Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 กอบกู้สติปัญญา กอบกู้ชาติและชุมชน : ท่านเขมานันทะ อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
กุหลาบสีชา
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 30 เม.ย. 2007
ตอบ: 1466
ที่อยู่ (จังหวัด): กทม.

ตอบตอบเมื่อ: 24 มิ.ย.2008, 5:37 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

ก อ บ กู้ ส ติ ปั ญ ญ า
ก อ บ กู้ ช า ติ และ ชุ ม ช น

ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)

การดูจิต อาจจะเป็นวัฒนธรรมที่แปลกประหลาด
สำหรับคนร่วมสมัย เพราะว่าเราสอนให้ยึดติดในโลกของวัตถุ
ชอบดูสิ่งภายนอก สิ่งสวยงาม
ผู้หญิง ผู้ชาย หรือภาพยนตร์ หรืออะไรต่างๆ


เราไม่เคยถูกสอนให้ดูจิต หรือแม้แต่ดูตัวเอง
เพราะดูตนเองแล้วมันไม่สนุกอะไร

แต่สำหรับผู้ที่เข้าอกเข้าใจดีอยู่แล้ว
การดูตนเองนั้นเป็นการลับสติปัญญาชั้นสูง
เพราะว่าการที่เราเข้าใจจิตใจมนุษย์คนหนึ่ง
คือตัวเรานั้น เท่ากับเราเข้าใจสายสัมพันธ์ของมนุษยชาติ


อีกทั้งปมปัญหาและขุมทรพย์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเองของทุกๆ คน
เพราะคนอื่นก็เหมือนกับเรา
เพียงแต่หน้าตา รูปร่างภายนอก ภาษาที่พูด
วัฒนธรรมการกินอยู่ไม่เหมือนกัน
แต่ธาตุฐานความเป็นคนเหมือนกัน

การรู้จักตัวเองนั้นคือรู้จักมนุษย์ทั้งโลก
ทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบัน


ดังเรื่องที่พระจักรพรรดิองค์หนึ่งของจีน
รับสั่งเรียกตัวนักประวัติศาสตร์ราชสำนักมา
รับสั่งให้เขียนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
นักประวัจิศาสตร์ผู้นั้นกลับไปไตร่ตรองอยู่ร่วมเดือน
เขียนไม่ออกสักประโยคหนึ่ง

เมื่อได้รับการเตือนจากองค์พระจักรพรรดิ
นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดก็เขียนออกมาสามประโยค

มนุษย์เกิดมาแล้วพอกพูนตัณหา เป็นทุกข์แล้วก็ตาย
เท่านี้ก็คือประวัติศาสตร์ของมนุษย์


เป็นนิทานล้อเลียนว่า

มนุษย์ทั้งโลกเหมือนกันหมด
เว้นไว้แต่ท่านผู้รู้แจ้งประจักษ์


พวกเรากำลังเดินตามรอยฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้า
เชื่อกันว่าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ นั้น
พระพุทธเจ้าทรงรู้ประจักษ์แจ้งความจริงของชีวิตด้วยตัวของท่านเอง
แล้วก็ไม่เคยได้ยินใครสอนมาก่อน

ส่วนที่ครูดาบสสององค์สอนนั้นไม่ใช่ทางนี้ คนละทาง
เมื่อพระองค์ท่านเข้าถึงความจริงอันสูงสุดนั้นแล้ว
ก็ยังไม่บัญญัติธรรมะขึ้นสอน บัญญัติช่วงหลัง

สิ่งที่ท่านสอนนั้นเป็นธรรมนิยาม
เป็นกฏตายตัวของธรรมชาติก็ว่าได้


เมื่อพระองค์เข้าถึงแล้วนั้นยังไม่ทรงบัญญัติเรียกชื่อว่าเป็นอะไร
ท่านมานึกถึงดาบสทั้งสอง
ทรงเห็นว่าเป็นบัณฑิตผู้เฉลียวฉลาด
หากได้ฟังธรรมที่ท่านตรัสรู้แล้วจะเข้าถึงๆ ได้โดยเร็วพลัน
ปรากฏข่าวว่าทั้งคู่สิ้นชีวิตไปแล้ว

ต่อมาท่านนึกถึงปัญจวัคคีย์
ซึ่งเคยดูแลรับใช้พระองค์ท่านคอยทรมานตน
ซึ่งหนีหน้าไปอู่ที่เมืองพาราณสี หรือเมืองกาสีสมัยโน้น
ก็เสด็จดำเนินมุ่งไปสู่เมืองกาสีหรือเมิองพาราณสี

พบอุปกาชีวกสวนทาง
นักบวชเร่ร่อนคนนั้น
ก็รู้สึกเลื่อมใสในท่วงท่าของพระพุทธเจ้ามาก
เข้าไปถามว่า ใครเป็นอาจารย์ของท่าน
ท่านชอบธรรมะของใคร

ตรัสตอบอาชีวกคนนั้นว่า

ท่านเป็นสยัมภูรู้เอง

และเมื่อถูกซักไซร้ไล่เลียงว่า
ท่านเป็นใครกันแน่ เป็นคนหรือเปล่า
เป็นเทพหรือไม่ หรือเป็นนาค หรือเป็นครุฑ

ชาวอินเดียสมัยโน้นเชื่อว่า
นาค ครุฑ เทพ อาจแปลงกายเป็นอะไรก็ได้
ตรัสฏิเสธตอบเพียงว่า
ขอให้จำว่าท่านเป็นพุทธะเท่านั้นเป็นพอ

ซึ่งผลก็คือ อาชีวกผู้นั้นไม่เชื่อ
แล้วก็แลบลิ้นหลอกให้ด้วย
แถมเยาะหยันว่า

เชิญเป็นให้พอนะพ่อ แล้วจากไป

การสอนครั้งแรกของพระพุทธเจ้าไม่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้เพราะไม่มีธรรมบัญญัติ

ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเอง
ทำให้พระพุทธเจ้าทรงดำริถึงอุบาย
ที่จะนำทางจิตไปประสบธรรมที่พระองค์เข้าถึง

อาชีวกเขาเพียงเลื่อมใสท่าทางภายนอก
ฉะนั้นเมื่อบอกเขาตรงๆ ว่า ท่านคือพุทธะ
สภาวะของท่านเป็นพุทธะ เขาก็เข้าใจไม่ได้

ต่อมาพระพุทธองค์ทรงบัญญัติธรรมขึ้นสอน
ดังนั้นธรรมะที่สอนนั้นเป็นเพียงอุบายวิธีเท่านั้น
ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปฏิจจสมุปบาท
สิ่งเหล่านี้โดยสภาวะมันมีแต่อาการ ไม่มีชื่อ


ชื่อนั้นเป็นนามบัญญัติที่พระพุทธเจ้าเรียกมันขึ้น
อันนี้ก็เป็นอุบายในการสอนให้ผู้มาใหม่รับฟัง แล้วไตร่ตรอง

แต่สาระสำคัญอยู่ที่ การเข้าถึงจิต

(มีต่อ)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
กุหลาบสีชา
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 30 เม.ย. 2007
ตอบ: 1466
ที่อยู่ (จังหวัด): กทม.

ตอบตอบเมื่อ: 24 มิ.ย.2008, 5:46 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

วิปัสสนานั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดตรงเฝ้าดูจิต
และไม่เข้าไปในความคิด
มันก็จะเห็นเรื่องราวที่ซ่อนเร้นในตัวเอง เช่น


ถ้าได้คำตอบว่า
ความริษยานั้นเป็นความคิดเปรียบเทียบ
ทันใดที่เราคิดเปรียบเทียบนี่
เราจะเริ่มริษยา เริ่มเสียสมดุล เสียความปกติ

ในทางกลับกัน
ความคิดที่จะให้ก็เป็นความคิดเหมือนกัน
ความคิดเจือจาน กล่าวได้ว่า
ความคิดนั้นได้ครอบงำเราอยู่

เหมือนเรานั่งอยู่ในมุ้ง
เรามองอะไรนี่ผ่านทางมุ้ง
เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง คลุมๆ เครือๆ
ถ้าเราเลิกมุ้งออกมา
เราจะเห็นแจ้งขึ้น
ชัดเจนในสิ่งที่คลุมเครือนั้น.

สรุปว่าให้รู้ตัว แต่อย่าให้มันรู้อะไรโดยเฉพาะ
เพราะถ้ามันรู้อะไรเข้า มันจะยึดติด
แต่ให้รู้ตัวโดยไม่ต้องรู้อะไร อยู่กลางๆ รู้ผ่านๆ

ความคิดมันจะเกิดขึ้น
ความคิดปรากฏขึ้น
เราจะเห็นอย่างฉับพลันทันที

ถ้าไม่ฉับพลันเป็นการคิดซ้อนคิด หรือคิดถึงความคิด

ดังนั้นนิกายเซนจึงยืนยันว่า

การเห็นธรรมนั้นต้องฉับพลัน ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไป

ดูตัวอย่างผีเสื้อดักแด้ห่อตัวเข้าฝักนานทีเดียว
แต่ภายในคืนเดียวมันกลายเป็นผีเสื้อทันที
ฉับพลันหมายถึงกินช่วงขณะนั่นเอง
ที่เรานั่งบ่มความรู้สึกตัวนี้เป็นการเตรียมการเพื่อจะเห็น
แต่ไม่ใช่การเห็น

การเห็นกันชั่วขณะจิตเดียว
การเห็นความคิดนั้นเป็นการเปิดประตูเข้าไปสู่สภาวะธรรม
เหนือความคิด


ดังผมอุปมาแล้วว่า

เมื่อเรานอนหลับลึกโดยไม่มีความฝัน
ที่นั้นไม่มีระยะทาง ไม่มีกาลเวลา
ไม่มีเพศ ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย

พอตื่นขึ้นมาจึงคิดหรือรับรู้ว่า
ตัวเองเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย
พอหลับลึกลงไปไม่มี

แต่ภาวะที่หลับลึกนั้นชีวิตยังคงดำรงอยู่
แต่ดำรงอยู่อย่างแปลกประหลาด
พอมันฟื้นขึ้นมาใหม่
เราพบว่าชีวิตเราอยู่รอดมาได้เพราะการหลับลึกนั่นเอง

การนอนหลับเป็นบทบาทที่สำคัญมาก
ถ้าเรานอนไม่หลับสักสิบคืนสงสัยจะไปแน่
เว้นไว้แต่ผู้ที่เจริญสติมาดี

หลับในตื่น ตื่นในหลับ
ไม่ได้หลับแบบหลับ แต่หลับแบบตื่น
แล้วพักผ่อนพอเพียง

ดังนั้นจึงมีเรื่องเล่าว่า

พระพุทธองค์ท่านนอนเพียงชั่วยามเดียว สามถึงสี่ชัวโมง

แพทย์สมัยใหม่บอกเราว่า
เราต้องนอนอย่างน้อยแปดชั่วโมง
มันก็สมกับวิถีชีวิตซึ่งฉุกละหุก
เหน็ดเหนื่อยของผู้คนร่วมสมัย

แต่ข้อเท็จจริงอันหนึ่งว่า เรามาอยู่ป่า
นอนสักสามชั่วโมงก็อื่ม
ตื่นขึ้นมารู้สึกสดใสได้เหมือนกัน

จิตดวงแรกและดวงสุดท้ายสำคัญมาก
ก่อนจะหลับ อย่าหลับด้วยความง่วง
ต้องหลับด้วยความตื่น คือทำจิตให้แจ่มใส
แล้วก็นอนลงตั้งสติ แล้วค่อยๆ เข้าสู่นิทรารมณ์

คืออารมณ์ในการหลับ จิตตกภวังค์
เรียกว่าหลับอย่างนักภาวนา


ครั้นเวลาตื่น พอรู้สึกตัวก็ขยับไม้ขยับมือก่อน
เพื่อว่าจิตดวงแรกที่ตื่นจะแล่นไปสู่ความสดชื่น
ความสดๆ ดังนั้นจิตดวงแรกที่ปรากฏความหลับ
ควรจะแล่นเข้าสู่ความสดชื่นที่ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม

นั่นคือสติเริ่มมีบทบาทลึกซึ้งแล้ว
ลึกซึ้งมากกว่านั้น
ขณะที่หลับ ขณะที่ฝัน
สติจะตั้งหลักขึ้นมา แล้วก็ตื่นจากฝัน

บางทีถ้านอนหลับอยู่พอเริ่มฝัน
สติมันตอบโต้ขึ้นมาภายใต้สำนึก
ถึงขนาดลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติก็ได้ เป็นได้เหมือนกัน

(มีต่อ)