Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow lovestory arrow ควรอยู่เป็นโสด หรือ มีครอบครัว

ควรอยู่เป็นโสด หรือ มีครอบครัว PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 511
แย่มากดีมาก 

Image

ควรอยู่เป็นโสด หรือ มีครอบครัว

(ศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน)

พอดีคุณเทพได้พูดเรื่องไม่อยากมีลูกขึ้นมา ดิฉันอยู่ในฝ่ายที่รับฟังปัญหาของคนมามาก ถามเข้ามามากเพื่อต้องการคำตอบในเรื่องนี้ และดิฉันอายุก็จัดเข้าสู่วัยชราแล้ว มีลูกของตัวเองด้วย จึงเห็นปัญหาของคนในแต่ละวัยได้ชัดเจนมากขึ้น จึงอยากถือโอกาสพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจจะฟังขัดหูต่อคนบางคนที่ไม่อยากฟัง แต่ต้องพยายามเข้าใจเรื่องที่ดูเหมือนง่าย ๆ แต่มีความลึกซึ้งอย่างมหาศาล เช่นเรื่องการแต่งงานและมีลูก

คนที่อายุยังน้อย เมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้ว มักพูดเสมอว่า ไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูก เพราะไม่อยากมีบ่วงผูกคอ ซึ่งเป็นการคิดและพูดตามพระพุทธเจ้า แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว การเข้ามาพึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ สำหรับคนยุคนี้แล้ว โดยเฉพาะเพศหญิง ใครจะบวชได้และอยู่ได้จริง ๆ จำเป็นต้องมีทุนทรัพย์ด้วย

เห็นคนเปลี่ยนทัศนะคติมาแล้ว

ตอนนี้ดิฉันสามารถเห็นภาพชีวิตของคนที่มีอายุมากขึ้นด้วย ฝรั่งที่ใช้ชีวิตในวัยชราอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครดูแล บางคนตายเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนแล้ว คนถึงจะรู้ ได้พบคนไม่น้อยที่เล่าถึงความห่วงใยในอานาคตของตนเองที่ต้องอยู่เพียงคนเดียวโดยไม่มีใครดูแล บางคนถึงขนาดกลัว ไม่สามารถขับไล่เจอรี่ตัวกลัวนี้ออกจากบ้านของใจ มันรบกวนมาก

คนที่อยู่ในวัยไม่เกิน ๓๕ นั้น มักจะคิดถึงชีวิตแบบตัดตอนโดยเอาความรู้สึกในขณะนี้เป็นเกณฑ์ตัดสิน เห็นว่าชีวิตก็มีความสุขดีนะ เพราะมีพ่อแม่พี่น้องอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ไม่เห็นจะต้องแต่งงานรับภาระการเลี้ยงลูกดูแลคู่ครองให้ยุ่งยากเปล่า ๆ ปฏิบัติธรรมไป ก็น่าจะอยู่ได้ แต่พอเข้าวัย ๔๐ แล้วสิ ความคิดเริ่มเปลี่ยน เพราะพ่อแม่ก็แก่เฒ่าชราลง หรืออาจจากเราไปแล้ว พี่น้องคนอื่นก็อาจจะแต่งงานมีครอบครัวของตนเอง จากครอบครัวที่เคยอบอุ่นเต็มไปด้วยผู้คนกลับเหลือสมาชิกน้อยลง ๆ พี่น้องที่มีครอบครัว เขาก็ไปสร้างสมาชิกใหม่ของเขา มีความรักความอบอุ่นเหมือนที่พ่อแม่มีเราตอนเราเล็ก ๆ แม้เพื่อน ๆ ก็ตาม เมื่อเขาแต่งงานไป จะค่อย ๆ ห่างและหดหายไปเช่นกัน หากเราไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก แม้จะปฏิบัติธรรมก็ตาม จะยังไม่พ้นที่จะถูกความเงียบเหงาและความกลัวอนาคตหลอกเอาทั้งนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง ยิ่งแก่ตัว คนรู้จักในรุ่นเดียวกันก็จะยิ่งน้อยลง ก็จะยิ่งคิดมาก อย่างน้อยพ่อแม่ที่ชราของเรามีเราเป็นคนดูแลท่าน พาท่านไปหาหมอ ดูแลปรนิบัติท่านในยามที่ท่านเจ็บป่วย แม้จากไปแล้ว ก็ยังมีเราเป็นภาระจัดงานศพแผ่ส่วนบุญกุศลไปให้ท่าน และเมื่อเราแก่เฒ่าชราล่ะ ใครจะดูแลเรา หากเราไม่มีลูก ใครจะทำสิ่งเหล่านี้ให้กับเรา มีหลายรายที่เขียนมาหาดิฉันเพื่อต้องการเค้นเอาคำตอบว่าจะแก้ปัญหาเรื่องความเหงา และการต่อสู้กับอนาคตอย่างโดดเดี่ยวได้อย่างไร

สัญชาติญาณคือธรรมชาติจัดสรร

ดิฉันจึงขอถือโอกาสนี้พูดตรง ๆ เลย ว่า คุณกำลังอยู่ในโลกมนุษย์อันเป็นคุกชีวิตที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง จะขอไปนิพพานด้วยพร้อมกับอยู่ในโลกมนุษย์อันเป็นคุกชีวิตอย่างไม่ทุกข์เลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่เป็นโสด หรือเลือกการไม่มีลูก ล้วนต้องมีห่วง มีทุกข์กันคนละแบบทั้งสิ้น ถ้าต้องการความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นความอบอุ่นของการมีครอบครัว ก็ต้องยอมลงทุนโดยการรับภาระเลี้ยงลูก ต้องยอมเสี่ยงที่จะเป็นทุกข์ หากลูกไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ หรืออาจมีเรื่องอะไรเกิดกับลูก นี่เป็นเรื่องของโลก ไม่มีทางเลือก

ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า โลกมนุษย์คือโลกที่ต้องมีมนุษย์อยู่ ธรรมชาติจึงจัดสรรให้มนุษย์มีขบวนการสืบเผ่าพันธุ์ ความต้องการทางเพศจึงเป็นสัญชาติญาณที่รุนแรงมาก แรงพอ ๆ กับสัญชาติญาณของหญิงที่อยากเป็นแม่คน และแรงพอ ๆ กับสัญชาติญาณของแม่ที่ต้องการปกป้องลูกของตน เรื่องสัญชาติญาณนี่เป็นเรื่องลึกซึ้งและลึกลับของธรรมชาติ สัญชาติญาณที่รุนแรงเหล่านั้นล้วนเป็นแผนการณ์ให้มนุษย์จำเป็นต้องทิ้งเผ่าพันธุ์ไว้ในโลกมนุษย์ การฝืนธรรมชาติเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องยากมาก แม้ฝืนมันได้ โดยการไปบวชเป็นพระ ก็เห็นไม๊ล่ะว่า ทำไมจึงมีปัญหาเรื่องพระไปแอบเสพเมถุนกันมาก แม้ไม่บวชเป็นพระ นักปฏิบัติธรรมที่เป็นชายก็ล้วนถูกเรื่องกามราคะตามรังควานทั้งสิ้นอย่างที่หลายคนได้ประสบมา

ชีวิตมีทั้งแง่บวกและลบ

นอกจากนั้น ชีวิตมนุษย์เป็นชีวิตที่ต้องทำงานหาเงินเพื่อมาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด ไม่มีความสามารถในการเนรมิตของทิพย์เหมือนประชากรของเทวดาในโลกสวรรค์ ธรรมชาติจึงสร้างมนุษย์ให้เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่กันเป็นคู่ เป็นครอบครัวเพื่อช่วยกันทำมาหากิน ช่วยกันเลี้ยงลูกเล็กให้เติบใหญ่ ความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่มีคนที่เราพึ่งพาได้อย่างแท้จริงเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทั้งมนุษย์และสัตว์พอจะหาได้ในขณะที่ยังอยู่ในคุกชีวิต

โลกมนุษย์นี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ เพราะมันเป็นคุก เราต้องยอมรับวิถีชีวิตที่ธรรมชาติสร้างให้ ซึ่งมีทั้งแง่บวกกับแง่ลบ ในสายตาของนักปฏิบัติธรรมเห็นการแต่งงานมีลูกเป็นภาระหนักที่จะถ่วงไม่ให้ตนเองไปนิพพาน แต่การอยู่คนเดียว ปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้รับประกันว่า เราจะไปนิพพานได้เร็วกว่าคนที่มีครอบครัวที่ไหน ในทางตรงกันข้าม คนที่มีครอบครัวของตนเองนั้น จะมีประสบการณ์ชีวิตอีกมากมายที่คนไม่เคยมีครอบครัวจะไม่มีวันรู้ได้ เช่น การเป็นพ่อแม่คนมีความรู้สึกอย่างไร การเลี้ยงลูกเล็กมีความสุขอย่างไร การเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อรักมนุษย์อีกคนหนึ่งโดยไม่มีอะไรเคลือบแฝง นี่เป็นสิ่งที่คนไม่ได้เป็นพ่อแม่คนจะไม่มีโอกาสทำได้ แน่นอน การเลี้ยงลูกย่อมเป็นภาระ และเป็นบ่วงผูกคอ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงลูกเลว ๆ ที่นำปัญหามาให้พ่อแม่ต้องเสียใจ ทุกข์ใจ จนต้องพูดออกมาดัง ๆ ว่าหากไม่มีลูก คงดีกว่านี้

จะมองชีวิตแบบตัดตอนไม่ได้

สิ่งที่ดิฉันอยากให้คนปฏิบัติธรรมมองคือ ไม่ว่าจะแต่งงานหรือไม่แต่งงาน หรือ แต่งงานแล้วไม่มีลูกด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ทุกคนล้วนมีทุกข์ มีปัญหาไปคนละแบบทั้งสิ้น ล้วนต้องตั้งความปรารถนาพระนิพพานทั้งสิ้น แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไม่แต่งงานและไม่อยากมีลูกนั้น ต้องพยายามมองภาพที่ไกลออกไป เพราะทุกคนล้วนต้องแก่ และอาจมีโรคภัยไข้เจ็บ และต้องตายทั้งสิ้น เพราะมีส่วนนี้แหละ วิถีของธรรมชาติจึงสร้างให้มนุษย์ต้องอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนที่เราเรียกว่าสังคม ตั้งแต่สังคมครอบครัวขึ้นไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อมนุษย์จะได้ดูแลซึ่งกันและกัน ฉะนั้น คุณจะมองแบบตัดตอนไม่ได้ คุณต้องมองให้เห็นภาพของตนเองในวัยชราที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย คุณต้องมองให้ออกว่า ความสุขของพ่อแม่ของเราในขณะนี้คือ การได้อยู่ห้อมล้อมด้วยลูกหลานของตนเอง นี่คือความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนแก่ ล้วนมองไปที่หน้าบ้านเพื่อเอี้ยวคอมองว่าเมื่อไหร่ลูกหลานจะมาหาทั้งนั้นแหละ ลองไปสังเกตสิ ลูกหลานของคนอื่นก็ไม่เหมือนลูกหลานของเราเอง ขอยกเว้นกรณีพิเศษที่ลูกหลานคนอื่นดีกว่าลูกหลานของตัวเองซึ่งมีน้อย ฉะนั้น ต้องมองตนเองในวัยชราที่อยู่โดดเดี่ยว เราจะไม่มีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่พ่อแม่เรามีอยู่ในขณะนี้

ถูกแม่ดุ

แม้ดิฉันเอง ขณะอยู่ในวัยสามสิบกว่ามีลูกเล็กสามคนแล้ว กลับมาหาแม่ทีไร ก็มักพูดว่าอยากกลับมาอยู่กับแม่และพี่น้องที่เมืองไทย จนแม่ต้องดุดิฉันเลยว่า มีสามีมีลูกแล้ว ก็ต้องคิดอยู่กับครอบครัวของตัวเองสิ จะคิดไปอยู่กับคนอื่นได้อย่างไร เห็นไม๊ แม่พูดเองว่า พี่น้องเป็นคนอื่น ยังรู้สึกผิดหวังว่าทำไมแม่พูดเช่นนั้น และทำไมตอนที่เรามีลูกเล็ก ผู้ใหญ่จึงพูดเหมือนกันหมดว่า หนูนี่โชคดีจัง มีลูกชายน่ารักถึง ๓ คน ถูกละ ความรู้สึกสุขและสวยงามจากการมีลูกก็มีอยู่ แต่ตอนนั้นฟังแล้วก็ยังขัดกับความรู้สึกบางอย่างของตนเองบ้าง เพราะเหนื่อยมากจากการเลี้ยงลูก แถมเงินทองก็ไม่ค่อยมี เห็นแต่ภาระที่หนักหน่วง

แต่ตอนนี้ดิฉันเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าทำไมผู้ใหญ่จึงมักพูดเช่นนั้น เห็นปู่ย่าตาทวดบางคนที่ผ่านชีวิตมามาก พร้อมกับเห็นปัญหาและความทุกข์มากมายที่ลูกหลานนำมาในช่วง ๕๐ ปี แต่คนชราเหล่านี้ ก็ยังพูดเหมือนกันหมดว่า ไม่เสียใจที่มีลูก ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ยังสนับสนุนให้คนมีครอบครัวดีกว่า นี่คือความลึกซึ้งของชีวิตที่เข้าใจได้ยาก ต้องมีประสบการณ์เท่านั้น จึงจะรู้ได้

ต้องกล้าเผชิญปัญหา

ฉะนั้น หากใครตัดสินใจไม่อยากมีครอบครัว ก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับปัญหาความเงียบเหงาและการดูแลตนเองในยามแก่เฒ่า จะต้องยอมรับว่านี่เป็นการตัดสินใจของตนเอง และเตรียมตัวรับปัญหาเหล่านั้น จะต้องวางแผนให้ดีว่าจะทำอะไรกับตัวเองอย่างไร ซึ่งคนโสดส่วนมากมักไปอยู่วัด

ส่วนใครที่มีลูก ก็ไม่ได้รับประกันเช่นกันว่า ลูกจะมาเลี้ยงเราในยามแก่เฒ่า ลูกที่แต่งงานแล้ว รักแต่สามีหรือภรรยาและลูกของตัวเองโดยไม่เหลียวแลพ่อแม่ชราก็มีถมไป สังคมเปลี่ยนไปมากแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงเหมือนการซื้อล๊อตเตอรี่ ไม่มีทางรู้ว่ามันจะออกหัวหรือออกก้อย ต้องจำไว้เสมอว่า เรากำลังอยู่ในคุกชีวิตที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์ เพียบพร้อม ล้วนต้องเสี่ยง หรือไม่ก็ต้องลงทุนเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาทั้งสิ้น

ครอบครัวใหญ่

การที่พระพุทธเจ้าสร้างสังคมของบรรพชิตขึ้นมา ก็เพื่อสร้างทางลัดให้คนเดินไปนิพพานได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีภาระหาเลี้ยงชีพ นอกจากนั้น สังคมบรรพชิตก็เหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ที่พระบรมศาสดาหวังจะให้ภิกษุดูแลกันเอง เมื่อครั้งที่ท่านเสด็จไปดูแลพระรูปหนึ่งที่เจ็บไข้ได้ป่วยเพราะไม่มีใครดูแล ทรงเช็ดถูกายให้ เสร็จแล้ว ท่านก็ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า หากภิกษุไม่ช่วยดูแลกันเองในยามเจ็บไข้แล้ว จะไปหวังให้ใครมาช่วยดูแลหรือ เป็นการบอกพระภิกษุสาวกว่า สังคมของสงฆ์นี่แหละคือครอบครัวใหม่ของตนเองแล้ว จำเป็นที่จะต้องคอยสอดส่องและดูแลกันเอง ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่า ภิกษุของยุคสมัยนี้ยังคงปฏิบัติต่อกันเช่นนี้หรือไม่ ถ้าเป็นพระที่มีชื่อเสียง เป็นครูบาอาจารย์หรือเป็นเจ้าอาวาสก็คงไม่มีปัญหา ย่อมมีลูกศิษย์คอยดูแล อย่างเช่น หลวงปู่ชา แต่พระที่ไม่มีบทบาทอะไรต่อสังคมแล้ว เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของครอบครัวตนเองที่จะต้องมารับภาระดูแลท่าน

สังคมอโศกเป็นตัวอย่างที่ดี

ส่วนทางออกของคนที่ไม่คิดบวชและไม่อยากแต่งงานมีครอบครัว ก็ต้องสร้างสังคมของตนเองขึ้นมาที่จะช่วยดูแลกันเองได้ คือ สร้างสังคมของญาติธรรม มาเป็นญาติกันในทางธรรม ซึ่งสังคมของชาวอโศกที่นำโดยท่านโพธิรักษ์จะเป็นตัวอย่างที่ดีมากของสังคมดังกล่าว หรือไม่เช่นนั้นก็ไปอยู่วัด หรือ อาศรมต่าง ๆ ที่มีผู้นำทางธรรมได้สร้างสังคมไว้แล้ว เช่น อาศรมมาตา เป็นต้น แต่หมายความว่า เรายังต้องเสียสละอิสรภาพส่วนตัวบ้างที่จะมาสร้างญาติทางธรรม มาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นนี้ จะต้องมีทั้งการให้และการรับที่สมดุลกัน give and take เราไม่สามารถคาดหวังให้ใครมาดูแลเราในยามเจ็บไข้ หากเราไม่เคยไปดูแลคนอื่นเลย ในขณะที่การมีครอบครัวของตนเอง ก็เหมือนการบังคับให้ดูแลกันเองไปในตัวตามที่ธรรมชาติสร้างมา

การสร้างสังคมของญาติธรรมก็ไม่ใช่เป็นคำตอบสำหรับทุกคนเสมอไป เพราะคนปฏิบัติธรรมส่วนมากก็ไม่ค่อยอยากยุ่งกับใครมากอยู่แล้ว ยิ่งถ้าไม่ใช่ครอบครัวคนใกล้ชิดของตนเอง อยากมีชีวิตเป็นส่วนตัวของตนเองมากกว่า สังคมของกัลยาณมิตรเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเลย แม้สังคมที่มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นก็ยังมีปัญหาหากต้องมีการพูดคุย สื่อสาร และทำงานร่วมกัน นี่เป็นเรื่องธรรมดา

สร้างสังคมกัลยาณมิตรของตนเอง

ใครที่ไม่พร้อมจะอยู่กับคนหมู่มากดังเช่นสังคมของชาวอโศก ก็อาจจะสร้างสังคมกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีกัลยาณมิตรที่ไม่ได้แต่งงานเหมือนกัน เป็นชมรมเล็ก ๆ สร้างความสัมพันที่ใกล้ชิดต่อกันเพื่อจะได้ช่วยเหลือดูแลกันเอง แต่เห็นหรือไม่ว่า ไม่ว่าทางออกจะเป็นอะไร ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุนซึ่งเป็นการเสียสละความเห็นแก่ตัวตนทั้งสิ้น เหมือนพ่อแม่ที่ต้องเสียสละเพื่อเลี้ยงลูกจนโต จึงจะมีลูกมาดูแลตัวเองในยามแก่เฒ่า

และต้องอย่าลืมว่า เพื่อนที่จะมาใส่ใจดูแลเพื่อนด้วยกันเองอย่างทุ่มเทนั้น มีน้อยมากในสังคมแห่งความเป็นจริง ไป ๆ มา ๆ มักเหลือแต่ ลูกหลานที่เกี่ยวดองกันทางสายเลือดใกล้ชิดจริง ๆ เท่านั้น นี่แหละ ธรรมชาติจึงสร้างให้มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอยู่เป็นคู่ ๆ เพราะคู่ครองของเรา ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ เพื่อนที่ดีที่สุดของเรานั่นเอง และต้องอย่าลืมว่า เพื่อนที่อายุไล่เลี่ยกันย่อมเข้าสู่วัยชราพร้อมกันด้วย จะให้มานั่งเยี่ยมเยียนกันเพื่อดูว่าอีกฝ่ายสบายดีหรือไม่เหมือนตอนที่ยังหนุ่มสาวอยู่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลที่ธรรมชาติสร้างให้มีการสืบเผ่าพันธุ์ เพื่อคนอายุน้อยกว่าจะได้มาดูแลคนอายุมากกว่า เป็นเรื่องที่ธรรมชาติจัดสรรให้อย่างเหมาะเจาะแล้ว

การมีบุตรชายไว้สืบสกุลจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่มากของสังคมส่วนมากตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว เหมือนเป็นสัญชาติญาณที่ไม่จำเป็นต้องสอนมาก เพราะกลไกของธรรมชาติชักใยอยู่เบื้องหลังนั่นเอง การมีครอบครัวจึงเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ไม่ใช่เรื่องตื้น ๆ เลย และไม่ใช่เรื่องที่จะมาเปลี่ยนแปลงเอาง่าย ๆ ด้วย

ต้องสอนเด็ก ๆ เรื่องกตัญญู

ในสังคมตะวันออกที่มีอิทธิพลของพระพุทธศาสนานั้น การดูแลพ่อแม่เป็นเรื่องกตัญญูกตเวที เป็นการเสริมความต้องการของธรรมชาติในเรื่องการดูแลมนุษย์ที่แก่เฒ่าให้เข้มข้นมากขึ้น ทำให้สมาชิกของสังคมไม่ลืมหน้าที่พื้นฐานของตนเอง

สังคมตะวันตกยังขาดความรู้เรื่องนิพพาน พร้อมสถาบันศาสนาตลอดจนถึงระบบจริยธรรมของเขาก็อ่อนแอลง ในช่วง ๒๐ - ๓๐ ปีให้หลังนี้ สังคมเปลี่ยนไปมาก คนเห็นแก่ตัวมีมากขึ้น ประเด็นเรื่องการมีลูกเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่าจึงถูกบิดเบือนให้เห็นเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวของพ่อแม่ เด็กตะวันตกของยุคนี้ เมื่อมีปากเสียงกับพ่อแม่ มักพูดด้วยความโกรธใส่หน้าพ่อแม่ว่าเห็นแก่ตัว มีลูกเพียงเพื่อให้มาเลี้ยงดูตนเองเท่านั้น ตำหนิพ่อแม่ว่าไม่ได้รักลูกอย่างแท้จริง รักแต่ตัวเองเท่านั้น พ่อแม่ไม่น้อยก็พลอยสนับสนุนความคิดนี้โดยพูดว่า ที่ตนเองมีลูกก็ไม่ได้หวังให้ลูกมาเลี้ยงตัวเองหรอก ด้วยความกลัวคนตำหนิว่าตนเองจะเห็นแก่ตัว ไม่ได้รักลูกจริง คนตะวันตกจึงไม่เข้าใจเรื่องความกตัญญูต่อพ่อแม่ ตีความว่าพ่อแม่เลี้ยงเรามาเพื่อหวังสิ่งตอบแทนคือให้เราเลี้ยงดูเขา ความคิดนี้ก็ได้ระบาดเข้ามาในสังคมตะวันออกด้วย ดังที่เคยฟังพ่อแม่ไทยพูดในทำนองนี้ ซึ่งเป็นการคิดที่ผิดทำนองคลองธรรมไปหมด เป็นความคิดที่อันตรายมาก

ที่จริงแล้ว การสอนลูกให้กตัญญูต่อพ่อแม่โดยเลี้ยงดูท่านในยามแก่เฒ่าเป็นการสอนที่ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวของใครทั้งสิ้น นี่เป็นความต้องการของธรรมชาติ การที่พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเลี้ยงดูตนเองไม่ใช่เป็นเรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวแต่อย่างใด จะมีพ่อแม่คนไหนบ้างที่ไม่หวังฝากผีฝากไข้กับลูกของตน แม้คนที่พูดว่าไม่คาดหวังอะไรจากลูกก็ตาม เมื่อถึงเวลาแก่เฒ่า ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องหวังพึ่งลูกทั้งสิ้น นี่เป็นเรื่องธรรมชาติมาก คนไทยเราไม่ควรพูดอะไรตามก้นฝรั่งไปหมด เขาพูดอย่างคนหลงทิศชีวิต ใครจะพูดเรื่องนี้ ต้องระวังให้ดี ต้องพูดให้เด็ก ๆ มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เห็นพ่อแม่เป็นเนื้อนาบุญที่ตนเองสามารถปลูกต้นบุญเพื่อไปนิพพาน การเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามที่ท่านแก่เฒ่า จึงเป็นการปลูกต้นบุญให้ตนเอง เป็นเรื่องที่นำศิริมงคลมาสู่ชีวิตตนเอง

สร้างเมตตาบารมี

คนที่แต่งงานแล้ว แต่ไม่อยากมีลูกเป็นบ่วงผูกคอ และห่วงว่าลูกที่เกิดมาอาจจะดีหรืออาจจะไม่ดี ถ้าลูกไม่ดีมาเกิดแล้ว จะทำให้ชีวิตยิ่งยุ่ง ยิ่งทุกข์มากกว่าเป็นสุข
ขอตกลงกันก่อนว่า ดิฉันกำลังพูดกับคนปฏิบัติธรรมที่ได้ละทิ้งโคตรปุถุชนมาแล้ว ได้ข้ามพรมแดนมาสู่อริยโคตรแล้ว จึงพูดให้คนคิดใหม่ว่า การผลิตมนุษย์อีกคนหนึ่งขึ้นมาในโลกนี้ เท่ากับช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งในสังสารวัฏมีโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา เพื่อเขาจะได้มีโอกาสต่อยอดทางธรรม เดินทางต่อไปให้ถึงพระนิพพานเหมือนที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ เท่ากับเป็นการสร้างเมตตาบารมีให้กับตนเองด้วย

หากใครแต่งงานแล้ว คิดจะมีลูก ควรตั้งจิตอธิษฐานขอให้จิตวิญญาณที่มีบารมีทางธรรมหรืออาจได้เคยข้ามโคตรมาแล้วได้รับรู้ เพื่อต้อนรับจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีนั้นมาสู่ครรภ์ของตน ในขณะเดียวกัน จิตวิญญาณที่ได้สร้างบารมีทางธรรมมาแล้วก็ย่อมสรรหาครรภ์ของมารดาที่มีคุณธรรมเช่นกัน เรื่องการเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุญบารมีและวิบากกรรมโดยตรง แม้เด็กที่มาเกิดกับเราไม่เคยข้ามโคตรมาก่อน แต่การเกิดมาในครอบครัวของคนปฏิบัติธรรม มุ่งนิพพานย่อมเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถบ่มเพาะช่วยให้มนุษย์อีกคนหนึ่งก้าวข้ามโคตรได้เช่นกัน เพราะภพภูมิมนุษย์นี้เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมเพื่อไปนิพพานมากที่สุด การคิดได้เช่นนี้ ก็เท่ากับมีเมตตาแก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายที่วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏเหมือนเรา เมื่อลูกที่มีบุญมาเกิดกับเราได้เช่นนี้ ก็จะสามารถช่วยกันประคับประคองเพื่อต่อยอดเดินทางไปนิพพาน นี่เป็นเหตุปัจจัยที่คู่แต่งงานสามารถทำให้มันเกิดได้

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใด ล้วนต้องมีการลงทุนก่อนทั้งสิ้น คือ ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเลี้ยงลูกให้โต เพื่อลูกจะได้ดูแลเราในยามแก่เฒ่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องไม่ลืมเรื่องกฎแห่งอนิจจังและความเสี่ยงว่ามันอาจจะไม่เหมือนที่คิด ที่คาดหวังไว้ ก็เพียงทำในสิ่งที่ถูกต้องให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

พระมหากัสสปกับนางภัททา
คนที่ได้ข้ามพรมแดนมาสู่โคตรอริยะแล้วนั้น หากเป็นโสดอยู่ ย่อมอยากได้คู่ครองที่ได้ข้ามพรมแดนมาแล้วเช่นกัน เรื่องการหาคู่นี่เป็นเรื่องยากมาก หากไม่ได้ “ปิ๊ง” กันอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว แม้จะมีคนมาชอบเราอยู่ ก็ยากที่จะทำให้ตนเองชอบอีกฝ่ายหนึ่งได้ ยิ่งกำลังฝึกเรื่องพาตัวใจกลับบ้านด้วยแล้ว ก็เป็นธรรมชาติอยู่เองที่อยากอยู่คนเดียวมากกว่าที่จะอยู่กับคนอื่น
หากใครยังมีความกลัวหรือกังวลที่จะต้องเผชิญชีวิตในวัยชราเพียงคนเดียว อยากมีคู่ และเข้าใจในสิ่งที่ดิฉันพูดเบื้องต้นแล้ว คนที่อยู่ในอริยโคตรด้วยกันเองน่าจะดูตัวอย่างของพระมหากัสสปะกับนางภัททา
พระมหากัสสปะมีชื่อเดิมว่า ปิปผลิมานพ เกิดในตระกูลพราหมณ์ พ่อแม่ต้องการให้แต่งงาน ในหนังสือบอกว่า เป็นคนไม่ชอบเพศตรงข้าม (อาจจะเป็นเกย์ก็ได้) อยากบวชอย่างเดียว จึงออกอุบายให้ช่างทางหล่อรูปปั้นทองคำเล็ก ๆ ของหญิงสาวสวยหยดย้อย แต่งตัวให้งาม โดยตั้งใจว่าพราหมณ์ ๘ คนที่พ่อแม่หามาช่วยจะไม่มีทางหาหญิงตามรูปปั้นได้แน่ แต่เมื่อพราหมณ์นำรูปปั้นนี้ไปแห่ตามเมืองต่าง ๆ ก็ได้พบหญิงที่หน้าตาตามที่ปั้นขึ้นมาจริง นางชื่อภัททา เป็นชาวเมืองสาคละ แคว้นมคธ ซึ่งสาวใช้ของนางภัททาไปพบการแห่รูปปั้นนี้ก่อน จึงกลับมาบอกนายหญิงของตน พราหมณ์ ๘ คนที่พ่อแม่ของปิปผลิมานพส่งออกมาหาเจ้าสาวก็ไปดูตัว เห็นพ้องกันว่า นางภัททานี้เหมือนรูปปั้นของหญิงในฝันของขิปผลิมานพจริง จึงเอารูปปั้นทองคำนั้นหมายมั่นนางไว้ และแจ้งให้เศรษฐีกบิลพราหมณ์ทราบ

ในที่สุด ทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน และมาพบความจริงว่า ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการบวช ไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวเหมือนกัน จึงสัญญากันว่า จะไม่เกี่ยวข้องกันทางกายฉันสามีภรรยา จึงเอาช่อดอกไม้คั่นไว้ตรงกลางบนเตียงนอน และรอเวลาจนกระทั่งบิดามารดาเสียชีวิตไปแล้ว จึงตัดสินใจยกสมบัติพัสถานให้ผู้อื่นหมดและออกบวชทั้งสองคนจนในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่

ทฤษฎีเรื่องความสมดุลของหยินหยาง

ดิฉันเห็นว่าเรื่องราวของปิปผลิมานพกับนางภัททายังน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่แม้ในยุคนี้ การที่ดิฉันได้มาใช้ชีวิตคู่ จึงเห็นความลึกซึ้งของธรรมชาติที่สร้างฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงขึ้นมาให้พึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลอย่างแท้จริง นี่คือปรัชญาความคิดเรื่องหยินหยางของชาวจีน ชายกับหญิงถูกสร้างมาให้มีความแตกต่างกันมาก ดังที่หมอดูพูดว่า ชายมาจากดาวอังคาร หญิงมาจากดาวศุกร์ Male comes from Mars and female comes from Venus. มีบางคนถึงขนาดคิดว่าหญิงกับชายไม่ใช่เพียงมาจากดาวเคราะห์ต่างกัน แต่มาจากต่างแกแลกซี่เลยทีเดียว

หญิงชายมีความแตกต่างกันมากนี่เป็นความตั้งใจของธรรมชาติ ตั้งแต่ความแตกต่างทางกายตลอดจนการคิดนึกและความสามารถซึ่งบางสิ่งจะทดแทนกันไม่ได้เลย เนื่องจากชายมีร่างกายแข็งแรงกว่า ในอดีต ชายจึงต้องเป็นฝ่ายออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะดูแลลูกและทำงานบ้าน ซึ่งบทบาทดั้งเดิมนี้แม้ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วในสังคมปัจจุบัน ก็ยังเปลี่ยนไม่มากเท่าไร หญิงที่ออกจากบ้านไปทำงานเท่าเทียมฝ่ายชาย หากมีครอบครัว แม้กลับถึงบ้านก็ยังไม่พ้นต้องดูแลลูกเต้าและทำงานบ้านเช่นเดิม ทำให้ต้องทำงานหนักกว่าชายถึงสองเท่า ใครมีฐานะดีพอที่จะจ้างแม่บ้านมาดูแลความสะอาดของบ้านช่องก็อีกเรื่องหนึ่ง

บ้านที่มีความลงตัวได้ดีทุกอย่าง ต้องเป็นบ้านที่มีทั้งชายและหญิงอยู่ด้วยกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะทำงานที่ตนถนัด ดิฉันมักล้อสามีเสมอว่า เขาตากผ้าไม่เป็น สามีก็มักล้อดิฉันว่าเปลี่ยนหลอดไฟไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่เป็น ไม่รู้จักแยกขวาแยกซ้าย เป็นต้น ชายจะสามารถวาดภาพของแผนที่ในหัวตนเองได้ แต่หญิงทำไม่ค่อยได้ เรื่องที่ทำง่าย ๆ สำหรับหญิงจะกลายเป็นเรื่องยากของฝ่ายชาย และกลับกัน โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงเด็กทารก เป็นเรื่องที่ทดแทนกันยากมาก

ผูกพันกันทางสายเลือด

นอกจากหญิงชายจะพึ่งพาซึ่งกันและกันในเรื่องงานต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวรอบบ้านแล้ว ธรรมชาติยังสร้างให้มาพึ่งพากันทางด้านอารมณ์ความรู้สึกด้วย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการความรัก ต้องมีคนที่เป็นห่วงเป็นใยเรา อยากรู้เรื่องสุขทุกข์ของเรา ซึ่งคนที่จะให้ความรักเช่นนั้นกับเราได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดคือ พ่อแม่ของเราเท่านั้น คนที่ให้เราได้ถัดมาคือคู่ครองที่เรารักจริง และต่อมาคือลูกของเรา ซึ่งอาจจะให้ความรักแก่เราไม่เท่าที่เราในฐานะพ่อแม่ให้แก่ลูก ความรักที่จะได้รับจากคนอื่นก็น้อยลงแล้ว เพราะการเกี่ยวดองทางสายเลือดนี่ย่อมสร้างใยผูกพันที่เหนียวแน่นกว่าคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือด จึงไม่เพียงพอที่เราจะพึ่งพาได้อย่างแท้จริง ฉะนั้น คนที่อยู่เป็นโสด ถึงจุดหนึ่งที่พ่อแม่เสียไปแล้ว จะเหงาและโดดเดี่ยวมาก จะรู้สึกขาดแคลนความรัก แม้ปฏิบัติธรรมอยู่ก็ตาม นอกจากว่าตนเองจะหมดปัญหา หลุดพ้นได้แล้วนั่นแหละ จึงจะไม่ถูกเรื่องความเหงาและความโดดเดี่ยวกัดเซาะเอา แม้จะมีสติเข้มข้นอย่างไร เจอรี่ตัวนี้จะหาทางเข้ามาในบ้านของเราได้เสมอ

สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว

การพึ่งพาด้านจิตใจระหว่างชายกับหญิง จะเห็นได้ชัดเมื่อมีการออกจากบ้าน ต้องเข้าสังคมนั้น การมีคู่ครองของเราไปด้วยจะทำให้เกิดความอุ่นใจและมั่นใจในตนเองมากกว่าการไปไหนต่อไหนคนเดียว คู่ครองที่ดีมักจะตรวจสอบความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ หากฝ่ายหนึ่งรู้สึกประหม่า ไม่มีความมั่นใจ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องคอยดูแล เป็นเพื่อนคุยด้วย เหมือนต่างฝ่ายต่างเป็นหลักเกาะให้แก่กันและกัน จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ล้มในทางอารมณ์ง่าย ๆ
โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ย่อมต้องการมีคนพูดคุยด้วย แม้เพียงคำพูดธรรมดา ๆ ว่า ข้าวราดแกงนี่อร่อยนะ ดอกกุหลาบนี่หอมจัง หรือ ต้องการให้ใครมาบอกเราว่าเสื้อผ้าชุดนี้สวยและเหมาะกับเรานะ เน็คไทเส้นนี้จะไปกับเสื้อเชิ๊ตตัวนี้ไหมหนอ ถ้ามีคนรับฟังเรา ก็จะรู้สึกอุ่นใจ ยิ่งวันไหนไปเจอเหตุการณ์ที่ผิดจากปกติ มีปัญหาเข้ามารุมเร้า กลับมาบ้านแล้ว ก็อยากมีคนคุยด้วย ระบายปัญหาให้ที่รุมเร้าใจออกไป สิ่งเหล่านี้เป็นแผนการณ์ของธรรมชาติที่ช่วยมนุษย์ระบายเจอรี่ออกจากใจของเรา และพยายามบอกมนุษย์ว่า “สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว”

ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้ชาย ก็คงไม่มีอารยธรรมทางวัตถุ การประดิษฐ์คิดค้นและการสร้างสรรค์งานที่ยิ่งใหญ่ต่าง ๆ ซึ่ง ๘๐ เปอร์เซนต์ล้วนเป็นผลงานของฝ่ายชาย ลองไปดูการสร้างตึกสูง ๆ นับร้อยชั้น สร้างสะพาน ทางรถไฟ อุโมงค์ใต้น้ำ ขุดเจาะน้ำมัน ล้วนต้องอาศัยแรงงานผู้ชายทั้งสิ้น แต่หากโลกนี้ไม่มีเพศแม่ มนุษย์ก็คงสูญพันธุ์ คงไม่มีมนุษย์เพศชายที่มาสร้างสรรค์อารยธรรมวัตถุเหล่านี้ คงไม่มีโลกมนุษย์

การมีคู่ครองก็คือการมีเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เพื่อนธรรมดาถึงจุดหนึ่ง ก็จำเป็นต้องแยกย้ายกันไป แต่เพื่อนที่ดีที่สุดจะอยู่กับเราและดูแลซึ่งกันและกันไปจนวันตาย หากเป็นคู่ที่มีคุณธรรมใกล้เคียงกันแล้ว ก็น่าจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปิปผลมานพและนางภัททา เป็นเรื่องที่คุยตกลงกันได้ แม้ไม่อยากมีลูก การมีคู่ครอง อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ชีวิตเงียบเหงาจนเกินไป เป็นเพื่อนดูแลซึ่งกันและกัน เท่ากับใช้ทรัพยากรของชีวิตที่พระธรรมชาติเจ้าประทานมาให้อย่างดีที่สุดในขณะที่ยังอยู่ในคุกชิวิต และช่วยกันประคับประคองเพื่อเดินทางไปนิพพานด้วยกัน

ปัญหาเกิดเมื่อฝืนธรรมชาติ
สังคมในอดีตมักไม่ต้องคิดมาก การแต่งงานมีครอบครัวเป็นวัฒนธรรมที่ล้วนยอมรับกัน ค่านิยมเรื่องไม่อยากแต่งงานมีลูกเพราะไม่อยากมีภาระรับผิดชอบนี่เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงมากในยุค ๓๐ ปีให้หลังนี้ เกิดจากขบวนการ women’s liberation เพศหญิง เรียกร้องสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมฝ่ายชายมากขึ้น จนทำให้ฝ่ายหญิงมีบทบาททางสังคมมากขึ้น ออกมาหาเงินเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ ความคิดเรื่องไม่แต่งงานและพึ่งตัวเองจึงเริ่มระบาดจากสังคมตะวันตกก่อน เมื่อหญิงออกมาทำงานมาก การเลี้ยงลูกจึงต้องถูกผลักภาระให้แก่ผู้อื่น เช่น ปู่ยาตายาย คนรับใช้ หรือไม่ก็สถานรับเลี้ยงเด็กต่าง ๆ เพราะเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ปัญหาสังคมจึงตามมาอันเนื่องจากเด็กขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้ลูก

นอกจากนั้น ความกดดันของระบอบเศรษฐกิจและปัญหาสังคม การดิ้นรนตะเกียกตะกายเพื่อเลี้ยงชีวิตตนเองให้รอดยังเป็นเรื่องยากอยู่ หญิงชายไม่น้อยจึงกลัว ไม่กล้าคิดเรื่องมารับภาระของการมีครอบครัวเพิ่ม ทำให้คนอยากแต่งงานมีน้อยลงในยุคนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวอยู่รอด ทำให้คู่แต่งงานที่มีลูกสามารถอยู่ได้ง่ายขึ้น โดยให้เสียภาษีน้อยลง อำนวยความสะดวกในเรื่องการให้แม่ได้ดูแลลูกเล็กของตน เป็นต้น เพราะถ้าสถาบันครอบครัวถูกส่งเสริมให้อยู่ได้ง่ายและประสบความสำเร็จแล้ว ปัญหาสังคมจะค่อย ๆ น้อยลงเอง

เสี่ยงทั้งนั้น
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้พูดกับคนที่ยังอยู่ในโคตรปุถุชน แต่พูดกับคนที่ได้ข้ามพรมแดนมาอยุ่ในอริยโคตรแล้ว แต่ยังมีความทุกข์อยู่ จึงอยากให้เห็นภาพใหญ่ของชีวิตและเข้าใจธรรมชาติของโลกมนุษย์และความลึกซึ้งของมัน ต้องไม่มองชีวิตแบบตัดตอน แต่มองอย่างครบวงจร การพูดครั้งนี้จึงพยายามหาทางออกให้แก่คนที่อยู่ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งต้องเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเลือกวิถีวิตแบบไหน ล้วนเป็นเรื่องของการเสี่ยงทั้งสิ้น เราอาจจะวางแผนสวยหรูไว้เช่นนี้ แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง

นอกจากนั้น ต้องยอมรับความจริงขั้นพื้นฐานว่า เรากำลังอยู่ในคุกชีวิตที่มีความทุกข์ ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะเลือกวิถีชีวิตอะไรก็ตาม ล้วนต้องมีปัญหาและความทุกข์ที่แตกต่างกันทั้งสิ้น คนโสดก็ทุกข์อย่างคนโสด คนมีครอบครัวก็มีปัญหาและทุกข์อย่างคนมีครอบครัว สิ่งที่รับประกันได้ คือ ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพราก ไม่ว่าจะจากกันไปไกล เช่น ลูกที่ต้องจากบ้านไปเรียนหรือทำงานไกล ๆ นาน ๆ จึงกลับบ้านมาดูหน้าพ่อแม่สักครั้งหนึ่ง หรือ การพลัดพรากเพราะความตาย ไม่ว่าใครจะเลือกวิถีชีวิตแบบไหน ล้วนต้องพบความพลัดพรากและต้องเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ใครมีครอบครัว สิ่งที่หวังได้ดีที่สุดคือ ขอให้พ่อแม่ตายก่อนลูก ใครที่เป็นโสด อย่างน้อยก็ขอให้มีคนฝากผีฝากไข้ด้วย เมื่อความตายมาถึง ทั้งคนโสดและคนมีครอบครัวล้วนจากโลกนี้ไปมือเปล่าเท่าเทียมกันหมด

สรุป

ไม่ว่าจะเป็นโสดหรือมีครอบครัว เมื่อได้ข้ามพรมแดนมาสู่อริยโคตรแล้ว จับหลักเรื่องการพาตัวใจกลับบ้านได้แล้ว ทุกคนล้วนมีสิทธิ์เดินเข้าใกล้พระนิพพานและถึงพระนิพพานได้เท่าเทียมกันหมด ไม่มีกฏเกณฑ์บอกว่า คนโสดจะไปถึงนิพพานเร็วกว่าหรือช้ากว่าคนมีครอบครัว ใครที่ปฏิบัติถูกทาง ย่อมถึงพระนิพพานทั้งสิ้น
หวังว่าบทความนี้จะสามารถตอบคำถามของผู้อ่านที่เขียนเข้ามาถามปัญหาของการมีครอบครัว และหวังว่าทุกคนจะสามารถใช้สถานะของความเป็นมนุษย์ตลอดจนทรัพยกรชีวิต และธรรมชาติที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติเพื่อเดินเข้าใกล้พระนิพพานให้มากขึ้น

ด้วยความเมตตา Very Happy
ศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน
๖ กันยายน ๔๙

 

บทความจาก

http://www.supawangreen.in.th
...

 

 


จำนวนอ่าน: 181115

จำนวนความคิดเห็น (93)
RSS comments
1. ชื่อ ไก่ เมื่อ 28-05-2008 16:03 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.173.237.209
 
 
วันนี้ได้ดูโทรทัศน์ รายการจมูกมด รู้สึกว่า ต่อไปเด็กคงเลี้ยงดูไ ด้ยากขึ้น อีกความหมายคือ คนเปลี่ยนไป เด็กก็เปลี่ยนไปตามสั งคม สังคมเสื่อม คนเสื่อม เด็กเสื่อม ดิฉันเห็นว่า คนมีผัวมีลูกคงไม่ดีเ ท่าไร ยิ่ง ศก.แบบนี้ น้ำมันก็แพง คนก็เห็นแก่ตัว อย่าพยายามมีห่วงดีที ่สุด อย่าหวังน้ำบ่อหน้าใช ้จมูกลูกหายใจเลย ไม่มีใครมาเลี้ยงดูคุ ณหรอก แต่ถ้าคุณมีเงินยามแก ่ ลูกอาจจะมาอยู่ใกล้คุ ณคอยสมบัติก็ได้น่ะค่ ะ
 
2. ชื่อ ชิน เมื่อ 30-05-2008 19:16 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.136.52.192
 
 
8) เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก นาครับ เป้นไปตามยุคสมัยที่ว ่าอีกหน่อยพ่อแม่ต้อง ขอร้องให้ลูกเลี้ยงดู แล้ว คิดดูว่าสังคมเสื่อมท รามขนาดไหน พูดจาว่ากล่าวมากก็ไม ่ได้
 
3. ชื่อ หลิน เมื่อ 11-06-2008 10:41 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.174.194.172
 
 
มองไปรอบๆ มีแฟนก็ทุกข์ ไม่มีแฟนก็ทุกข์ มีลูกก็ทุกข์ ไม่มีลูกก็ทุกข์....... ปล่อยวางแล้วก็จะไม่ท ุกข์
 
4. ชื่อ สาลิน เมื่อ 18-06-2008 00:07 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 117.47.224.230
 
 
ยอมรับว่าอยากเป็นโสด ค่ะ  
เพราะอยากทุ่มเทในการ ปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจ ากทุกข์ 
:roll  
อ่านบทความนี้แล้ว ก็ยังไม่อยากเปลี่ยนใ จ  
เพราะไม่ว่าอย่างไรชี วิตก็เป็นทุกข์ค่ะ 
 
และความรักความผูกพัน ก็เป็นเหตุหนึ่ง 
ของความทุกข์ 
 
:(  
 
ก็ต้องปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยวาง  
อย่างที่คุณหลินว่า 
และเจริญสติปัญญาให้ม ากขึ้น 
โสด หรือ มีครอบครัว ถ้ามีสติ สัมปชัญญะแล้ว 
คงทุกข์น้อยแหละค่ะ
 
5. ชื่อ รักษาจิต เมื่อ 19-06-2008 18:31 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 117.47.46.86
 
 
การเป็นโสดเหมาะกับกา รปฏิบัติธรรมมากกว่า การมีชืวิตคู่ ถ้าคุณไม่มีญาณหยั่งร ู้ที่มาที่ไปของคู่คร องก็จะเสี่ยงมากเหมือ นเล่นการพนัน คบกันแรกๆก็ดูดีไปด้ว ยกันได้เพราะใส่หน้าก ากไว้ พออยู่ด้วยกันจริงๆอา จไม่ใช่ หรืออยู่ด้วยกันต้นดี แต่พออายุมากๆก็เปลี่ ยนไปชายก็ไปหาเด็กๆมา สนองกามทิ้งคนแก่ให้ร ะทมใจ เรื่องลูกถ้าทั้งคู่อ ยู่ในธรรมบุตรที่ดีย่ อมมาเกิด คุณจะหาคู่ที่มีคุณธร รมมีศีล5เป็นปกติ มีนิพพานเป็นอารมณ์ได ้อย่างไร เพราะท่านเหล่านั้นไม ่อยากเสียแรงมาเสพกาม เสียเวลามาทำกิจกรรมอ ื่นๆที่เป็นเรื่องของ เนื้อหนัง ตลอดจนกลัวว้าเหว่กลั วตายไม่มีในคนจำพวกนี ้ เพราะมีธรรมเป็นที่พึ ่งชัดเจนแล้ว จะคบกันก็ได้แค่กัลยา ณมิตรถ้าถูกชะตากันมี วาสนาร่วมกันก็จะช่วย ดูแลกันได้ดียิ่งกว่า คู่ครองทางเนื้อหนังอ ีก จะเอื้ออาทรด้วยใจจริ ง ผมว่ามีอยู่จริงในกลุ ่มผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าคุณปฏิบัติจริงมีม รรคผลจริง แนะนำเด็กรุ่นหลังๆได ้เขาก็จะมาดูแลคุณดีย ิ่งกว่าลูกในใส้อีกเพ ราะเขามีคุณธรรม ผมแต่งงานแบบระลึกรู้ บุพกรรมเห็นอดีตอนาคด และก็เป็นจริงตามที่เ ห็น มีบุตรก็สมจริงตามที่ รู้ เข้าอยู่ในธรรมตั้งแต ่อายุ16ตามญาณที่รู้ ภรรยาปฏิบัตธรรมได้มร รคผล6
 
6. ชื่อ james เมื่อ 22-06-2008 00:59 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 203.151.46.130
 
 
จงยึดหลักว่า "อย่ายึดมั่นถือมั่น" ไว้ดีที่สุด จะอยู่เป็นโสดหรือมีค ู่มันก็ "เช่นนั้นเอง" อย่างเดียวกัน มันเป็น อนิจจัง อนัตตา เท่ากัน ความมี ความเป็น คือสิ่งสมมุติ ดังท่านพุทธทาสกล่าวว ่า "มีโดยไม่มี" "เป็นโดยไม่เป็น" โสดก็เช่นนั้นเอง มีคู่ก็เช่นนั้นเอง มีลูกก็เช่นนั้นเอง โดดเดี่ยวก็เช่นนั้นเ องจงทำจิตใจให้เหนือจ ากสิ่งที่เป็นคู่ ๆ เช่น บุญ-บาป , สุข-ทุกข์ ฯลฯ แล้วจะไม่ทุกข์ ความว้าเหว่ โดดเดี่ยว เมื่อยามชรา หรือการอยุ่พร้อมหน้า ครอบครัวลูกหลาน สุดท้ายมันก็เป็นสังข าร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เท่ากัน การมีลูกหลานดูแลเพื่ อความอบอุ่นใจในยามชร านั้น มิใช่เป้าหมาย เป้าหมายอยู่ที่การดั บ "ตัวกู" "ของกู" ต่างหาก. 
"อันความจริง ตัวกู มิได้มี แต่พอเผลอ มันเป็นผี โผล่มาได้ พอหายเผลอ ตัวกู ก็หายไป หมดตัวกู เสียได้ เป็นเรื่องดี 
สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่งตัวกู และถอนทั้ง ตัวสู อย่างเต็มที่ มีกันแต่ ปัญญา และปราณี หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้เอยฯ".
 
7. ชื่อ มะแง๊ว เมื่อ 23-06-2008 18:46 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 119.42.64.220
 
 
:grin หากเลือกได้ก็ "ไม่อยากมีคู่ค่ะ" 
แต่ก็อย่างว่าแหละนะ เราอย่าไปซีเรียสกับม ันเลย 
ทำตัวตามสบายๆ สไตล์เราๆ  
ไม่ต้องรีบร้อน ไปอยากมี 
หรือวิ่งเข้ามา แสวงหาอันนี้ไม่ดีงาม นะ 
 
คนเราเมื่อวิบากต้องม ีก็คงหนีไม่พ้นหรอกค่ ะ 
 
อยู่เฉยๆ ใช้ชีวิตตามธรรมดาไป 
เมื่อมีก็ต้องมี 
เมื่อไม่มี ก็ ดีแล้ว  
ว่าป๊ะ ;)
 
8. ชื่อ ชวลิต สุวรรณเวโช เมื่อ 27-07-2009 18:19 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.215.127
 
 
ชาติ ชรา มรณา ปิทุกขา 
ชา ติ ปิ ทุกฺ ขา เราเกิดมา มีทุกข์ คลุกกับจิต 
เกิดทุกทีมีทุกฺขํโปร ดยั้งคิด ชั่วชีวิตจิตมีกรรม หนุนนำตน 
อย่าดีใจเพราะเพียงหม ายว่าได้เกิด พรประเสริฐที่จะให้ ไว้เป็นผล 
ทุกฺขํจิตตํพนฺธนํ กันทุกคน ชาติของตนผลที่มาเป็น พาหุลํ 
ชรา ปิ ทุกฺ ขา แก่โรยรา เราก็เฒ่า เมาทุกขํ 
นั่งลุกก็ โอษฐ์โอยโอ้ยกายแทบพั ง ทั่วสุภางค์ปวดเหน็บ เจ็บเส้นเอ็น 
เฒ่าชะแลแก่ชราไม่หย่ าทุกข์ มันเร้ารุกรุมเอาเราเ ห็นเห็น 
ทุกขํพนฺธนา ชรายังเป็นเป็น ชรามีทุกข์เช่น เป็นพาหุลํ  
มรณมฺ ปิทุกฺขํ ตายก็ยัง เป็นทุกข์ ใช่สุดยั้ง 
เมื่อทำกรรมใดไว้ตายก ็ยัง ติดตามดัง เงาตน ทุกหนทาง 
ห่วงหลัง ยังทุกข์ ไม่สุขี ไม่รู้ที่ ถิ่นเกิด กำเนิดร่าง 
ทุกขํพันธนามรณไม่ละว าง มรณาสร้างทุกข์ผูกเป็ น พาหุลํ
 
9. ชื่อ เดินตามรอยธรรมะ เมื่อ 25-06-2008 18:39 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.7.147.122
 
 
ชีวิตปล่อยไปตามธรรมช าติจัดสรรให้ \"พูดดี คิดดี ทำดี\" 
เดินตามวิถีกรรมที่ได ้สร้างมา และสร้างกรรมดี ในปัจจุบัน \"กรรมดี คนดีทำง่าย กรรมดี คนชั่วทำยาก\"
 
10. ชื่อ แม่หมู เมื่อ 30-06-2008 18:45 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.19.84
 
 
ตอนนี้ถ้าเลือกได้ขอเ ป็นโสดดีกว่า เพราะใช้ชีวิตคู่มา 26ปีรู้สึกหนักหนาสาหั เหลือเกิน ใหม่ๆก็ดีนานเข้าเห็น อะไรหลายๆๆอย่างบางคร ั้งแอบบอกตัวเองไว้ใน ใจว่าเขาไม่ใช่ๆๆแต่ต ้องทำใจรับทั้งชั่วมา กๆๆหรือน้อยต้องรับเพ ราะเรามีลูกกับเขา คนโตรับปริญญาแล้ว คนเล็กเรียนอยู่ม.5 มันเป็นสิ่งที่ทรมานม ากไปปฏิบัติธรรมตั้ง2 ีไปๆๆมาๆๆถ้าทำใจได้ งสัยบรรลุแน่เลย สามีเราเขามีงานอดิเร กชอบสะสมเมียน้อยมีเฉ ยๆๆก็ยังพอทนแต่เป็นโ รคจิตชอบสนับสนุนให้เ มียน้อยมาราวีเมียหลว งเราขอหย่าเขาก็ทำมึน เราก็รู้ว่าสามีเราเข าก็เป็นลูกที่ถูกพ่อท ิ้งเพราะแม่เขาก็ไปแย ่งสามีคนอื่นมาครั้แร กเราก็ไม่รู้พอมีลูกค นแรกกับสามีแล้วถึงรู ้ความจริงถอนตัวไม่ได ้เพราะลูกแม่เขาจะเป็ นคนขาดรักจะสอนลูกเสม อว่าเมียหาที่ไหนก็ได ้แม่หาที่ไหนไม่มีแล้ วลูกกตัญญูจึงหาเมียไ ปเรื่อยๆๆเราเป็นเมีย หลวงโดยสามีแต่งตั้งใ ห้ทั้งอดทั้งอึดมา26ปี อนนี้เขาเริ่มป่วยฉั อีกละที่ต้องดูแลเขา อนดีๆๆก็มีคนอื่นให้ ราช้ำใจพอจวนจะเข้าโ ่งก็เราอีกแหละต้องด แล นี้คือชีวิตแม่ที่แสน ดีของลูก และเมียที่แสนดีของสา มีแถมเป็นอุบาสิกาที่ ได้ปฏิญาณตนว่าชาตินี ้จะไม่ยอมผิดศีลข้อที ่3อีกเพราะเจอคู่ครอง ม่ดีจึงขอชาตินี้ชาต เดียวก็พอแล้ว ข้อความทั้งหมดนี้จึง อยากให้ผู้อ่านศึกษาไ ว้เป็นบทเรียนว่าควรจ ะมีคู่หรือโสดดี
 
11. ชื่อ บางคน เมื่อ 01-07-2008 17:28 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.25.139.133
 
 
ได้อ่านมาหลาย ๆ ความคิดเห็น พอดีก็ตอนนี้มีปัญหาเ รื่องความรัก กำลังหาทางออก... รู้แล้วว่าความรักเป็ นความทุกข์ อย่างที่พระพุทธเจ้าส อนจริง ๆ แต่..หลายต่อหลายครั้ง ก็ยังหลงกลของกิเลสตั วนี้... 
ถ้าพ้นทุกข์ครั้งนี้ไ ด้.. จะระวังใจให้มากกว่าน ี้.. เพราะเข้าไปรักแล้วเล ิกยาก..รักต่อไปก็ทุกข์.. บทเรียนที่ได้จากความ รักครั้งนี้..ก็คือ.. ความรักเป็นสิ่งที่น่ ากลัว..ไม่ควรเข้าใกล้.. เพราะถ้าได้หลงไหลกับ ความสุขที่ได้รับจากค วามรักแล้ว.. ก็ยากเหลือเกินที่จะก ลับมาเป็นปกติ...ได้เข้ามาอ่าน จึงรู้ว่าทุกข์ของตนท ี่ประสบอยู่ในขณะนี้ไ ม่หนักหนาเท่าไหร่.. 
... ขอให้ทุกคนเจริญในธรร มมะนะคะ
 
12. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 02-07-2008 00:40 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.90.138.2
 
 
:) โสดดีกว่าจ่ะ
 
13. ชื่อ คนโคราช เมื่อ 05-07-2008 00:47 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.27.89.107
 
 
เบื่อๆ อยากๆ 
คยในอยากออก คนนอกอยากเข้า 
คนโสดอยากมีคู่ คนมีคู่อยากจะโสด 
บางคนอยากมีลูก แต่คนมีลูกก็ลำบากเหล ือเกิน 
หากอยากเป็นโสด ก็ไม่ต้องกลัวว่าแก่แ ล้วจะไม่มีคนเลี้ยงดู หากชีวิตตายลงไปไม่มี ใครเอาไปเผาก็ปล่อยให ้มันเน่าอยางนั้นแหละ ตายแล้วจะไปห่วงมันทำ ไมกับร่างกายเน่าๆ 
หากแต่งงานแล้วก็อย่า เสียใจเลย ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พร้อมกับการปฏิบัติธร รม การดำรงอยู่นั่นแหละค ือการปฏิบัติธรรม หากคุณปล่อยวางได้ในข ณะที่มีภาระหนักอึ้งน ั่นแหละสุดยอดเลย 
ผมมีครอบครัวแล้ว ผมก็จะต้องทำหน้าที่ข องลูก พ่อ สามี ให้ดีที่สุด เพราะการทำหน้าที่คือ การปฏิบัติธรรมอย่างท ี่หลวงพ่อพุทธทาสท่าน กล่าว 
สวัสดี
 
14. ชื่อ คนลำปาง เมื่อ 08-07-2008 07:06 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 117.47.223.243
 
 
ยังอยากอยู่เป็นโสดอย ู่นะ รู้สึกว่าตนเองยังกตั ญญูไม่ถูกดีไม่ถึงดี เข้าไม่ถึงธรรมซะมากก ว่า
 
15. ชื่อ อ้าย เมื่อ 09-07-2008 00:09 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.8.14.11
 
 
อ่านเห็นจริงทุกอย่าง  
-โสดก็ทุกข์ แบบคนโสด เพราะ ไม่รู้ว่าแก่ตัวจะเป็ นยังไง เพราะ เรายังดูแลมารดา ที่แก่ชรามาก และรู้ถีงสภาพร่างกาย คนสูงอายุ ที่มีผลยังไง  
- มีครอบครัวก็รู้ว่าทุ กข์ยังไง เพราะเลี้ยงหลาน ลูกของพี่มาหลายคน รู้ถึงความรู้สึกห่วง ใย เวลาเขาเจ็บป่วยเวลาเ ป็นทารกวัยเพิ่งเกิดย ังโต และแนวคิดที่ของเขาถึ งพ่อแม่ยังไง และการจะพึงพาอาศัยที ่จะเลี้ยงในยามพ่อแม่ แก่ชรา ยังไม่รู้เลยว่าพ่อแม ่จะได้รับเหมือนที่เร าดูแลมารดาหรือย่า ยายที่เราแสดงให้เขาด ู เพื่อที่เขาจะได้ซืมท ราบที่แสดงให้เห้นทุก วัน
 
16. ชื่อ วัฒน์...พิด,โลก เมื่อ 12-07-2008 02:57 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.28.21.254
 
 
ผมว่า.. ทุกอย่างเป็นเรื่องขอ ง สมมุติบัญญัติ..นะครับ 
ในเรื่องของทางโลก...ก็ต้องอยู่แบบโลกๆ... คือก็ต้องวนเวียนอยู่ กับ..โลกธรรม ๘.. แบบนี้มาหลายภพหลายชา ติแล้ว...รูป-นาม..ขันธ์๕..กาย-ใจ... แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ต ัวเรา.. เป็นสิ่งสมมุติที่หลอ กให้เรามายึด..มาถือ..ให้เป็นทุกข์..อยู่ตลอดเวลา...เราก็พยายามหาเวลา.. มาปฏิบัติบูชาตามรอยข องพระพุทธองค์ดีกว่าค รับ...เพื่ออะไร... เพื่อที่จะปล่อยวางทุ กสิ่งทุกอย่างให้ได้ต ามคำสอนของพระพุทธเจ้ า... จะได้อยู่เหนือสมมุติ ...อยู่เหนือโลกธรรม..ครับ 
ความคิดของผม...เป็นโสด..มีเวลาภาวนามากกว่า..และมีภาระ..น้อยกว่า..การมีครอบครัว...ครับ แต่การที่จะได้เห็นธร รม...ช้า...หรือ..ไว...นั้น... ไม่ค่อยมีผลกับเรื่อง นี้มากนัก...แต่อยู่ที่ ความเพียรที่ถูกต้อง ถูกทาง ของแต่ละบุคคลมากกว่า ...ครับ
 
17. ชื่อ oam เมื่อ 12-07-2008 22:53 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.24.34.88
 
 
8) ;)
 
18. ชื่อ โสดรักธรรม เมื่อ 27-07-2009 18:19 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.215.127
 
 
:) ชอบความคิดเห็นของคุณ รักษาจิต ค่ะ :) และรบกวนขอคำแนะนำสำห รับหลักการปฏิบัติธรร มที่ถูกต้องเพื่อให้ไ ด้มรรคผลค่ะ และจะทราบได้อย่างไรว ่าใครจะเป็นกัลยาณมิต รค่ะ เพราะโดยส่วนตัวการดำ เนินชีวิตจะยึดตามหลั กธรรมและมองทุกอย่างต ามหลักอริยสัจ และสนใจเรื่องการฝึกจ ิต วิปัจสนาค่ะแต่ยังไม่ ได้ทำอย่างจริงจังเพร าะกลัวว่าจะฝึกผิดและ หลงไปในอารมณ์ ภาพนิมิตต่างๆ (เคยอ่านหนังสือเจอว่ อันตราย)รบกวนคุณรักษ จิตและท่านผู้รู้ช่ว ให้คำแนะนำด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
 
19. ชื่อ อยากมีคู่ เมื่อ 16-07-2008 07:10 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.91.19.204
 
 
เข้ามาเวป นี้ ครั้งแรกแต่ชอบมาก ๆ ตอนนี้โสดค่ะ 
แต่เคยมีแฟนนะ(ตั้งแต ยังเรียนไม่จบคบกันม ได้ 7 ปีก็มามีมือที่สาม)แต ตอนนี้แฟนของเราไปเป นสามีของคนอื่นแล้วแ มมีการตบแต่งอย่างเป นทางการด้วย...ผ่านไป 2 ปี เจ้าสาวคนนั้นโทรมาหา เรา.. บอกว่าเป็นกรรมเป็นเว รของเค้ารึเปล่าที่แย ่งผู้ชายคนนั้นมาทุกว ันนี้เสียใจสุด ๆ เพราะผู้ชายติดการพนั นงอมแงม เคยเครียดมาก ถึงขนาดท้อง9เดือนควา ดันขึ้นเลยเกิดภาวะแ ้งคุกคามเลยค่ะ...เอ้ย.. เราเลยไม่รู้ว่าจะเสี ยใจ หรือ ดีใจ กันแน่.... แต่ก็ยังอยากมีคู่ค่ะ ...ที่คิดแบบนี้เพราะ... ถ้าเราทุกคนปล่อยวางไ ด้..ก็เป็นสุขแล้ว..มีคู่ หรือมีสามี..หรือมีภรรยา...หรือมีลูก... แค่คิดว่าพวกเค้าเหล่ านั้นคือเพื่อนที่คอย ช่วยเหลือซึ่งกันและก ัน ต่างคนต่างมีอิสระ ก็น่าจะพอแล้ว.. (ที่สำคัญต้องเป็นคนแ ่ที่มีเงินค่ะไม่เหง แน่นอน)... ส่วนร่างกายก็ไม่ต้อง เผาทิ้งให้ไร้ค่า.. อุทิศเป็นอาจารย์ดีกว ่าได้บุญจนวินาทีสุดท ้ายด้วย... ถ้าเหงาก็บ้านพักคนชร าค่ะเพื่อนรุ่นเดียวก ันเยอะดีมีกิจกรรมให้ ทำอีกต่างหาก.. มีใครคิดเหมือเราบ้าง เอ๋ย/ ขอบคุณค่ะจากคนอายุ29ป แป๊ะ
 
20. ชื่อ ozzy เมื่อ 27-07-2009 18:17 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.215.127
 
 
ผมกำลังสับสนในชีวิตก ำลังมองหาทางออกให้ชี วิต....ผมอายุ 19 ปี ปลงกับเรื่องบนโลกอยา กจะบวชคับ
 
21. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 24-07-2008 02:31 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.239.38
 
 
เห็นด้วยกับคุณรักษาจ ิตและคุณjamesเพราะหลักศ สนาพุทธสอนให้หลุดพ้ จากการเวียนว่ายตายเ ิด ฉะนั้นมีหรือไม่มีคู่ ไม่ต้องเสียเวลาคิด แต่จงคิดหาทางให้ตั้ง ตนเป็นคนดีที่เป็นพื้ นฐานสร้างสมบารมีให้ห ลุดพ้นการเกิดแก่ฯ นี้ไปเถิด แค่ คำว่า ปล่อยวาง พูดง่าย แต่ทำยากเหลือเกินในส ังคมปัจจุบัน และดูเหมือนว่า การเลือกอยู่คนเดียว หรือคนที่เข้าใจกัน(ก ลยาณมิตร)น่าจะพบหนทา ที่สงบใจได้ง่ายกว่า พัฒนาจิต(ทำสมาธิ)ได้ม กกว่า การทนอยู่กับคนรักที่ ไม่เป็นที่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นผู้คนรอบ ข้าง ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา ลูก หลานฯ นอกจากจะไม่เป็นส่วนต ัวแล้ว รังแต่มีเรื่องเดือดร ้อนให้ได้ยิน ให้หนักใจ พบเห็น ได้ยินมานักต่อนัก \"อย่าแต่งงานเลย ถ้าย้อนเวลาได้ ขอเลือกอยู่คนเดียวดี กว่า\"
 
22. ชื่อ greezi เมื่อ 26-07-2008 17:16 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.149.97.130
 
 
มีคู่ก็ทุกข์ ไม่มีก็ทุกข์ค่ะ  
ถ้าไม่อยากทุกข์ก็ต้อ งปล่อยวาง ลดอัตตาในตัวเราลง เข้าใจว่าทุกอย่างต้อ งเป็นไปตามกฏของไตรลั กษณ์ และมีสติอยู่กับปัจจุ บันเสมอ... 
ถ้าเราทำแบบนี้ได้ ดิฉันคิดว่าแม้จะมีคู ่ ไม่มีคู่ มีลูก ไม่มีลูก เราก็ไม่ทุกข์หรอกค่ะ
 
23. ชื่อ just one woman เมื่อ 04-08-2008 00:42 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.137.169.100
 
 
เป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัต ิธรรมแล้ว ไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูก ข้อความบทนี้ได้สะท้อ นในอีกแง่มุมหนี่งที่ น่าสนใจมากค่ะ สรุปว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจ ิตของเราเอง ว่าจะปล่อยวาง หรือยึดติด เพราะทุกที่ทุกเวลามี แต่ทุกข์
 
24. ชื่อ 98799 เมื่อ 07-08-2008 16:26 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 117.47.122.215
 
 
ผมก็เป็นคนนีงที่เริ่ มปฏิบัต ิธรรมตั้งแต่อายุยังน ้อย (18 ปี) ยิ่งได้เจริญอสุภะกรร มฐาน ความต้องการในกามคุณ 5 ยิ่งน้อย ชอบสันโดษ ชอบอย่คนเดียวอยู่กับ ตัวเอง ไม่ค่อยสนใจเพศตรงข้า ม (ถูกหาว่าเป็นเกย์บ่อ ๆ โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิ ง) แต่ก็ไม่สามารถคาดเดา อะไรได้ว่าจะได้อยู่เ ป็นโสดไปตลอด สัตว์โลกเป็นไปตามกรร ม ถ้าพรหมลิขิตไว้ว่า ต้องมีครอบครัวก็คงต้ องมี สัตว์ทั้งหลายในโลกเป ็นไปตามกรรม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุ ดคือ ถึงชีวิตจะอยู่เป็นโส ด มีครอบครัวหรือออกบวช เป็นภิษุ ถ้าใจปล่อยวางได้ด้วย ปัญญาในธรรม อยู่แบบไหนก็ไม่ทุกข์  
 
ข่มโทสะด้วยเมตตาภาวน า 
ข่มราคะด้วยอสุภะกรรม ฐาน 
ตัดโมหะด้วยการเจริญว ิปัสนนา 
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ติดต่อกันโดยไม่ขาดสา ย
 
25. ชื่อ ปีใหม่ เมื่อ 07-08-2008 19:22 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 119.42.66.5
 
 
:sigh เคยไปปฏิบัติธรรมมา 4 ครั้งแล้วคะ ตอนนี้ก็ยังโสดอยู่แล ะก็เฉย ๆ กับชีวิตคู่คะ เพราะตอนนี้ก็มีหลาน ๆ 4 คนแล้ว และรู้สึกเป็นห่วงเขา มากโดยเฉพาะหลานผู้หญ ิง เพราะสังคมเสื่อมไปมา กแล้วคะ สำหรับตัวเองคิดว่าแค ่หลานเราก็ห่วงเขาขนา ดนี้และถ้ามีลูกจะขนา ดไหน ก็คิดว่าถ้าไม่เจอคนด ี ๆ คนที่ใฝ่ธรรมละก็ไม่ม ีดีกว่าคะ
 
26. ชื่อ หมูอู๊ดๆ เมื่อ 08-08-2008 11:15 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 222.123.156.21
 
 
:( บทความเขียนได้ดีมากๆ นะคะ  
 
ช่วงนี้เป็นช่วง ที่ผ่านช่วงทุกข์ใจที ่สุดมาซักพักแล้วค่ะ เกี่ยวกับแฟน ที่อยากออกบวชแบบไม่ส ึก ช่วงแรกที่คบกันก็ดูเ ค้าเป็นคนที่มีกิเลสท ั่วๆไป ที่อยากได้นั่นได้นี่ ยังอยากมีอยากเอาแต่ใ จ ซึ่งเราเองก็เช่นกัน เป็นตัวของตัวเองมีอา รมณ์ศิลปินเต็มตัว อารมณ์อ่อนไหว เรียกร้องความสนใจจาก เค้าก็พอตัวเช่นกัน เมื่อมีเรื่องไม่เข้า ใจก็จะไม่ค่อยพูดเพรา ะด้วยความที่เค้าเป็น คนมาสนใจเรา ก็จะมีการวางตัวไม่ให ้เค้าได้ใจ เป็นเช่นนั้นมาอยู่พั กหนึ่ง มีเรื่องความหวงแหนเข ้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เราไม่ชอบที่เห็ นเค้าไปสนิทกับผู้หญิ งอื่นเกินไป แต่ก็ไม่ค่อยได้พูดแล ะทำใจปล่อยวางโดยที่ไ ม่รู้ตัวเลยว่ากำลังฝ ืน เมื่อเกิดเหตุการณ์เห ล่านี้ขึ้นบ่อยๆ จึงไม่สบายใจและบอกเล ิก หวังให้เค้ารู้สึกผิด แต่ระหว่างที่เราเงีย บหายไปนั้น เค้าเองคงเป็นทุกข์มา ก และทำใจ พอเรากลับมาคุย และหวังว่าเค้าจะเข้า ใจอะไรมากขึ้น กลับกลายเป็นว่าเค้าไ ด้คิดที่จะตัดเราเพรา ะเห็นว่า เมื่อมีรักก็มีทุกข์ไ ปเสียแล้ว เค้าจึงหันหน้า เข้าทางธรรมซึ่งเราเอ งไม่เคยรู้มาก่อนว่าเ ค้าสนใจตั้งแต่เด็ก เคยคิดอยากจะบวชแบบไม ่สึกสมัยอยู่ม. 2จนแม่ต้องเกลี้ยกล่อ ให้ออกมาเรียน ฉันเป็นทุกข์มากเกี่ย วกับความรักที่มีให้เ ค้าที่เพิ่งมารู้สึกต ัวว่ามันมีมากเหลือเก ิน เพราะตลอดมาเค้าก็ช่ว ยเหลือและดูแลฉันเท่า ที่คนๆหนึ่งจะทำได้ฉั นรู้สึกอยากมีเค้าในข ณะที่เค้าอยากจะห่างอ อกเพราะเข็ดกับความเส ียใจและหันมาสนใจธรรม ะและตัดสินใจว่าจะบวช แบบไม่สึกหลังจากที่แ ม่เค้าไม่อยู่ในโลกใบ นี้แล้ว ฉันยังคงมีความหวังแล ะทำทุกอย่างตามที่หวั งว่าเราจะกลับมาคบกัน แบบปกติมีรักกุกกิ๊ก หวานชื่นได้อีกครั้ง และอยู่เป็นคู่ครองที ่ให้ความรักความห่วงใ ยซึ่งกันและกันถึงแม้ ว่าการกลับมาคบกันครั ้งนี้จะมีเงื่อนไขว่า ถ้าแม่เค้าไม่อยู่ในโ ลกแล้วเค้าจะบวชแบบไม ่สึกก็ตาม ฉันก็ยอมที่จะอยู่ ทั้งๆที่รู้ว่าซักวัน เค้าจะไปจากฉันและบั้ นปลายอาจจะต้องอยู่คน เดียวหลังจากที่เค้าบ วช แต่ในแต่ละวันพอนึกถึ งว่าการคบกัน ณ ตอนนี้ มันเป็นการไปขัดต่อคว ามตั้งใจของคนจะบวชรึ ป่าว ก็รู้สึกไม่สบายใจเพิ ่มมากขึ้นทุกวัน เราเองต้องการคบกันคุ ยกันฉันแฟนที่มีการเอ าใจ ออดอ้อน หวงห่วง ตามธรรมดาของคู่รักทั ่วไป แต่ในขณะที่เค้า ไม่อยากยึดมั่นถือมั่ น และเหมือนว่า จะทำใจให้ห่างจากเราไ ปอยู่ทุกๆ ขณะ เวลาคุยกันสนุกๆติดตล กฮาฮา เราก็เพ้อเจ้อฝันเฟื่ องไปบ้างตามภาษาผู้หญ ิงที่มีจินตนาการ มีเจตนาเพียงให้เราคุ ยกันสนุกสนาน แต่เค้ากลับนิ่ง ทั้งๆที่เมื่อก่อนล้อ เลียนและเพ้อเจ้อยิ่ง กว่าเราซะอีก ตอนนี้กลับมาบอกว่าเร าพูดอะไรไร้สาระไม่มี ประโยชน์ ในขณะที่เค้าเองก็ยัง คงเป็นคนธรรมดาที่มีอ ารมณ์เหมือนชาวโลกปกต ิคือมีความปรารถนาหลา ยๆด้าน ยังคงมีอารมณ์โกรธ เคือง ปกติ ปล่อยวางได้บางโอกาสด ังคนทั่วไป แต่กลับชอบหยิบยกคำสอ นของพระพุทธเจ้ามาบอก เชิงตำหนิเรา ทำให้ฉันไม่อาจเป็นตั วของตัวเอง ทำอะไรก็กลัวว่าจะถูก ตำหนิอยู่ร่ำไป พอพูดถึงความรู้สึกให ้เค้าฟังเค้าก็ว่าฉัน หมกมุ่น เพ้อเจ้อ ความรักหวานชื่นที่เร าเคยมีร่วมกันเมื่อก่ อน ที่ฉันหวังว่ามันจะกล ับมาอีกครั้ง ก็เป็นอะไรที่ฉันแทบจ ะมองไม่เห็น จะพูดอะไรก็ไม่กล้าพู ด จะหยอกล้ออะไรก็ ไม่กล้าเสียแล้ว แต่ด้วยใจยังรักและหว ัง ก็ยังคงทำอะไรๆให้เท่ าที่ทำได้โดยไม่หวังว ่าจะได้อะไรตอบแทน เพราะอยากดูแลเค้า แต่พอมาวันหนึ่งเค้าก ็บอกเลิกกับฉัน บอกว่าอยากโสด เค้าถามฉันด้วยคำถามท ี่ว่า มีแฟนไปทำไม เป็นบ่วงผูกมัด มีห่วง ก็มีทุกข์ทั้งนั้น เค้าว่าเค้าคนเดียวอย ากจะปฏิบัติธรรม ก็ทำได้อย่างสบายไม่ต ้องมาห่วงว่า ใครจะรู้สึกยังไง ในขณะนั้นฉันก็รู้แล้ วว่า การมีฉันอยู่มันทำให้ เค้าลำบากใจ.. ฉันจึงตัดสินใจ ไม่ติดต่อและทำใจจากม า ช่วงแรกฉันสับสนกับกา รกระทำของเค้ามาก ว่าทำไมเค้าถึงใช้คำพ ูดทักทายด้วยชื่ออ้อน ๆ เหมือนตอนคบกัน ซื้อของที่ฉันชอบมาให ้กิน และทำอะไรๆให้คิดถึงค วามหลังเมื่อครั้งที่ เคยทำไรดีๆร่วมกัน มาหามาเจอเมื่อมีโอกา ส ฉันจึงถามว่าเค้าต้อง การอะไร เค้าบอกว่า นิพพาน แล้วหัวเราะ เอิ๊กๆ ฉันบอกว่าก็ให้แล้วแล ะออกมาจากชีวิตเค้าแล ้ว ฉันเสียใจอยู่รู้ไหม เค้าบอกทำไงไม่ให้เสี ยใจ ไม่ต้องคอยหลบหน้าเค้ า ฉันบอกว่าฉันหลบซักพั กพอทำใจได้ก็ไม่ต้องห ลบแล้ว ในเมื่อเธอคิดจะเลิกก ับฉัน ฉันขอความชัดเจน เค้าเองก็เงียบไปไม่ก ี่วัน เจอกันก็เรียกชื่อด้ว ยคำพูดอารมณ์ของคนเคย คบกัน ฉันก็พยายามเงียบและท ำใจเพื่อไม่อยากคิดไป เองและหวังอะไรอีกเพร าะถ้าฉันอยู่ใกล้เค้า ฉันคงทำใจไม่ได้ที่จะ ไม่คิดว่าอยากให้เราเ ป็นคนพิเศษซึ่งกันและ กัน ถ้ายิ่งเราได้อยู่ใกล ้คนที่เรารัก เราก็ยิ่งเกิดความหวั ง หวังว่าเค้าจะอยู่กับ เราสู่ขอแต่งงานมีครอ บครัว เข้าวัดทำบุญ ทำความดีอยู่ในศีล5 เดินบนทางสายกลางที่ม ีพระพุทธศาสนาเป็นแนว ทางในการดำเนินชีวิต ประคับประคองดูแลกันจ นแก่เฒ่าหรือจนกว่าจะ ตายจากกันไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเค้าคิดคนละอย่า งกับฉัน ฉันมีความรู้สึกอึดอั ด กับคำที่ว่าเอะอะอะไร ก็ จะนิพพาน เค้าจะทำทุกอย่างเพื่ อหลุดพ้น เค้าจะตัดทุกอย่าง ตัดตัวตน พยามตัดความรู้สึกที่ มีต่อฉันลงทุกวันๆ นั่งสมาธิ เข้าชาน และพูดถึงเรื่องอิทธิ ฤทธิ์ การหายตัวและการเป็น อรหัน ซึ่งฉันยากที่จะเข้าใ จว่าการมีฤทธิ์หายตัว มีพลังอำนาจ มันจะมาซึ่งการหลุดพ้ นได้อย่างไรถ้าเรายัง มีความต้องการในพลังอ ำนาจเหล่านั้น สำหรับฉันขอแค่มีคนที ่รักเดียวใจเดียวและด ูแลกัน ชวนกันให้อยู่ในศีล5บ ิสุทธิ์ ละการทำกรรมชั่ว สร้างสมกรรมดี นั่งสมาธิสม่ำเสมอ ปฏิบัติแบบนี้ให้ได้บ ริสุทธิ์เสียก่อน จะเป็นบารมีสั่งสมให้ เราไปยังนิพพาน แต่สำหรับเค้า คงก้าวข้ามสิ่งที่ฉัน เป็นอยู่และจะไปสู่ขั ้นที่สูงกว่าในการเข้ าถึงนิพพานอย่างเอาจร ิงเอาจังซะแล้วกระมัง ตอนนี้ที่รู้คือเค้าไ ม่อยากมีใคร อย่างบุคคลที่ในบทควา มบอกว่าอยากโสดอยากปฏ ิบัติธรรม เค้าคงไม่มีความเหงา และฉันก็ไม่รู้ว่าเค้ าจะรู้สึกเหงาและต้อง การคนเคียงข้างขึ้นมา ตอนไหน เมื่อไหร่ ตอนนี้ ฉันเองก็ยอมรับอะไรได ้หลายๆอย่าง ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันแล ะเค้าต้องแคล้วคลาด แล้วที่ฉันต้องเสียใจ คงเป็นเพราะกรรมเก่า ฉันหนีไม่พ้น แต่ฉันยุติกรรมได้ โดยไม่สร้างกรรมเพิ่ม ให้เป็นการแค้นเคืองก ันไปอีก จากนี้ไม่ว่าเค้าจะคิ ดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ฉันก็จะเป็นกัลยาณมิต ร ผู้หวังดีกับเค้าตลอด ไป
 
27. ชื่อ นู๋ลี เมื่อ 12-08-2008 08:01 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.122.144.10
 
 
ตอนเล็กก็ฝันอยากมีงา นแต่งงานที่สวยหรู มีครอบครัวที่มีความอ บอุ่นค่ะ เพราะตัวเองนั้นพ่อแม ่แยกทางกันตั้งแต่เด็ ก ต่างฝ่ายต่างมีครอบคร ัวใหม่ ซึ่งดิฉันต้องมีอยู่ก ับแม่ กายนั้นเป็นสุข แต่ในใจกลับทุกข์ เพราะต้องอยู่เหมือนเ ป็นคนอื่นในครอบครัว ดิฉันจึงฝันไว้ว่า ถ้าดิฉันได้แต่งงาน มีลูก จะไม่ให้ลูกต้องมีชะต ากรรมเช่นเดียวกับดิฉ ันเด็ดขาด 
 
แต่เมื่อดิฉันโตขึ้น ความคิดต่างๆก็เปลี่ย นไปค่ะ ดิฉันเคยพูดกับแม่ว่า ดิฉันอยากบวช แต่แม่ก็คิดว่าดิฉันพ ูดเล่นท่านจึงไม่สนใจ และตอนนี้ดินก็คิดว่า ตอนนี้ดิฉันคงบวชไม่ไ ด้ เพราะมีห่วงคือแม่  
 
ดิฉันจึงคิดเลยว่าจะไ ม่แต่งงาน เพราะดิฉันเห็นชีวิตค ู่หลายๆคู่ จากผู้คนรอบตัว ดิฉันเลยวางแผนไว้แล้ วค่ะ.... ตอนนี้ดิฉันได้บริจาค อวัยวะทั้งร่ายกายเมื ่อดิฉันเสียชีวิต เพื่อช่วยเหลือบุคคลอ ื่น และดิฉันคิดไว้แล้วค่ ะว่า ถ้าเบญจเพสเมื่อไหร่ จะไปบริจาคร่างกายเพื ่อการศึกษาของนักศึกษ าแพทย์ต่อไป เท่านี้ดิฉันก็ไม่ห่ว งเรื่องการทำศพแล้วค่ ะ  
 
เพราะฉะนั้นดิฉันเลือ กไว้แล้ว ถึงแม้ชีวิตนี้จะไม่ม ีคู่ แต่ฉันก็มีความสุขใจ สุขใจที่รู้ว่าช่วงสุ ดท้ายของชีวิตถึงอย่า งไรก็ได้เป็นผู้ให้ แลละก็ไม่ต้องมีห่วงเ รื่องลูก ส่วนแม่ของดิฉัน ดิฉันจะตั้งใจเรียนให ้ดี อีกไม่นานก็จะจบแล้ว ดิฉันก็จะทำงานเพื่อท ดแทนบุญคุณแม่ต่อไป แม่ลำบากมามากแลวค่ะ :)
 
28. ชื่อ นักเรียนกรรมฐาน เมื่อ 16-08-2008 15:03 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.157.228.87
 
 
เรามาคนเดียวคะ เมื่อจะอยู่เป็นคู่หร ือมากกว่าหนึ่งก็จะมี กรรมต่อกันไปเรื่อยๆ ...... (คิดต่อเองคะ)
 
29. ชื่อ โก๋น้อยในแดนธรรม เมื่อ 18-08-2008 20:03 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.91.19.205
 
 
สุขอื่นยิ่งกว่าความส งบไม่มี ดังศาสดาองค์เอกได้เม ตตาสอนไว้ ฉะนั้นถ้าคุมจิต ภาวนา ขึ้นเป็นลำดับ ลำดับแม้อายุเท่าใด จะนั่ง นอน ยืน 
เดิน พิจารณาร่างกายแห่งกอ งขันธ์อันนี้ตามหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมั่นรักษาใจเจ้าของใ ห้ดีเทอญ ก็จะสงัดแล้วซึ่งอวิช าลงเป็นลำดับ สิ่งใดๆ ปรากฏก็หมั่นพิจารณาต ามหลักธรรม
 
30. ชื่อ สุธิดา เมื่อ 29-08-2008 18:47 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 119.42.85.214
 
 
ดิฉันมีชีวิตคู่ค่ะ สุขทุกข์ตามเรื่องราว ตอนเป็นโสดก็สนุกไปอี กแบบ ตอนมีคู่ก็ไม่ต่างจาก เดิม เพราะคุยกันเบื้องต้น ว่ายังขอใช้ชีวิตแบบเ ดิมถึงจะไม่เป็นร้อย คือ 2 คืนกลับไปนอนกับแม่ หรือเดือนละครั้งขอเท ี่ยวกับเพื่อนบ้าง มีลูกสาว 2 คนค่ะ ก็เหนื่อยเหมือนกัน เด็กสมัยนี้เลี้ยงไม่ ง่ายเหมือนแต่ก่อน (แม่บอกว่ารุ่นเราเลี ยงง่ายกว่า) เพราะฉะนั้น คิดว่าอยู่ที่ตัวเราม ากกว่า ที่จะเลือกว่าจะใช้ชี วิตโสด หรือคู่ให้เหมาะสมกับ ตัวเองอย่างไร แต่ยืนยันค่ะว่าไม่ทุ กข์ทุกคู่หรอก คอนเฟิร์มจ้า
 
31. ชื่อ สุนิสา เมื่อ 30-08-2008 21:03 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.27.195.38
 
 
ชีวิตจะสุขหรือจะทุกข ์เราก็ต้องเป็นคนดี :)
 
32. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 01-09-2008 22:36 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.8.163.210
 
 
ดิฉันอายุเลยกลางคนมา หน่อยนึง มีสามี ที่ไม่ค่อยจะปรองดองเ ท่าไหร่ เกิดอาการเบื่อชีวิตค ู่ เลยพาบไม่อยากมีลูก อีกใจอยากจะบวชชี แต่กลีวว่าถ้าชีวิตใน วัดนั้นไม่ใช่อย่างที ่หวังฉันจะเป็นอย่างไ ร มาผิดหวังตอนแก่ ชีวิตจะตั้งหลักยังไง ทัน ไม่ไว้ใจวัดใหน ๆ เลย เคยเห็นพระไม่สามารถเ ดินตามครรลองได้ ยังมีใจต่อสรีเพศอยู่ เลยไม่กล้าจะตัดสินใจ ใดๆ เลยได้ปฎิบัติธรรมโดย กรรมฐานเป็นครั้งคราว เท่านั้น นึกถึงเรื่องครอบครัว และลูกทั้งครั่งให้หด หู่ทุกวัน มีคู่ก็เหมือนไม่มี เหมือนเส้นคู่ขนาน ไม่มีความรักหลงเหลือ ในใจนานนับสิบปีแล้ว แต่เพียงทนอยู่ หวังจะฝากชีวิตกับพุท ธศาสนาก็ไม่ไว้ใจ ทำให้ยิ่งเศร้าทุกข์ม ากเท่านั้น
 
33. ชื่อ โสดสนิท เมื่อ 03-09-2008 05:36 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.91.18.192
 
 
โสดมาตลอดชีวิตค่ะ ปัจจุบันอายุก็เลย 40 ไปแล้ว มีความรักครั้งแรกตอน เรียนมัธยม หวังว่าเรียนจบและมีง านทำแล้วจะแต่งงานกัน แต่พอจบแค่ ม.6 เพื่อนชายก็จำเป็นต้อ งแต่งงานกับเพื่อนร่ว มห้องเรียนเพราะชิงสุ กก่อนห่าม(ต้องรับผิด อบ) ตอนนั้นเสียใจมาก  
 
เวลาผ่านไปจนดิฉันเรี ยนจบและได้งานทำ มีคนที่ทำงานด้วยกันม าทำท่าชอบพอ(บางคนก็ม แฟนแล้ว) ก็ไม่เคยสนใจใครเป็นพ ิเศษ ไม่ถูกสเปค และไม่ชอบแย่งแฟนใคร ปิดประตูความสัมพันธ์ กับผู้ชายทุกคนที่จะเ ข้ามาจีบ ก็เพราะมีเพื่อนหลาย ๆ คนยังโสดด้วยแหละ ก็เลยยังสนุกกับชีวิต โสด 
 
จนกระทั่งเพื่อน ๆ พากันแต่งงานไปทีละคน ๆ จนอายุ 35 ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ ามาในชีวิต ตอนแรกก็เข้ามาในฐานะ เพื่อน ไปไหนไปกันเป็นกลุ่ม กิน เที่ยว ด้วยกัน จากเพื่อนกลายเป็นคนร ัก แต่เขาไม่ใช่คนโสดสนิ ทหรอกนะ เคยมีครอบครัวแต่แยกท างกันแล้ว ดิฉันก็คิดว่าผู้หญิง อายุขนาดนี้แล้ว จะหาผู้ชายโสดที่ไหนไ ด้ พ่อหม้ายแต่นิสัยดีก็ ไม่เห็นเป็นไร เขาให้ความหวังมากมาย บอกว่ารักมากมาย วาดฝันไว้ว่าจะย้ายไป อยู่ต่างจังหวัดบ้านเ กิดของฝ่ายชายด้วยกัน (เรารับราชการทั้งคู่ แฟนเป็นตำรวจ) ฝันสวยหรู จะอยู่ดูแลกันจนแก่เฒ ่า คบกันได้ 3 ปี วันหนึ่งเขาก็มาบอกว่ า กลับไปดีกับภรรยาเก่า แล้วเพราะเขาสงสารลูก ดิฉันก็ผิดหวังอีกแล้ วสิ คราวนี้เสียใจมากกว่า ครั้งแรกอีกหลายร้อยเ ท่า พอไม่นานก็รุ้ว่า ที่เขาบอกว่ากลับไปดี กับภรรยาเก่าน่ะ ไม่เป็นความจริง ความจริงก็คือ เขามีผู้หญิงใหม่ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็ค ือ คนที่ทำให้เขากับภรรย าเก่าเลิกกัน เมื่อรู้ว่าถูกหลอก เจ็บแค้นมาก ๆ ตอนที่เขาบอกเลิก เขาบอกว่า ยังรักดิฉันอยู่ ถ้าอยู่กับภรรยาเก่าไ ม่ได้จะกลับมาหาดิฉัน ดิฉันก็ยังเชื่อเขา ยังรอเขาอยู่ จนกระทั่งรู้ว่าถูกโก หกหลอกลวง ถึงได้เลิกหวัง เสียใจมาก แค้นใจมาก เสียใจ เสียเวลา และเสียเงินกับผุ้ชาย คนนี้ไปมากมาย 
 
เวลาทุกข์ใจไม่รุ้จะพ ึ่งใคร ก็ได้พึ่งพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธอ งค์ นี่แหละ ช่วยดับทุกข์ จนบัดนี้เกือบจะหายดี แล้ว  
 
บทความนี้เขียนดีมาก ๆ แต่อ่านแล้วรุ้สึกจิต ตกมาก ๆ รู้สึกหดหู่ใจมาก ๆ อ่านแล้วรู้สึกผิดที่ ต้องอยู่เป็นโสด รู้สึกผิดที่ไม่มีใคร ต้องการ รู้สึกไร้ค่าที่ถูกผู ้ชายหลอก ผู้หญิงอายุขนาดนี้แล ้ว ผู้ชายดี ๆ ที่ไหนจะมอง คนต่างจังหวัดจะมองว่ า ผู้หญิงไม่แต่งงาน คือ สาวแก่ที่อาภัพ คนไม่มีลูกไม่มีสามี โดนประนาม ถูกถามอยู่เสมอ ๆ ว่า เมื่อไรจะแต่งงาน จนรุ้สึกว่า ผิดด้วยหรือที่เราไม่ ได้แต่งงาน  
 
ก็อยากจะแต่งอยุ่หรอก อยากมีลูกน่ารัก ๆ อยากมีสามีที่ดี อยากมีครอบครัวที่อบอ ่น เห็นพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ มีครอบครัวที่อบอุ่น อยากมีบ้าง แต่ไม่มีคนดี ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต จะให้ทำอย่างไรล่ะ ที่ผ่านเข้ามาก็มีแต่ มาหลอกหวังผลประโยชน์ จากฐานะทางสังคม จากรายได้ และจากทรัพย์สินที่เร ามี ก็ผุ้ชายดี ๆ ไม่ได้หาได้ตาม 7-11 นี่  
 
เวลานี้ก็พยายามคิดว่ า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เก ิดขึ้นเป็นเพราะวิบาก กรรม มีกรรมก็ชดใช้กรรมไป อยากอโหสิกรรมต่อกันใ นชาตินี้ ไม่อยากจองเวรกันอีก ชาตินี้เขาทำดิฉันเจ็ บมาก ๆ คงเป็นเพราะดิฉันเคยท ำเขาเจ็บมาก่อน ก็พยายามไม่คิดแค้น พยายามไม่อาฆาต แต่บางครั้งมันทนไม่ไ ด้ ดิฉันทำดีกับเขาทุกอย ่าง อยากได้อะไรหาให้ทุกอ ย่าง เขาเอาเปรียบดิฉันทุก อย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ทรยศ หักหลัง  
 
เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าแก่แล้วใครจะดูแล จะพึ่งพาหลาน ๆ ก็ไม่อยากจะคิด เคยบอกพี่ ๆ น้อง ๆ ว่า ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีใครดูแล ถ้าป่วยตายก็ให้มันเน ่าคาบ้านไปแหละ เดี๋ยวใครได้กลิ่นเขา ก็เอาไปเผาทิ้งเองแหล ะ ตายแล้วไม่รู้เรื่องห รอกใครจะเอาไปทำอะไรก ็ช่าง ไม่ทำอะไรก็ช่าง  
 
คนมีครอบครัวอบอุ่น คนที่ไม่เคยพบความผิด หวังในความรัก(หลง) ไม่รู้หรอก ไม่เข้าใจหรอก ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน  
 
แต่เมื่อตั้งสติได้ มีปัญญา มีดวงตาเห็นธรรม พอหันกลับไปมองสิ่งที ่ผ่านมา แล้วจะต้องหัวเราะตัว เองที่ทำอะไรโง่เขลาเ หลือเกิน "ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง"  
 
หวังว่าเวลา และธรรมะ จะช่วยเยียวยารักษาแผ ลใจของดิฉันให้หายขาด โดยเร็ว
 
34. ชื่อ ตะวัน เมื่อ 05-09-2008 18:24 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.83.120
 
 
ตอนนี้อายุ 37 แล้ว มีแฟนแต่ยังไม่แต่งงา น ก็คิดอยู่เหมือนกันจะ ยังไง เพราะเห็นคนที่มีครอบ ครัวหรือคนใกล้ชิดมีป ัญหากันทุกคู่/ บางคนบอกว่าชีวิตครอบ ครัวไม่เหมือนกันแล้ว แต่วาสนา ใครทำบุญ-กรรม มาดีก็จะส่งบุญนั้น แต่ก็คิดอีกนั้นแหละว ่าหากต่อไปในอนาคต ยามแก่เฒ่าใครจะมาดูแ ลเรา
 
35. ชื่อ new เมื่อ 07-09-2008 19:53 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.25.10.130
 
 
เรื่องกรรมลิขิต 
 
ดิฉันมีลูกก่อนแต่ง 1 คน แต่งงานแล้ว มีลูกอีก 1 คน เป็นลูกสาวทั้ง 2 คน เป็นเด็กน่ารักมาก ฉลาดพูดเก่ง หน้าตาดีทั้งคู่ แต่สามีหน้าตางั้น เมื่อก่อนคบกับสามีแร กๆ ตอนที่ยังไม่มีลูก จะไปเที่ยวด้วยกันตลอ ด เหมือนตัวติดกัน สามีชอบเล่าให้ฟังว่า ชอบช่วยเหลือญาติพี่น ้อง และคนอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เค้าช่วยคนอื่นตลอดเร าก็ไม่ได้ว่าอะไรเค้า จนธุรกิจทื่เค้าทำเริ ่มมีปัญหา เราก็มารู้ว่าเราท้อง ทีแรกคิดจะทำแท้งเพรา ะกลัวพ่อแม่ของเราจะเ สียใจ แต่อาจจะเป็นพรหมลิขิ ต เราไม่มีเงินทำ  
ที่ไม่มีเพราะ เรายืมเงินพ่อแม่มาให ้สามีทำงาน แล้วก็ไม่ได้คืนยืมคร ั้งแรก 20,000 บาท เรายังจำได้ดี แต่มันไม่จบแค่นั้น ธุรกิจมันยังต้องการเ งินหมุนเราก็ยืมเรื่อ ย ๆ เวลาสามีได้เงินมาก็ม ีปัญหาจะต้องจ่ายให้ค นอื่นก่อนทุกที เขาเป็นคนที่ชอบผลัดแ ละไม่เคยรักษาเครดิตต ัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ ไรแล้ว แต่เค้าก็เป็นคนดี เรารู้ว่าเค้ารักเรา เค้าไม่ได้หลอกเรา ธุรกิจก็ดีบ้างแย่บ้า ง เวลามีปัญหาทุกครั้งก ็ไม่เคยพ่อแม่ของเรา จะต้องให้พ่อแม่ของเร าช่วยตลอด เพราะทางบ้านสามีไม่ม ีใครช่วยได้ มีแต่รอความช่วยเหลือ จากสามีของเราอย่างเด ียว บ่อยครั้งที่เรารู้สึ กรำคาญ ว่าทำไม่เราต้องส่งเง ินให้ทางบ้านเคาตลอด พ่อแม่ของเราไม่เคยได ้สักบาท แถมยังเอามาจนนับไม่ถ ้วน ตอนที่แต่งงาน เงินสินสอดให้ไปก็เอา คืนมาจนหมด เรารู้สึกสงสารพ่อกับ แม่ของเราอย่างมาก ที่พ่อกับแม่ของเราให ้ยืมเงินตลอดทั้งที่ร ู้ว่าจะไม่ได้คืนก็เพ ราะว่า เค้าเป็นห่วงหลานทั้ง สองคน อยากให้เรารวย หลานสองคนจะได้ไม่ลำบ าก เพราะหลาน2คนน่ารักมา ใครเห็นก็บอกว่าน่ารั ก จนปัจจุบันนี้เวลามีป ัญหาก็ไม่เคพ้นพ่อแม่ ของเรา จะต้องทำให้เค้าเดือน ร้อนตลอด เมือก่อนเวลามีเงินสา มีของเราจะไม่เคยเชื่ อคำเตือนของเราเลย จะต้องเอาเงินให้คนอื ่นยืม จะต้องช่วยคนอื่นทุกท ีไป แต่พ่อแม่ของเรา กลับไม่ให้สักบาท บอกว่า ให้รอก่อนเดี๋ยวก็ได้ แล้วคนอื่นเค้าเดือนร ้อนกว่า จนเรารู้สึกขยาดกับผู ้ชายคนนี้ ทุกครั้งที่เขาขอยืมเ งินเราเค้าบอกว่าจะรี บคืน แต่ก็ไม่เคยมีปัญญาจะ ใช้คืน เรานึกถึงทีไรเรารู้ส ึกว่าเรารังเกียจสามี คนนี้เป็นที่สุด ที่ทำให้พ่อกับแม่ของ เราเดือดร้อน จนถึงเวลาที่เรามีปัญ หามาก ๆ แม้แต่พ่อแม่ของเราเอ งก็ช่วยไม่ได้ เพราะเค้าไม่มีจะช่วย แล้ว 
เราเลยต้องหันหน้าพี่ งธรรมะ อ่านทุกอย่างที่เราอย ากรู้จากเน็ต ธรรมะจากเน็ตสนองความ ต้องการของเราได้ดีมา ก อยากรู้อะไรก็มีทุกอย ่าง จนเราเข้าใจว่าทุกสิ่ งทุกอย่างนั้นเป็นเพร าะกรรม กรรมของเราเอง และถึงแม้เราจะรู้ว่า ที่พ่อแม่เราต้องเสีย เงินตลอดเป็นเพราะกรร มนั้น เราก็ยังคิดว่ายังงัย เราก็บาปอยู่ดี เพราะทำให้พ่อแม่เป็น ทุกข์ และเราจะไม่ยอมให้สาม ีของเรามาผลาญเงินของ พ่อแม่เราอีกแม้แต่บา ทเดียว เรานึกถึ่งเรื่องนี้ท ีไร เราแทบจะขาดใจ เราสงสารพ่อกับแม่เหล ือเกิน ที่เราทำให้ท่านต้องเ ดือดร้อนเพราะเรา ตอนนี้เรามีหนี้หลายอ ย่าง เพราะทุกอย่างเป็นชื่ อของเราหมด สามีเราไม่มีเครดิต จะกู้อะไรก็เป็นชื่อเ ราหมด หนี้จึงอยู่ที่เราทุก อย่าง เรารู้ว่ามันเป็นกรรม นี่ถ้าไม่ได้ธรรมะเรา ก็คงเป็นบ้าไปนานแล้ว ทุกวันนี้ยังคิดอยู่ว ่าถ้าสามีของเราเป็นอ ะไรไป เราจะอยู่ยังงัย หนี้ท่วมหัว ทุกวันนี้ได้แต่ภาวนา ให้สามีหาเงินมาคืนให ้เราได้เร็ว เราจะได้เอาไปปลดหนี้ แล้วก็ใช้คืนพ่อกับแม ่ของเรา เราพยามจะไม่เอาตัวเอ งเข้าไปเกี่ยวเรื่องง านกับสามี แต่ไม่รู้จะทำได้แค่ไ หน ถ้าเราไม่เกียวก้ไม่ร ู้ว่าเค้าจะมีปัญญาหา เงินใช้หนี้เรามั๊ย หรือเค้าจะทำให้เราเป ็นหนี้มากขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เร าจะหมดกรรม ตอนนี้พยายาม ทำบุญทุกครั้งที่มีโอ กาส เพื่อหนีกรรมที่จะเกิ ดขึ้นในอนาคต เพื่อให้กรรมนั้นเบาบ างลง 
 
เรื่องชีวิตของข้าพเจ ้าอาจจะเป็นประโยชน์ก ับผู้อ่านบ้างไม่มากก ็น้อย  
 
บุญครั้งนี้ข้าพเจ้าข ออุทิศให้กับเจ้ากรรม นายเวรนับตั้งแต่อดีต ชาติ จนถึงปัจจุบัน และขอให้เจ้ากรรมนายเ วรได้อโหสิกรรมให้กับ ข้าพเจ้าด้วยเทอญ. 
:) :) :)
 
36. ชื่อ ช้างยิ้ม เมื่อ 09-09-2008 20:07 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.7.171.212
 
 
เห็นด้วยกับบทความที่ ว่าโลกมนุษย์คือคุกชี วิต จะเป็นคุกชีวิตที่เรา ยอมเดินเข้าไปเพื่อสร ้างเสริมประสบการณ์ทา งโลกมีทั้ง สุขนิดหน่อย แต่ทุกข์มาก เราลองทบทวนตั้งแต่เร าจำความได้จนถึงบัดนี ้ เรามีทุกข์มากกว่าสุข แน่นอน ในแต่ละความทุกข์ก็จะ มีทางออกของปัญหาแตกต ่างกันไปหากช่วงไหนที ่เรามีสติมากหน่อยทาง ออกของปัญหาก็จะไม่กร ะทบกระเทือนถึงคนรอบข ้าง หากช่วงไหนเราไม่มีสต ิ จิตไม่เข็มแข็งพอทางอ อกก็จะไม่งดงามเท่าไห ร่ก็จะทำให้คนรอบข้าง เจ็บ แสบ พอกัน ไม่มีใครมีความสุขโดย ถ้วนหน้า และสิ่งที่เป็นทางออก ทีดีอีกอย่างก็คือเวล า บางทีเราจะอาละวาดฟาด งวงฟาดงากับคนรอบข้าง ว่าไม่มีกำลังใจ เบื่อหน่าย ท้อแท้ แต่ทำไมเราไม่คิดจะให ้กำลังใจตนเองโดยไม่ต ้องไปร่ำร้องหากำลังใ จจากภายนอกละ เราเข็มแข็งพอ มีสติพอ รักและมองตัวเองก่อนแ ล้วเผื่อแผ่ไปถึงคนรอ บข้างแล้วคนรอบข้างก็ จะให้กำลังใจเราก็ได้ ถึงจะยากเหมือนเข็นคร กขึ้นเขาหากหวังจากคน บางคนที่ชีวิตมอบให้ ขวด+แก้ว
 
37. ชื่อ พรพิม เมื่อ 18-09-2008 15:09 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.9.143.78
 
 
เคยมีรักประคองกันมาน านมากเกือบ10ปียังเดิน ากเราไปได้ปรับความร ้สึกที่รบกวนความเป็ เราไปมากโขกว่าจะมาน ่งสงบนิ่งได้ก็1. 6ปีคิดซะว่าเราให้โอก ศให้เขาได้ในสิ่งที่ ้องการ.. ก็จบหน้าที่ที่ดีที่ส ุดที่เราเรียกเค้าว่า ..ที่รัก../ เมื่อรักได้ก็ให้เขาไ ด้.. ขอให้มีความสุขจากการ ให้..สาธุกับทุกข้อคิด.. นั่นคือกำลังใจที่เรา ต้องการ.... :sigh :p :sigh
 
38. ชื่อ Mew เมื่อ 19-09-2008 05:08 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.24.80.158
 
 
คนที่อยากเป็นโสดส่วน ใหญ่ก็มาจากประสบการณ ์รักที่ไม่สมหวัง ก็เป็นคนนึ่งที่เป็นแ บบนั้น ได้รู้รสชาตของทุกข์ท ี่เกิดจากรักและทุกข์ ที่เกิดจากรักนี่แหละ ที่ต้องขอบคุณมากเลยท ี่ทำให้ได้รู้จักรสพร ะธรรมดังคำว่า ทุกข์กระทบธรรมะกระเท ือน จริง ๆ ก็เห็นด้วยกับความโสด เพราะทำให้เราได้มีโอ กาสทำอะไรได้ดั่งใจหว ัง(ทางที่ดีงาม) ชีวิตมีสองด้านเสมอใน ความทุกข์อาจจะทำให้เ ราได้เจอแสงสว่างซ่อน อยู่ด้วย (จริง ๆ นะ) สรุปว่าขออยู่ฝ่ายโสด จ้า....
 
39. ชื่อ wwwman เมื่อ 21-09-2008 06:55 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.57.147
 
 
อยากมีคู่คับ แต่ไม่ได้ดิ้นรนอะไรม าก เคยมีความรัก แต่เป็นคู่เวรคู่กรรม มากกว่าคู่สร้างคู่สม รอยู่ว่าสักวันจะเจอค นที่ใช่ ผมเชื่อในรักแท้...ว่ามีอยู่จริงคับ เข้ามาเวบนี้ รู้สึกดีมากเลย แล้วจะขยันมาบ่อย ๆนะ ธรรมะรักษาทุกท่านครั บ :)
 
40. ชื่อ ปุ๊กกี้ เมื่อ 21-09-2008 06:58 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.91.193.121
 
 
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตา มกรรม เคยทำอะไรกับใครไว้ดี หรือชั่ว กรรมก็ส่งผลไปตามนั้น บางครั้งการเลือกว่าม ีครอบครัวหรือโสด ก็ไม่สามารถเลือกได้ เพราะเป็นไปตามแรงกรร ม บางคนอยากโสด ถึงเวลาเจอวิบากก็ต้อ งแต่งงาน ทำบุญมาดี ก็เจอคนดีอยู่แล้วมีค วามสุข ทำกรรมไม่ดีมาก็ส่งผล ให้ชีวิตต้องเจอทุกข์ ยุคสมัยนี้เป็นยุคที่ คนมีโมหะมาก และคนที่มาเกิดส่วนให ญ่ก็มาจากภพภูมิล่าง ถ้ามีเวรมีกรรมต่อกัน ก็ต้องมาอาศัยกันเกิด กรรมก็บันดาลให้อยากม ีลูก ไม่อยากมีลูก ไม่มีอะไรเท่าแรงกรรม เพราะฉะนั้นอยากมีอะไ รต้องอธิษฐานเพื่อป้อ งกัน และวางเป้าหมายของชีว ิต การเกิดมาแล้ว มีบ้านอยู่ มีข้าวกิน ไม่เป็นหนี้ ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อ ื่น ตายแล้วไปสู่สุคติ คือสุดยอดของการมีชีว ิต ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู ่ที่ความเห็นของเราเอ ง และความจริงแล้ว เวลาเราเกิด ก็เกิดคนเดียว เวลาเราตายก็ตายคนเดี ยว ไม่มีใครมาตายกับเราด ้วย เพียรรักษาจิตให้มีสต ิไว้ดีกว่า จะมาคิดว่าจะโสด หรือมีครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ให้ดำเนินชีวิตด้วย การมีสติ และ คิดดี ทำดี พูดดี ดีกว่า (รู้จักยายแก่คนนึง อายุ 90 ปี เป็นโสดไม่มีลูก แต่ปัจจุบันกลับมีสมบ ัติที่ดินมากมาย มีคนหาข้าวหาน้ำให้กิ น อยากทำบุญก็มีคนหามาใ ห้ทำ ทุกอย่างอยู่ที่บุญทั ้งนั้น ช่วยเหลือคนทำบุญมาก ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงา ตาย เทวดาท่านคุ้มครองคนม ีคุณธรรมและมีบุญแน่น อน คนเหงาคือคนที่ไม่มีธ รรมเป็นที่พึ่ง ผู้เขียนก็ยังเหงาอยู ่ แต่ทุกครั้งก็จะเตือน สติด้วย พุธธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ที่พึ่งอื่นใดไม่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของข้าพเจ ้าเท่านั้น นี่คือเรื่องจริง
 
41. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 25-09-2008 18:15 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 117.47.226.218
 
 
:sigh จะใช้ชีวิตโสดหรือใช้ ชีวิตคู่เมื่อเลือกทา งเดินแล้วควรจะทำตรงน ั้นให้ดีที่สุดจะดีกว ่า (เพราะสัตส์โลกต้องเป นไปตามกรรม) :zzz
 
42. ชื่อ เจี๊ยบ เมื่อ 25-09-2008 20:02 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 122.154.32.14
 
 
เมื่อมีอายุมากขึ้นอย ากอยู่เป็นโสดจะได้มี เวลาทำอะไรที่ตนเองต้ องการมากขึ้น
 
43. ชื่อ รุ้ง เมื่อ 30-09-2008 20:01 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.149.25.234
 
 
การมีชีวิตคู่ ใช่ว่าจะทุกข์เสมอไป เพียงแค่ แต่ละบุคคล เข้าใจ และใฝ่ไปในทางธรรมะเช ่นเดียวกัน ถ้าเราสามารถปฏิบัติ จิต ภาวนา รักษาศีล ให้คู่หรือคนในครอบคร ัว ได้เห็น สักวันเขาจะเข้าใจ และหันมาปฏิบัติเช่นเ ดียวกับเรา ใช้เวลาไม่นานหรอก เพราะส่วนตัวของเรา ในด้านการใช้ชีวิตคู่ มีความคิดเช่นเดียวกั น คือ หวังเพียงการฝึกปฎิบั ติ และจิตมุ่งสู่นิพพานต ามกาลอันสมควร
 
44. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 05-10-2008 20:20 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.120.157.198
 
 
ผมคิดว่าคนที่ไปบวชน่ าจะเข้าใจธรรมะ ได้ดีกว่าคนที่อยู่ใน โลกกียะธรรมนะเพราะคน ที่อยู่ทางโลกยังไงก็ ต้องเจอกับกิเลสตัณหา มากกว่า และการเข้าถึงธรรมคงย ากแม้ถึงว่าบางคน จะเข้าวัดเข้าวาปฏิบั ติธรรมก็ตามเหอะซึ่งเ ขาเหล่านี้ส่วนมากก็ม ีปัญหาชีวิตทั้งนั้นเ รียกว่าไม่เห็นทุกข์ไ ม่เห็นธรรม ยังไงผมก็คิดว่าการไป บวชหรือไปอยู่วัดก็คง เป็นหนทางที่ดีในการท ี่จะบรรลุธรรมเพราะยั งไงก็ใกล้ชิดกับธรรมะ และสภาพแวดล้อมเอื้ออ ำนวยต่อการปฏิบัติธรร มมากกว่าครับ
 
45. ชื่อ ญ. เมื่อ 09-10-2008 18:40 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 161.200.255.162
 
 
เคยอ่านหนังสือธรรมมะ เล่มนึงสอนว่า 
" การไม่มีสามีเป็นลาภอ ันประเสริฐ- การไม่มีภรรยาเป็นลาภ อันประเสริฐ" และพระในทีวีบอกว่า "ถ้ามีครอบครัวแล้วดี อาตมาจะมาบวชทำไม" 
แต่ก็เคยฟังพระเทศน์เ รื่องมงคลชีวิตการสงเ คราะห์บุตร ภรรยาว่า " คนสมัยนี้คิดแต่จะไม่ ยอมแต่งงาน ไม่ยอมมีลูก กลัวลำบาก กลัวอันตราย ทำไมไม่คิดว่าเป็นการ ที่เราจะเสียสละ สรางบุญด้วยการสร้างท รัพยากรมนุษย์ที่ดีๆม ีประโยชน์เพื่อช่วยเห ลือบ้านเมืองบ้าง" 
แหะๆๆ ยังไงก็ขอขอบคุณนะคะท ี่เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆใ ห้ขบคิด..อีกแล้ว  
:) 8) :x :?
 
46. ชื่อ วิชิรญาณ์ เมื่อ 12-10-2008 18:56 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.60.146
 
 
ถือสายกลางเถิดจักหมด ทุกข์เพราะมนุษย์มีปั จจัยที่อยู่รอบตัวแตก ต่างๆ อย่างชนิดที่ว่าไม่มี ใครมีเรื่องเรื่องราว ชีวิตที่ซ้ำกันอย่างใ กล้เคียงที่สุดก็แค่ค ล้ายๆ กัน ดังนั้น จงเลือกในสิ่งที่เป็น กลางเหมาะสมกับตนเองแ ละไม่ทำให้เพื่อนมนุษ ย์ด้วยกันต้องเืดือดเ นื้อร้อนใจเพราะเราก็ น่าจะสามารถช่วยให้โล กเราสงบสุขมากขี้นและ ตัวเราเองก็รู้สึกร่ม เย็นในจิตใจไปด้วย :sigh
 
47. ชื่อ เหนื่อย เมื่อ 14-10-2008 01:18 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.25.133.107
 
 
ความอยาก ราคะ และการรักตัวเอง 
ล้วนเป็นกิเลส อะไรก็บังคับไม่ได้ 
ขึ้นอยู่กับสติ กรรม ของมนุษย์แต่ละคนละกั น 
อะไรๆ ก็บังคับไม่ได้
 
48. ชื่อ คุณแม่...ห่างวัด เมื่อ 28-10-2008 02:39 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.25.182.61
 
 
อายุ 40 ปี มีลูกชายหญิงอย่างละห นึ่ง สามีเป็นคนดีค่ะ ชีวิตครอบครัวมีความส ุข  
บางครั้ง ดิฉันก็ยังอยากเว้นวร รคเรื่องครอบครัวไปปฏ ิบัติธรรมบ้าง แต่ครอบครัวไม่อนุญาต ิ  
สำหรับดิฉันแล้ว การมีครอบครัว ก็ทำให้เราได้เรียนรู ้ธรรมะหลายอย่างนะคะ อย่างน้อยที่สุด ก็พรมวิหาร4
 
49. ชื่อ aeam เมื่อ 30-10-2008 00:25 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 203.146.207.200
 
 
เขาว่ากันว่าคนในอยาก ออก คนนอกอยากเข้า นั่นเป็นเรื่องวิสัยช าวโลก  
ธรรมชาตินั้นคือสิ่งท ี่พระพุทธองค์ทรงตรัส รู้ ในขั้นแรกท่านมีทุกสิ ่งพร้อมแต่ท่านทรงรู้ เห็นทุกข์ที่เกิดจากก ารเกิด แก่ เจ็บและตายของสัตว์โล ก ดังนั้นท่านจึงออกบวช เพื่อแสวงหาสิ่งที่สู งกว่า นั่นคือทำในสิ่งที่เห นือธรรมชาติ  
โลกทุกวันนี้เรียกว่า วิกฤติแล้วผู้ไม่มีคู ่เวรคู่กรรมนั้นถือว่ ามีบุญยิ่งแล้ว
 
50. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 30-10-2008 00:30 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.174.70.243
 
 
"คิดมากป่าว?"
 
51. ชื่อ องอาจ เมื่อ 31-10-2008 21:48 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.149.25.237
 
 
ปล่อยไปตามธรรมหรือตา มธรรมชาติมีก็มีไม่มี ก็มีถ้าคิดก็เกิดค วามทุกข์อีก อนิจัง ทุกขัง อนัตตา
 
52. ชื่อ เอวัง เมื่อ 04-11-2008 16:24 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.27.171.78
 
 
:sigh จิต ที่ปราศจากพันธนาการ ย่อมสงบได้เร็ว คนโสตจึงมีโอกาสดีกว่ า สะดวกกว่า ไม่มีห่วง 
 
แต่จิตที่ยังเต็มไปด้ วย ความกังวล ห่วงหาอาทร ยากที่จะสงบได้ ดุจน้ำที่เต็มไปด้วยเ กลียวคลื่น มีเรื่องให้ต้องกังวล ใจ ทุกข์ใจ มีภาระครอบครัว วัยก็ล่วงเลย สังขารก็เสื่อมสูญ  
:) อย่าหวังอะไรให้มาก ไปกว่าหวังพึ่งตน เพราะที่สุดตัวเรา ยังไม่สามารถบังคับบั ญชา ว่าให้อยู่อย่างนี้ หนุ่มสาวตลอดไปตลอดกา ล ยังไม่ได้ แล้วมีหรือคนอื่นใครเ ล่าจะเป็นที่พึ่งให้เ ราได้ถาวร นอกจากการเข้าถึงธรรม ไม่เกิน 100 ปีก็ตาย  
อย่าประมาท ทำปัจจุบันให้ดีที่สุ ด
 
53. ชื่อ ผ่านมาอ่าน เมื่อ 29-07-2009 16:28 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.67.241
 
 
ขอบคุณสำหรับความรู้ด ีๆ จ้า :p
 
54. ชื่อ คนเคยมีคู่ เมื่อ 17-12-2008 21:56 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.175.92.34
 
 
การที่คนเราจะมีคู่คร องหรือไม่มี ไม่ใช่ว่าเรามีสิทธิ์ ที่จะเลือกได้ คนที่มีคู่ครองเพราะว ่าเคยมีบุญและกรรมกับ คู่ครองมาก่อนจึงได้ม าเป็นคู่ครองกันอีก ส่วนคนที่อยากมีแล้วไ ม่มีเพราะไม่มีบุญมีก รรมกับใคร ก็ไม่ต้องชดใช้กับใคร การมีลูกถ้ามองในทางโ ลกก็ดีจะได้มีคนดูแลต อนแก่ แต่ถามว่าตอนแก่ชีวิต คนเราก็ไม่ได้เหมือนก ันทุกคน บางคนมีลูกเป็นสิบแต่ ไม่มีใครดูแล ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ เราทำไว้นั่นแหละ การที่เรามีบุญบารมีไ ด้มาปฏิบัติธรรมแล้ว วัตถุประสงค์ก็เพื่อใ ห้หลุดพ้นเท่านั้น จะทันชาตินี้หรือไม่ท ันก็ให้มันเหลือน้อยช าติที่สุด แต่ทางที่ดีเราควรตั้ งใจให้หลุดพ้นในชาติน ี้ให้ได้ เพราะชาติหน้าเป็นอย่ างไรก็ยังไม่รู้ แล้วเราจะไปคิดไปกังว ลทำไมว่าจะมีหรือไม่ม ีดี คนที่มีอยู่แล้วก็อยา กออกมา แล้วคนที่ยังไม่มีจะไ ปอยากมีทำไม เว้นแต่มีกรรมต้องชดใ ช้กับใครอันนี้ก็หนีไ ม่พ้น แต่เราไปกังวลว่าตอนแ ก่จะไม่ใครดูแลอันนี้ ก็ทุกข์แล้ว ทุกข์ตอนที่คิดนี่แหล ะ ไม่ได้ทุกข์ตอนแก่หรอ ก เพราะมันยังมาไม่ถึง เราจะรู้ได้อย่างไรว่ าเราจะอยู่ถึงตอนแก่ ถึงเราจะได้อยู่ถึงตอ นแก่แล้วเราจะรู้ได้อ ย่างไรว่าโลกใบนี้มัน จะให้เราอาศัยอยู่ได้ ถึงตอนแก่ (อย่าลืมว่าโลกมันร้อ ขึ้นทุกวัน) พระพุทธเจ้าถึงสอนให้ เราไม่ประมาท ครองสติในแต่ละวันให้ ได้มากที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าจ ะได้มีชีวิตอยู่บนโลก ใบนี้ได้ถึงวันพรุ่งน ี้หรือเปล่า
 
55. ชื่อ ย้อน เมื่อ 01-01-2009 19:15 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.59.82
 
 
ขออนุโมทนากับบทความน ี้ จะอย่างไรก็ตาม ครอบครัวจะมีหรือไม่ อยากให้ทุกคนอย่าไปกั งวล อย่าไปตั้งเข็มถึงขนา ดนั้น เรายังไม่ถึงระดับอาน าคามี จำไว้แค่ 3 คำในใจ และทำความเข้าใจกับมั นให้ดีๆ คำว่า อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา 
เข้าใจกับมันแล้ว จะมีครอบครัวหรือไม่ม ี ก็ไม่ทุกข์ไม่กังวลแล ้ว มึครอบครัวแล้วไง แล้วคิดว่าจะเป็นอย่า งนั้นที่เราคาดหวังหร ือ ไม่มีครอบครัวแล้วไง แล้วคิดว่ามันจะเป็นไ ปอย่างที่เราคิดหรือ แล้วก็เราก็จะเจอ ทางสายกลาง เองครับ
 
56. ชื่อ นายสินธุ เมื่อ 06-01-2009 01:38 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.232.39
 
 
มีข้อสงสัยที่มีการถก เถียงกันมากและกว้างข วาง เรื่องการงดอาหารจานเ นื้อ หรือ ทานอาหารมังสะวิรัติ จะมี่ส่วนในการปฎิบัต ิธรรม หรือ พัตนาปัญญาบารมี หรือไม่ แต่ที่เห็นว่า มีประโยชน์ ที่ได้ฟัง ได้อ่านมาเรื่องสุขภา พ จากวารสารสุขภาพชื่อด ัง หลาย ๆ ฉบับ บางท่านได้หายหรือทุเ ลา จากการเจ็บป่วยเรื้อร ังหลังงดอาหารเนื้อสั ตว์ เพราะบางสำนักธรรมบาง แห่ง ได้แนะนำการละ งดเว้นอาหารเนื้อสัตว ์ เพื่อเป็นการลด ละ บ่วงเวรกรรม  
ทำให้จิตใจสงบเร็วขึ้ น ในการเจริญภาวนา หลังงดอาหารเนื้อสัตว ์ 2-3 สัปดาห์  
ขอความกรุณาอาจารย์ ได้ตอบข้อสงสัยด้วยคร ับ
 
57. ชื่อ สาวน้อยลานดาว เมื่อ 18-06-2009 00:31 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 203.121.170.34
 
 
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตา มกรรม 
ทุกคนย่อมมีปัญหา 
ปล่อยวางจากทุกๆอย่าง  
เมื่อนั้นปัญหาทุกอย่ างจะปล่อยวางจากเรา 
 
:) :) :)
 
58. ชื่อ kumkon เมื่อ 19-06-2009 05:32 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.94.65
 
 
ก็เพราะความผูกพันตาม เหตุและผลของเหตุนั้น แหละ จึงทำให้เราหาห่วงผูก พัน พันกันไปกันมา ไม่รู้จบสิ้น เมื่อคนเรามองเห็นภัย เรายังจะจมอยู่ในวังว นของภัยนั้นอยู่อีกหร ือ เมื่อมีพระผู้ชี้ทางอ อกจากวังวนของภัยนั้น ให้ และเราได้พบทางเดินนั ้นแล้ว เราจะ "หยุด" ไม่เดิน หรือ จะ "เดิน" ไปตามทางนั้นเล่า แม้จะทุกข์ทรมานแสนสา หัสเพียงใด ถ้าขาดความมุ่งมั่นเด ็ดเดี่ยว ก็คงเดินไปไม่ถึง "ปลายทาง" การที่ยังมีผู้ที่ถือ บวชกลับไปเสพเมถุนนั้ น เป็นเพราะ ไม่มีกำลังใจที่เด็ดเ ดี่ยว จึงถูกแรงดูดเหมือนวั งวนดูดให้อยู่ในวังวน นั้น คนเรา การมี "ลูก" นั้น ไม่ใช่ดีทั้งหมด มีทั้ง ดี ไม่ดี และเลว บางคนทุกยากแสนสาหัส ก็เพราะลูก การเจ็บป่วย ก็ไม่ใช่จะเลวร้ายไปซ ะทุก ๆ คน คนที่ดูแลตนเองจนตายไ ปก็มีไม่น้อย คนมีลูกลูกไม่ได้ดูแล ยามเจ็บป่วยก็เยอะ ดูจากรายการทีวีมีให้ เห็นเป็นตัวอย่างทุก ๆ วัน ฉะนั้น ท่านผู้ใดมองเห็นทางเ ดินแล้ว ก็เดินไปเถอะครับถ้า "ถึงฝั่ง" ก็ถือว่า "รอดพ้น" ไม่ถึงฝั่งแล้วแต่ "กรรม" ก็แล้วกัน หากมีใจตั้งมั่น ก็อย่าหวั่นไหว แรงลม "กิเสส" ท่านว่า มันแรงนัก แรงจน "มนุษย์" ทำลายมันได้น้อยยิ่งก ว่าน้อย มนุษย์ในโลกมีเป็น พัน ๆ ล้านแต่ที่พ้น "วังวน" นั้น มี ไม่ใช่ ไม่มี แม้จะน้อย ก็ยังมีให้เรา "เห็น" ให้เรา "ทราบ" ไม่ใช่หรือ......?
 
59. ชื่อ kitty เมื่อ 21-06-2009 08:30 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 119.31.97.202
 
 
:sigh ...ก็โสดอยู่น่ะค่ะ  
อ่านบทความนี้ แล้วเหมือนโดนก้อนหิน ทุบหัวแรงๆ เลยค่ะ ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะต้ องจากโลกนี้ไปเมื่อไร อยู่กับปัจจุบันดีกว่ าไหมค่ะ เดินทางสายกลาง ทุกวันนี้เป็นคนโสดที ่มีความสุขค่ะ แต่ถ้าจะมีคู่ ก็ขอให้เป็นคนที่คิดเ หมือนกัน คือ ก็ต้องเข้าใจโลกใบนี้ และปล่อยวางเหมือนกัน ค่ะ แต่ถ้าคนที่จะเข้ามา ไม่ได้ตามสเปค คุณเลือกชีวิตคุณได้ค ่ะ อิ อิ เป็นโสดดีกว่าค่ะ :grin
 
60. ชื่อ พรทเพ เมื่อ 02-07-2009 17:58 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 210.203.178.211
 
 
อ่านแล้วดีจัง 
แต่ มีบทสวดมนต์ มั้ง ถ้าจำไม่ผิด 
ผมได้ยินว่า มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ 
ดังนั้น คนโสด ไม่มีกรรมนี้ ไปนิพพานได้ง่ายกว่า 
ห่วงน้อยกว่า 
และที่สำคัญ การเวียนว่าย จะน้อยกว่า  
ถ้าปฏิบัติธรรมจริงๆ กุศล จะช่วยส่งได้ง่าย 
ผมเข้าใจอย่างนี้นะ
 
61. ชื่อ bb เมื่อ 08-07-2009 05:59 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.136.108
 
 
"นอกเรื่อง" การทำสมาธิไม่ก่อให้เ กิดหลุดพ้นแต่อย่างใด แต่สมาธิเป็นแรงหนุนใ ห้เกิดการพิจารณาได้อ ย่างถ่องแท้ (อาจมีหลายคนเข้าใจผิ เราเคยเป็นคนหนึ่ง) 
ป้ญญาควบคุมสติควบคุม ความคิดควบคุมการกระท ำ พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่ างให้รู้แจ้งเห็นจริง ของทุกสิ่งก็เป็นของม ันอย่างนั้น ใจเราเองที่ไปปรุงแต่ งให้มันเป็นทุกข์ สุข หยุดปรุงแต่ง รู้ทันกิเลส  
ขันธ์5ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์5 เมื่อเราเข้าใจทุกอย่ างแจ่มแจ้งชัดเจนก็ไม ่มีอะไรต้องหลงเหลืออ ีกต่อไปแล้ว
 
62. ชื่อ bb เมื่อ 08-07-2009 06:27 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.136.108
 
 
ง่ายๆ พระพุทธเจ้ายังต้องลา วังมาโสดเลยแค่นี้แหล ะ ยิ่งเรื่องกามไม่ต้อง พูดถึง คนล่ะอย่างกันของพวกน ี้จะหลุดพ้นก็ต้องตัด ตัดไม่ได้ก็หลุดไปไม่ ได้เช่นกันเพราะเป็นเ ครื่องแสดงว่ามีตัณหา กิเลสในใจ 
ครอบครัวก็เหมือนกัน บ่วงใหญ่แห่งทุกข์เลย ก็ว่าได้ 
บางคนเป็นลูกที่แสวงห าพระธรรมทางหลุดพ้นดั นมาติดที่ภาระภายหน้า ต้องหาเงินมาเลี้ยงบิ ดามารดร 
ที่แก่เฒ่าเพราะสังขา รที่ตนเองยังไม่อยากเ ข้าใจและรับมันเหมือน กัน จึงต้องหันหลังให้ทาง ที่ใจเลือก บางคนพ่อแม่ก็ไม่สนับ สนุน ต้องการให้ลูกๆเดินตา มทางโลกที่ฟอนเฟะไม่เ ที่ยงเอาซะเลย 
นิพพานคือดับเพลิงกิเ ลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ถ้าหวังจริงคุณจะแบกท ั้งทุกข์ทั้งกิเลสหรอ ไม่มีทาง
 
63. ชื่อ เมตตา เมื่อ 13-07-2009 01:48 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 115.67.36.203
 
 
:x ถ้าวันนี้เราได้เจอใค รสักคนดีอยู่เป็นคู่ค งดีกว่า 
 
แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนั้ น เป็นโสคคงจะสบายใจกว่ านะคะ
 
64. ชื่อ นางสาว ศุภวรรณ แก้วเพ็ชร์ เมื่อ 13-07-2009 16:15 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 222.123.181.148
 
 
อ่านแล้วก็อยากโสดไปอ ีกนาน :(
 
65. ชื่อ คัมภีร์พุทธ เมื่อ 14-07-2009 05:01 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.122.92.245
 
 
จะโสดหรือมีคู่ถ้าเอา ธรรมะดูแลใจสองดวงปฎิ บัติควบคู่ไปกับทางโล กมีสัจจะมีอภัยทานคนท ี่ทำความดีมักจะมีมาร ผจญจิตใจต้องเข้มแข็ง คิดไว้ว่ามารไม่มีบาร มีไม่เกิดมารไม่เกิดบ ารมีไม่แกร่งมีคู่เพื ่อสร้างบารมีร่วมกันม ีลูกเพื่อสร้างเมตตาบ ารมีให้เขามาเกิดทำดี ปฎิบัติดีคิดดีละเว้น ในสิ่งที่ควรละเว้นทำ ตนให้มีสัมมาทิษฐิขอใ ห้ทุกคนมีแต่ความสุขค วามเจริญ
 
66. ชื่อ อ้อ เมื่อ 16-07-2009 23:46 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 122.154.14.2
 
 
ไม่ว่าจะโสด หรือมีครอบครัว ถ้าเรามีธรรมะเป็นเคร ื่องยึดเหนี่ยว จิตใจของเราก็จะสงบ และความเมตตาที่แผ่ออ กมาให้คนรอบข้าง จะส่งผลให้สังคมมีควา มสุข เราเป็นคนหนึ่งที่มีค วามสุขในชีวิตครอบครั วมาก สามีเป็นคนดี รักและดูแลครอบครัวเป ็นอย่างดียิ่ง อาจเป็นเพราะเราและเค ้าได้เคยปฏิบัติธรรมอ ย่างเคร่งครัดในอดีตช าติมาก่อน และชาตินี้เราทั้งคู่ ก็ชอบที่จะอ่านหนังสื อธรรมะ และฟังธรรม รวมถึงปฏิบัติธรรมด้ว ยกัน ถ้ามีเวลาก็จะทำประโย ชน์ให้สังคมตามกิจกรร มต่างๆ เราทั้งคู่ไม่มีลูกค่ ะ ถึงแม้ว่าเราจะอยากมี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค ่ะ ขึ้นอยุ่กับกรรมที่มี ต่อกัน มีก็ดี ไม่มีก็ดีค่ะ
 
67. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 18-07-2009 06:39 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.27.24.73
 
 
เข้ามาอ่านแล้วได้แหง ่คิดหลากหลายมุม แต่เท่าที่สรุปได้นั้ นคือ ไม่ว่าจะโสดหรือมีคู่ เป็นสิ่งที่ธรรมะล้วน จัดสรรให้เหมาะกับบุค คลนั้นๆไป อย่าได้ส่งใจไปให้เป็ นกังวล แค่เจริญสติและภาวนาใ ห้มาก เพื่่อยกจิตให้สูงกว่ ากิเลส ใจเราก็จะไม่ไปสัมผัส ทุกข์ใดๆแน่นอน 8)
 
68. ชื่อ muay jung เมื่อ 28-07-2009 03:39 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.27.95.216
 
 
เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นค รั้งแรก ได้สาระดีๆเยอะมากๆ ส่วนตัวมีครอบครัวค่ะ สามีดีเป็นผู้นำกลุ่ม ในการเผยแผ่พุทธศาสนา ในทางที่ถูกต้องแก่กั ลยาณมิตรในเขต อ.เมืองระยอง โดยนำอุบายคำสอนของหล วงพ่อวิโมกข์ เมธิโน แห่งวัดปิปผลิวนารามม าทบทวนให้กับสมาชิกกล ุ่มวิโมกขธรรมเป็นประ จำทุกๆวัน คิดว่าความโชคดีและโช คร้ายทุกคนคงประสบกัน มามากมายคิดว่า บุญวาสนา ( การหาเวลา )เท่านั้นที่ทำให้เรา ้นทุกข์ได้ นั่นคือความเพียรในกา รปฏิบัติวิปัสสนา อย่ามั่วจมกับอดีต มุ่งคิดถึงอนาคตที่ยั งมาไม่ถึง สู้ทำปัจจุบันให้ดีปฏ ิบัติธรรมให้ถูกต้องเ นืองๆก็สามารถเข้าสู่ มรรค ผล นิพพานและพ้นทุกข์ได้ โสดหรือคู่ อยู่กับปัจจุบันดีกว่ าค่ะ
 
69. ชื่อ หวาน เมื่อ 05-08-2009 01:00 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.44.135.39
 
 
เห็นด้วยกับคุณสาลินค ่ะ 
ตอนนี้อายุ 18 รู้สึกอยากอยู่เป็นโส ด 
แม้ว่าอ่านบทความนี้แ ล้วก็ยังอยากเป็นโสดอ ยู่ดี 
เพราะคนเราตอนเกิดมา ก็เกิดมาคนเดียว  
ตอนตายก็ต้องตายคนเดี ยวอยู่ดี การมีคู่ก็เหมือนการย ิ่งต่อภพต่อชาติ แทนที่จะเอาเวลาไปปฏิ บัติธรรมะมากขึ้น กลับต้องมาดูแลลูก และการจะหวังให้ลูกมา ดูแลเราตอนแก่ บางทีอาจจะยิ่งต้องเส ียใจมากกว่าการที่ต้อ งอยู่คนเดียว เหมือนกับรายการวงเวี ยนชีวิต ที่พ่อแม่แก่ๆ ต้องอยู่ตามลำพังลูกไ ม่มาเหลียวแล และถ้ามีคู่ก็จะต้องผ ูกพัน รัก เป็นทุกข์ไปเปล่าๆ และสำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าท่านก็ตรั สไว้ว่า การประพฤติพรหมจรรย์เ ป็นแบบแห่งการปฏิบัติ อันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ซึ่งเอื้อต่อการปฏิบั ติธรรมด้วยค่ะ
 
70. ชื่อ เมี๊ยวๆ เมื่อ 07-08-2009 03:09 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 110.164.12.104
 
 
:grin ผมว่าไปตามเส้นทางของ มันดีกว่าครับ อย่าฝืน จะอยู่อย่างไรก็พัฒนา ตัวเองได้ และยิ่งถ้ามีครอบครัว เราก็จับคู่ชีวิตเราไ ปในทางธรรมด้วยกันลูก หลานออกมาก็ใช้ธรรมเป ็นพี่เลี้ยง 
 
สรุปว่าประคองประคองก ันไปครับ สังคมนี้จะได้สวยงาม อิอิ
 
71. ชื่อ เต เมื่อ 15-08-2009 14:23 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.56.213
 
 
อยู่กับแม่และป้าสองค น คิดเหมือนกันว่าถ้าเร าจากไปหรือท่านจากไปเ ราจะอยู่บนโลกนี่ยังไ ง ตอนอยู่กับท่านปัจจุบ ันนี้มีความสุขมากๆๆๆ แม้จะอยู่อย่างยากจนแ ต่ก็มีความสุขมากๆๆๆๆ เครียดเหมือนกันถ้าต้ องถึงวันนั้น
 
72. ชื่อ ยุวดี เมื่อ 15-08-2009 16:03 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.172.211.219
 
 
เข้ามาอ่านบทความครั้ งแรกให้ข้อคิดมากมายเ คยมีครอบครัวแต่ไม่มี ลูกและสามีเสียไปเมื่ อ 15 ปีแล้วขณะนี้ทำหน้าที ่ลูกที่ดีกลับภูมิลำเ นาเดิมเพื่อดูแลมารดา อายุ 80 ปี เมื่อก่อนคิดว่าทำงาน แล้วมีความสุขกับงานแ ต่เดี๋ยวนี้ความคิดเป ลี่ยนไป เหงาคะ 
เมื่อแม่ไม่อยู่จะทำอ ย่างไรเริ่มเครียด อยุ่โดยไม่มีใครยังอย ู่มาได้ ต้องอาศัยความเข้มแข็ งและความอดทนเท่านั้น จึงจะมีความสุขในชีวิ ตได้ ธรรมะเท่านั้นที่จะทำ ให้เราได้รับความสงบส ุขในชีวิตคะ
 
73. ชื่อ ฟิม เมื่อ 19-08-2009 05:29 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.179.200
 
 
:p เคยมีความรักแล้วค่ะ เคยอยากมีครอบครัว อยากแต่งงาน แต่ ผิดหวัง อกหัก กลัวมาก แต่ ณ วันนี้ ก็ยังคงอยากมีครอบครั วนี่น่ารักค่ะ อบอุ่นดี
 
74. ชื่อ วิช เมื่อ 21-08-2009 20:35 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 114.128.72.4
 
 
ธรรมดาว่ามนุษย์ปุถุช นคนที่หนาไปด้วยกิเลส เรื่องของความต้องการ ก็เป็นเรื่องธรรมดาคั บ แต่วาเราจะทำอย่างไร ให้ความต้องการนั้นให ้มีความพอดีไม่ทำให้ต ้วเองเดือดร้อน ให้คนอื่นเดือดร้อน จงมีความต้องการแบบพอ เพียง
 
75. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 22-08-2009 15:15 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.127.238
 
 
เพิ่งเจอเว้ปนี้และเร ิ่มเรียนคอมมา7วันหัด ิ่มพ์ยังไม่คล่องเป็ ให้ความรู้ฝึกอยู่คน ดี่ยวมาหลายสิบปีเมื อยู่คนพยามนั่งสมาธิ ิตใจต้องนิ่งก็ทําให สงบเย็นลงได้ปัจจุบั นี้ยังอยู่คนก็มีควา สุขดีรักทุกสิ่งรอบๆ ัวเราชีวิตก็สุขแล้ว ป็นคนขาดโอกาสจึงพยา หาโอกาสอยุ่เสมอและค ดบวกเข้าไว้ความสงบก จะเข้ามาแทนที่ยอมรั ว่าอยุ่เดียวไม่เหมื นคนโสดแต่ละวันก็ยุ่ เพราะทํากิจกรรมเอง
 
76. ชื่อ ดอน เมื่อ 28-08-2009 09:14 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.10.234.88
 
 
การอยู่เป็นครอบครัวอ ยู่กับพ่อแม่ พี่ และหลานมีสุขยิ่งนักย ิ่งเวลาที่เห็นหลานวิ ่งเล่นหัวเราะผมรู้สึ กได้ว่าคนเป็นพ่อแม่ว ่ามีความสุขขนาดไหนยา กที่จะบรรยายได้ถ้าไม ่ได้สัมผัสความรู้สึก นั้นผมว่าการมีคู่เป็ นสิ่งที่งดงามมันคือส ิ่งที่โลกสร้างมาคู่ก ันแล้ว 
เมื่อโอกาสของการมีคู ่มาถึงผมจะรักษาไว้ให ้นานที่สุดและดำรงไว้ ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ กัน...ผมยังโสดอยู่..086- 8917103ทักทายกันได้ครับข บคุณ
 
77. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 30-08-2009 22:04 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.8.145.192
 
 
มุมมองใหม่..........
 
78. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 31-08-2009 04:12 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 203.172.83.57
 
 
โสด เหมือนกัน ทุกอย่างมีทั้ง สุข-ทุกข๋ การปล่อยวาง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ทุกอย่าง เป็น ทุกขัง อนิจัง อนัตตา ทำให้ใช้ ชีวิตอยู่อย่างมีสติ
 
79. ชื่อ น้ำแข็ง เมื่อ 12-09-2009 18:57 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 115.67.124.171
 
 
คนทุกคนมีความทุกข์สุ ขแต่ต่างกันออกไปบางค นคิดว่าความทุกข์ของต ัวเองยิ่งใหญ่แล้วแต่ มองของคนอื่นเป็นเรื่ องเล็กน้อย ผงเข้าตามักจะเอาออกย ากเสมอ แปลกเนอะคนเราเวลามีค วามทุกข์ทำอะไรทุกอย่ างจะดูช้าและหดหู่ไปห มดทั้งๆที่มันก็เป็นเ หมือนเดิมแต่จิตคิดเอ ง คิดแล้วงงงง ขอให้ทุกคนพ้นทุกข์มี แต่สุขยิ่งๆขึ้นไปนะ :) :) :)
 
80. ชื่อ pp เมื่อ 20-09-2009 21:20 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 115.67.86.62
 
 
เราชอบชีวิตที่มีเด็ก ๆในบ้าน มีปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องเยอะๆ เราว่าอบอุ่นดีน่ะ :sigh
 
81. ชื่อ พวง เมื่อ 21-09-2009 23:36 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.120.155.25
 
 
ขอบคุณสำหรับบทความ แง่คิดต่างๆมากมายและ หลากหลายความเห็น อนุโมทนากับทุกท่านที ่ร่วมแบ่งปันประสบการ ณ์ชีวิต ความรู้ทางโลกและทางธ รรม  
เราเกิดมาคนเดียว แก่คนเดียว เจ็บคนเดียว ตายคนเดียว คนอื่นๆหรือสิ่งอื่นๆ ล้วนเป็นแค่ผู้ร่วมเด ินทางในภพภูมินี้ชั่ว ครั้งชั่วคราว มีขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเป็นธรรมดา  
อย่ามัวคิดถึงสิ่งที่ ยังมาไม่ถึงเลย มอง ณ ปัจจุบัน ทำ ณ ปัจจุบันให้ดีที่สุด เมื่อมีบทบาทอย่างไรก ็ทำบทบาทนั้นให้ดีที่ สุด นี่ก็เป็นการปฎิบัติธ รรม สำรวจและฝึกควบคุมจิต ของตนให้อยู่ในที่ทาง ที่ถูกต้อง ให้รู้สภาพจิตของตน และปฎิบัติตนให้อยู่ใ นศีลในธรรม หมั่นทำทาน ถือศีล ภาวนา สร้างบุญกุศลสม่ำเสมอ ผลบุญย่อมได้รับตามที ่สร้างไว้ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะมี สภาวะใดมากระทบ เราก็ไม่กระเทือนเพรา ะเรามีผลบุญที่เพียรพ ยายามสร้างไว้เป็นเกร าะคุ้มกัน
 
82. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 24-09-2009 19:55 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.26.101.2
 
 
ชอบชีวิต ที่เรียบงาย ครับ
 
83. ชื่อ cc เมื่อ 26-09-2009 04:27 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 222.123.57.184
 
 
อยากเป็นสามีทางธรรมใ ห้หญิง มีกำลังใจทำมาหากิน เป็นปัญญาในโลก สุขให้เป็น
 
84. ชื่อ korkai เมื่อ 29-09-2009 06:04 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.25.160.124
 
 
:) ขออนุโมทนา กับทุกๆ ข้อความค่ะ  
:)
 
85. ชื่อ kantima เมื่อ 02-10-2009 04:52 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 114.128.89.81
 
 
หากอยากแนะนำใครให้เข ้าสู่ทางธรรม ในสังคมปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูก เราก็ได้นะคะ  
 
เหงา ไม่ใช่ธรรมะ ค่ะ ทุกอย่างอยู่ที่จิต
 
86. ชื่อ ชานนท์ เมื่อ 06-10-2009 00:35 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.120.246.126
 
 
ดีมากเลยจะได้รู้ความ เป็นจิงของชีวิต :) :)
 
87. ชื่อ ไข่ เมื่อ 17-10-2009 18:08 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.149.25.195
 
 
ไม่ต่องอยากหรือไม่อย ากมันอยู่ที่กรรมและบ ุญที่สะสมมา ถึงเวลาก็มาเอง ใครไม่มีตลอดชีวิตสำห รับผู้หญิงให้ถือพรหม จรรย์ยิ่งดีถ้าปฏิบัต ิธรรมควบคุ่กันไปได้บ ุญมาก อะไรไม่เป็นไปตามใจก็ ทุกข์ เขาบอกคนจะรวยจะจนได้ ถูกกำหนดมาแล้วเรื่อง คู่ก็เหมือนกัน
 
88. ชื่อ เเก้ว เมื่อ 20-10-2009 10:06 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.57.9
 
 
จะมีคู่หรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่านั่นไม ่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต สิ่งสำคัญอยู่ที่จิตห ากเรามีจิตที่เข้มเข็ งความเหงาหรืออุปสรรค อันใดก็ย่อมไม่มีผลต่ อจิตใจเราถึงเเม้จะอย ู่โดดเดี่ยวเราก็สามา รถมีความสุขได้ :sigh :p :sigh
 
89. ชื่อ เก๋ เมื่อ 23-10-2009 22:09 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.122.149.247
 
 
ขอบคุณค่ะ ที่ทำให้มองโลกกว้างข ึ้นอีก และตอนนี้กำลังคิดไม่ ตกเรื่องนี้อยู่พอดีด ้วยค่ะ ขอโมทนาบุญด้วยนะคะ
 
90. ชื่อ แน่ เมื่อ 26-10-2009 12:08 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.91.248.162
 
 
ผมได้ฟังจากเพื่อนว่า แฟนผมไม่ทำงานหลายวัน แล้วเขาแอบมีผู้ชาย ผมไปส่งเขาทำงานที่หน ้าบ. ทุกวันแต่เขาเลิกงานก ่อนผมเขาจะมารอที่หน้ าบ. แหละเมื่อวานเขามีตุ๊ กตามาด้วยเขาบอกว่าได ้มาจากเพื่อนที่จริงผ ู้ชายซื้อให้เขา บอกผมว่าเขาขายโทรศัพ ท์ได2000แต่ตังค์หายที่ � �ริงเขาเอาไปจำนำและเ �� �อเพื่อนที่เขายืมโทร �� �ป็นเบอผู้ชายที่ซื้อ �� �้วยกันบอกว่าเป็นเพื �� �อนชื่อกื๊บ(ผู้ชาย)ผม ิดว่าเป็นหญิงตอนเขาอ ยู่โรงงานตั้งแต่ตอนห ัวค่ำเขาโทรมาแหละตอน นี้แฟนผมอยู่กับมันผม จะทำงัยดี
 
91. ชื่อ ชมจันทร์ เมื่อ 18-11-2009 18:32 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 112.142.16.7
 
 
:p อ่านแล้วก็เหมือนน่าจ ะเข้าเกณฑ์ :sigh วัฏสงสารนี้หนอล้วนเต ็มไปด้วยทุกข์ ทุกข์ เพราะอยาก เพราะ ไม่อยาก ผิดหวัง ก็ ทุกข์ ห่วง ก็ ทุกข์ สุขแล้วเหมือนจะดีแต่ ที่สุดสุขหมด ก็ ทุกข์อีก ทุกสิ่งเปลี่ยนไปตามก าล ตามอายุ ตามเหตุเกิด  
:sigh เข้าเกณฑ์อีกแล้ว ทุกอย่างย่อมเป็นอนัต ตา ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 
:) พระพุทธเจ้าท่านเก่งม ากๆ(ถ้าเขียนสำนวนตรง ี้ผิด ก็อภัยด้วยนะจ๊ะ) ท่านตรัสรู้แจ้งแล้วม าบอกมาสอนเรา  
;) สู้ สู้ นะจ๊ะ ถ้าไม่อยากทุกข์ ถึงจะโสดหรือไม่โสด มันต้องออกจากวัฏสารน ี้อย่างเดียว สู้สู้นะ
 
92. ชื่อ นุช เมื่อ 22-11-2009 18:57 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.120.192.129
 
 
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ จริงๆ ทุกข์มาก ทุกข์น้อยเท่านั้นเอง :)
 
93. ชื่อ ศีลไม่ละธรรม เมื่อ 09-12-2009 23:27 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.122.215.44
 
 
จะโสดหรือไม่โสดลองถา มใจตัวเราเองสิ ถ้าอยู่คนเดียวแล้วมี ความสุขดีอยู่แล้ว จะมัวไขว้คว้าหาอะไรอ ีก แต่ถ้าคิดว่าอยู่คนเด ียวในโลกนี้ไม่ได้มัน ก็อยู่ที่การตัดสินใจ ของเราที่จะเลือก แต่ถึงกระนั้นก็เถอะร ้อยเหตุผลพันประการทุ กข์ก็เกิดขึ้นอยู่ทุก ขณะ หากพิจารณาด้วยปัญญาแ ล้วจะรู้ว่าชีวิตนี้ม ีแต่ทุกข์ ทุกข์น้อยเรียกว่าสุข ทุกข์มากเรียกว่าทุกข ์ ทุกสิ่งคือทุกข์ ทุกข์ล้วนๆ เมื่อรู้ทุกข์ก็รู้เร ียกว่าผู้ไม่ประมาท
 

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 20 June 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
ขณะนี้มี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

:: เว็บสหธรรมิก ::

Advertisement
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

หนังสือมาใหม่


Top