Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 มังสวิรัติ ฤาจะเป็นกับดักแห่งอาหาร (นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ผ้าขี้ริ้ว
บัวใต้น้ำ
บัวใต้น้ำ


เข้าร่วม: 07 ก.ย. 2005
ตอบ: 101

ตอบตอบเมื่อ: 24 ก.ย. 2008, 8:06 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน



2.jpg


มังสวิรัติ ฤาจะเป็นกับดักแห่งอาหาร

“Eating it deeply, we touch the sun, the clouds, the earth, and everything in the cosmos.” THICH NHAT HANH

ก่อนไปลงไปถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ ผมอยากขอยืนยันตรงนี้ก่อนครับว่า โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับการกินมังสวิรัติให้มาก กินสัตว์ใหญ่ให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลยเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นก็กินสัตว์ที่เล็กหรือกุ้ง หอย ปู ปลา เท่าที่เป็นไปได้แทน


ในแง่ของงานวิจัยด้านสุขภาพใหม่ๆ รวมทั้งโครงการในด้านธรรมชาติบำบัดเกือบทุกโครงการ เห็นพ้องต้องกันว่า อาหารที่เหมาะสมและเป็นผลดีกับสุขภาพนั้นจะต้องเป็นอาหารแนวมังสวิรัติ โครงการของคุณหมอดีน ออร์นิสอนุญาตให้คนไข้โรคหัวใจขาดเลือดของเขากินไขมันได้ไม่เกิน 10% และไม่อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดยกเว้นปลา ในขณะที่สมาคมแพทย์โรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้กินไขมันได้ถึง 30% ผลการรักษาของคนไข้ในโครงการของคุณหมอดีน ออร์นิสได้ผลดีมากและมีคนไข้จำนวนมากที่เส้นเลือดหัวใจกลับมาขยายได้หลังจากที่เคยมีการอุดตันจากไขมันโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องทำบอลลูน ทั้งนี้ใช้ร่วมกับยาสมัยใหม่เท่าที่จำเป็นใช้ร่วมกับการทำความเข้าใจกับ “จิตใจ” ของตัวเองในเรื่องความเครียดด้วย งานวิจัยยาวนานถึง 25ปีของคุณหมอวิลค็อกและคณะที่ทำการศึกษาชาวโอกินาวาทางตอนใต้ของญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกพบว่า อาหารของชาวโอกินาวาเป็นแนวมังสวิรัติและชีวิตโดยรวมๆ ของชาวโอกินาวามีความเครียดน้อย คุณหมอจาคอบจากอินเดียแนะนำเรื่องผลไม้มื้อเย็นและควรมีช่วงอดอาหารในบางวัน ไม่ควรกินอาหารหลังสองทุ่ม คุณหมอเดวิด ไซมอน คุณหมอแอนดรู วีล คุณหมอดีปัค โชปรา และอื่นๆ อีกมากมายที่มีประสบการณ์จริงกับคนไข้ ล้วนมีความเห็นในทำนองเดียวกันนี้

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ “บูชาเจ” อย่างสุดขั้ว โดยไม่ได้เห็นภาพรวมแบบกว้างว่าเราทำอย่างนั้นเพื่ออะไร หากแต่การคิดแบบสุดขั้วในเรื่องอาหารนั้น ส่อแสดงให้เห็นถึง “มุมมองชีวิต” ที่แคบ ยึดติดและไม่เรียนรู้ มุมมองชีวิตแบบหลังนี้ไม่น่าจะเป็นหนทางแห่งความสุขที่แท้ได้เลย

ผมยกประเด็นง่ายๆ โดยเริ่มในเรื่องของชนิดของอาหารที่กินเลยว่า หากเราคิดว่า การที่เราไม่กินเนื้อสัตว์เพราะเป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่มีความเข้าใจผิดพลาดอะไรหรือไม่

เป็นทำนองว่าฆ่ามดไม่บาป ฆ่าคนถึงจะบาป ?

เพราะในแง่นี้ ถ้าเราดูดีๆ เราก็จะพบว่า นักมังสวิรัติก็เป็นผู้เบียดเบียนชีวิตเช่นกัน เพราะพืชก็เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน ปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ภายในพืชก็เป็นกระบวนการที่นำพลังงานจากแสงอาทิตย์นำสารอาหารจากพื้นดินมาสร้างมาสังเคราะห์เป็นตัวพืช เหล่านี้แสดงอย่างชัดเจนว่าพืชมีชีวิต ทั้งยังมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกเหมือนกัน และมีการดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่เหมือนกันกับสัตว์

เสือ, สิงห์โตนั้นเป็นสัตว์ที่ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นสัตว์กินเนื้อ ก็มันกินพืชไม่เป็นนี่นา จะให้มันทำอย่างไร เพราะฉะนั้นทุกวันที่มันกินอาหารนั้นเป็นการสร้างบาปของมันหรือ? ส่วนกวาง, กระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่ถูกสร้างให้มากินพืช ในเวลาเดียวกันมันก็ถูกกำหนดให้เป็นอาหารของสัตว์ที่กินเนื้อ ตามกลไกของความเป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ และมันก็ “ทำบาป” ไม่เป็นเสียด้วยเพราะมันกินเนื้อไม่เป็นเท่านั้นหรือ อย่าลืมว่ามันก็เบียดเบียนพืชเหมือนกัน ไม่เชื่อลองปล่อยกระต่ายสักฝูงเข้าไปในแปลงผักที่เราปลูกไว้สิครับ

อย่าลืมนะครับว่า ทั้งเสือและสิงห์โต นั้น โดยธรรมชาติแห่งความเป็นปกติของมันนั้น มันจะไม่ฆ่า มันจะไม่ล่า หากว่ามันไม่หิว หากว่าไม่ได้ต้องการอาหารเพื่อความอยู่รอด หากเรามองในแง่ของ สิ่งที่ต้องเป็นไปเช่นนี้ เสือและสิงห์โตยังเป็นสัตว์ที่ทำแต่บาปอยู่ทุกวันหรือไม่

มนุษย์ต่างหากที่เป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่เน้นการสะสม และบริโภคทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เฉพาะแต่ในเรื่องการกินเท่านั้นเกินกว่าที่จะจำเป็นต้องใช้ ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่เป็นต้นตอของปัญหาและเกิดปัญหากับมนุษย์เองด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ ชาวอเมริกันเพียงประเทศเดียวซึ่งมีพลเมืองเพียงประมาณไม่ถึง 6 % ของพลเมืองโลก แต่กลับใช้และบริโภคทรัพยากรเกือบ 60% ของโลก ในขณะเดียวกันกับที่จะมีคนจากอีกซีกโลกตายเพราะไม่มีอาหารจะกินมากถึงวันละ 30,000-40,000 คน

ผมคิดว่า ในเรื่องของการกินอาหารนี้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “ชนิดของอาหาร” เป็นหลัก หากแต่อยู่ที่ “จิตสำนึก” ในการกินอาหารมากกว่า หากเรากินอาหารด้วยมุมมองที่มีความรู้เท่าทันตั้งแต่ในขณะที่เตรียมอาหาร การเคี้ยวอาหาร การกลืนอาหาร ไปจนจบกระบวนการกินอาหารทั้งหมด เราก็จะค่อยๆ เข้าใจ เรียนรู้และสามารถเลือกอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของเราได้ อย่างที่ไม่มีสูตรตายตัว

ผมไม่เถียงว่านักปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่หลายคนเป็นนักมังสวิรัติแต่ผมไม่คิดว่านักมังสวิรัติเหล่านั้นเป็น “นักมังสวิรัติแบบภายนอก” ในทางตรงกันข้ามนักปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกหลายคนรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วยก็ไม่ได้เป็นนักมังสวิรัติ และท่านเหล่านี้กลับเป็น “นักไม่มังสวิรัติแบบภายใน” แต่ให้ความสำคัญกับ “แก่น” ของการกินอาหารอย่าง “รู้เท่าทัน” กระบวนการทั้งหมดมากกว่าที่จะมัวติดอยู่กับ “เปลือก” ภายนอก ที่เป็นเสมือนหนึ่ง “กับดักทางจิตวิญญาณ”

ผมเข้าใจและทราบดีว่า การที่นักปฏิบัติธรรมหลายท่านอาจจะพยายามยกเรื่องการไม่เบียดเบียนชีวิต มาใช้ในเรื่องของการกินอาหารนั้น เป็นกลอุบายอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้คนบางกลุ่มได้ปฏิบัติตัว ช่วยกล่อมเกลาให้ชีวิตมี “ความอ่อนโยน” มี “เมตตาธรรม” มากขึ้นจริง หากแต่ชีวิตของคนเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าสู่ “ความอ่อนโยน” ที่แท้จริงได้เลย หากไม่มีมุมมองที่กว้างขึ้น, ยึดติดและไม่เรียนรู้

ในเส้นทางของชีวิตและมุมมองนั้น มันมี “กับดัก” มากมายเสียเหลือเกิน หากใครหลุดเข้าไปใน “กับดัก” แห่งความคิดเหล่านั้น ก็จะเสียโอกาสในเรื่องของพัฒนาการในด้านจิตวิญญาณที่จะหยุดนิ่งในกับดักเหล่านั้น กับดักแห่งการยึดติดนั้น เกิดขึ้นได้เสมอ หากเราไม่หมั่นทบทวนตัวเอง หากเราไม่มี “สังฆะ” ไม่มีกัลยาณมิตรหรือความเป็นกลุ่มเป็นชุมชนที่คอยตักเตือนคอยร่วมกันทบทวนความคิด

หากพวกเรามีความเข้าใจในเรื่องของกับดักแห่งการยึดติดนี้ เราก็คงจะไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะคิดที่จะเข้าใจในเรื่องอื่นๆ อีกมากมายทั้งในแง่สุขภาพและในแง่อื่นๆ เป็นต้นว่า เราก็จะมีความเข้าใจได้เองว่า น้ำลูกยอ, หญ้าปักกิ่งหรือสาหร่ายสารพัดชนิดนั้นเป็นอย่างไร เราก็จะมีความเข้าใจว่าเราควรจะเต้นแอโรบิคหรือไม่ หรือเราเต้นแอโรบิคไปเพื่ออะไร และในที่สุดเราก็จะมีความเข้าใจเองว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ไม่ไปเป็น “สาวก” ของน้ำลูกยอ สาวกของหญ้าปักกิ่ง สาวกของสาหร่าย สาวกของแอโรบิคและอื่นๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา อย่างไรก็ตาม “การตกลงไปในกับดัก” ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากว่ารู้ตัวและตื่นที่จะปีนขึ้นมาจากหลุมพรางเหล่านั้น

และในที่สุดขอเรียนว่าจุดประสงค์ของบทความนี้ คงไม่ใช่เพื่อ “ติ” หากแต่เพื่อต้องการ “การกระตุ้น” ให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นจากเดิมที่ดีอยู่แล้วจากการที่คนส่วนหนึ่งหันมานิยมบริโภคอาหารในแนวของมังสวิรัติ

-------------------------------------

บรรณานุกรม
นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ คอลัมน์จับจิตด้วยใจ เรื่อง “มังสวิรัติ ฤาจะเป็นกับดักแห่งอาหาร”
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2546
 

_________________
คำพูดเพียงน้อยนิดอาจเปลี่ยนชีวิตของคนได้
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
ฌาณ
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 23 ก.ค. 2008
ตอบ: 1145
ที่อยู่ (จังหวัด): หิมพานต์

ตอบตอบเมื่อ: 24 ก.ย. 2008, 9:39 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ สาธุ
 

_________________
ผมจะพยายามให้ได้ดาวครบ 10 ดวงครับ
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
muntana
บัวใต้น้ำ
บัวใต้น้ำ


เข้าร่วม: 10 ม.ค. 2008
ตอบ: 108
ที่อยู่ (จังหวัด): bangkok , Thailand

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 1:13 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน



cd-5.jpg


cd-15.jpg


cd-12.jpg


มีงานศึกษา วิจัยอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐ ยุโรป ออสเตอเรีย ถึงสาเหตุ ต้นตอหลักของโรคมะเร็งร้าย ที่ ฆ่าชีวิต ผู้คนทั่วโลกอย่างมากมาย ดังที่ทราบกันอยู่
ซึ่งในประเทศไทย เรา มีอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่สูงขึ้นจนน่าตกใจ ทำให้ รพ รัฐ และศุนย์โรคมะเร็ง ไม่สามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยได้ ตัวเลขทีแท้จริงไม่มีใครทราบว่า จำนวนเท่าไรแน่นอน แต่ ที่แน่ ๆ มีผู้ป่วยรอรับการบำบัด นับแสน ๆ ราย อย่างอนาถา นอกจากผู้ป่วยที่มีฐานะดี สามารถเข้ารับการบำบัดรักษาใน รพ เอกชน แต่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ถึงกว่า 5 แสน บาท แต่ไม่ประกันว่าจะหายจากโรคร้ายนี้ได้ ดังเป็ฯที่ทราบกันอยู่ บางรายรักษากว่า 3-5 ปีหมดค่าใช้จ่ายกว่า 5-9 ล้านบาท สุดท้ายก็เสียชีวิต ดังที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่เนือง ๆ เฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ชาวบ้าน ทั่วไปมีอยู่นับไม่ถ้วน ว่ามีจำนวนเท่าไร แน่นอน

ต้องยอมรับความจริงที่ ทางไทยไม่ใคร่มีการศึกษา วิจัยอย่างจริงจังของต้นเหตุแห่งโรค ไม่เหมือนประเทศทางแถบอเมริกา หรือ ตะวันตก จะมีการทำการศึกษาอย่างจริงจัง เป็นเวลาหลาย ๆ ปี จนมีข้อมูลหลากหลายที่น่าสนใจ ว่า

เนื้อสัตว์ เป็นบ่อเกิด ต้นตอของนานาโรคร้ายหลากหลายชนิด
เช่นโรคมะเร็ง เต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
และจากการวิจัยล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยแพทย์ ฮาวาด์ แห่งสหรัฐ และ
มหาลัยแพทย์ ลีด แห่ง ประเทศอังกฤษ เนื้อสัตว์ ยังเป็นต้นเหตุหลัก ๆ ของ
มะเร็งต่อมลูกหมาก และ มะเร็งรังไข่

ข้อมูลโดยมหาลัยแพทย์ชื่อดังระดับโลก
มหาลัยเทกซัส สหรัฐ
มหาลัยชิคาโก สหรัฐ
มหาลัยฮาวาย สหรัฐ
มหาลัยฮาววาด สหรัฐ
มหาลัยแพทย์ แห่งออสเตอเรีย
มหาลัยคิวเบค แห่งแคนาดา
มหาลัยออกฟอร์ด แห่งอังกฤษ
มหาลัยลีด แห่งอังกฤษ
มหาลัยแฟงค์เฟิต แห่งเยอรมัน

โดยการสนับสนุนสถาบันวิจัย โรคมะเร็ง แห่งสหรัฐ
National Cancer Research Institue - USA
สถาบันโรคมะเร็ง แห่ง WHO
The World Cancer Research Fund ( WCRF )
และวารสารสุขภาพดังต่อไปนี้

MSNBC news - USA
COSMOS- USA
ABC- healthy living
CBCNEWS.CA
STATS
CBS-NEWS
SMH.COM
CANCERLINE - USA
NEIGHBORS NEWS - breast health
IRISHHEALTH.COM
TELEGRARPH.CO.UK
NEWSER- UK
PHYSORG.COM USA
SCIENTIST NEWS - USA
HARWARDS NEWS - USA
NATIONAL CANCER INSTITUES- USA



**********************************************

ยังมีข้อมูลอีกมากมายนับไม่ถ้วน อาจมากกว่า 100 บทความ
ที่มีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางทั้งในยุโรป อเมริกา แคนาดา และออสเตอเรีย
ถึงผลร้ายของการบริโภคเนื้อสัตว์ในเชิง สุขภาพ และการระบาดของโรคมะเร็งร้าย
นอกจากโรคไขมันอุดตัน โรคหัวใจ อันเป็นผลจากเนื้อสัตว์

แต่ไทยเรากลับปิดปากเงียบ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล อันน่ารู้นี้ มีแต่เฉพาะ
วงการแพทย์ ที่หันหลังการบริโภคเนื้อสัตว์ มาเป็นอาหารปลอดเนื้อสัตว์

ที่แน่ ๆ การบริโภคเนื้อสัตว์ นอกจากผลดีต่อสุขภาพ ยังเป็นการละบ่วงเวรกรรม
จากการร่วมทำลายล้าง สัตว์อื่น ๆ

โรคมะเร็ง ต้นเหตหลักที่แท้จริง


จากงานศึกษา วิจัยโรคมะเร็ง สาเหตุหลัก ของการก่อตัวของโรคร้ายต่อมนุษย์
โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ ทีมคณะแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จากหลายหลาย
มหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังก้องโลก โดยทุนสนับสนุนจาก สถาบันต่อต้านโรคมะเร็ง
แห่งโลก

The World Cancer Research Fund (WCRF)

รายละเอียดหาอ่านได้จากข้อมูลในเวป

http://www.dhammajak.net:80/board/viewtopic.php?t=14583

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17241

http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=22743



http://board.palungjit.com/showthread.php?t=145201

http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=22040


การเบียดเบียนชีวิตตัวเองและสัตว์ร่วมโลก เป็นการสร้างเวรกรรม ที่ไม่สิ้นสุด

:- การไม่ประมาณในการบริโภคย่อมนำภัยมาสู่นัว

ได้ส่งเว็บที่น่าสนใจมาให้ดูนะ :

www.tamdee.net/dhamma/play.asp?QID=105


**************************************************************
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
muntana
บัวใต้น้ำ
บัวใต้น้ำ


เข้าร่วม: 10 ม.ค. 2008
ตอบ: 108
ที่อยู่ (จังหวัด): bangkok , Thailand

ตอบตอบเมื่อ: 26 ก.ย. 2008, 4:43 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน



dx4.jpg


dx6.jpg


จากข่าวล่าสุด เนื่องจากโรคมะเร็งร้าย

เป็นภัยคุกคามชีวิตคนอเมริกัน
สูงมากซึ่งมีอัตราสูงถึง 300 เปอร์เซนต์ ที่กลุ่มวัยรุ่นยังนิยมบริโภคเนื้อ
ทำให้ทางการสหรัฐ โดยสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง แห่งสหรัฐ (AICR)
ต้องออกโรงเตือนเป็นการเร่งด่วนให้หยุด ละ บริโภคเนื้อสัตว์
เพื่อลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วย
ด้วยโรคมะเร็งร้ายนานาชนิด ตามที่มีการศึกษา วิจัยอย่างกว้างขวาง
ว่า เนื้อสัตว์เป็นภัยร้าย บ่อเกิดของโรคมะเร็งหลายๆ ชนิด
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ช้างชูธง
บัวพ้นดิน
บัวพ้นดิน


เข้าร่วม: 18 พ.ค. 2007
ตอบ: 50

ตอบตอบเมื่อ: 29 ก.ย. 2008, 1:53 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ต้องขอเรียนว่า พืชไม่มีจิตวิญญาณ
คือ ไม่มีสัตว์โลก หรือจิตวิญญาณใดๆ ที่ตายจากภพนั้นแล้วสามารถกลับไปเกิดเป็นพืช
แล้วก็ไม่เคยมีตำราไหนบอกว่า พืชตายแล้วจะมาเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ใดๆ ได้
การกินพืชจึงไม่ได้เบียดเบียนจิตวิญญาณใดๆ เพราะไม่มีอยู่ในพืช

ในตำรามีบอกถึงกำเนิดของจิตวิญญาณสัตว์โลกมีสี่อย่างเท่านั้นคือ
เกิดในครรภ์
เกิดในไข่
เกิดในเถ้าไคล
อุบัติขึ้นเอง หมายถึง เทวดา เปรต อสุรกาย

ไม่มีกล่าวถึง การเกิดจากเมล็ด หรือ เกิดจากปักชำ หรือการเพาะ.... ดังนั้นการกินพืชไม่ได้เบียดเบียนใดๆกับจิตวิญญาณใดเลย โปรดเข้าใจให้ถูกต้อง
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง