Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
พญ.อมรา มลิลา

Image

พึ่งตน
อมรา มลิลา

Image


เด็กหญิงวัยรุ่น ชื่อเสียงเรียงนามว่า เอื้อย ตัดสินใจหอบผ้าผ่อนสมบัติประดามี หนีตามหนุ่มน้อยที่เพิ่งรู้จัก นับเบ็ดเสร็จได้เก้าวันพอดิบพอดี เหตุผลในใจของเอื้อยคือ เธอต้องการอิสรภาพ การเป็นลูกคนโต ที่มีน้องเรียงกันปีละคนถึงเก้าคน เป็นความวุ่นวายและเบียดเบียนสิทธิส่วนตนของเธออย่างมหาศาล ความรู้แค่จบประถมหก ทำให้เอื้อยไม่ฝันเฟื่อง ยิ่งภาวะครอบครัวเป็นเช่นว่า เอื้อยก็ถูกฝึกให้เป็นคนหนักเอาเบาสู้ หยิบจับทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยไม่มีเวลาบวกลบคูณหารว่า เป็นการถูกกินแรงโดยไม่ยุติธรรมหรือเปล่า

เมื่อตกลงปลงใจเป็นนก บินออกจากคอนไปสู่โลกกว้าง เอื้อยก็บอกกับตนเองว่า เธอจะเรียนรู้ทุกอย่าง แล้วปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อความอยู่รอด

หนุ่มน้อยของเอื้อยมีชื่อเรียกขานว่าอ้าย มีประวัติหนีออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุสิบสี่ เพราะพ่อเมาเหล้าทั้งวัน มีข้าวของเงินทองเท่าไรก็เอาไปละลายเป็นน้ำเหล้า จนบางวันอ้ายไม่ได้กินอะไรเลย ถ้าไม่มีเงินไปซื้อเหล้าให้พ่อ พ่อก็จะอาละวาดเฆี่ยนตีอ้ายอย่างหนัก แม่ของอ้ายไม่สามารถทนทานต่อทารุณกรรมของพ่อได้ ก็ล้มเจ็บด้วยความตรมตรอมใจ และตายจากไปตั้งแต่อ้ายอายุเพิ่งได้แปดขวบ

วันที่อ้ายตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เป็นเวลาปิดเทอม อ้ายเพิ่งสอบมัธยมสามได้ วันนั้นทั้งบ้านไม่มีเงินเหลืออยู่เลย พ่ออยากเหล้าจนขาดสติ สั่นไปหมดทั้งตัว อ้ายหาสมบัติทั่วบ้าน เพื่อจะเอาไปแลกเป็นเหล้ามาให้พ่อก็ไม่มี พ่อคว้าได้เข็มขัดหนัง ก็ฟาดอ้ายจนหลังแตก แล้วยังกระหน่ำฟาดต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ตาพ่อแดงกล่ำด้วยพิษโทสะ และขวางไร้แววจากความขาดสติ เพราะร่างกายทุคนทุรายด้วยความกระหายเหล้า

อ้ายมองดูพ่อแล้ว ก็รู้ขึ้นในใจว่า ยามนี้พ่อของอ้ายคือผีบ้าที่เป็นทาสน้ำเหล้า ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี หรือเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าอ้ายยังอยู่ขวางหน้า พ่อก็คงตีจนตายโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรลงไป อ้ายจึงตัดสินใจวิ่งออกจากบ้านไปตัวเปล่า ๆ ไม่มีทรัพย์สมบัติมรดกสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เดินตุหรัดตุเหร่ไปจนค่ำ จึงนึกได้ถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานเป็นช่างฟิตอยู่อู่รถ อ้ายก็ออกเดินอย่างมีจุดหมายไปที่อู่นั้น

และที่นั่น อ้ายได้เริ่มชีวิตใหม่ที่ยืนบนลำแข้งของตัวเอง เริ่มตั้งแต่เป็นลูกมือรับใช้ทุกอย่าง และเรียนรู้การทำงาน ซ่อม แก้ ฟิตเครื่องยนต์ เรื่อยไปจนหัดขับรถ

ประสบการณ์จากพ่อ ทำให้อ้ายเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่แตะต้องเหล้า ไม่สูบบุหรี่ หรือเครื่องเสพติดใด ๆ เพราะรู้ถึงพิษภัยของมัน ขยันขันแข็งในการงาน หนักเอาเบาสู้ จึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของนาย

อยู่มาวันหนึ่ง นายเรียกอ้ายไปพบ มอบหมายให้ขับรถบรรทุกอะไหล่ไปส่งลูกค้าที่ต่างจังหวัด พร้อมทั้งอยู่บริการซ่อมแก้เครื่องยนต์ของเขาจนใช้การได้ ที่นี่เอง ที่อ้ายพบกับเอื้อย ได้พูดคุยกัน เกิดความสนิทสนม คุ้นเคย รักใคร่ ตกลงปลงใจจะร่วมชีวิตเป็นคู่ผัวตัวเมียกัน

อ้ายอายุยี่สิบ เอื้อยอายุสิบสี่

เอื้อยบอกกับอ้ายตรง ๆ ว่า เธอกลัวการมีลูก เพราะการได้เห็นแม่เป็นเหมือนเครื่องผลิตลูก ทำให้เธอพิศวงว่า การทำลูกขึ้นมาโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อนว่า จะสามารถเลี้ยงดูได้เหมาะสมหรือไม่นั้น ถูกหรือผิด อ้ายเห็นว่าความกลัวของเธอไร้เหตุผล เขาเชื่อว่า เมื่อเราเป็นเจ้าของชีวิตของเรา เราก็ควรเชื่อความรู้ ความสามารถของตนเอง เมื่อมีครอบครัว ก็ควรมีลูก เอื้อยแย้งว่า ประสบการณ์ของผู้อื่นก็มีส่วนสอนให้เรารอบคอบ ไม่ต้องเอาตัวเองไปติดบ่วงเช่นนั้นโดยไม่จำเป็น ถ้าเรายังไม่รู้จักวิธีเป็นพ่อและแม่ที่ถูกต้อง เราก็ควรใช้เวลาศึกษา แสวงหาความรู้ ก่อนจะสุ่มสี่สุ่มห้าทำอะไรลงไป แล้วค่อยคิดแก้ไขภายหลัง เข้าทำนองล้อมคอกเมื่อวัวหาย

ชีวิตทั้งหลายก็มีสามัญลักษณะเช่นนี้ คือ มาจากความไม่รู้ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง รู้ไม่รอบ รู้ไม่จริง เพราะใจที่ครอบครองเรือนร่างแต่ละรูปกายอยู่ มีความหลง อวิชชา และความยึดผิด อุปาทาน เคลือบแฝงคลุกเคล้าอยู่ ถ้าเปรียบใจเป็นน้ำ สิ่งแปลกปลอมหรือสารมลพิษเหล่านี้ อันได้แก่ อวิชชา อุปาทาน ตัณหา กิเลส ก็เปรียบเหมือนน้ำมัน น้ำและน้ำมันมีธรรมชาติที่คลุกเคล้าเข้ากันไม่ได้ ต่างอันต่างอยู่ เพราะใจแท้ ๆ ที่ชำระด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญา จนบริสุทธิ์ เป็นพุทธะ เฉกเช่นใจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และของพระอรหันตสาวก เป็นวิมุตติ แต่กิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน เป็นสมมติ

วิมุตตินั้น เป็นโลกุตตระ คือสิ่งเหนือโลก เหนือสมมติบัญญัติทั้งปวง แต่สมมติคือโลก คือความไม่เที่ยง แปรปรวนหาสาระแก่นสาร ตัวตนที่เอาเป็นหลัก เป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้

เมื่อสมมติ และวิมุตติมาคลุกเคล้าอยู่ด้วยกัน วิมุตติก็เสื่อมคุณภาพ น้ำกับน้ำมัน เมื่อเอามาเทใส่ภาชนะเดียวกัน เขย่าไปเขย่ามา ก็เสียความใสบริสุทธิ์ กลายเป็นหยดของเหลว ขุ่นขาว ใช้กิน ใช้ดื่ม หรือเอามาชำระซักฟอกสิ่งของ เช่นคุณสมบัติเดิมไม่ได้

ใจที่ปล่อยให้ความเห็นผิด ยึดผิด ครอบงำจนเป็นอัตโนมัติก็สูญเสียความใสบริสุทธิ์ กลายเป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง และผู้คน ตลอดจนสิ่งของรอบข้าง เพราะหาความสม่ำเสมอ เที่ยงตรง เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ มีเหตุการณ์ใดมากระทบ ก็ไหวหวั่นรวนเร ซวดเซตามไป เพราะขาดหลักของใจ ใครว่าอะไรก็เป็นมงคลตื่นข่าว เห็นดีเห็นงามคล้อยตามไปทุกเรื่อง

ถ้าเราเฉลียวฉลาด รู้จักฝึกใจให้เที่ยงตรง รู้คิด พินิจพิจารณา ไตร่ตรอง เรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดและประสบการณ์ที่ผ่านมา เราจะเริ่มมีสำนึก ระลึกรู้เท่าทันกระแสความนึกคิด ปกติคนเราปล่อยใจให้ปลิวตามสิ่งกระทบไปด้วยอารมณ์ความเคยชิน กระเซอะกระเซิง กระจายไปอย่างไร้ทิศทาง เพราะปราศจากเข็มทิศ และหางเสือ ครั้นกระทบอะไร แม้นิดหน่อย นาวาชีวิตจึงอับปางลงอย่างง่ายดาย

ชัยเป็นเด็กหนุ่มร่างกายกำยำล่ำสัน อายุครบเบญจเพส ขับรถไปรับเพื่อนหญิงไปกินข้าว เที่ยวเตร่ พักผ่อนหย่อนใจ แล้วจะพาไปส่งบ้าน พอดีรถสิบล้อแซงรถในทางของเขา ในระยะกระชั้นชิด เลยพุ่งเข้าใส่รถของชัยแบบประสานงา

เพื่อนหญิงตายคาที่

ชัยกระโหลกศีรษะแตก ตกเลือดในช่องสมอง ไม่รู้สึกตัว ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัด เมื่อฟื้นจากผ่าตัด ชัยเคลื่อนไหวร่างกายซีกขวาไม่ได้ แต่แพทย์คิดว่า อาจฟื้นคืนดีได้ เพราะอาการเหล่านี้เป็นผลจากเลือดที่มาคั่งในช่องสมองนาน ทำให้สมองบวม ชอกช้ำ เมื่อสมองกลับเป็นปกติ อาการของอัมพาตก็ควรทุเลาไป แพทย์ผู้รักษาจึงส่งชัยไปทำกายภาพบำบัดเพื่อป้องกัน และรักษากล้ามเนื้อไม่ให้ฝ่อลีบจากการไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว หรือไม่ได้ทำงานระหว่างมีอาการอัมพาตนี้

ชัยไม่สามารถปรับใจให้รับสภาพความเป็นจริงได้ ไม่ยอมบังคับตัวเองให้พากเพียรฝึกทำกายภาพบำบัด ร่ำร้องไห้ คร่ำครวญแต่ว่า “เอาผมกลับไปนอน เอาผมกลับไปนอน นี่มันฝันร้าย ไม่ใช่เรื่องจริง นอนตื่นแล้ว ผมก็จะพ้นจากฝันร้ายน่าสยดสยองนี้”

ใจที่ไม่มีกำลัง ไม่เคยฝึกสติให้เข้มแข็ง คอยระลึกรู้ตามเป็นจริง คอยระวังคุ้มครองใจอย่างใกล้ชิดทุกขณะ จะขาดภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงกะทันหันที่เกิดขึ้นในชีวิต อุปาทานซึ่งเป็นยางสารพัดพิษ ตรึงยึดใจไว้กับความจำ ได้หมายรู้เก่า ๆ กับความคิดปรุง ที่อยากให้ตัวของตนมีอย่างนั้น ๆ เป็นอย่างนี้ ๆ

ความยึดเหล่านี้ เหนียว แน่นหนา และทรงประสิทธิภาพ จนดึงดูดใจให้เลื่อนหยุดจากความรู้ตามเป็นจริง ไปติดอยู่กับความคิดอยากเหล่านั้น

ชัยจึงคร่ำครวญแต่ว่า ความจริงคือฝันร้าย แล้วร่ำร้องจะให้ความยึดอยากของใจ กลายเป็นความจริง

เมื่อใจเห็นวิปริตผิดความจริงเช่นนี้ ก็รังแต่จะสร้างทุกข์ขึ้นมาทับถมตัวเองโดยถ่ายเดียว เพราะการปล่อยปัจจุบันให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ คือการฆ่าตัวเอง

แต่ละเวลานาที่ที่กล้ามเนื้อไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ออกแรงต้านน้ำหนัก นั่นคือสาเหตุให้เกิดการฝ่อลีบไปโดยอัตโนมัติ ครั้นสมองที่ชอกช้ำจากการกระทบกระแทกอย่างแรงค่อยทุเลา กลับสู่สภาวะปกติ ส่งอาณัติสัญญาณให้กล้ามเนื้อหดคลายตัวตามปกติได้ กล้ามเนื้อเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพไปหมดแล้ว เส้นใยที่เคยแข็งแรง สมบูรณ์ กลายเป็นเยื่อพังผืด ฝ่อลีบ ไม่สามารถหดคลาย เคลื่อนไหวไปมาได้ดังเก่าก่อน ผลจึงทำให้ผู้นั้นกลายเป็นอัมพาตไปอย่าถาวร เป็นอัมพาตที่เจ้าตัวเองสรรค์สร้างขึ้นมาทำร้ายตัวของตัว ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ครั้นเหตุการณ์ล่วงเลยไปถึงจุดนั้นแล้ว ใจคลายจากความยึดผิด ค่อยคลี่ขยายออกรับรู้ความเป็นจริง เต็มอกเต็มใจ พร้อมใจ ทำกายภาพบำบัด ก็หมดโอกาส เพราะเวลาเปรียบเหมือนสายน้ำ ผ่านไปแล้ว ไม่เคยหวนกลับคืนมา ผู้ปรับใจให้รู้สภาวะของปัจจุบันแต่ละขณะ แต่ละขณะ ไม่เท่าทัน ไม่ชัดแจ้งแทงตลอด ย่อมประสบความวิบัติ เพราะพลาดจังหวะดีงามทั้งหลายของชีวิตไป เข้าทำนอง กว่าถั่วจะสุก ก็งาไหม้

ชัยบังเอิญโชคดี ตัวของตัวคุ้มตัวไม่รอด แต่คุณหมอที่รักษา ช่วยประคับประคองให้ชัยผ่านช่วงวิกฤตินั้นไปได้ทันเวลา เมื่อชัยตีอกชกหัว ร่ำไห้จะกลับไปนอนท่าเดียว คุณหมอก็ปล่อยให้ระบายอารมณ์คั่งแค้นผิดหวังออกมาเต็มที่ ขณะเดียวกันก็คอยจังหวะ ครั้นชัยได้ระบายจนสมใจแล้ว คุณหมอก็พาไปดูคนไข้ที่นอกจากจะเป็นอัมพาตอย่างชัยแล้ว ยังกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้ เพราะประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่ายเสียไปอย่างถาวร

คุณหมอถามชัยว่า ถ้ามาเป็นอย่างนี้ กับที่กำลังเป็นอยู่ อย่างไหนจะดีกว่ากัน

ชัยสะดุด สติเริ่มเกาะกับใจกระชับขึ้น ทำให้เกิดความระลึกรู้ตามเป็นจริง เริ่มเห็นเหตุและผลดี ผลเสียที่คุณหมอเฝ้าเพียรชี้แจง อธิบาย สติสัมปชัญญะปลุกชัยให้ตื่นจากความยึดผิดดึงดัน ถือรั้นที่จะให้ตนกลับคืนเป็นปกติโดยไม่ทำอะไรเลย กลับกลายเป็นชัยที่รู้เหตุ รู้ผล หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย กระตือรือร้นทำกายภาพบำบัดตามคำสั่งโดยเคร่งครัด แต่ก็ยังอดเซ้าซี้พิรี้พิไรไม่ได้ คือจะให้คุณหมอสัญญาว่า เมื่อตนเพียรทำกายบริหารแล้ว ทุกอย่างจะฟื้นคืนสู่สภาพปกติ กลับไปทำงานได้ทัน ก่อนสิ้นกำหนดเวลา

คุณหมอชี้แจงว่า สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนืออำนาจที่คุณหมอจะสัญญา และบันดาลให้เป็นไปได้ แต่อยู่ที่ตัวชัยเอง ถ้าชัยตั้งอกตั้งใจ เคร่งครัดดูแลรักษากล้ามเนื้อเหล่านี้ได้ออกกำลังเคลื่อนไหว รับน้ำหนัก เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทรงตัวแข็งแรงตามสภาพปกติ เพราะยังถูกใช้งานอยู่ ตราบจนร่างกายกลับเป็นปกติ สมองทำงานเต็มที่ เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่งคำสั่งให้มีการเคลื่อนไหว ซ่อมแซม บำรุงรักษาตัวตามปกติได้ ทุกอย่างก็เรียบร้อย

ผลการรักษาปรากฏว่า ชัยฟื้นสภาพได้อย่างน่าพอใจ สามารถไปรายงานตัวต่อที่ทำงานเมื่อครบวันลา หัวหน้าก็มีน้ำใจโยกย้ายชัยให้มาทำงานนั่งโต๊ะ แทนที่จะต้องออกพื้นที่และไปต่างจังหวัดเช่นแต่ก่อน ทำให้สามารถจัดเวลาช่วงบ่ายมาทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลต่อไปได

เมื่อมาอยู่ด้วยกัน

ธรรมชาติของวัยหนุ่มสาว ทำให้เอื้อยโอนอ่อนผ่อนตามความปรารถนาของอ้ายโดยไม่รู้ตัว จนมีลูกด้วยกันสองคน เป็นผู้ชายทั้งคู่ แม้อ้ายจะขยันขันแข็งแค่ไหน การรับผิดชอบถึงสี่ปากท้อง ก็ไม่ใช่ของง่าย เอื้อยจึงต้องขวนขวายหางานทำเพื่อช่วยภาระครอบคัว ครั้งแรกก็ลองทำอาหาร ให้ผู้คนที่ผ่านไปมา ซื้อใส่ถุงพลาสติกกลับบ้าน ต่อมา อ้ายแนะนำให้ทำปิ่นโตส่งตามบ้านด้วย โดยอ้ายรับภาระช่วยส่งปิ่นโตให้ รายได้ก็ค่อยเป็นกอบเป็นกำ ให้ทั้งคู่ค่อยมั่นใจว่า คงสามารถส่งเสียลูกเข้าโรงเรียนได้โดยไม่เดือดร้อน

ปกติเอื้อยเชื่อในคุณงามความดี เชื่อว่า ถ้าเราทำถูก ทำดีแล้ว เทพยดา ฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้เห็นเป็นพยาน ท่านจะต้องคอยช่วยเหลือ คุ้มครอง ปกปักรักษาคนดีให้ได้รับแต่ผลดี คนชั่วทำชั่วแล้ว ก็ต้องได้รับการลงโทษให้รู้สำนึก อ้ายแย้งว่า ถ้าทฤษฎีของเอื้อยเป็นจริง โลกนี้ก็ไม่ต้องมีคุกตะราง ไม่มีคนโกง คนรู้มากเอาเปรียบ เพราะผลที่ได้รับเป็นเครื่องบีบบังคับให้ทุกคนระมัดระวัง ทำแต่ความดี เพื่อจะได้ผลดีตอบแทน

เอื้อยก็เริ่มสับสน

ถ้าเป็นจริงอย่างอ้ายว่า ทำไมพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเอื้อยจึงสอนว่า เทพยดา ฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง พระสยามเทวธิราชท่านทรงปกป้องคุ้มครอง ประเทศของเราจึงเป็นเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้ ขณะเดียวกัน ความจริงที่เอื้อยรู้เห็นจากวิทยุบ้าง หน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ล้วนทำให้เอื้อยระส่ำระสาย หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้

ประเดี๋ยวก็มีข่าวเครื่องบินตก คนตายกันทั้งลำ หาความผิดกับใครไม่ได้ ประเดี๋ยวรถทัวร์ชนกัน ไฟลุกไหม้ ครอกผู้โดยสารตาย คนขับมหาภัยหนีรอดไปได้ ตกลงผู้โดยสารตายฟรี รถสิบล้อชนคนแล้วถอยหลังกลับไปทับใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าตายคาที่ แล้วคนขับก็ลอยนวลหนีไป ทุกข่าว ทุกเรื่อง ความเสียหายล้วนตกอยู่กับผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่บังเอิญมาเป็นผู้เคราะห์ร้าย คุ้มครอง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

เรื่องใกล้ตัวเข้ามา เห็นจริงเห็นจังขึ้น คือเรื่องของชัย เพราะอ้ายติดตามข่าวคืบหน้ามาโดยตลอด เนื่องจากบริษัทประกันรถของชัย ใช้บริการอู่ซ่อมรถของนายของอ้าย ซ่อมรถลูกค้าเป็นประจำ

ก่อนนอน อ้ายจะมีเวลาคุยกับเอื้อยถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนได้ประสบมา เล่าสู่กันฟัง แล้วก็นำมาถกเถียง เพื่อหาข้อสรุป เป็นความรู้รอบตัว เผื่อตนไปประสบปัญหาเช่นนั้น ๆ บ้าง จะคิดแก้ไขอย่างไร

เรื่องนี้ทำให้เอื้อยหวั่นคลอนอย่างหนัก เพราะเอื้อยหาคำอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมคนไม่มีความผิด อย่างเพื่อนหญิงของชัย จึงต้องเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า ๆ เหตุอะไรกันที่บันดาลให้สิ่งน่าสยดสยองเหล่านี้เกิดขึ้น เหมือนฝันร้าย เหมือนเด็กเล่นตุ๊กตา ไม่พอใจตัวไหน ก็ขยำทิ้งไป

ถ้าเป็นเช่นนี้ เอื้อยควรพึ่งใคร เพื่อความตลอดปลอดภัยของตนและครอบครัว ?!

ระหว่างทำงานบ้าน หรือทำอาหารปิ่นโต เอื้อยมักฟังวิทยุไปด้วยเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเอง เรื่องของเทพยดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังติดข้องอยู่ในใจของเอื้อย และก่อกวนความรู้สึกนึกคิดเป็นครั้งคราว แม้เอื้อยจะคลายความเชื่ออย่างงมงายลงแล้วก็ตาม แต่จะทำกิจการอะไร ก็อดเผลอบนบานขอความช่วยเหลือไม่ได้ ถ้าอ้ายทราบ ก็จะตำหนิ และคอยห้ามปรามเสมอ ๆ

วันหนึ่งรายการวิทยุที่กำลังฟัง อ่านข้อความจากหนังสือ พุทธธรรม ของพระราชวรมุนี ถึงเรื่องเกี่ยวกับเทวดา ทำให้เอื้อยได้ทราบว่า การที่พ่อแม่และผู้คนในหมู่บ้านเอื้อยเกรงกลัวเทพกันหนักหนา ก็เพราะเชื่อถือตามลัทธิศาสนาที่มีมาก่อนพุทธกาล เชื่อว่า มีเทพสูงสุดเป็นผู้สร้างโลก และบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ไม่มีทางเจริญล้ำกว่าเทพได้

เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว ก็สอนให้ทราบว่า การหวังพึ่งเทวดาย่อมมีขอบเขตจำกัด เพราะเทวดาทั่ว ๆ ไปก็ยังมีอวิชชา ไม่รู้สัจธรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ ส่วนใหญ่ยังเป็นปุถุชน มีกิเลส มีเชื้อความทุกข์มากบ้าง น้อยบ้าง ยังหมุนเวียนขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในสังสารวัฏ ดังเช่นพระพรหม แม้จะมีคุณธรรมสูง แต่ก็ยังประมาทเมาว่าตนอยู่เที่ยงแท้นิรันดร เพราะไม่รู้อายุของตนตามจริง พระอินทร์เมาประมาทในทิพยสมบัติ ยังไม่หมดราคะ โทสะ โมหะ ยังมีความหวาดกลัว สะดุ้ง หวั่นไหว

การอ้อนวอนหวังพึ่งเทวดา นอกจากขัดกับความเพียรพยายามโดยหวังผลสำเร็จจากการกระทำ ขัดหลักพึ่งตนเอง และความหลุดพ้นเป็นอิสระแล้ว ยังมีผลเสียที่ควรสังเกตอีกหลายประการ เป็นต้นว่า

การที่มนุษย์ไปเฝ้าประจบยกยอ บนบานเทวดาที่ยังเป็นปุถุชน ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ประสบผลเสีย เทวดาทั้งหลายก็พลอยเสียไปด้วย เพราะเกิดความหลงใหลมัวเมาที่คำยกย่องสรรเสริญ ติดในลาภสักการะ สิ่งเซ่นสรวงสังเวย ปรารถนาจะได้ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น โดยนัยนี้ ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็มัวมาฝักใฝ่วุ่นวายอยู่กับการบนบาน และการให้ผลตามบนบานละทิ้งกิจหน้าที่ของตน หรือไม่ก็ปล่อยปละละเลยให้บกพร่องย่อหย่อน เป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท แล้วทั้งมนุษย์และเทวดาก็พากันเสื่อมลงไปด้วยกัน

เมื่อเทวดาประเภทหวังลาภมาวุ่นวายกันอยู่มาก เทวดาดีที่จะช่วยเหลือคนดีโดยไม่หวังผลประโยชน์ ก็พากันปลีกตัวออกไป มนุษย์ก็เลยรู้สึกกันมากขึ้นเหมือนว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วจึงได้ดี ก่อให้เกิดความสับสนระส่ำระสายในสังคมมนุษย์มากยิ่งขึ้น

เมื่อมนุษย์อ้อนวอนเรียกร้องเจาะจงต่อเทพบางท่านที่เขานับถือ เทพใฝ่ลาภก็ลงมาสวมรอยรับสมอ้างหลอกมนุษย์ทำเรื่องให้พวกมนุษย์หมกมุ่นมัวเมายิ่งขึ้น

จึงเห็นได้ว่า คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากเทวดา ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี และคนดีก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเทวดา ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ทั้งมนุษย์และเทวดาต่างก็เป็นปุถุชน ต่างก็ปฏิบัติผิด พากันทำให้ระบบต่าง ๆ ที่ดีงามในโลก คลาดเคลื่อนเสื่อมทรามลงไป

แม้เทวดาจะมีฤทธิ์อำนาจเหนือกว่ามนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ปรับปรุงตัวเองให้มีคุณธรรม ก็สามารถเท่าเทียม หรือเหนือกว่าเทวดาได้ ดังเรื่องในชาดก เล่าถึงกษัตริย์สองเมือง จะทำสงครามกัน ฝ่ายหนึ่งไปถามพระฤๅษีมีฤทธิ์ ซึ่งติดต่อกับพระอินทร์ได้ ได้รับทราบคำแจ้งของพระอินทร์ว่า ฝ่ายตนจะชนะจึงประมาท ปล่อยเหล่าทหารสนุกสนานบันเทิง ส่วนกษัตริย์อีกฝ่ายหนึ่ง ทราบข่าวทำนายว่าตนจะแพ้ ก็ตระเตรียมการให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ครั้นถึงเวลารบจริง ฝ่ายหลังก็เอาชนะกองทัพกษัตริย์ฝ่ายที่มัวประมาทได้

พระอินทร์ถูกต่อว่า ก็อธิบายว่า ‘ความบากบั่นพากเพียรของคน เทพทั้งหลายก็เกียดกันไม่ได้>’

เอื้อยฟังแล้วก็เห็นจริงตาม เพราะชีวิตของพ่อแม่เคยเป็นเช่นไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำอะไรที่ผิดแบบแผนจารีตประเพณีออกไป ผิดกับอ้าย ที่มีความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว เมื่อเห็นว่าหมดทางปรับปรุงแก้ไขพ่อได้ อ้ายก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า หนักเอาเบาสู้ทุกอย่าง เริ่มต้นด้วยการเป็นลูกมือเรียนรู้การเป็นช่างฟิต แล้วขยับไปหัดขับรถให้เป็นด้วย

ครั้นเมื่อได้เอื้อยมาอยู่ด้วย อ้ายก็หาลำไพ่พิเศษ ด้วยการขับรถเมล์เล็กผลัดค่ำ เก็บหอมรอมริบจนสามารถซื้อรถกระบะเก่า ๆ คันหนึ่ง มาตกแต่ง ซ่อมแซม จนใช้การได้ดี และใช้เป็นพาหนะสำหรับส่งปิ่นโตลูกค้า สมดังคำพระอินทร์ที่ว่า ‘ความบากบั่นพากเพียรของคน เทพทั้งหลายก็เกียดกันไม่ได้’

เพราะอ้ายเชื่อเช่นนี้นั่นเอง จึงโกรธเอื้อยหนักหนา เวลาเอื้อยบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือ อ้ายจะโวยวายว่า เรื่องอะไรต้องไปติดสินบนนักเลง ตัวของตัวช่วยตัวเองไม่เป็นหรือ เอื้อยก็มัวไปวิตกทุกข์ร้อนว่า อ้ายล่วงเกินเทวดา เดี๋ยวจะเป็นอันตราย

ยิ่งพูด ก็ยิ่งไม่เข้าใจกันมากขึ้นทุกที ชีวิตผัวเมียที่ระหองระแหงกัน แล้วบานปลายไปเรื่อย ๆ ก็คงทำนองนี้ ตัวอยู่ใกล้ชิดในบ้านหลังเดียวกัน แต่ใจคิดกันไปคนละฟากฝั่ง

ชัยเล่าให้คุณหมอฟังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสอนใจที่มีคุณค่ามหาศาล ปลุกสติสัมปชัญญะของเขาให้รู้ และเข้าใจในสาระของปัจจุบันว่า คือ การขวนขวายพึ่งพาตัวของตัวเองนั่นคือ ถ้าเขาไม่ได้มาเป็นคนไข้ของคุณหมด ไม่ได้ฝึกฝืนใจตัวเองให้มีสัจจะ สม่ำเสมอ ซื่อตรงต่อการทำกายภาพบำบัด เขาคงกลายเป็นคนพิการไปแล้วจริง ๆ และไม่มีโอกาสได้ทราบว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุทำให้เขาพิการ แต่เขาทำตัวของเขาเอง

ชัยเป็นกำพร้ามาแต่เล็ก เติบโตขึ้นมาด้วยการอุปการะดูแลจากคุณป้าที่เป็นสาวโสด เคร่งครัดในบวรพุทธศาสนา แต่ไม่เข้าใจวิธีถ่ายทอดสิ่งดีงามเหล่านี้ให้หลานชาย จึงเกิดช่องว่างระหว่างวัย ทำให้การพูดคุย สื่อความหมายกัน ไม่เกิดสาระเท่าที่ควร เป็นต้นว่า คุณป้ามักย้ำ ...เออ คอยดูไปเถอะ ใครทำอย่างไหนไว้ ก็ต้องได้รับผลอย่างนั้นแหละ หนีไม่พ้นหรอก

ฟังแล้ว แทนที่ชัยจะเห็นเป็นเรื่องของเหตุและผล กลับขบขันว่า คุณป้าคอยเพ่งโทษแช่งให้เขาเดือดร้อน คุณป้าพร่ำเตือนให้ชัยสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิก่อนนอน เพื่อใจจะได้สงบ ร่มเย็นเป็นสุข แทนการเที่ยวเตร่ สำมะเลเทเมา ปล่อยชีวิตให้หมดไป เปลืองไป โดยเปล่าประโยชน์ ชัยก็เถียงข้าง ๆ คู ๆ ไปว่า เวลาของคุณป้าเหลือน้อย ก็ขอเชิญคุณป้ารีบเร่งภาวนาไปก่อนเถิด สำหรับเขา ต้องใช้เวลาเพื่อเรียนรู้ชีวิตให้ครบทุกกระบวนการก่อน เพื่อว่า ตายไป ยมบาลซักถาม จะได้ไม่เสียดายว่า นี่ก็ยังไม่รู้ นั่นก็ยังไม่เคยลอง เสียชาติเกิดเปล่า ๆ

อุบัติเหตุครั้งนี้ กระตุกชัยให้ได้เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่มีสิ่งใดจะยึดเป็นกำหนดหมายได้ ชัยเชื่อเสมอมาว่า คุณป้าต้องตายก่อนเขาแน่นอน ตัวเองยังหนุ่มแน่น แข็งแรง เวลามีเหลือเฟือสำหรับทดลอง เรียนรู้ชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ให้สิ้นอยากเสียก่อน

เรื่องของศาสนา คือ บทปลอบใจยามแก่ ไม่ให้ว้าเหว่ ไร้ที่พักพิง แค่นั้นเอง
 

Image

 

....

คัดลอกบทความจาก

http://www.dharma-gateway.com


จำนวนอ่าน: 222

Be first to comment this article
RSS comments

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ข้อความ *:



ใส่รหัสตัวเลข(ก่อนส่ง)*:* Code

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 16 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

Top