ายิ่งใหญ่ เหนืออำนาจทั้งหลาย ความรู้สึกนี้เป็นโลภะ คนหลงอำนาจ เป็นคนมีโมหะ มีความรู้สึกที่ไม่ถูกไม่ชอบไม่ควร ในอำนาจที่ตนมี คนหลงอำนาจจะมีความรู้สึกกว่าอำนาจที่ตนมีอยู่นั้นยิ่งใหญ่เหนืออำนาจทั้งหลายเกินความจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่ชอบไม่ถูกไม่ควร เมื่อมีความรู้สึกนี้อันเป็นโมหะ โลภะและโทสะ ก็จักเกิดตามมาได้โดยไม่ยาก เมื่อหลงอำนาจของตนว่ายิ่งใหญ่เหนืออำนาจทั้งหลาย ย่อมเกิดความเหิมเห่อทะเยอทะยานในการใช้อำนาจทั้งหลาย ย่อมเกิดความเหิมเห่อทะเยอทะยานในการใช้อำนาจนั้นให้เกิดผล เสริมอำนาจของตนให้ยิ่งขึ้น ความรู้สึกนี้จัดเป็นโลภะ และแม้ไม่เป็นไปดังความเหิมเห่อทะเยอทะยาน ความผิดหวังจักเป็นโทสะ ๐ ผู้มีโมหะหลงตนมาก จะเป็นผู้ขาดความอ่อนน้อมแม้ต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง ผู้มีโมหะมาก คือความหลงมาก มีความรู้สึกไม่ถูกไม่ชอบไม่ควรมากในตน ในคน ในอำนาจ ย่อมปฏิบัติผิดได้มาก ก่อทุกข์โทษภัยให้เกิดได้มาก ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งแก่ส่วนตนและส่วนรวม ทั้งแก่ส่วนน้อยและส่วนใหญ่ รวมถึงแก่ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สามสถาบันสำคัญของไทยเรา ผู้มีโมหะมาก หลงตนมาก จัดเป็นพวกมีกิเลสมาก จิตเศร้าหมองมาก จะเป็นผู้ขาดความอ่อนน้อม แม้ต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง ๐ ผู้รู้จักอ่อนน้อมต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อม เมื่อละโลกนี้ไป จักไปสู่สุคติ คือเกิดในตระกูลสูง บุคคลเหล่านี้ เมื่อละโลกนี้ไปในขณะที่ยังมิได้ละกิเลส คือโมหะ ให้น้อยลง จิตย่อมเศร้าหมอง ย่อมไปสู่สุคติ ทุคติของผู้หลงตนจนไม่มีความอ่อนน้อมต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง คือจักเกิดในตระกูลต่ำ ตรงกันข้ามกับผู้รู้จักอ่อนน้อมต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อมที่จะไปสู่สุคติ คือจักเกิดในตระกูลที่สูง ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อม เป็นกรรมไม่ดี การเกิดในตระกูลที่ต่ำ เป็นผลของกรรมไม่ดี เป็นผลที่ตรงตามเหตุแท้จริง เพราะเกิดในตระกูลที่ต่ำ ปกติย่อมไม่ได้รับความอ่อนน้อมจากคนทั้งหลาย ส่วนผู้ที่เกิดในตระกูลที่สูง ปกติย่อมได้รับความอ่อนน้อม ความอ่อนน้อมที่ผู้เกิดในตระกูลสูงมีปกติได้รับนั้น เป็นผลที่เกิดจากเหตุอันเป็นกรรมดี หรือความอ่อนน้อม ๐ “ใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พึงให้ความสนใจดูแลรักษาใจของตนอย่างยิ่ง “ใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีฤทธิ์มีอำนาจที่สุด ความสุขความทุกข์ ความดีความชั่ว ความเย็นความร้อน ความสงบความวุ่นวาย เกิดจากใจทั้งสิ้น ผู้มุ่งบริหารจิตควรคำนึงความจริงนี้ให้อย่างยิ่ง ควรให้ความสนใจดูแลรักษาใจของตนให้อย่างยิ่ง เพื่อจะได้สามารถพาตนให้พ้นความทุกข์ได้มีความสุข พ้นความชั่วได้มีความดี พ้นความร้อนได้มีความเย็น พ้นความวุ่นได้มีความสงบ สิ่งอื่นทั้งหลาย เหตุการณ์ทั้งหลาย ที่จะทำให้เกิดสุขเกิดทุกข์ เป็นต้น ไม่เป็นไปตามอำนาจความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น จะเกิดก็เกิด จะเป็นไปก็เป็นไป ความจริงนี้ทุกคนประสบพบผ่านอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเสมอมา แต่หาได้พยายามทำให้เป็น ความรู้ความเข้าใจจริง คือไม่ทำให้เกิดเป็นปัญญารู้จริง เมื่อไม่เกิดปัญญารู้จริงก็ไม่เกิดผล ไม่เป็นคุณ ไม่เป็นประโยชน์แก่จิตใจ ไม่อาจช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ๐ ความสุขอย่างยิ่งของเราทุกคน อยู่ที่ใจดวงนี้ ใจเป็นสิ่งที่บังคับได้ด้วยการฝึก สามารถฝึกให้อยู่ในอำนาจได้ ใจนั้นฝึกอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ฝึกให้เป็นใจที่ดี...ก็จะเป็นใจที่ดี ฝึกให้เป็นที่ร้าย..ก็จะเป็นใจที่ร้าย ฝึกให้เป็นใจที่สงบเย็น..ก็จะเป็นใจที่สงบ ฝึกให้เป็นใจที่วุ่น..ก็จะเป็นใจที่วุ่น ฝึกให้เป็นใจที่สว่างด้วยปัญญา...ก็จะเป็นใจที่สว่างด้วยปัญญา ฝึกให้เป็นใจที่มืดด้วยไม่มีปัญญา...ก็จะเป็นใจที่มืดด้วยไม่มีปัญญา “ใจฝึกได้ บังคับได้ ถ้าตั้งใจฝึกให้จริง” ความสุขอย่างยิ่งของเราทุกคน ไม่ได้อยู่ที่อะไรอื่นทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ใจดวงนี้เท่านั้น พึงทำความเข้าใจให้ถูก หนทางดำเนินไปสู่การทำใจให้เป็นสุขนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ชัดแจ้งหลายอย่าง สามารถเลือกให้เหมาะกับจริตนิสัยของตนได้ ๐ พระบรมศาสดา ทรงเป็นผู้นำทางไปสู่ความสว่างรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุขอย่างแท้จริง พุทธศาสนิกชนผู้นับถือพุทธศาสนานั้น มีบุญเป็นพิเศษ เพราะพระบรมศาสดาไม่มีผู้เสมอเหมือน ทรงเป็นผู้นำทางไปสู่ความสว่างรุ่งเรืงร่มเย็นเป็นสุขอย่างแท้จริง จุดหมายปลายทางของพุทธศาสนานั้นรุ่งเรืองสูงสุด ไม่มีจุดหมายปลายทางใดเปรียบได้ เมื่อเกิดมาพบพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว ควรถือเอาประโยชน์ให้เต็มสติปัญญาความสามารถ โดยยึดหลักคือใจเป็นสำคัญทำประโยชน์เพิ่มพูนให้ใจสม่ำเสมอ จนสามารถทำใจให้เป็นใจที่เต็มสมบูรณ์ ไม่มีช่องว่างสำหรับความไม่สวย ไม่งามความเป็นมลทินเศร้าหมองทั้งหลาย ๐ การฝึกใจหรือรักษาใจให้มีค่ามีประโยชน์ต้องมุ่งเหตุผลเป็นสำคัญ ธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้มากมายเหลือประมาณ เพราะทรงมุ่งให้เหมาะกับแต่ละจริตนิสัยของผู้คนทั้งปวงที่มีแตกต่างกันมากมายนัก ขอให้นักศึกษาแม้เพียงเท่าที่ถูกกับจริตนิสัยของตน แล้วพยายามปฏิบัติให้ได้ผล ที่สำคัญคือต้องพยายามจำว่าทรงสอนให้ทำอย่างไร ไม่ให้ทำอย่างไร แล้วตั้งใจปฏิบัติตามโดยอย่ามีข้อแม้เข้าข้างตนเอง อย่าตีความในพระธรรมคำสอนตามความพอใจของตนเอง พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศแล้วด้วยพระพัญญาคุณ ทรงมีเหตุผลในทุกถ้อยคำที่ทรงแสดงไว้เป็นพระธรรม เหตุผลนี้คือปัญญา เหตุผลคือความสำคัญ คือแสงสว่างที่อาจช่วยให้ดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง บรรลุถึงจุดหมายอย่างสวัสดี การฝึกใจหรือรักษาใจให้เป็นใจที่มีค่ามีคุณประโยชน์ ต้องมุ่งเหตุผลเป็นสำคัญ มีเหตุผลก็คือปัญญา มีปัญญาก็คือมีความสว่าง ทำให้ไม่ดำเนินไปสู่ความไม่สวัสดีทั้งหลาย
“รักษาไว้ทั้งตนทั้งผู้อื่น” ทุกคนในโลก... ต่างต้องถ้อยทีต้องพึ่งพาอาศัยกัน ในทางใดทางหนึ่งทั้งนั้น จึงควรปฏิบัติตนในทางที่จะชื่อว่า... “รักษาไว้ทั้งตนทั้งผู้อื่น” คือด้วยวิธีที่แต่ละคนตั้งใจปฏิบัติกรณียะ คือกิจของตน ควรทำตามหน้าที่เป็นต้นให้ดี และด้วยความน้ำใจที่อดทน ไม่คิดเบียดเบียนใคร มีจิตเมตตา มีเอ็นดู อนุเคราะห์ เมื่อตั้งใจปฏิบัติกรณียะ กอปรด้วยมีน้ำใจดังกล่าว ก็ชื่อว่า... “รักษาทั้งตน ทั้งผู้อื่น” เป็นผู้รักษาไว้ได้ทั้งหมด พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
จำนวนอ่าน: 277
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |